‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์‘เอก ทองประเสริฐ’ แนะเทคนิคต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย‘เชียงใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732172

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์‘เอก ทองประเสริฐ’ แนะเทคนิคต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย‘เชียงใหม่’

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์‘เอก ทองประเสริฐ’ แนะเทคนิคต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย‘เชียงใหม่’

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กล่าวเปิดเผยว่า จากการที่ สศร.ดำเนินโครงการพัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ล่าสุดได้ส่ง นายเอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์ นักออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายผ้าไทย ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ให้ความรู้กลุ่มผ้าทอ นายใจดี หรือแบรนด์ Ninechaidee ยาจกไฮโซ และโครเชต์ใยกัญชง

ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้นักออกแบบและผู้ประกอบการร่วมกันพัฒนาเครื่องแต่งกาย รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาลวดลายใหม่และให้แปรรูปชุดเครื่องแต่งกายให้มีความร่วมสมัย โดดเด่น และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยให้ค้นหาหรือคิดค้นเรื่องราวที่เป็นทุนดั้งเดิมของแต่ละพื้นที่ และมีอัตลักษณ์มาปรับใช้ในการออกแบบเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยังคงตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

และพยายามสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ในชุมชน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อยๆ ให้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเครือข่ายที่เข้มแข็งมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเน้นให้มีการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายภายใต้แนวคิด BCG and Sustainability การนำวัสดุสิ่งที่เหลือใช้ ในพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมถึงใช้วัสดุที่ก่อให้เกิด Carbon Footprint น้อยที่สุด

ด้าน นายเอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์ นักออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายผ้าไทย กล่าวว่า ตนได้ออกแบบชุดเครื่องแต่งกายร่วมสมัย สำหรับผู้ชาย ไว้ 8 ชุด โดยจะต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะของผู้ประกอบการ มีทั้งงานปัก งานตัดต่อ โครเชต์ โดยผสมผสานให้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และต่อยอดให้ผลงานพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ ซึ่งการดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยตนและดีไซเนอร์ทุกคน พยายามพัฒนาทุนวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการในการออกแบบเครื่องแต่งกายทางวัฒนธรรม

ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ให้สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ กับเสื้อผ้าในปัจจุบันให้ได้ และยังจะต้องสร้างรายได้คืนสู่ชุมชนด้วย ซึ่งการผลักดันผ้าไทยให้คนไทยนิยมมากขึ้น จำเป็นต้องเข้าใจมุมมองของผู้บริโภคที่หลากหลายในปัจจุบัน ส่วนตัวยังเห็นว่าการรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของผ้าไทยยังยึดโยงกับกลุ่มประชากรในบางเจเนอเรชั่น ไม่กระจายไปถึงกลุ่มคนใหม่ๆ ทำให้ลูกค้ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือสร้างความหลากหลาย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคทุกกลุ่ม

ส่วนการก้าวสู่ตลาดโลกสามารถทำได้ 2 แบบ คือ การทำการตลาดในกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วม อย่างกลุ่มประเทศในเอเชียหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน เนื่องจากเรามี Preperception ร่วมกัน แต่หากต้องการทำตลาดกับกลุ่มประเทศอื่น เราอาจต้องทำความเข้าใจวัฒนธรรม หัตถกรรมพื้นถิ่น แล้วทำการปรับงานออกแบบผ้าไทยให้สอดคล้องกับประเทศนั้นๆ

“ยกตัวอย่างที่เห็นในปัจจุบันคืองานเขียนผ้าบาติกเพื่อนำไปทำชุดกิโมโน โดยลายผ้าจะออกแบบจากญี่ปุ่น หรือเราขายผ้าคอตตอนออร์แกนิก ให้เขาไปทำต่อเองหรือทางตลาดยุโรปที่กำลังตระหนักถึง Sustainable Movement เราก็สามารถทำให้สอดคล้องได้ไม่ยาก เพราะเรามีความโดดเด่นเรื่องความละเอียดอ่อนในการผลิตผ้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” นายเอก กล่าว

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732171

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “A day with Chef Kapom @DPU” เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ได้เชิญ “เชฟกะปอม” แชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ YouTuber ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนในเวลาเพียง 11 เดือน สาธิตการทำอาหารจากพืชผักสวนครัวที่นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มธบ.ได้ปลูกไว้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ต่อยอดจากความรู้วิชาการด้านการประกอบอาหารที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ขั้นตอนและเทคนิคการทำอาหารจากผู้มีประสบการณ์จริง

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยและคณะให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สถานที่จริง และผู้ประกอบการจริง ซึ่งการจัดกิจกรรม A day with Chef Kapom @DPU เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ลงมือปฏิบัติจริงกับเชฟผู้เชี่ยวชาญ

เพราะการได้ลงมือปฏิบัติพร้อมกัน ได้เห็นและได้รู้มากขึ้น ที่สำคัญการได้ชิมอาหาร ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากการทำอาหาร นอกจากการรู้สูตรทำอาหาร วิธีทำอาหารที่ถูกต้องแล้ว ต้องเข้าใจและรู้ถึงรสชาติ “อร่อย” ถูกปากผู้บริโภคด้วย โดยเชฟกะปอม ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีการทำสื่อออนไลน์ เป็นที่รู้จักของคนจำนวนกว่าล้านคน รวมถึงมีการทำอาหารจากการใช้เครื่องปรุง วัตถุดิบในท้องถิ่นของไทย ซึ่งจะแสดงให้นักศึกษาได้เห็นอย่างชัดเจนว่า วัตถุดิบในชุมชนท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบอาหารให้มีรสชาติที่หลากหลายและอร่อยถูกใจผู้บริโภค

“ขณะเดียวกันทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนี้ เป็นการจุดประกายความฝัน และความหวังของนักศึกษาในการเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพได้ เพราะอย่างเชฟกะปอมก็เริ่มต้นจากงานด้านอื่น แต่ด้วยความรัก ความพยายาม ใฝ่รู้ ตั้งใจ ทำให้เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ซึ่งนักศึกษาทุกคนมีโอกาสเป็นได้เหมือนกับเชฟกะปอม” คณบดีคณะการท่องเที่ยวฯ มธบ. กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เรื่องของอาหารการกิน และการบริการด้านอาหาร แตกต่างไปจากเดิม มี platform ให้สั่งซื้ออาหารออนไลน์มากขึ้น ผู้คนคุ้นเคยกับการสั่งอาหารกล่องมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน สามารถขายออนไลน์ได้ นอกจากนี้ยังมีอาชีพ YouTuber เกี่ยวกับอาหาร Food Design ฉะนั้น ธุรกิจอาหาร และเชฟ จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีการปรับตัวและอยู่รอด

นางวสุกานต์ กล่าวต่อว่า อาหาร เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศ ที่จะนำความเป็นไทยไปสู่การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ การพัฒนาอาหารให้มีเสน่ห์ น่าทาน ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่นักศึกษาต้องรู้ ต้องเข้าใจ อย่างอาหารอร่อย ซึ่งต้องเข้าใจว่าลูกค้าอร่อยนั้นเป็นอย่างไร และทำอย่างไรให้อาหารอร่อย ต้องสนใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงต้องสามารถสร้างจุดขาย การตลาด สร้างคอนเทนต์เพื่อนำเสนออาหารร่วมด้วย

ซึ่งการที่นักศึกษาได้สัมผัสกับเชฟเก่งผู้เชี่ยวชาญ ได้เห็นของจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและได้เรียนรู้ วิธีการทำอาหารที่ถูกต้อง อร่อย สะอาด รวดเร็วนั้นต้องทำอย่างไร ซึ่งเชฟกะปอมมีจุดแข็งในการทำอาหารได้เร็วมาก นักศึกษาได้สัมผัสกับผู้ที่ประสบความสำเร็จก็จะเกิดแรงบันดาลใจกระตุ้นให้เกิดการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เมื่อทำซ้ำๆ ด้วยใจรักก็จะเกิดความชำนาญ และทำอาหารได้ดี

อีกทั้งการร่วมทำ Work shop จะทำให้นักศึกษาเกิดความสนุก มีความสุขในการเรียน และการเกิดความกระตือรือร้นสนใจการเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นคณะที่ต้องเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติให้นักศึกษามีความสุข อยากเรียน อยากรู้และมีจิตใจบริการ Service mind ที่ดี อยากบริการอยากทำอาหาร ทำอาหารให้มีความอร่อยๆ และรวดเร็วให้แก่ลูกค้าได้ทาน

“หลังจากนี้ ทางคณะจะมีการจัดกิจกรรมอีก ให้ทั้งนักศึกษาหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ และสาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจอาหารได้เข้าร่วม เพื่อให้นักศึกษาได้ปฏิบัติจริง เช่น ทดลองเป็นไกด์ ต้องดูแลลูกทัวร์จริงๆ เพื่อให้ได้รู้จักการบริการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าสู่โลกของการทำงานจริงๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ Service mind” นางวสุกานต์ กล่าว

ด้าน นายอิศรา ดรลีเคน หรือ เชฟกะปอมแชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 กล่าวว่า ปกติแล้วไม่ค่อยได้รับงานสาธิตในการทำอาหารให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ เนื่องจากงานประจำของตนเองก็มีจำนวนมาก ซึ่งผู้จัดการได้แนะนำให้นำความรู้ที่มีมาแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น และการพบเจอผู้อื่น คนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่จะทำให้ได้เห็นมุมมองความคิดและเปิดโลกของตนเองมากขึ้น เมื่อทางคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ.ติดต่อมา จึงตัดสินใจมาทำการสาธิตการทำอาหารให้แก่น้องๆ นักศึกษา

“การได้มาลงพื้นที่ปฏิบัติจริง สาธิตการทำอาหารให้แก่น้องๆ ทำให้ได้เห็นมุมมองความคิด วิธีทำอาหาร ความพยายามและวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ น้องๆ เป็นเชฟที่มีความคิดกล้าสอบถาม ยอมรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ และกล้าที่จะพูด ทำให้มุมมองของพวกเขาและผมเปลี่ยนแปลงไป น้องๆ ขยัน อดทน และพร้อมเรียนรู้ พยายามค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งเหมาะกับอาชีพเชฟ ที่ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงทำอาหาร แต่ต้องนำวัตถุดิบที่มีมาใช้ให้มีคุณค่า และปรุงอาหารที่ถูกใจถูกปากผู้บริโภค” เชฟกะปอม กล่าว

เรื่องของอาหาร ใครๆ ก็สามารถทำได้เพียงแต่การทำอย่างถูกวิธี รู้จักเลือก ใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม และทำอาหารให้อร่อย รวดเร็ว สะอาด ถูกปากผู้บริโภค การฝึกฝน ทำบ่อยๆ ซ้ำๆมีความจำเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อได้มาเรียนรู้หลักการ ได้มาลองปฏิบัติจริงโดยมีประสบการณ์จากเชฟตัวจริง เชฟที่ประสบความสำเร็จ เสมือนเป็นช่องทางลัดที่ทำให้ทุกคนเป็นเชฟคุณภาพ เชฟที่ใครๆ ก็ต้องการได้มากกว่าการไปลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732246

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.43 น.

ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน

21 พฤษภาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในห้วงวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2566 ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ อาทิ

1. กรุงเทพมหานคร ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พระพรหมวัชรเมธี เจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เป็นประธานสงฆ์นำคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชน ร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเย็น เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

2. จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พระครูสุตธรรมวงศ์ เจ้าคณะตำบลขอนแก่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางปราณี ประทุมมา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายประยูร จรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนชาวร้อยเอ็ด ร่วมทำบุญตักบาตรวันอาทิตย์นอกเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

3. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน นายวิจารณ์ จุนทวิจิตร นายอำเภอเกาะพะงัน พร้อมด้วยกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอเกาะพะงัน ธนาคารเลือดโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 180 ราย มีผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา 5 ราย และผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 4 ราย

4. จังหวัดสระบุรี ที่หอประชุมอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นางณัฏฐนันท์ โล่ห์เงิน กรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี นำสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 49 ราย และมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 1 ราย

5. จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสันฉะเชิงเทรา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 64 ราย

6. จังหวัดแพร่ ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแพร่ อำเภอเมืองแพร่ เหล่ากาชาดจังหวัดแพร่ ร่วมกับโรงพยาบาลแพร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแพร่ ออกรับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 42 ราย

7. จังหวัดพิษณุโลก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อำเภอเมืองพิษณุโลก เหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 78 ราย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาและทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ ศาสนสถานและสถานที่ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัด เพื่อร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

– 006

‘ยูเนสโก’รับรอง’คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ’ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732189

'ยูเนสโก'รับรอง'คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ' เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

‘ยูเนสโก’รับรอง’คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ’ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.28 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 นายอรรพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้การเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission – PX) ในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2566 ณ องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก (Nominations of new items of documentary heritage to be inscribed on the Memory of the World International Register) ซึ่งรวมถึงคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ (National Collection of Palm-Leaf Manuscripts of Phra That Phanom Chronicle)

ทั้งนี้ คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ จัดเป็นเอกสารโบราณสำคัญ เป็นของแท้ดั้งเดิมที่มีเพียงคัมภีร์เดียว เนื้อหาจัดเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาฉบับพื้นถิ่นภาคอีสานที่ใช้สำนวนภาษาเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค เป็นหนังสือใบลานจารด้วยอักษรธรรมอีสาน ภาษาไทย และภาษาบาลี ที่มีทำนองการแต่งเป็นภาษาโบราณแบบเฉพาะของท้องถิ่น มีความไพเราะ แทรกคติธรรม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี มีการใช้คำเป็นสำนวนภาษาให้เห็นภาพพจน์ ทำนองเปรียบเทียบ มีจำนวน 7 ผูก มีหลักฐานปรากฏอยู่ในลานหน้าสุดท้ายกล่าวไว้ชัดเจนว่าหนังสือฉบับนี้อาชญาเจ้าพระอุปราช พร้อมด้วยบุตร ภรรยา ให้สร้างขึ้นไว้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2405 อีกทั้งรูปอักษรธรรมอีสานนี้ใช้จารเรื่องในคัมภีร์ก็เป็นอักษรโบราณที่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว สภาพทั่วไปแข็งแรง เส้นอักษรยังเห็นได้ชัดเจน เนื้อเรื่อง เบื้องต้นเกริ่นนำด้วยนิทานตำนานเมืองต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณริมฝั่งน้ำโขง สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ได้มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยอำนาจบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ ส่วนความสำคัญของเนื้อหา นอกจากจะสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมของชุมชนในท้องถิ่นที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นบทประพันธ์ประเภทวรรณกรรมพื้นบ้านที่แฝงไว้ด้วยคติธรรม ความเชื่อของชุมชนในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ ความเอื้ออาทรต่อกันของคนในหมู่ชนที่ร่วมสังคมเดียวกันประดุจคนในครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสอดคล้องกับวัฒนธรรม อารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ที่แพร่กระจายอยู่โดยรอบภูมิภาคของพื้นถิ่น ซึ่งมีการอยู่อาศัยของผู้คนตลอดบริเวณพื้นที่แถบลุ่มน้ำโขงและใกล้เคียงอย่างยั่งยืน ยาวนานไม่ขาดช่วงจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในทางการเมืองจะมีการแบ่งเขตบ้านแดนเมืองเป็นประเทศต่างๆ กันแล้วก็ตาม แต่ความเคารพนับถือศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา อันมีพระธาตุพนมเป็นหลักชัย ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง หลอมรวมจิตใจชาวพุทธ สืบสานกันมาตลอดสองฝั่งแม่น้ำโขง เป็นความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นชัดเจนตราบถึงทุกวันนี้

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า การขึ้นทะเบียนเอกสารหรือเหตุการณ์สำคัญเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก มีกระบวนการการพิจารณาโดย International Advisory Committee (IAC) และรับรองโดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ในครั้งนี้ ซึ่งมีรายชื่อขึ้นทะเบียนทั้งหมด 64 รายการ ประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก รอบปี ค.ศ.2022 – 2023 จำนวน 2 รายการ ได้แก่ หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง และคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ (IAC) และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ที่ได้พิจารณารับรองคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก อย่างไรก็ตาม หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง ยังไม่ผ่านการพิจารณาโดยได้รับการแก้ไข 3 ครั้ง จึงขอให้ยูเนสโกมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องต่อไป

ตั้งแต่ปี’65 ‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732182

ตั้งแต่ปี'65 'ตรีนุช'ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

ตั้งแต่ปี’65 ‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.00 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้สื่อสารซักซ้อมความเข้าใจการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ยุวกาชาด โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างยืดหยุ่น ไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครอง การเรียนวิชาวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ที่มีเครื่องแบบ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบครบชุด แต่ขอให้มีสัญลักษณ์เฉพาะบ่งบอกให้รู้ว่าเด็กได้เรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เช่น มีผ้าผูกคอผืนเดียวได้ เพราะเป้าหมายสำคัญของการเรียนวิชานี้อยู่ที่กิจกรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม การเสียสละ มากกว่าการให้ความสำคัญกับชุดยูนิฟอร์ม และขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้เปิดภาคเรียนใหม่ ในปีการศึกษา 2566 แล้ว ซึ่งสถานศึกษาทุกแห่งได้รับเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวันในอัตราใหม่ที่รัฐบาลได้ปรับเพิ่มขึ้นให้ ดังนั้น ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งใช้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาอย่างคุ้มค่า โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การจัดเมนูอาหารกลางวันให้เด็กได้รับอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ตามช่วงวัย ความปลอดภัยในสถานศึกษา การเฝ่าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และที่สำคัญสิ่งใดที่ไม่จำเป็น และจะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครองขอให้สถานศึกษางด ยกเว้น และยืดหยุ่นให้มากที่สุด

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการผ่อนคลายกฎ ระเบียบต่างๆ ให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างคล่องตัว สอดรับกับบริบทของพื้นที่ที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน รวมถึงมีการปรับปรุงกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักเรียน ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่บังคับ เช่น เรื่องทรงผมของนักเรียน ก็ได้มีการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 แล้วให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง โดยการออกระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือ ผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่น บุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนก่อนการประกาศใช้

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732150

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศวันรับสมัครสอบครูผู้ช่วย ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2566 เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงได้กำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2566 ดังนี้

1. ประกาศรับสมัคร / ภายในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2566

2. รับสมัคร / วันพุธที่ 31 พฤษภาคม – วันอังคารที่ 6 มิถุนายน 2566 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

3. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข / ภายในวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2566

4. ประเมินจากการสอบข้อเขียน

ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป / วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2566

ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ / วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566

5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค / ภายในวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566

6. ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

7. ประกาศผลการสอบแข่งขัน / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.obec.go.th หรือโทร. 02 2885511 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลห่วงใยผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหน่งครูผู้ช่วย ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่จะฉวยโอกาสหลอกลวงเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่าน หรือเข้ารับการบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วยได้  หากพบเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบทันที หากพบมีการหลอกลวงจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที

“ที่สำคัญกระบวนการรับสมัครและจัดสอบครูผู้ช่วยต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะหากผู้สมัครเข้ามาสอบรับราชการด้วยวิธีการทุจริต ย่อมกระทบจรรยาบรรณวิชาชีพ อาจถูกตัดสิทธิสอบครูผู้ช่วยตลอดชีวิตและไม่มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการได้อีก” น.ส.ทิพานัน กล่าว

‘พิธา’ ขึ้นรถแห่ ขอบคุณชาวระยอง มั่นใจ MOU ฉลุย!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549428

21 พ.ค. 2566

‘พิธา’ ขึ้นรถแห่ ขอบคุณชาวระยอง มั่นใจ MOU ฉลุย!!

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แคนดิเดตนายกฯ ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวระยอง เลือก ‘ก้าวไกล’ ชนะยกจังหวัด สัญญาจะกลับมาอีก มั่นใจ MOU จัดตั้งรัฐบาล 22 พ.ค. ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แม้มีกระแสไม่พอใจบ้าง

เมื่อเวลา 16.20 น. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคตดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เดินทางมาถึงหน้าห้างแพชชั่น จ.ระยอง พร้อมปราศรัย บอกว่า ผมบอกคุณแล้วว่าเราทำได้ เราชนะแล้วยกจังหวัด

พิธา คนเดิมของชาวระยอง

จากนั้น พิธา แนะนำตัวกับประชาชนว่า “ผมพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกฯคนต่อไป และขอขอบคุณชาวระยองจากใจจริง และขอบอกกับทุกคนว่า ถึงแม้การเลือกตั้งจะจบไป แต่การเดินทางของพวกเราพึ่งเริ่มต้นขึ้น และขอใช้ความไว้วางใจทุกคะแนนในการทำให้ระยอง การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคตไปด้วยกัน 

และขอสัญญาว่าก่อนเลือกตั้งเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้งก็เป็นเหมือนเดิม เรามาเฉลิมฉลองกันอย่างถ่อมตัว และอย่างติดดิน ก่อนหน้านี้พิธาเป็นอย่างไร เข้าทำเนียบรัฐบาลไป ก็จะเป็นคนเดิมของชาวระยองแน่นอน และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะมาหาทุกคนบ่อยๆ”

พร้อมทั้งขอให้มาเฉลิมฉลองกันอย่างรับผิดชอบ มีวุฒิภาวะ ไม่ก่อให้เกิดความลำบากให้กับประชาขนคนอื่น ไม่ทำให้การจราจรติดขัด ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน

อีกทั้งยังขอโทษประชาชน ที่ไม่ได้ไปพูดคุย ถ่ายรูป และแจกลายเซ็นต์ให้ แต่จะกลับมาอีกอย่างแน่นอน

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ปราศรัยขอบคุณคะแนนเสียงชาวระยองที่เลือกก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ปราศรัยขอบคุณคะแนนเสียงชาวระยองที่เลือกก้าวไกล

โดยการปราศรัยกับประชาชนที่มาต้อนรับที่หน้าห้างแพชชั่น ใช้เวลาประมาณ 7-8 นาที จากนั้นนายพิธา ก็ได้เดินทางออกจากหน้าห้างแพชชั่น

‘พิธา’ ขึ้นรถแห่ ขอบคุณชาวระยอง มั่นใจ MOU ฉลุย!!

ปรากฏว่ามีสื่อมวลชนหลายสำนักข่าว มารอสัมภาษณ์พิธา ถึงเรื่อง MOU จัดตั้งรัฐบาลที่จะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ พิธา บอกว่า เป็นไปได้ด้วยดี และกำลังจะกลับกรุงเทพมหานคร ไปพูดคุย ไม่น่ามีปัญหาอะไร

เมื่อถาม มีหลายพรรคการเมืองเริ่มไม่พอใจเนื้อหา MOU พิธา ตอบว่า ทุกอย่างยังเป็นไปได้ด้วยดี

สำหรับ กำหนดการที่จ.ระยอง จากเดิมจะมีคาราวานแห่ขอบคุณ แต่เนื่องจากเลยกำหนดเวลาการจัดกิจกรรม และมีประชาชนจำนวนมากมารอต้อนรับ ทำให้การจราจรติดขัด พรรคก้าวไกลจึงปรับแผนให้ พิธา  มาพบกับประชาชนบริเวณจุดเดียวคือหน้าห้างแพชชั่นฯ

พิธา กล่าวขอบคุณชาวระยองพิธา กล่าวขอบคุณชาวระยอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศทั้ง จ.ชลบุรี และจ.ระยอง เป็นไปด้วยความวุ่นวาย และผิดแผนจากที่ทีมงานเตรียมไว้ ทั้งนี้ มีผู้สื่อข่าวหลายสำนักมารอเป็นจำนวนมาก เพื่อสอบถามประเด็นการเมือง เช่น กรณี MOU ที่มีเรื่องดราม่าเกี่ยวกับการร่วมรัฐบาลของพรรคชาติพัฒนากล้า , ประเด็นการแก้ ม.112 แต่ทีมงานแจ้งว่ายังไม่สะดวก เนื่องจากวันนี้ต้องการขอบคุณประชาชนเท่านั้น

ประชาชน จ.ระยอง ต้อนรับคาราวานรถแพ่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  แคนดิเดตนายกฯประชาชน จ.ระยอง ต้อนรับคาราวานรถแพ่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ

ทั้งคาราวานของพรรคก้าวไกลนำโดยพิธา ลิ้มเจริฐรัตน์ และแกนนำพรรคก้าวไกล พร้อมทั้ง ว่าที่ สส.ระยอง ถือเป็นจังหวัดที่ 4 หลังจากแห่คาราวานขอบคุณที่ จ.กทม. และ จ.นนทบุรี  และชลบุรี มาก่อนแล้ว

ด้อมส้มพรึบ! คนชลบุรี ฝ่าสายฝนรอต้อนรับ ‘พิธา’ ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549426

21 พ.ค. 2566

ด้อมส้มพรึบ! คนชลบุรี ฝ่าสายฝนรอต้อนรับ 'พิธา' ก้าวไกล

‘พิธา’ ก้าวไกล นำว่าที่ สส.ชลบุรี ขึ้นคาราวานรถแห่ขอบคุณคะแนนเสียง ที่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง พร้อมขอโทษทำให้การจราจรติดขัด เผย มีแนวคิดแก้พ.ร.บ.สื่อฯ

กกต.ประกาศผลเลือกตั้ง2566 ชี้ชัด“พรรคก้าวไกล”มีคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง และสร้างปรากฏการณ์ได้สส.ยกเขต หลายจังหวัด ล่าสุดมีความเคลื่องไหวของพรรคก้าวไกล ช่วงบ่ายวันที่ 21 พ.ค. 2566 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนติดเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล นำ ว่าที่ สส.ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่ชนะการเลือกตั้ง 7 เขต จาก10 เขต มาร่วมคาราวานขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนที่ลงคะแนนให้

คนชลบุรีฝ่าฝนตกหนักรอรับ“พิธา”

โดยเริ่มต้นที่ ตลาดใหม่หนองก้างปลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จุดนี้มีประชาชนสวมใส่เสื้อสีสัม และมีสัญลักษณ์สีส้มมารอต้อนรับ และให้กำลัง แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคของประชาชนที่มารอต้อนรับ พิธา ก้าวไกล

คนชลบุรี รอต้นรับ พิธา ก้าวไกล

จากนั้น 14.10 น.รถแห่ของ พิธา เดินทางมาถึงหน้าตลาดใหม่หนองก้างปลา และทักทายกับประชาชนที่มารอต้อนรับเต็มถนน และต่างพยายามส่งดอกไม้ โบกมือทักทาย และถ่ายรูปพิธา

พิธา มีแนวคิดแก้ไขพ.ร.บ.สื่อฯ

ช่วงหนึ่ง พิธา ปราศรัยบนรถแห่ ระบุว่า ขออภัยที่ทำให้การจราจรติดขัด และขอบคุณตำรวจจราจรทุกคนที่มาช่วยอำนวยความสะดวกในการเฉลิมฉลองของพรรคก้าวไกล และขอให้ช่วยกันดูแลเด็ก ผู้สูงอายุที่มาวันนี้ด้วย

พิธา ยังปราศรัย ถึงความต้องการจะผลักดัน แก้ไข พ.ร.บ.สื่อมวลชน เรื่องการดูแลสวัสดิการสื่อมวลชนด้วย เพราะมี ว่าที่ สส.ของพรรคที่เป็นอดีตสื่อมวลชนถึง 3 คน

สำหรับเส้นทางคาราวานที่ จ.ชลบุรี ออกจากตลาดใหม่หนองก้างปลา ไปตลาดสมาร์ทแลนด์ แม็คโครบ่อวิน และโลตัส บ่อวิน จ.ชลบุรี ระยะทางรวมเกือบ10 กิโลเมตร

ด้อมส้มพรึบ! คนชลบุรี ฝ่าสายฝนรอต้อนรับ 'พิธา' ก้าวไกล

หลังจากพิธา ขึ้นรถแห่มาได้ประมาณ 30 นาที และขบวนเคลื่อนมาได้ประมาณ 2 กิโลเมตร เขาได้เปลี่ยนไปขึ้นรถส่วนตัวเพื่อมุ่งหน้าไป จ.ระยอง เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ทันกำหนดการที่จ.ระยอง ในช่วงเวลา 15.00-16.00น. แต่ได้ผ่านช่วงโลตัสบ่อวิน จุดสุดท้ายของจ.ชลบุรี แต่พิธาไม่ได้ลงจากรถ ประชาชนจำรถได้ต่าวิ่งกรูเข้าไปที่รถเพื่อถ่ายรูปผ่านกระจกรถ

ด้อมส้มพรึบ! คนชลบุรี ฝ่าสายฝนรอต้อนรับ 'พิธา' ก้าวไกล

การจราจรในพื้นที่ ต.บ่อวิน ค่อนข้างหนาแน่น เพราะมีประชาชนมารอจำนวนมากและขับรถตาม ทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้ามากๆ

ด้อมส้มพรึบ! คนชลบุรี ฝ่าสายฝนรอต้อนรับ 'พิธา' ก้าวไกล

ทั้งนี้ตลอดเส้นทางที่เป็นจุดตามกำหนดการเดิม ทั้งแม็คโคร บ่อวิน และโลตันบ่อวิน มาประชาชนไปรอเจอ พิธากันเป็นจำนวนมาก

‘กลุ่มปกป้องสถาบัน’ หวิดปะทะชาวบ้าน หลังทำกิจกรรม #seve112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549423

21 พ.ค. 2566

'กลุ่มปกป้องสถาบัน' หวิดปะทะชาวบ้าน หลังทำกิจกรรม #seve112

กลุ่มปกป้องสถาบันทำกิจกรรม #seve112 ต่อต้านพรรคก้าวไกลเตรียมแก้ไขมาตรา112 หวั่นนำไปสุ่การยกเลิก เกือบปะทะชาวบ้านในตลาด ไม่พอใจไล่ออกจากพื้นที่

ช่วงเปลี่ยนผ่านจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ “รัฐบาลใหม่” แสดงจุดยืนแก้ไขมาตรา 112 กำลังร้อนระอุ เมื่อ สส. สว. หลายคนออกมาประกาศไม่สนับสนุน หากมีนโยบายดังกล่าว เช่น พรรคภูมิใจ , นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. , นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

ชาวบ้านขับไล่กลุ่มปกป้องสถาบันชาวบ้านขับไล่กลุ่มปกป้องสถาบัน

ล่าสุดนางกัลยาณี จูปรางค์ หรือ ป้าอยุธยา พร้อมด้วยกลุ่มปกป้องสถาบัน จัดกิจกรรม #save112 ถือแผ่นป้ายรณรงค์คัดค้านการแก้ไข ยกเลิก มาตรา112 มีการเปิดเพลง เรารักแผ่นดิน พร้อมกับการประกาศ กลุ่มปกป้องสถาบัน ออกมาแสดงการคัดค้านการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 มีการเดินรณรงค์ไปตามถนนนเรศวร หน้าตลาดเจ้าพรหม

ขณะเดียวกันเกือบจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างกลุ่มปกป้องสถาบันและกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ออกมาชูเสื้อผ้าสีแดง พร้อมกับตะโกนต่อว่า ให้ไปจัดกิจกรรมที่อื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ของ สภ.พระนครศรีอยุธยา ที่มาดูแลความปลอดภัย ทั้งในเครื่องแบบต้องคอยเข้ามาห้ามปราม

ตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน มองว่า เป็นการนำสถาบันมาสร้างกระแส ชาวอยุธยาก็รักสถาบัน ซึ่งเพิ่งผ่านการเลือกตั้งอยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาล การออกมาเคลื่อนไหวทำให้เกิดความวุ่นวาย รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มต้นทำงานเลย

ด้านป้าอยุธยา กล่าวว่า ยอมรับได้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ตนเอง พี่น้องคนอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง ออกมาร่วมจัดกิจกรรมปกป้องสถาบัน เพราะพรรคก้าวไกลมีนโยบายที่จะแก้ไขมาตรา 112 อย่างชัดเจน อาจนำไปสู่การยกเลิกมาตรา112 ซึ่งหากเริ่มมีการแก้ไข กลุ่มปกป้องสถาบัน จะออกมารวมตัวกันคัดค้านในกรุงเทพมหานคร

สุทธิพร กองสุทธิผล

ป้าอยุธยา (เสื้อเหลือง)ป้าอยุธยา (เสื้อเหลือง)

กลุ่มปกป้องสถาบันทำกิจกรรม #save112กลุ่มปกป้องสถาบันทำกิจกรรม #save112

‘มัลลิกา’ แนะ ‘พิธา’ ถอดม.112 ‘โหวตเลือกนายกฯ’ ง่ายขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549419

21 พ.ค. 2566

‘มัลลิกา’ แนะ ‘พิธา’ ถอดม.112 ‘โหวตเลือกนายกฯ’ ง่ายขึ้น

‘มัลลิกา’ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แนะ ‘พิธา’ ปลดล็อคด้วยตนเอง ถอดเรื่องแก้ไข-ยกเลิกม.112 ออกไป จะทำให้การ ‘โหวตเลือกนายกฯ’ ง่ายขึ้น พร้อมกางร่างฉบับก้าวไกล เจตนายกเลิกชัด!!

ดร.มัลลิกา บุญมีตระะกูล มหาสุข อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชนwww.mallikafoundation.net ระบุว่า การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลและการหาเสียงต่อว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (สว.)เพื่อโหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นดูจะไม่ราบรื่น หากนายพิธาและพรรคก้าวไกลไม่ถอดนโยบายเรื่องการปฏิรูปสถาบันโดยผ่านการแก้ไขและยกเลิกกฎหมายอาญา ม.112 อันเป็นการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยการคุ้มครององค์พระประมุขของประเทศออกไป

“เพราะจากการที่สอบถาม สว.บางคนทราบว่าเงื่อนไขสำคัญคือติดขัดเรื่องนี้ เป็นสาระสำคัญหากนายพิธาและคณะปลดล็อคเรื่องนี้ออกไปก็เชื่อว่า สว.จะโหวตให้แล้วไปเดินหน้าเป็นนายกรัฐมนตรีจัดบุคคลเป็นคณะรัฐมนตรีเข้ากุมอำนาจบริหารประเทศได้”ดร.มัลลิกา กล่าว

ในฐานะเป็นอดีตสส. ทราบว่านายพิธาและคณะจะไปผลักดันการแก้ไข ม.112 ในสภาฯหลังจากที่ได้เสนอค้างไว้ในสมัยที่แล้ว ซึ่งไม่สามารถบรรจุเป็นวาระได้เพราะประธานสภานายชวน หลีกภัย เห็นว่ายังมีข้อโต้แย้งว่าขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ 

จากการตรวจทานเอกสารร่างกฏหมายโดยละเอียดจะเห็นชัดว่าการแก้ไขของพรรคก้าวไกลที่เสนอร่างฯไว้นั้นเป็นการยกเลิกการคุ้มครองสถาบันหลักของชาติโดยสิ้นเชิง มาตราที่เคยคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าด้วย ม.112 ที่ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการฯมีโทษจำคุก 3-15 ปี ไม่มีปรับตรงนี้จะไม่มีอีกต่อไป แต่เขาจะเปลี่ยนเป็นมาตรา 135/5 หมิ่นในหลวงมีโทษเพียงจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 3 แสนบาท และมาตรา135/6 หมิ่นพระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนและปรับไม่เกิน 2 แสนบาท”

ดร.มัลลิกา บุญมีตระะกูล มหาสุข อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ดร.มัลลิกา บุญมีตระะกูล มหาสุข อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

“นัยยะสำคัญของกฎหมาย หากโทษน้อยก็จะเหมือนกับบุคคลทั่วไป คือในกฎหมายอาญานั้นที่สุดของคดีสามารถเป็นเพียงการรอลงอาญาไม่ต้องติดคุกจริงหรือเป็นเพียงการปรับเท่านั้น แปลตรงๆคือกฎหมายของคณะเขาเปิดกว้างให้หมิ่นในหลวง พระราชินี องค์รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการได้โดยอาจไม่มีโทษ และในมาตรา 135/7 สามารถอ้างได้ คือ ถ้าวิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะจะไม่มีความผิด มาตรา 135/8 ถ้าทำผิดหรือได้ดูหมิ่นไปแล้วแต่พิสูจน์ได้ว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรืออ้างได้ว่าเป็นความจริงและไม่ใช่เรื่องส่วนตัวก็ได้อันนี้ก็ไม่ต้องรับโทษ

มาตรา 135/9 เป็นความผิดอันยอมความได้ คือนำกฎหมายพิทักษ์องค์ประมุขออกจากหมวดความมั่นคงออกจากอาญาแผ่นดิน และผู้เสียหายก็ไม่ใช่ ในหลวง พระราชินี แต่ให้ถือว่าสำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายก็ให้ร้องทุกข์และเป็นคู่ความ แต่ในมาตรานี้ห้ามมีพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย(ห้ามลงชื่อ) ในฐานะคู่ความ คือตัดสิทธิไม่ให้ในหลวง พระราชินีซึ่งคือผู้เสียหายที่แท้จริงสู้คดี และมาตรา 198 ผู้ใดหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการตัดสิน คดีหรือการขัดขวางการพิจารณาคดีของศาลให้มีโทษปรับ 2 หมื่น-1.4 แสนบาท

ร่างฉบับแก้ไขของพวกเขาคือการให้พระมหากษัตริย์มีสถานะทางกฎหมายเป็นเพียงบุคคลธรรมดา ดูหมิ่นไปแล้ว ไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการ และไม่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ขณะที่รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับกำหนดไว้ชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ แล้วถ้าละเมิดได้เช่นนี้จะแปลว่าอะไร ล่ะ” ดร.มัลลิกา กล่าว

ดร.มัลลิกา อธิบายว่าสาเหตุที่ สว.จำนวนมากอาจจะไม่โหวตให้หรือโหวตโน Vote No เพราะอำนาจหน้าที่ในการเป็น สว.ตามรัฐธรรมนูญที่สำคัญๆ คือ การกลั่นกรองกฎหมาย การพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตรงนี้คือหน้าที่หลักของเขาและนี่ยังไม่นับกรณีคุณสมบัติเรื่องการถือหุ้นสื่อด้วย แล้วถ้ารวมถึงหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยมีหน้าที่ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ คือ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้

มาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญดังเช่นต้อง“พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิผลประโยชน์ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำคัญยิ่งคือมาตรา 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 กลับเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลมีคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง และอยู่ในขั้นตอนการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคการเมือง 313 เสียง ซึ่งจะมีการแถลงในช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ 22 พ.ค. 2566