‘อิตาเลเซีย’นำเข้า ‘Rivolta Carmignani’แบรนด์ผ้าปูคุณภาพจากอิตาลีพร้อมชวนสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนแบบเหนือระดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730940

'อิตาเลเซีย'นำเข้า 'Rivolta Carmignani'แบรนด์ผ้าปูคุณภาพจากอิตาลีพร้อมชวนสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนแบบเหนือระดับ

‘อิตาเลเซีย’นำเข้า ‘Rivolta Carmignani’แบรนด์ผ้าปูคุณภาพจากอิตาลีพร้อมชวนสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนแบบเหนือระดับ

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 12.41 น.

อิตาเลเซีย (Italasia) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการนำเข้าสินค้าชั้นนำจากประเทศอิตาลี ด้วยการนำ ‘Rivolta Carmignani’ บุกตลาดไทยครั้งแรก! ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 4 โซน Living กับนิยามของสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนแบบเหนือระดับ ผ่านแบรนด์ประวัติศาสตร์ที่ผลิตผ้าลินินคุณภาพเยี่ยมสำหรับผ้าปูที่นอนและผ้าขนหนู ผนวกกับการตัดเย็บขั้นสูงและประณีตจนเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้งานทั่วโลกมายาวนานกว่า 150 ปี ทั้งนี้ได้มีการจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยภายในงานมี คุณจริยดี สเปนเซอร์ และคุณกรกนก ยงสกุล มาร่วมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพและเทคนิคการเลือกเครื่องนอน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก ฯพลฯ เปาโล ดีโอนีซี (H.E. Mr. Paolo Dionisi) เอกอัครราชฑูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย และภริยา, คุณญาณินทร เตมียบุตร, คุณณัฐธิดา ชุติเชาวน์กุล เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

คุณฟา เบเนเดทตี้ ผู้บริหารและผู้อำนวยการสายผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์โรงแรม/ร้านอาหาร บริษัท อิตาเลเซีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เป็นระยะเวลากว่า 60 ปี ที่ทางอิตาเลเซียได้คัดสรรและนำเข้าแบรนด์ที่มีคุณภาพส่งตรงให้คนไทยกันมาอย่างต่อเนื่อง จนมีความเชี่ยวชาญทั้ง F&B และ Hotel Supply อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งรายใหญ่และรายย่อย ทั้งเรื่องมาตรฐานในการเลือกสินค้าและการบริการที่ดีที่สุด ดังนั้นความพิเศษของการครบรอบ 60 ปีในครั้งนี้ ได้ขยายการเติบโตมาถึงโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดกับการนำเข้า ‘Rivolta Carmignani’ แบรนด์เก่าแก่กว่า 150 ปี เข้ามาสบทบสินค้าในกลุ่มดีไซน์และไลฟสไตล์ของเราอย่างเป็นทางการ โดยเราได้ถือครองสิทธิ์การนำเข้าแบรนด์นี้ในไทยแต่เพียงผู้เดียว”

“ซึ่งในคอลเลคชั่นที่นำเข้ามาจะเป็นผ้าปูที่นอนรุ่น Lounge, Shangri-La, Shangri-La Jacquard, Relais โดยใช้ฝ้ายคุณภาพสูงจาก Egyptian cotton แท้ 100% และมีความละเอียดในการทอมากถึง 600 เส้นได้ต่อตารางนิ้ว Egyptian cotton- มีความเรียบ ลื่น แข็งแรง เนื้อผ้าไม่เป็นขุย แต่ก็ยังคงความนุ่มนวล แข็งแรง และให้สัมผัสที่นุ่มนวล ระบายอากาศและความร้อนได้ดีเยี่ยม และหากผ่านการซักมากเท่าไหร่ ความนุ่มก็ยิ่งเพิ่มมาก รวมถึงคอลเลคชั่นผ้าเช็ดตัวและผ้าขนหนู Liberty, Royal โดยทุกรุ่นมีความหรูหรา ทันสมัย มีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ทางด้านเทคนิคการตัด การเย็บ การปัก อย่างประณีตของทางแบรนด์ไว้ได้เป็นอย่างดี”
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นผ่านงานดีไซน์ในแต่ละคอลเลคชั่น

คอลเลกชัน LOUNGE : ตอบโจทย์ความงดงามอย่างพิถีพิถันกับคุณลักษณะการเย็บอย่างประณีต ด้วยเทคนิค Bourdon Stitch ที่โดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ Rivolta Carmignani คอลเลกชันนี้ยังทำให้ห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนดูมีกลิ่นอายแห่งความนุ่มนวล ตั้งแต่เตียงกับผ้าห่มซาติน รวมไปถึงหมอนกำมะหยีที่ช่วยเสริมเรื่องความหรูหราที่เข้ากัน
คอลเลกชัน SHANGRI-LA JACQUARD: ลวดลายที่สวยงามและประณีตของคอลเลกชัน Shangri-La Jacquard สะท้อนกลิ่นอายฝั่งตะวันออก เชื่อมโยงลายเส้นด้วยเทคนิค Jacquard เฉพาะตัวของแบรนด์ Rivolta Carmignani ยิ่งทำให้เพิ่มความโดดเด่นของลายผ้าอย่างชัดเจน ด้วยการใช้ฝ้ายทออย่างประณีตมากถึง 600 เส้นต่อตารางนิ้ว และยังให้ความรู้สึกนุ่มดุจ
แพรไหม คอลเลกชัน Shangri-La Jacquard สีขาวนี้ จะช่วยเสริมให้ห้องนอนสวยงามได้อย่างไร้ที่ติ

คอลเลกชัน BELVEDERE: ลวดลายเล็ก ๆ ที่เรียงรายอย่างพิถีพิถันขนานกันไปบนผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ 600 เส้น ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับห้องนอนและทันสมัยตลอดเวลา
คอลเลกชัน ROYAL: ความละเอียดของลวดลายงานปักที่มีเอกลักษณ์และความประณีตกับการออกแบบที่โดดเด่นด้วยเส้นด้ายสีทองจากช่างมากฝีมือผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงทำให้เป็นคอลเลกชันที่ไม่เคยตกรุ่นทุกยุคทุกสมัย ทั้งความสวยงามของชุดเครื่องนอนและชุดผ้าขนหนูสัมผัสเนื้อนุ่มช่วยเพิ่มความสุขทุกช่วงเวลาของการพักผ่อน
คอลเลกชัน RESORT BATH TOWEL: ผ้าขนหนูสีขาวสัมผัสเนื้อนุ่มประดับประดาอย่างประณีตด้วยลาย Jacquard ยังได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากฝั่งตะวันออกมีความเรียบง่ายและสวยงาม

ความหรูหราที่ยั่งยืนเหนือกาลเวลานอกจากงานดีไซน์ที่มีความหรูหราแล้ว ความยั่งยืนยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทาง Rivolta Carmignani ให้ความใส่ใจเป็นอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ได้รับการรับรองจาก OEKO-TEX® STeP เนื่องจากคุณภาพของผ้าปูที่ทนทานทำให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน สิ่งนี้สามารถตอบโจทย์ในยุคที่ความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่และยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดสำคัญของอิตาเลเซียและแบรนด์ที่มีร่วมกันได้เป็นอย่างดีสามารถเยี่ยมชมสินค้าจากแบรนด์ ‘Rivolta Carmignani’ ได้ที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 4 แผนก Living Mall และ อิตาเลเซีย กรุ๊ป (Italasia group)

รักเด็ก…แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731388

รักเด็ก...แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

รักเด็ก…แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.24 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 นายครรชิต มนูญผล ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โพสต์ข้อความพร้อมภาพ Infographic ประกอบผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้ 7 เบื่อของครูไทย รักเด็ก..แต่หมดไฟ เบื่อรัฐมนตรี มีก็เหมือนไม่มี แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ทันเหตุการณ์ , เบื่อ กคศ. พูดแต่ปาก บอกว่าเน้นสภาพจริง ลดกระดาษ แต่กลับยิ่งมากกว่าเดิม , เบื่อ O-NET บอกว่าสอบตามความสมัครใจ สุดท้ายบังคับสอบทุกคน , เบื่อหลักสูตร มีรายวิชามากมาย แต่เอาไปใช้จริงในชีวิตได้น้อยมาก , เบื่อ ผอ. ทุก ผอ. เอาแต่ใจตนเอง ไม่ฟังเสียงใคร สั่งเอาโน้นเอานี่ทั้งวัน , เบื่อประเมินสารพัด ประเมินเกือบทุกวัน เน้นแต่ถ่ายภาพ จัดฉาก มากพิธี และ เบื่อ สมศ. ขยันผิดปกติ เน้นเอกสารเดิมๆ … การศึกษาไม่ใช่เรื่องของมือสมัครเล่น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2566 นายครรชิต ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ Infographic ระบุว่า 5 คุณลักษณะ รมว.ศึกษาธิการ คนใหม่ 1.มีประสบการณ์ตรง ทำงานได้ทันที ไม่ใช่มาเริ่มฝึกงานใหม่ ที่นี่ไม่ต้องการเด็กฝึกงาน 2.รู้ทันโลก ไม่ไร้เดียงสา รู้ทันข้าราชการประจำ ไม่เป็นเครื่องมือพ่อค้า 3.พูดจารู้เรื่อง รู้จริง รู้ชัด กล้าพูด กล้าตัดสินใจ กล้านำเสนอ 4.มีวิสัยทัศน์ด้านคุณภาพชัดเจน รู้ว่าสภาพจริงเป็นเช่นไร และจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร และ 5.ติดดิน ขยัน สู้งาน ออกตรวจสภาพจริง มากกว่านั่งสวยๆ บนหอคอย

– 006

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid02ZpMbgfpWX8GUYJpLDZoUj5cKw3howG1ZJV4i29wH4L5rcsjG9QgZaD66WyCVEc5Kl%26id%3D100057516997108&show_text=true&width=500 , 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid032L9GxSF2tmUQAgVJezmhbRLQcYmnS7Retp7vLH83A6DEXy9zib84yxWuBEWSyLANl%26id%3D100057516997108&show_text=true&width=500

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731336

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา  ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.10 น.

“รายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุกำลังจะเผชิญกับข้อจำกัดงบประมาณ”อันเนื่องจากผลกระทบของโควิด ปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก และสงครามรัสเซียรุกรานยูเครน ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของเราเองที่ปรับตัวไม่ทันโลก จะส่งผลต่อความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะยาว ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังตามเป้าหมาย ซ้ำยังมีภาระจ่ายคืนหนี้เงินกู้มหาศาลในอนาคต ดังนั้น “ประเทศไทยควรจะต้องหาทางออกสำหรับงบประมาณรายจ่ายที่เพียงพอและยั่งยืน” สำหรับระบบความคุ้มครองความยากจนสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต

“แม้จะมีความพยายามโดยภาคประชาสังคมและภาคการเมือง เพื่อผลักดันทางกฎหมายและการเมืองในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติบำนาญผู้สูงอายุ แต่ทุกฉบับล้วนถูกตีตกด้วยเหตุผลหลักคือเป็นภาระงบประมาณ” ทั้งที่หากผู้กำหนดนโยบายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะให้ความคุ้มครองด้านสวัสดิการต่อประชาชน ก็ควรที่จะผลักดันให้สามารถเกิดขึ้นได้ เหมือนอย่างระบบบัตรทองหรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โดยหลักการพื้นฐานแล้ว แนวคิด“รัฐสวัสดิการ” หรือ สวัสดิการสังคมถ้วนหน้า ซึ่งครอบคลุมถึงระบบ “บำนาญแห่งชาติ” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการมีชีวิตที่มั่นคง และเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดสวัสดิการ โดยควรจะเป็นเป้าหมายทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางการเมืองที่เป็นฉันทามติของสังคมไทย สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยการลดความเหลื่อมล้ำจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง

“เราไม่สามารถจะนำตัวแปรความเหลื่อมล้ำออกจากสมการของการพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย เพราะประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้และด้านทรัพย์สิน เป็นปัญหาติดอันดับต้นๆ ในโลก โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตระกูลที่รวยที่สุด50 ตระกูล มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 20-30% หรือ เพิ่มขึ้น 6-8 เท่า มีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ1 ใน 10 ของ GDP เพิ่มเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP

ซึ่งตระกูลที่รวยที่สุดตระกูลหนึ่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเพียงปีเดียวเกือบ 1 แสนล้านบาท ในปี 2563 ที่ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสจากปีแรกของโควิด หลายตระกูลบนยอดพีระมิดที่ความมั่งคั่งเติบโตรวดเร็วติดจรวด เพราะได้เปรียบจากการประกอบธุรกิจสัมปทาน หรือ ธุรกิจกึ่งผูกขาด เช่น โทรคมนาคม หรือ พลังงาน ตลอดจนกลไกภาครัฐเอื้อให้สามารถมีอำนาจเหนือตลาด และได้รับยกเว้นภาษีแบบที่ผู้ประกอบการ SME ไม่ได้รับโอกาส”

ในขณะที่ ช่องว่างระหว่างคนรวยที่สุด 10% และคนส่วนใหญ่ในประเทศ ยิ่งขยายกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนจนระดับล่าง 10% แทบจะไม่ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คงไม่น่าแปลกใจที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ตามที่ ศ.ดร.เมธี ครองแก้ว (2522) เคยระบุไว้ว่า “รัฐบาลไม่ต้องการใช้นโยบายการคลังเพื่อผลทางการกระจายรายได้ เพราะนโยบายดังกล่าวกระทบต่อฐานะของคนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยรักษาผลประโยชน์หรือมีประโยชน์ผูกพันอยู่ด้วย” ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ได้มีข้อเสนอมากมายในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน เช่น ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล (2556) ได้เสนอว่า การสร้างความเสมอภาคได้มากขึ้นวิธีหนึ่งก็คือ การกระจายการถือครองทรัพย์สินใหม่

ในขณะที่ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2560) ได้ระบุว่า การที่สินค้าและบริการสาธารณะของเรา รวมทั้งระบบรัฐสวัสดิการ มีไม่เพียงพอและคุณภาพย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐมีงบประมาณจํากัด ซึ่งเกิดจากการเก็บภาษีได้น้อย ดังนั้น จึงควรที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและความเป็นธรรมทางภาษี ซึ่งภาษีที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินต่างๆ ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีคิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป และเพราะการลดหย่อน/ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยในปี พ.ศ. 2558 ประมาณ 1 ใน 4 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อน (Pitidol, 2018)

ดร.สมชัย จิตสุชน และคณะ (2554) ได้เสนอว่า ประเทศไทยควรมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อยกระดับรายได้ภาษีให้ใกล้เคียงกับ “ศักยภาพในการเสียภาษี” และช่วยให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมและเสมอภาคมากขึ้น สอดคล้องกับ Kwaja and Iyer (2014) ซึ่งระบุว่า หากประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้น รายได้ภาษีจะเพิ่มได้ถึง 20-30% ของ GDP

Solt (2019) ได้แสดงให้เห็นว่า มาตรการภาษีและเงินสวัสดิการของไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ค่อนข้างน้อย ซึ่งแสดงถึงศักยภาพที่จำกัดของประเทศไทยในการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการของรัฐไทย สามารถช่วยลดความยากจน ตามที่ Sondergaard et al. (2016) ได้แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายภาครัฐด้านสวัสดิการ มีบทบาทสูงขึ้นในการช่วยลดความยากจนของครัวเรือนไทย

“ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นที่สำคัญคือ คนจำนวนมากยังต้องทำงานทั้งชีวิตโดยที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ ยิ่งทำงานก็ยิ่งจนลงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยได้พัฒนาเศรษฐกิจโดยการกดค่าจ้างในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น” ดังที่ ดร.นพดล บูรณะธนัง และ พรเกียรติ ยั่งยืน (2556) ได้แสดงให้เห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างทั่วไป เพิ่มขึ้นช้ากว่าผลิตภาพแรงงาน และ GDP ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2553 (หรือ ค.ศ.2001-2010) ดังนั้น มูลค่า (แรงงาน) ส่วนเกินหรือ Surplus Value ที่เกิดจากผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น กลับหายไปอยู่ที่นายทุนที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้นไป

“ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐศาสตร์ (technical analysis) และทางศีลธรรม (ethical analysis)
จึงควรเร่งพิจารณาและผลักดันให้มีการหาทางแหล่งรายได้สำหรับระบบ
บำนาญแห่งชาติ รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณใหม่ (budget reprioritization) เพื่อมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายบำนาญผู้สูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายในทางที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้เสียภาษี เช่น รัฐสวัสดิการ”

ดังที่ ศ.ดร.นพ.ศุภสิทธิ์ พรรณนา รุโณทัย ได้เสนอไว้ว่า บรรยากาศทั่วไปที่สังคมไทยพัฒนาถึงขั้นควรจัดระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า มีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพิ่มขึ้นเพิ่มการจัดบำนาญถ้วนหน้าเพื่อผู้สูงอายุ เงินชดเชยรายได้การตกงาน ฯลฯ นโยบายทั้งหมดนี้ต้องมาจากแหล่งเงินของรัฐที่มีขนาดใหญ่และยั่งยืนขึ้น การปฏิรูปภาษีโดยเฉพาะภาษีที่เกี่ยวกับรายได้และความมั่งคั่งต้องเพิ่มฐานจำนวนผู้เสียและขนาดของการจัดเก็บมากขึ้น ผสมผสานด้วยระบบการคลังอื่นๆ แบบมีส่วนร่วม (ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย, 2564)

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ (Phongpaichit and Baker, 2015) ได้ชี้แนะว่า การทำให้สังคมไทยมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้สังคมไทยมีสันติสุขและความปรองดองในระยะยาว ระบบบำนาญผู้สูงอายุ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเกื้อกูลกันแบบสมัยใหม่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยคนรวยจ่ายมากกว่าตามกำลังความสามารถ หรือ ability to pay ตามหลักพื้นฐานของ
ระบบภาษีอากร (ศ.ดร.เอื้อมพร พิชัยสนิธ,2557) ซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจในการโอบอุ้มกันในสังคมไทยในลักษณะของการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากความยากจนผู้สูงอายุ

แน่นอนว่า “ระบบบำนาญแห่งชาติมีความท้าทายสำหรับประเทศในแง่ของทรัพยากรที่มีจำกัดสำหรับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน” ซึ่งถึงแม้งานวิจัยต่าง ๆ ก่อนหน้าได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถเป็นไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์ (Suwanrada and Wesumperuma, 2012; Schmitt et al., 2013; และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2558) แต่ก็ชัดเจนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางการเมือง

แม้กระนั้นก็ตาม “สมัยเริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ได้มีการคัดค้านว่า ประเทศไทยไม่มีงบประมาณ แต่ความก้าวหน้าของประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกสำหรับประเทศไทยสามารถที่จะเกิดขี้นได้” ซึ่งสองทศวรรษต่อมา การดูแลสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UHC ได้กลายเป็นเป้าหมายและเจตนารมณ์ร่วมกันของมนุษยชาติ

ดังนั้น หลังวิกฤตโควิด ประเทศไทยควรจะมี “ระบบบำนาญที่พึงปรารถนา” โดยกำหนดเป้าหมายทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีรายได้ยามชราภาพเพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่ง ก. การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Increase),ข.การปฏิรูปภาษีทั้งระบบเพื่อระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า (Tax Reform for Universal Welfare System) และ ค.การจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณใหม่ (Budget
Reprioritization)

เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศได้สนับสนุนมานานแล้ว และเป็นนโยบายปกติที่ทำกันในประเทศพัฒนาแล้ว!!!

ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย

คณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731328

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.02 น.

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

16 พฤษภาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อส่งเสริมนโยบายการพัฒนานวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภาพการเติบโตของประเทศไทย โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ธนาคารโลกและ สกสว. จะจัดทำรายงาน Policy Effectiveness Review (PER) เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนานวัตกรรมผ่านการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาคเอกชน โดยรายงานฯ จะพิจารณาแนวทางการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อประเมินความสอดคล้องของนโยบายปัจจุบันกับความท้าทายและจำเป็นของประเทศไทยในด้านนี้

รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับนวัตกรรมในการพัฒนาเอเชียตะวันออกเน้นย้ำถึงย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี หลายประเทศในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศไทย ยังไม่สามารถพัฒนาให้เท่าทันกับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน โดยประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรองลงมาร่วมกับมาเลเซีย เวียดนาม และมองโกเลีย โดยมาเลเซียมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ใกล้กับประเทศผู้นำฯ มากที่สุด

“ความร่วมมือกับธนาคารโลกครั้งนี้ จะเป็นการทำงานแบบเป็นหุ้นส่วน รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดต่างๆ ในการดำเนินโครงการทบทวนนโยบายประสิทธิผล (PER) ของนโยบายนวัตกรรมของประเทศไทย” รศ.ดร. ปัทมาวดี โพขนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าว “ผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐไทยสามารถออกแบบกลไกมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย ที่เหมาะสมกับการสร้างศักยภาพของภาคเอกชนไทยในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจไทย” 

จากการวิจัยระบบนวัตกรรมของประเทศที่มีอยู่ การพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยมีข้อจำกัดในหลายด้านที่ควรพัฒนาให้เพียงพอเพื่อผลักดันให้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยก้าวหน้าทัดเทียมประเทศผู้นำฯในระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมถึงช่องว่างด้านทักษะสำคัญอันจากการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคนิค ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับศูนย์วิจัยต่าง ๆ นอกจากนี้ กฎระเบียบในการนำเข้าปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม (Science, Technology, and Innovation – STI) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ SME ก็เป็นข้อจำกัดสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจในการผลักดันการพัฒนาด้านนวัตกรรมนั้น ผู้มีอำนาจจำเป็นต้องจัดลำดับความเร่งด่วนของนโยบายที่สำคัญต่อการพัฒนาระดับความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคเอกชนของประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างบริษัทที่เกี่ยวโยงกับบริษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดเล็กในประเทศคุณเซซิล เนียง ผู้จัดการสายงานการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และ นวัตกรรม ธนาคารโลกประจำภาคพื้นเอเซียและแปซิฟิค กล่าว “นวัตกรรมมีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถพัฒนาเป็นประเทศรายได้สูงได้ และเราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้สามารถออกแบบนโยบายผลักดันนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้การพัฒนาด้านนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดและประหยัดพลังงานจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

โครงการความร่วมมือทางเทคนิคนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก สกสว. ภายใต้กรอบสัญญาการให้บริการที่ปรึกษา (Reimbursable Advisory Services: RAS) ของธนาคารโลก โดยธนาคารโลกทำงานร่วมกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงภายใต้โครงการนี้ตามคำขอของประเทศสมาชิก โดยให้บริการด้านการให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญในอนาคตได้ดีขึ้น

‘ตรีนุช’ ร่วมประชุมเวทีการศึกษายูเนสโก ชวนสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731325

'ตรีนุช' ร่วมประชุมเวทีการศึกษายูเนสโก ชวนสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาทุกมิติ

‘ตรีนุช’ ร่วมประชุมเวทีการศึกษายูเนสโก ชวนสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.55 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2566 ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส พร้อมด้วย ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ เป็นการหารือกำหนดแนวทางการดำเนินงานขององค์การยูเนสโกในการบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมในสาขาต่าง ๆ ของยูเนสโก เช่น การศึกษา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ฯลฯ 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนได้นำเสนอการดำเนินงานของประเทศไทยในการสร้างโอกาสทางการศึกษาผ่าน “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” และ “โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” รวมถึงขอบคุณผู้นำทั่วโลกที่ยกให้ประเด็นเรื่องการศึกษาให้เป็นวาระของโลกและร่วมกันจัดกิจกรรม Transforming Education Summit ที่กรุง New York เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้คำมั่นว่าจะพลิกโฉมการศึกษาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับประเด็นอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อการศึกษา เช่น การปรับตัวของประเทศต่าง ๆ ในยุค Post new normal, การพลิกโฉมทางดิจิทัล, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความเสื่อมโทรมและอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องร่วมมือกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ทางการศึกษาที่ดีขึ้นในทุกมิติ 

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของยูเนสโก ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างใหม่ของยูเนสโกที่จะทำให้การทำงานสามารถครอบคลุมความร่วมมือข้ามสาขาที่จะช่วยให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย SDG ได้ โดยประเทศไทยได้แสดงความขอบคุณ UNESCO Global Geoparks Council ที่เสนอให้โคราชจีโอพาร์คให้ได้รับการรับรองเป็น UNESCO Global Geopark แห่งใหม่ ทั้งนี้ ตนได้เชิญให้ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานนิทรรศการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีประสูติ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16 พ.ค. 66 ที่ ห้อง Ségur Hall สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก อีกด้วย
 

เอกชน-กองทัพบก จัดแข่งขันมวยไทย มุ่งสร้างนักชกมัธยมสู่สังเวียนอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731054

เอกชน-กองทัพบก จัดแข่งขันมวยไทย  มุ่งสร้างนักชกมัธยมสู่สังเวียนอาชีพ

เอกชน-กองทัพบก จัดแข่งขันมวยไทย มุ่งสร้างนักชกมัธยมสู่สังเวียนอาชีพ

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พลตรีทวีศักดิ์ จันทราสินธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบกสนามมวยเวทีลุมพินี เป็นประธานประชุมความคืบหน้า การจัดการแข่งขันชกมวย รายการ Kick New Gen การแข่งขันมวยไทยที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาของนักชกระดับมัธยมปลาย อายุ 15-19 ปี อีกทั้ง นายชัชวาลล์ คงอุดม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย

พลตรีทวีศักดิ์ กล่าวถึงการแข่งขันรายการ Kick New Gen ว่า จากนโยบายของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก
สนามมวยเวทีลุมพินี ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมมวยไทยให้เป็นกีฬาอาชีพและเป็นมรดกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมนักกีฬาเยาวชนให้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถด้านการกีฬา โดยเฉพาะมวยไทย เป็นเรื่องสำคัญและสอดคล้องกับนโยบายของสนาม ตนเองเห็นด้วยและพร้อมส่งเสริมที่จะให้มีการจัดการแข่งขันการชกมวยไทยเยาวชน ซึ่งจะเป็นนักมวยไทยอาชีพในอนาคต

นายนนทวัชร ช่ำชอง กรรมการผู้จัดการ Kick Thailand ผู้จัดรายการ Kick New Gen กล่าวว่า การจัดชกมวยรายการดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อผสมผสานความทันสมัยเข้ากับประเพณีวัฒนธรรมไทย และเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากทั่วประเทศได้แสดงฝีมือและเป็นตัวแทนของโรงเรียนในเข้าสู่การชกมวยไทยในสนามมวยเวทีลุมพินี โดยกำหนดจัดวันที่ 18 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป มีการแข่งขันใน 4 รุ่นน้ำหนักในรูปแบบแพ้คัดออก ผู้เข้าแข่งขันรอบแรก จะมาจาก 8 โรงเรียนที่มีนักกีฬามวยไทยพร้อมแข่งขัน ได้แก่ โรงเรียนหนองกองพิทยาคม โรงเรียนนิภาศิริ โรงเรียนถนนหักพิทยาคม โรงเรียนกีฬาโคราช โรงเรียนวัดบวรมงคล โรงเรียนกีฬานครสวรรค์ โรงเรียนปทุมคงคา โรงเรียนจำนงวิทยา โรงเรียนสามโคก โดยจะใช้สนามมวยเวทีลุมพินี เป็นสังเวียนในการแข่งขันครั้งนี้

“Kick New Gen จะเป็นอีกสังเวียนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมและยกระดับมวยไทย ให้เป็นกีฬาอาชีพได้อีกทางหนึ่ง
เพราะเราเปิดโอกาสให้นักชกมวยไทยที่มีความสามารถ แต่ไม่มีเวทีชกได้มีโอกาส มาแสดงฝีมือในรายการนี้ ทั้งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเอานักชกเยาวชนจาก Kick New Gen ไปต่อยอดในรายการอื่นๆ ของผู้จัดที่มีการแข่งขันที่สนามลุมพินีแห่งนี้อีกด้วย ” นายนนทวัชรกล่าวทิ้งท้าย

ผลสำรวจเผย นักศึกษารุ่นใหม่ อยากทำงานด้านพลังงานมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731059

ผลสำรวจเผย นักศึกษารุ่นใหม่  อยากทำงานด้านพลังงานมากขึ้น

ผลสำรวจเผย นักศึกษารุ่นใหม่ อยากทำงานด้านพลังงานมากขึ้น

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยูนิเวอร์ซัม (Universum) บริษัทวิจัยนานาชาติ เผยข้อมูลตลาดแรงงานคนรุ่นใหม่ของไทยล่าสุด จากผลสำรวจ Universum Talent Research ปี 2566 พบว่า นักศึกษาสาขาธุรกิจอยากทำงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับนักศึกษาสาขาวิศวกรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนไทยรุ่นใหม่สนใจอยากทำงานในอุตสาหกรรมพลังงานเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นถึง 19% ในกลุ่มนักศึกษาสาขาวิศวกรรม และเพิ่มขึ้น 3.9% ในกลุ่มนักศึกษาสาขาธุรกิจ

นายไมค์ พาร์สันส์ (Mike Parsons) กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของยูนิเวอร์ซัมกล่าวว่า อุตสาหกรรมด้านพลังงานได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่คนไทยรุ่นใหม่ สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะด้านการผลิตและการหันมาใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้นองค์กรที่สามารถสื่อสารนโยบายและเป้าหมายธุรกิจในด้านความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน จะมีโอกาสดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่ให้มาร่วมงานได้มากกว่า

สำหรับ 3 อันดับอุตสาหกรรมยอดนิยมที่นักศึกษาสาขาธุรกิจสนใจมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ (33%) วิจัยการตลาด (28%) และโฆษณา (27%) ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิต (35%) ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (30%) และปรึกษาด้านไอทีและวิศวกรรม (28%) เป็น 3 อุตสาหกรรมที่นักศึกษาสาขาวิศวกรรมสนใจมากที่สุด ส่วนองค์กรที่อยากทำงาน นักศึกษาสาขาธุรกิจสนใจทำงานกับ Google ยังคงรั้งอันดับหนึ่งตามมาด้วย GMM Grammy, UNIQLO และ LINE Corporation ส่วนนักศึกษาสาขาวิศวกรรมอยากทำงานกับปตท.มากที่สุด ตามด้วย Google ปูนซิเมนต์ไทยและกฟฝ.

ยูนิเวอร์ซัมได้จัดแบ่งกลุ่มโปรไฟล์คนรุ่นใหม่ตามความต้องการและความสนใจที่ต่างกันเมื่อต้องเข้าทำงานในองค์กร พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ตอบแบบสำรวจจัดอยู่ในกลุ่มมองหาไลฟ์สไตล์ที่สมดุล (Balance-Seekers) มากที่สุด (34%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงาน (work-life balance)รองลงมา ได้แก่ กลุ่มไล่ตามเป้าหมายความท้าทาย (Go-Getters) (24%) ที่พร้อมเปิดรับโอกาสความท้าทายใหม่ๆ ตามมาด้วยกลุ่มเดินทางเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การทำงาน (Globe-Trotters) (15%) และกลุ่มสร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงสังคม (Change-Makers) (14%)

ส่วนปัจจัยด้านผลตอบแทนและวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญ แม้ส่วนใหญ่จะชอบการทำงานแบบระยะไกลหรือ remote working แต่ก็รู้สึกกังวลว่าจะต้องทำงานเกินเวลา (48%) และไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตกับการทำงานที่ต้องการได้ ขณะที่ปัจจัยอย่าง “เงินเดือนที่ไม่น้อยกว่าบริษัทอื่น” และ “ผลตอบแทนอื่นๆ” ยังคงเป็นสองปัจจัยสำคัญที่นักศึกษาไทยให้ความสำคัญมากที่สุด แต่พวกเขาก็มีความต้องการในคุณค่าอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ได้แก่ การร่วมงานกับองค์กรที่มีบรรยากาศการทำงานที่ดีมีความมั่นคงด้านอาชีพการงาน มีความยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถรักษาสมดุลชีวิตกับการงาน เปิดโอกาสให้พนักงานแสดงศักยภาพความสามารถได้เต็มที่ มีความเคารพต่อพนักงานอย่างเท่าเทียม และมองเห็นโอกาสการเติบโตในหน้าที่การงานที่ชัดเจน

สำหรับความคาดหวังด้านเงินเดือน ผลสำรวจปีนี้เผยว่า เงินเดือนโดยเฉลี่ยที่คาดหวังอยู่ที่ 466,379 บาทต่อปี ลดลง 3% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 479,000 บาทต่อปี โดยนักศึกษาสาขาธุรกิจคาดหวังอยู่ที่ 441,195 บาทต่อปี ขณะที่นักศึกษาสาขาวิศวกรรมคาดหวังอยู่ที่ 464,538 บาทต่อปี ความแตกต่างของเงินเดือนที่คาดหวังระหว่างเพศชายและหญิงปีนี้อยู่ที่ 10% โดยเงินเดือนที่เพศชายคาดหวังอยู่ที่ 484,303 บาทต่อปี ส่วนเพศหญิงคาดหวังอยู่ที่ 437,455 บาทต่อปี

รายงานผลสำรวจ Universum Talent Research ปี 2566 ของประเทศไทย มาจากการสอบถามนักศึกษา 8,437 คน ที่เรียนสาขาวิชา 112 สาขาจากมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา 23 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างเดือนกันยายน 2565-กุมภาพันธ์ 2566 โดยผู้ตอบแบบสำรวจได้ประเมินและจัดอันดับองค์กรไทยและสากลจำนวน 128 ราย ซึ่งลิสต์จัดอันดับใช้ขั้นตอนการคัดเลือกและประเมินอิสระ

สมศ.ขยายเวลารับสมัครเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731053

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ขยายเวลารับสมัครเจ้าหน้าที่และลูกจ้างจำนวนหลายอัตรา ดังนี้ ลูกจ้างรายปี ภารกิจประเมินและรับรองสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 1 อัตรา, ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ภารกิจประเมินและรับรองสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 1 อัตรา, ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน งานนิติการ จำนวน 1 อัตรา และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน พนักงานรักษาความปลอดภัย จำนวน 1 อัตรา ผู้สนใจยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2566 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.onesqa.or.th/th/career/914/ สอบถามที่งานทรัพยากรมนุษย์โทร.02-2163955 ต่อ 121-123

ราชภัฎเชียงราย ดูงาน ม.ศรีปทุม ด้านวิชาการ และการเรียนการสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731050

ราชภัฎเชียงราย ดูงาน ม.ศรีปทุม  ด้านวิชาการ และการเรียนการสอน

ราชภัฎเชียงราย ดูงาน ม.ศรีปทุม ด้านวิชาการ และการเรียนการสอน

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.อัจฉราพร โชติพฤกษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวิชาการ และผู้อำนวยการกลุ่มงานมาตรฐานและบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม ต้อนรับ ผศ.จิรพัฒน์ อุปถัมภ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานพัฒนาวิชาการ งานการจัดการเรียนการสอน และงานการวัดผลและประเมินผลการเรียนของสำนักงานวิชาการและสำนักงานทะเบียน มหาวิทยาลัยศรีปทุม เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานและการบริการการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพมหานคร เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2566

3 องค์กรไทยจัดงาน 45 ปี ซีไรต์ หวังคนรุ่นใหม่อ่าน-สร้างงานที่มีคุณค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731055

3 องค์กรไทยจัดงาน 45 ปี ซีไรต์  หวังคนรุ่นใหม่อ่าน-สร้างงานที่มีคุณค่า

3 องค์กรไทยจัดงาน 45 ปี ซีไรต์ หวังคนรุ่นใหม่อ่าน-สร้างงานที่มีคุณค่า

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล และสยามจุลละมณฑล ฉลองใหญ่ซีไรต์ครบ 45 ปี จัดงาน “45 ปี ซีไรต์ มาไกลมาก” หวังใช้การจัดงาน ปลุกกระแสแวดวงวรรณกรรมไทยและอาเซียนให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง พร้อมดึงเยาวชนและนักอ่านรุ่นใหม่ให้สร้างงานเขียนและการอ่านอย่างมีคุณค่า เพื่อพัฒนาศักยภาพพัฒนาความคิดและการเติบโตทางสังคม และมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า รางวัลซีไรต์เดินทางมา 45 ปี ทำหน้าที่คัดสรร วรรณกรรม ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ที่ทรงคุณค่าทางความคิดและวรรณศิลป์ ถึงวันนี้ซีไรต์เปรียบเป็นคนวัยฉกรรจ์เดินทางสู่วัยกลางคนผ่านร้อนผ่านหนาวหยัดยืนได้อย่างสง่างาม การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันว่ารางวัลซีไรต์เป็นรางวัลที่มีความสำคัญต่อวงการวรรณกรรมไทยและอาเซียน รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ประชาชนทั่วไป หันมาสนใจการอ่านวรรณกรรมซีไรต์กันมากขึ้น พร้อมช่วยกระตุ้นให้วงการวรรณกรรมกลับมาได้รับความสนใจ มีความคึกคัก ทั้งในด้านบรรยากาศการอ่าน
การเขียนอีกด้วย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ กล่าว

การจัดงาน “45 ปีซีไรต์มาไกลมาก” มีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ การอบรม Online “ซีไรต์ศึกษา” การประกวดจัดโปสเตอร์นิทรรศการ “45 ปีซีไรต์มาไกลมาก” การประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ การแข่งขัน The S.E.A. Write Quiz ประกวดคอสเพลย์ “ใครเป็นใครในวรรณกรรมซีไรต์” ฯลฯ จัดแสดงผลงานโปสเตอร์นิทรรศการและพิธีมอบเกียรติบัตรและเงินรางวัลในเดือนสิงหาคม 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร