วช. นำงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับภาคการเกษตร พื้นที่ภาคเหนือ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737016

วช. นำงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับภาคการเกษตร พื้นที่ภาคเหนือ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วช. นำงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับภาคการเกษตร พื้นที่ภาคเหนือ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.05 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ส่งมอบเครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และส่งมอบกล้าพันธุ์แอสเตอร์ปลอดเชื้อ และชุดเร่งการผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพสูง แก่วิสาหกิจชุมชนไม้ดอกเหมืองแก้ว ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยในการผลิตปุ๋ย และการพัฒนาปัจจัยการยกระดับพัฒนาปัจจัยการยกระดับศักยภาพการผลิตไม้ดอกกลุ่มแอสเตอร์ ให้แก่เครือข่ายกลุ่มเกษตร โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในเปิดกิจกรรม  

ในการนี้ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ได้กล่าวรายงาน ถึงภาพรวมการดำเนินงานและเป้าหมายของโครงการในการยกระดับการเกษตรของพื้นที่ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งผู้เข้าร่วมงานที่ได้รับประโยชน์จากววน.ในพื้นที่ ได้แก่ นางสาวณวิสาร์ มูลทา เจ้าของ Love Flower Farm ได้กล่าวสรุปถึงการไดรับโอกาสจากโครงการและการสร้างความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนจากการสนับสนุนของ วช. และ วว. 

นอกจากนี้ นายเสถียร จันทรา  และนายทองคำ หันธาแดง รองนายกเทศมนตรีตำบลเหมืองแก้ว ได้ให้การต้อนรับคณะจาก วช.และวว. พร้อมกล่าวถึงบทบาทของพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือและส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจ พร้อมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงษ์ จันจุฬา จากศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ,เกษตรจังหวัด และกลุ่มกษตรกร ได้ร่วมให้การต้อนรับ ณ วิสาหกิจผลิตไม้ดอกกลุ่มแอสเตอร์ ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมกับ วว. ส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสู่การใช้ประโยชน์ ภายใต้โครงการการยกระดับการปลูกเลี้ยงพืชกลุ่มแอสเตอร์ด้วยนวัตกรรมการขยายพันธุ์พืชปลอดโรคเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ ต.เหมืองแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ก่อให้เกิดวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม สร้างอาชีพใหม่ในชุมชนและท้องถิ่น ชุมชนเกิดกระบวนการพัฒนาและต่อยอดกลุ่มวิสาหกิจอย่างเป็นรูปธรรม เกิดระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เกษตรกรหรือชุมชนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปลูกพืช ผ่านนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดได้ อีกทั้งเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่สามารถพัฒนาให้มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงขึ้น เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่า 20% ตลอดกระบวนการผลิต เป็นต้น 

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. กล่าวว่า ในปี 2565 วว. ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก วช. ในการส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสู่การใช้ประโยชน์ ซึ่งได้ดําเนินการเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาของกลุ่มผู้ผลิตไม้ดอกในชุมชนเหมืองแก้ว แล้วจึงนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาระดับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ค่าดิน เพื่อให้ใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาขยายพันธุ์ต้นกล้าปลอดโรค ที่มีความแข็งแรง ทนต่อสภาพแวดล้อม ทนต่อแมลงศัตรูพืช และการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลงประมาณร้อยละ 75 โดยหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยอินทรีย์เคมี รวมไปถึงการจัดการการระบาดของโรคพืช ด้วยการใช้ชีวภัณฑ์ที่เพาะเลี้ยงในถังระดับชุมชน จนทําให้ลดการสูญเสียผลผลิตพืชกลุ่มแอสเตอร์ ได้เป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย และยังมีคณะวิจัยหลากหลายหน่วยงานในการดำเนินโครงการวิจัยในครั้งนี้ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญญบุรี มหาวิทยาราชมงคลอิสานวิทยาเขตสกลนคร และหน่วยงานในพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตแม่พันธุ์ปลอดโรคด้วยระบบไบโอรีแอคแบบจมชั่วคราว เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงของ วว. เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อวัสดุปลูกเลี้ยงพืช เพื่อทำลายเชื้อก่อโรคในดินและวัสดุปลูก และเทคโนโลยีการผลิตกล้าปลอดโรคเชิงพาณิชย์ ในปี 2563 – 2564 มาช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจผลิตไม้ดอกกลุ่มแอสเตอร์ ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากปัจจุบันคัตเตอร์และมาเร็ต เป็นพืชที่ทำรายได้ให้เกษตรกร อำเภอแม่ริม ที่ปลูกทดแทนการปลูกข้าว โดยเฉลี่ยแล้วปลูกได้ตลอดทั้งปี และเกษตรกรมีรายได้จากปลูกไม้ตัดดอก 

นอกจากนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ได้ลงตรวจเยี่ยมพื้นที่กิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ณ พื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ จังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ ซึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติขับเคลื่อนระยะไกล ไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่สูงแบบยั่งยืน (โดรนเกษตร 4G ระบบอัตโนมัติ หรือ อากาศยานไร้คนขับ) ซึ่งเป็นโครงการที่ วช. ให้การสนับสนุนเพื่อนำเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติไปประยุกต์ใช้งานในการพัฒนาพื้นที่สูง ตามโจทย์ตวามต้องการของโครงการร้อใจรักษ์ เพื่อช่วยระบบการผลิตตามโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ ที่มีพื้นที่การเกษตรในโครงการร้อยใจรักษ์หลายพันไร่ ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีในด้านการให้ปุ๋ย การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพืช พร้อมการกับฝึกสมรรถนะการใช้โดรน การประกอบโดรน พร้อมการดูแลรักษา ซึ่งสามารถพัฒนาทีมงานเกษตรรุ่นใหม่ในการดำเนินงาน ดูแลพื้นที่การเกษตรได้อย่างเป็นระบบ 

พร้อมนี้ นายณรงค์ ประธานสายปฏิบัติการงานพัฒนามูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมถ์ และนายชัยชุมพล สุริยะศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแม่นยำ พร้อมด้วยเกษตรกรในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ ให้การต้อนรับ และกล่าวขอบคุณ วช. ที่ได้นำเทคโนโลยีที่ตรงตามความต้องการของเกษตรพื้นที่สูงในประเทศไทย การให้ความรู้ในด้านเทคโนโลยี การมีสถานีควบคุมโดรนเพื่อการเกษตร การฝึกผู้นำเกษตรกรและเกษตรกรเป็นนักบินโดรนการเกษตร การจัดระบบการใช้โดรนที่ครอบคลุมความต้องการและความเหมาะสมของพื้นที่ ระบบการบริหารงานของกลุ่มเกษตรกรพื้นที่สูงการดูแลและซ่อมบำรุงเทคโนโลยีโดรน ทั้งนี้ การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความยั่งยืนในการเกษตรพื้นที่สูงของโครงการร้อยใจรักษ์ และได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งในใช้เทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ในการดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งโครงการนี้ได้นำเอาเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ในการใช้งานในพื้นที่สูง โดยสมาคมฯ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และชาวบ้านในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ ในการพัฒนาแปลงเกษตรพื้นที่สูง ทำให้เกิดการลดต้นทุนในการลงพื้นที่โดยการใช้โดรนทำหน้าที่แทนมนุษย์และยังเข้าถึงพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก อีกทั้งการใช้โดรนยังช่วยในการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปนเปื้อนสารพิษต่าง ๆ ทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

การตรวจเยี่ยมพื้นที่ในโครงการร้อยใจรักษ์ จังหวัดเชียงราย ในครั้งนี้ ได้พบกับนักบินโดรนเกษตร ของโครงการร้อยใจรักษ์ ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมจากโครงการ สามารถสาธิตการสร้างและการใช้งานโดรนเกษตรจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และชาวบ้านในพื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการร้อยใจรักษ์ ทั้งนี้ยังได้เยี่ยมชมสาธิกการนำโดรนเกษตรกรไปใช้ปฏิบัติงานในแปลงเกษตรพื้นที่สูง อาทิ แปลงดอกลิเซียนทัส สวนลิ้นจี่ สวนส้ม และสวนฝรั่ง ด้วย

คุณแหน : 14 มิถุนายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737123

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรการแสดงดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ วาระครบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จัดโดยทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 19 มิ.ย. 20.00 น. ..

ll คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำโดย วิทยา ผิวผ่อง ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่ตั้งโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย โดยมี ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร,ประมาณ สว่างญาติ,ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ร่วมด้วย..

ll อนุโมทนาบุญ ยิ่งใหญ่กับ สุเมธ ตันธุวนิตย์ ประธานกรรมการ บจ.โงวฮก ซึ่งประกอบกิจการเดินเรือทะเลขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริจาคเงิน 520 ล้าน เพื่อสร้างอาคาร รพ.หัวใจบ้านแพ้ว สูง 12 ชั้น ให้กับ รพ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร รองรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตก..

ll ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. เป็นประธานในการเปิดอาคารศูนย์สุขภาพสัตว์เลี้ยง โดยมี ศ.ดร.น.สพ.กรกฎงานวงศ์พาณิชย์ ต้อนรับ ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มช. ..

ll ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ได้ไปร่วมปฏิบัติธรรม 5 วัน ณ รร.ทวินโลตัส เกาะลันตา จัดโดย ดร.สุนันทาลีเลิศพันธ์ มีคนเข้าร่วมปฏิบัติธรรมกว่า 40 คนงานมี พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน เจ้าอาวาสวัดป่าสันติธรรม จ.ชัยภูมิ และพระอาจารย์สมัคร วัดป่าหิมพานต์ มานำการปฏิบัติ..

ll ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา รับมอบเงินบริจาคจาก ดร.ประเสริฐ ภัทรมัย เพื่อสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ อาคารรพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี..

ll พักตร์นลิน บูลกุล ต้อนรับ กุลปรียา พุทธฤดีสุข พร้อมคณะหลักสูตร Digital CEO#6 กว่า 30 คน เช่น ดร.ศิรินทร์
นิติเนาวรัตน์,จารุพรรณ อินทรรุ่ง,เกศนรี จองโชติศิริกุล,ยอดฤดี สันตติกุล,ธนพล กองบุญมา,จิรพล ตังทัตสวัสดิ์,ลักษณ์ชฎา หวังพนาวงศ์,รุ้งเพชร ลิ้มสวัสดิ์วงศ์,เจตต์ปรียา ประภาเพ็ญสุข,สิริน ธนศรีวนิชชัย,ณัฐพล สืบอ่ำ ที่ไปศึกษาดูงานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในงานระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งของ บจ.ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย..

ll วันเกิด สุภาพ กตัญญู ปีนี้ขึ้นเลขแปด ตอนเช้าไปทำบุญที่วัดเทวราช กุญชร ถวายของพระทั้งวัด เย็นก็ฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น..

ll ยามนี้ อานนท์ เลาหะเกษตร ควงมาดามกุลฤดี แวะหาหลานชายที่ปารีสแล้วไปท่องเที่ยว อิตาเลียน ริเวียร่า 2 อาทิตย์..ll

 

น้องใหม่

ประกาศผลการแข่งขันโครงการMicro and Small Business Funding Case Challenge

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737267

ประกาศผลการแข่งขันโครงการMicro and Small Business Funding Case Challenge

ประกาศผลการแข่งขันโครงการMicro and Small Business Funding Case Challenge

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.54 น.

มูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน (CDF)จับมือพันธมิตรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn Business School) ประกาศผลผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้ายในโครงการ Micro and Small Business Funding Case Challengeอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการแข่งขันออกแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีเพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมนิสิตนักวางแผนชั้นปี 2- 4 จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่นำเสนอแผนธุรกิจ(Business Model)ในอุตสาหกรรมการเงินและการธนาคารแบบหลากหลายมิติอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย (Micro Business) และรายเล็ก (Small Business) ในประเทศไทย พร้อมรับเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

นัทธ์หทัย พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการมูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน กล่าวว่า “ทางมูลนิธิฯ ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ทั้ง 3 ทีมที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ รวมถึงขอบคุณนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกว่า 120คนที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการในปีนี้กันอย่างคึกคัก ซึ่งโครงการแข่งขันMicro and Small Business Funding Case Challengeในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือต้องการช่วยแก้ไขปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยและรายเล็กในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การอบรม การวิจัยและวิชาการ ตลอดจนเผยแพร่ผลงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบตลาดทุน และระบบการเงิน รวมถึงการพัฒนาสถาบันและบุคลากรของประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ อีกทั้งผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยและรายเล็ก ซึ่งมีจำนวนคนทำงานตั้งแต่ 1 – 100 คน ยังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในด้านการจ้างงาน  พร้อมช่วยลดอัตราความยากจน และเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)ให้เติบโตในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ”

ทั้งนี้โครงการแข่งขันออกแบบแผนธุรกิจในอุตสาหกรรมการเงินและการธนาคาร หรือ Micro and Small Business Funding Case Challengeเป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปี 2- 4 สนใจเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 28 ทีมแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบแรก ให้แต่ละทีมนำเสนอแผนธุรกิจที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ Infographic จำนวนไม่เกิน 10 หน้าพร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ที่คณะกรรมการโครงการฯกำหนดให้เพื่อให้คณะกรรมการประเมินความน่าสนใจและความเป็นไปได้ของโครงการทางการเงิน ตลอดจนการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับนักลงทุน พร้อมนำความคิดเห็นที่ได้รับจากบุคคลทั่วไปมาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม และรอบสุดท้ายที่ผู้ผ่านเข้ารอบจำนวน4ทีมสุดท้ายจะต้องนำเสนอแผนธุรกิจอย่างละเอียด ตั้งแต่ช่องทางการสร้างรายได้ของธุรกิจ ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการลงทุน และเป้าหมายความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยและขนาดเล็กในการได้รับเงินทุนเพื่อประกอบธุรกิจให้กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ4 ท่าน ได้แก่1. คุณกรประณม วงษ์มงคล กรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)2. คุณรวิ กูรมะโรหิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)3.คุณประพัทธ์พงศ์ วีระมนผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Global Business Development Strategies บมจ. ธนาคารกรุงไทย4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น เลขานุการภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยพิจารณาผ่านรูปแบบการนำเสนอแผนงานในระยะเวลาที่กำหนดและคณะกรรมการซักถามเพื่อเฟ้นหาทีมที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุด 3 ทีม พร้อมคว้าเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมเวิร์คชอปออนไลน์ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบริบทที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเงินแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทุกทีม อาทิ MSME business, Financial forecast และ Feasibility analysis เป็นต้น พร้อมรับหน้าที่เป็นMentor ที่ปรึกษาพิเศษสำหรับทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายอีกด้วย

ซึ่งทั้ง 3 ทีมที่ชนะในโครงการ Micro and Small Business Funding Case Challengeได้แก่

1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FunFund รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท

2. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม SMEs Hero รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท

3. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับสอง ได้แก่ ทีมกรุ๊ปเลือดอะไรก็โสดเหมือนกันรับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท

ผู้สนใจสามารถรับชมภาพบรรยากาศการแข่งขันรอบสุดท้ายและการประกาศรางวัลผู้ชนะในโครงการMicro and Small Business Funding Case Challengeได้ทางhttps://youtu.be/GlMFeT2KJSgหรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง http://www.cmdffoundation.orgหรือทาง Facebook Page: มูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน

ชวนช้อป ชิม ชิลล์ ในงาน ‘เทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2566’ กระตุ้นเศรษฐกิจช่วง Green Season

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737257

ชวนช้อป ชิม ชิลล์ ในงาน ‘เทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2566’ กระตุ้นเศรษฐกิจช่วง Green Season

ชวนช้อป ชิม ชิลล์ ในงาน ‘เทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2566’ กระตุ้นเศรษฐกิจช่วง Green Season

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.33 น.

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าว การจัดงานเทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2566 และการเปิดเส้นทางท่องเที่ยว Unseen เชียงดาว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ โดยนายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้แถลงข่าว ซึ่งนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการแถลงข่าวพร้อมด้วย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่, อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยและอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ , นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ , ผศ.ดร.ภราดร สุรีย์พงษ์ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่, ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานเชียงใหม่ , ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดเชียงใหม่ และนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

นายศุภมิตร กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานเทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2566 มีกำหนดงานในเดือนกรกฎาคม 2566  ตลอดทั้งเดือน เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ รู้จักร้านอาหารฮาลาลที่ได้มาตรฐาน และยังเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางมาท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดเพิ่มขึ้นอีกทาง ซึ่งในปีนี้ถือว่าเป็นปีแรกที่สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมเทศกาลอาหารฮาลาลขึ้น  และมีร้านอาหารฮาลาลในเชียงใหม่ เข้าร่วมมากกว่า 20 ร้าน  และจะผลักดันให้เกิดการจัดเทศกาลอาหารฮาลาลให้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

“เทศกาลอาหารฮาลาลเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงความหลากหลายของวัฒนธรรมการปรุงอาหารมีให้เลือกลิ้มลอง ทั้งสไตล์อาหารไทย, อาหารจีน หรืออาหารฮาลาลดั้งเดิม  ซึ่งรูปแบบงานจะจัดภายใต้คอนเซป unseen อาหาร  สู่ภาพรวมใหญ่ คือ unseen chiangmai  ทั้งนี้เราต้องการจะเน้น โปรโมทให้นักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติ ได้มีโอกาสรู้จัก ชม ในมาตรฐานอาหารฮาลาล”  นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวและว่า

ในขณะเดียวกันถือโอกาสในการเปิดเส้นทางท่องเที่ยว Unseen เชียงดาว ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเสน่ห์ที่ชวนหลงใหลของเชียงดาว ได้แก่ ภูมิทัศน์ มีดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศ และเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ดอยหลวงเชียงดาวมีความสมบูรณ์ของพรรณไม้ ดอกไม้ป่าหลากหลาย สัตว์ป่าหายาก นกที่หาดูยาก แหล่งผีเสื้อ เป็นต้น 

จึงถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ และหลงใหล รวมทั้งยังมีวัฒนธรรมของชนเผ่า ส่วนอาหารและที่พักนั้น เชื่อว่าทุกคนรู้จักเชียงดาวก็รู้จักขาหมูเชียงดาว แต่ในวันนี้จะมีการนำเสนออาหารชนิดหนึ่งที่มีเฉพาะที่บ้านเมืองคอง อำเภอเชียงดาว คือ ปลากลมมอญทอด ซึ่งมีอยู่เฉพาะที่เมืองคองเท่านั้น ที่พักที่เชียงดาวมีหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกพัก ตั้งแต่สไตล์โฮมเสตย์ จนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว เชื่อว่าเชียงดาวเป็นอำเภอที่มีเสน่ห์ในทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นช่วง green season หรือ high season

นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า “ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้ปรึกษาหารือกับทางจังหวัดเชียงใหม่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโดยมีนโยบายว่าทำอย่างไรให้จังหวัดเชียงใหม่สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปี ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมด 25 อำเภอ แต่ละอำเภอมีมนต์เสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป เชียงดาวนับว่าเป็นอำเภอต้นแบบที่เราจะได้โปรโมทขึ้นมา องค์ประกอบหลักๆที่เราจะทำUnseen เชียงดาว มีอยู่ 3 ข้องด้วยกัน อาทิเช่น 1.ภูมิศาสตร์และภูมิทัศน์ 2.ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ชาติพันธุ์ และ 3. เรื่องของอาหารและที่พักต่างๆ”

-(016)

‘ก้อง – ได๋’ชวนซุปตาร์ส่งความห่วงใยอัพเดทเทรนด์สุขภาพ ใน Are You Ok? สบายดีหรือเปล่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737220

'ก้อง – ได๋'ชวนซุปตาร์ส่งความห่วงใยอัพเดทเทรนด์สุขภาพ ใน Are You Ok? สบายดีหรือเปล่า

‘ก้อง – ได๋’ชวนซุปตาร์ส่งความห่วงใยอัพเดทเทรนด์สุขภาพ ใน Are You Ok? สบายดีหรือเปล่า

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 12.55 น.

“ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ความสุขที่ทุกคนปรารถนา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ แบบบูรณาการใกล้ชิดติดหน้าจอในรายการ วาไรตี้สุขภาพ “Are You Ok? สบายดีหรือเปล่า” วาไรตี้ที่จะทำให้ทุกคนรับรู้ เข้าใจ และไม่ประมาทถึงโรคภัยต่าง ๆ รอบตัวไปกับวิทยาการสมัยใหม่ ที่ก้าวทันโลก จุดประกายความหวังเพิ่มพลังให้ชีวิต ในแต่ละสัปดาห์จะมีเหล่าคนดังแวะเวียนมาร่วมพูดคุย ซักถาม  Are You Ok? ด้วยด้วยความรัก ความห่วงใย        โดยมี “ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล และ ได๋ ไดอาน่า จงจินตนาการ” ทำหน้าที่พิธีกร ทุกวันอาทิตย์ เวลา 06.55 – 07.20 น. ทางช่อง 3 กด 33 เริ่มออกอากาศ 2 กรกฎาคมนี้

รายการ “Are You Ok? สบายดีหรือเปล่า” ร่วมอัพเดทเทรนด์สุขภาพให้ทุกคนปลอดโรค ปลอดภัย มีร่างกาย และ จิตใจที่แข็งแรง ห่างไกลจากความเจ็บป่วยในทุก ๆ ช่วงวัย นอกจากความรู้ที่จะได้รับในรายการทุกสัปดาห์แล้ว ยังมีเหล่าซุปตาร์คนดัง และพาร์ทเนอร์คนพิเศษ มาร่วมพูดคุยเรื่องการดูแลสุขภาพในช่วง How Are You Today แลกเปลี่ยนเรื่องราว ปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจที่ตัวเองเคยพบเจอ แบบไม่เครียด พบกับช่วง “มีปัญหาปรึกษาหมอ” รู้ทันโรคที่เกิดใหม่ กับวิวัฒนาการเทคโนโลยีการรักษาโรคแบบใหม่จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้คำปรึกษาแนะนำวิธีที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ในทุกช่วงเวลา

มาร่วมอัพเดทเทรนด์สุขภาพและแบ่งปันความสุขในรายการ “Are You Ok? สบายดีหรือเปล่า” เริ่มสุขภาพดีพร้อมๆกันใน วันอาทิตย์ที่ 2 กค.นี้  เวลา 06.55 – 07.20 น. ทางช่อง 3 กด 33  พร้อมเชิญชวนร่วมติด #AreYouOkayสบายดีหรือเปล่าxCRAแชร์เรื่องราวสุขภาพดีๆ ในโลกโซเชียลกัน

Life & Health : รู้จัก…บทบาทของครูประกบกับเด็กพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737113

Life & Health : รู้จัก…บทบาทของครูประกบกับเด็กพิเศษ

Life & Health : รู้จัก…บทบาทของครูประกบกับเด็กพิเศษ

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

องค์ประกอบสำคัญของประเทศชาติก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ การจัดการศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในด้านต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านการศึกษา

ข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรม ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบัน การจัดการศึกษาจะเน้นถึงความเท่าเทียมและทั่วถึง (Education for all) ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นแผนการศึกษาชาติของประเทศไทยจึงระบุให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพและดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

อย่างไรก็ดี มีผลการสำรวจการพัฒนาการศึกษาในช่วงปี 2552-2559 พบว่าประเทศไทยยังมีปัญหา ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนอีกหลายด้าน เช่น ด้านโอกาสทางการศึกษาที่มีต่อเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีความต้องการพิเศษซึ่งยังได้รับบริการไม่ครบทุกคน ทั้งยังมีปัญหาการออกกลางคันจึงต้องดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการยกระดับการศึกษาของคนไทยที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

การจัดการศึกษาพิเศษ ในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร การพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษซึ่งปัจจุบันพบว่ามีหลายกลุ่มนั้นต้องอาศัยบุคลากรหลายด้านที่เรียกกันว่าสหวิทยาการคือมีบุคลากรทางด้านการแพทย์ บุคลากรที่ทำงานข้างเคียงแพทย์เช่น นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัดฯลฯ ทางด้านการเรียนการสอนก็ต้องการครูการศึกษาพิเศษที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการและความต้องการพิเศษของเด็กแต่ละกลุ่มเพื่อดำเนินการสอนได้สอดคล้องกับความต้องการพิเศษ ของเด็กแต่ละคนและแต่ละประเภท นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทางครอบครัว ที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในบางโรงเรียนจึงมีครูผู้ช่วยครูประจำชั้นหรือครูพี่เลี้ยง เพิ่มเติมอีกด้วย

เนื่องจากการจัดการศึกษาพิเศษในยุคปัจจุบันมีทั้งในรูปแบบเรียนรวม เรียนร่วมและโรงเรียนเฉพาะความพิการ บทบาทของครูผู้สอนและครูพี่เลี้ยงในโรงเรียนจึงมีความสำคัญ ในหลายกรณีที่เด็กต้องเรียนรวมกับเด็กปกติจึงต้องอาศัยครูประกบซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคลด้วย ในบางกรณีพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่อาจทำหน้าที่ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างราบรื่น ก็สามารถรับบริการจากครูประกบเพื่อช่วยพัฒนาเด็กโดยเฉพาะในช่วงการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มและในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาชีพครูประกบ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทางโรงเรียน และผู้ปกครองให้ความสำคัญ

ครูประกบ คือ นักวิชาชีพที่ทำหน้าที่ช่วยเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา เช่น เด็กออทิสติก, เด็กสมาธิสั้น เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้, เด็กมีปัญหาด้านพฤติกรรม ฯลฯ โดยการช่วยเหลือแบบตัวต่อตัว

โดยปกติพ่อแม่ ผู้ปกครองจะเป็นผู้ที่เสาะหาครูซึ่งมาทำหน้าที่ช่วยให้ลูกสามารถเรียนในโรงเรียนได้ทันเพื่อน และไม่มีปัญหาหนักใจกับทางโรงเรียน ครูประกบจะต้องมีความอดทนในการติดต่อกับเด็ก การสื่อสารที่ดีเป็นทักษะสำคัญของการเป็นครูประกบ

บทบาทหน้าที่ของครูประกบ ครูประกบจะช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เรียนได้ดีขึ้น โดยการสนับสนุนเด็กทางด้านวิชาการในโรงเรียน ช่วยให้เด็กมีความั่นใจและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมชั้นร่วมโรงเรียนหรืออีกนัยหนึ่งคือช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม ควบคู่ไปกับทักษะทางด้านวิชาการ

ครูประกบ จะช่วยจัดหาการสนับสนุนเพิ่มเติมในช่วงที่เด็กต้องทำกิจกรรมต่างๆในโรงเรียนทั้งทางด้านวิชาการและด้านจิตวิทยาเพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการสอนเสริมที่ครูประกบเพิ่มเติมให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะได้ประโยชน์จากครูประกบ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเด็กกลุ่มนี้มักจะทำความเข้าใจจากการเรียนการสอนของครูประจำวิชาไม่ทันและมักจะมีปัญหาในเรื่องปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น ครูประกบจะมีเทคนิควิธีที่จะช่ายเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนรู้ที่จะใช้จุดเด่นหรือจุดอ่อนในการพัฒนาตนเองได้ดีขึ้น ครูประกบจะช่วยให้เด็กมีสมาธิหรือมุ่งความสนใจในสิ่งที่เรียนมากขึ้น กระตุ้นให้เด็กร่วมมือในการเรียนการสอนในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น มีความรู้สึกที่ดีในการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยการเปิดใจรับฟังและตอบสนองต่อการเรียนการสอนและการทำกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพิ่มความรับผิดชอบในการปฎิบัติตามกฎของโรงเรียน เช่น การส่งการบ้านตรงตามเวลา ความรับผิดชอบในการจัดตารางสอนมารยาทในการเข้าสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

ดังนั้นครูประกบจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในข้อจำกัดและจุดแข็งของเด็กครูประกบจะต้องมีความสามารถในการประเมินพฤติกรรมเด็กก่อนที่การประกบจะเริ่มขึ้น การประเมินจะช่วยให้สามารถวางแผนและตั้งเป้าหมายให้แก่เด็กได้ บทบาทสำคัญของครูประกบในเรื่องการช่วยเด็กให้มีพัฒนาทักษะทางสังคมนั้นครูจะต้องตระหนักถึงอารมณ์ของเด็ก บางครั้งเด็กอาจจะรู้สึกไม่สบายใจในการอยู่ในกลุ่ม ครูอาจเริ่มจากการให้เด็กร่วมกลุ่มเล็กก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่ม โดยมีเวลาให้เด็กได้อยู่เป็นส่วนตัวบ้าง ไม่ควรผลักเด็กเข้าไปอยู่ในกลุ่มใหญ่ทันที นอกจากนี้ควรสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรควรไม่ควร เช่น การรอคอยการแลกเปลี่ยน การไม่พูดแทรกคนอื่น

เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งของการเป็นครูประกบคือช่วยให้เด็กเรียนรู้การสื่อสาร และการเรียนเพื่อบรรลุเป้าหมาย ครูประกบต้องมีความอดทนและรู้วิธีในการให้คำสั่งที่มีขั้นตอนกับเด็กหรืออาจมีรูปภาพ สัญลักษณ์ที่ช่วยให้ง่ายต่อความเข้าใจ รู้จักการรอคอยที่เหมาะสมเพื่อให้ได้คำตอบจากเด็ก ช่วยตอบคำถามเฉพาะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยตนเองมากที่สุด ไม่ใช่รอการช่วยเหลือตลอดเวลา ครูประกบต้องช่วยเด็กในการพัฒนาทักษะทางวิชาการแต่ไม่ควรช่วยทำให้หรือทำแทนเด็ก ควรช่วยให้เด็กเข้าใจมากกว่า ในบางกรณีครูประกบอาจต้องหาวิธีสอนเสริมให้เด็กตามความจำเป็น

สรุปว่า ขอบข่ายงานของครูประกบก็คือ การเป็นผู้ทำหน้าที่

l Para -educator ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคล ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการดำเนินกิจกรรมการเรียน การสอนของผู้เรียน และครูประจำชั้นหรือประจำวิชาราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

l Remedial Tutor ถ้าผู้ปกครองประสงค์จะให้ช่วยติวเด็กหลังเลิกเรียนครูประกบก็สามารถทำหน้าที่เป็นครูสอนซ่อมเสริมที่บ้าน หรือที่โรงเรียน

l NGO Associate ครูประกบอาจทำงานร่วมกับองค์กรอิสระเพื่อช่วยเด็กด้อยโอกาสที่มีปัญหา

l Resource Teacher ครูประกบสามารถจัดประชุมวิชาการหรือ เป็นวิทยากร ในการฝึกครูหรือผู้สนใจเพื่อดูแลเด็กที่มี
ความต้องการพิเศษ

ขัอมูลจาก วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์เปิดเผยว่า รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาและฝึกอาชีพเด็กพิเศษซึ่งได้แก่เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ทั้งนี้ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ขอเชิญผู้มีจิตศรัทราร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพ “เทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” เพื่อการศึกษาสำหรับคนพิการ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 19 ก.ค.นี้ณ ศูนย์ประชุมมหาไถ่ พัทยา จ.ชลบุรี ร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญโดยตรงได้ที่ บัญชีกระแสรายวันธ.กรุงไทย ชื่อ รร.เด็กพิเศษพ่อเรย์ เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 โดยนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถาม โทร.081-7235949

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

อียู จัดสัมมนาส่งเสริมการส่งออก เน้นความเป็นเลิศของอาหารสหภาพยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737120

อียู จัดสัมมนาส่งเสริมการส่งออก  เน้นความเป็นเลิศของอาหารสหภาพยุโรป

อียู จัดสัมมนาส่งเสริมการส่งออก เน้นความเป็นเลิศของอาหารสหภาพยุโรป

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สหภาพยุโรป (อียู) จัดงานสัมมนาส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรปในประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีสนทนาแลกเปลี่ยน ส่งเสริม เพิ่มโอกาสทางการค้า และรวมกันหารือเกี่ยวกับมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป สำหรับผู้นำเข้าไทยผู้ส่งออกของสหภาพยุโรป หอการค้า เครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ กลุ่มธุรกิจโฮเรกา (HORECA) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรผู้บริโภคและบุคคลทั่วไปที่สนใจในสินค้าคุณภาพเยี่ยมในผลิตภัณฑ์ของสหภาพยุโรป โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ เดวิด เดลีเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันที่ 7-8 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์

มร.เดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งในการจัดงานสัมมนาขึ้นที่กรุงเทพฯในครั้งนี้ งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเรียนรู้ และรับฟัง ข้อมูลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร มาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพของสหภาพยุโรป และความยั่งยืนของสหภาพยุโรปต่อภาคการผลิตอาหารเกษตรในไทย และร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งจากสหภาพยุโรปและประเทศไทย สำหรับผู้นำเข้าไทย หอการค้า กลุ่มผู้ค้าปลีก กลุ่มธุรกิจโฮเรกา (HORECA) หน่วยงานภาครัฐ และบุคคลทั่วไปที่สนใจสินค้าคุณภาพเยี่ยมจากยุโรป ทั้งยังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วม และเราหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหภาพยุโรปและไทยผ่านการค้าอีกด้วย”

ภายในงานสัมมนาได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและมาตรฐานการผลิตทั้งจากอียู และหน่วยงานของไทย อาทิ ปรียานุช ทิพยวัฒน์ รองเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร
แห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, วินิต อธิสุข รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, จิรัตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, มร.เปรโตร ซูร์เมลิส หัวหน้าแผนกการค้าและเศรษฐกิจ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และ มร.เซอร์จิโอ ปาวง เจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์คณะกรรมาธิการยุโรปอธิบดีการเกษตรและการพัฒนาชนบท มาร่วมให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนความคิด การอภิปรายโต๊ะกลม และการประชุมเชิงธุรกิจของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ ไวน์ สุรา เบียร์ ขนม น้ำมันมะกอก และผลิตภัณฑ์จากนม ความปลอดภัย คุณภาพที่ดี และความยั่งยืนของอาหารและเครื่องดื่มของสหภาพยุโรป ที่สามารถมอบโอกาสที่ดีเยี่ยมให้แก่ธุรกิจที่ต้องการผ่านการรับประกันคุณภาพของสหภาพยุโรปให้กับลูกค้าได้

นอกจากนี้ ผู้นำเข้าไทยและผู้เข้าร่วมงานจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับฉลากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นฉลากที่ระบุถึงคุณภาพ วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพเยี่ยมจากยุโรป ฉลากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะช่วยรับรองว่าสินค้านั้นเป็นของแท้มีคุณภาพ เป็นมรดกทางอาหารและวัฒนธรรม สำหรับผู้บริโภคผู้ต้องการจะลองผลิตภัณฑ์ที่ดี และผลิตโดยวิธีการแบบดั้งเดิมจากผู้ผลิตในยุโรปการนำเสนอจากตัวแทนการค้าของสหภาพยุโรปและผู้เชี่ยวชาญมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพสัตว์และพืช การตรวจสอบย้อนกลับ การระบุสัตว์การควบคุมสุขอนามัยพืช และอื่นๆอีกมากมาย

ภายในงานยังได้เชิญเชฟเจอราร์ด วิลลาเรท ฮอร์คาโญ มิชลิน สตาร์ เชฟจากโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ มาร่วมปรุงอาหารมื้อพิเศษที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของสหภาพยุโรปให้เป็นอาหารจานอร่อย เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และรสชาติอันยอดเยี่ยมของอาหารจากสหภาพยุโรปอีกด้วย

‘โครงการบางกอกน้อย 2’ สู่ความยั่งยืน ศิริราชเข้าถึงชุมชน บูรณาการระบบสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737061

‘โครงการบางกอกน้อย 2’ สู่ความยั่งยืน  ศิริราชเข้าถึงชุมชน บูรณาการระบบสุขภาพ

‘โครงการบางกอกน้อย 2’ สู่ความยั่งยืน ศิริราชเข้าถึงชุมชน บูรณาการระบบสุขภาพ

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นพ.พงศ์เทพวงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว “ศิริราชรุกเข้าถึงชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างยั่งยืน ในโครงการบางกอกน้อยโมเดล 2” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (SiMR) โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา

จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเชิงโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อการเกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ระบบสาธารณสุขควรรองรับโครงสร้างประชากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจึงริเริ่มการเตรียมความพร้อมเชิงระบบในพื้นที่ชุมชนกึ่งเมือง เพื่อเป็นต้นแบบเมืองสุขภาพดี (Healthy City) ชุมชนสุขภาพดี (Healthy Community) โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่บางกอกน้อย จากการดำเนินงานโครงการบางกอกน้อยโมเดลที่ผ่านมาเป็นระยะเวลา 8 ปีมีการถอดบทเรียนในหลายมุมมอง อาทิ แผนบริหารโครงการการประสานงานเครือข่าย รวมถึงขั้นตอนการลงชุมชน นำมาสู่การพัฒนาเฟสถัดมา “โครงการบางกอกน้อยโมเดล 2” บูรณาการระบบสุขภาพเชิงรุกให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เน้นการเตรียมความพร้อมด้านเปลี่ยนแปลงสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลตามช่วงวัย สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้อง แก้ไขเชิงระบบจากต้นเหตุ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของผู้นำชุมชนและประชาชนในการร่วมพัฒนา ระดมความคิดออกแบบบริบทของประชาชนในการจัดการสถานการณ์ตามพื้นที่ร่วมกับ สสส. ในการขับเคลื่อนงานเพื่อสร้าง
สุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล กล่าวว่าสังคมปัจจุบันมีความตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น การสร้างความยั่งยืนทางสุขภาพของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เร่งดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และพันธกิจหลัก ในส่วนของการจัดการศึกษา การฝึกอบรม การวิจัย การบริการทางการแพทย์ มุ่งหวังที่จะขับเคลื่อน และเชื่อมโยงกลไกการบริหารต่างๆ ในระบบสุขภาพ รวมถึงพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความหลากหลายทั้งเชิงกลไกและบริบทของพื้นที่ เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างโมเดลชุมชนสุขภาพดี โดยเริ่มจากพื้นที่ชุมชนโดยรอบโรงพยาบาลศิริราช นั่นคือ ชุมชนเขตบางกอกน้อย ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพของชุมชน เพื่อนำไปออกแบบการแก้ไขปัญหาสุขภาพให้เหมาะสมกับชุมชน พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนากิจกรรมโครงการและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ตอบสนองต่อการสร้างระบบสุขภาพของประชาชน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลสามารถมีศักยภาพในการช่วยสนับสนุนกระบวนสร้างสุขภาพและสุขภาวะของชุมชนบางกอกน้อยในมิติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมทางสุขภาพในชุมชนเมืองที่ครอบคลุมมิติด้านสุขภาพ สังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรสามารถส่งมอบสุขภาวะและคุณภาพชีวิตให้กับสังคมต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น สสส. จึงให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวภายใต้พันธกิจ “จุดประกาย กระตุ้น สาน และเสริมพลังบุคคล ชุมชน และองค์กรทุกภาคส่วน ให้มีขีดจำกัดความสามารถ และสร้างสรรค์ระบบสังคมที่สนับสนุนต่อการมีสุขภาวะ”

การจัดการระบบสุขภาพชุมชนบางกอกน้อย ดำเนินงานผ่านโครงการ 8 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาต้นแบบด้านการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในชุมชนกึ่งเมือง,โครงการรูปแบบระบบการแจ้งเตือนมลพิษทางอากาศ, โครงการบางกอกน้อยปลอดภัย
ไร้โรคอ้วน, โครงการพัฒนาการฟื้นฟูสมรรถภาพ, โครงการการพัฒนาต้นแบบการจัดการเรียนรู้เพศวิถีและการให้
การปรึกษาทางเพศ, โครงการการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, โครงการแกนนำเฝ้าระวังเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนเมืองวิถีใหม่ และโครงการต้นแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็กชุมชนบางกอกน้อย

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเกิดการเรียนรู้ในการทำงานร่วมกับชุมชน โดยรูปแบบร่วมคิด ร่วมทำร่วมวางแผน พร้อมทั้งผนวกการบูรณาการสหสาขาวิชาชีพขับเคลื่อนสู่การเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ส่งผลให้เกิดโครงการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุมกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ นอกจากนี้ ชุมชนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์เปิดโอกาสให้พัฒนาศักยภาพในการจัดกิจกรรมส่งเสริมและดูแลสุขภาพได้ด้วยชุมชนเอง โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ

สถานเสาวภา สภากาชาด รับมอบวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ มุ่งฉีดเด็กหญิงไทยกลุ่มเป้าหมาย ห่างไกลมะเร็งจากเชื้อเอชพีวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737112

สถานเสาวภา สภากาชาด รับมอบวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์  มุ่งฉีดเด็กหญิงไทยกลุ่มเป้าหมาย ห่างไกลมะเร็งจากเชื้อเอชพีวี

สถานเสาวภา สภากาชาด รับมอบวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ มุ่งฉีดเด็กหญิงไทยกลุ่มเป้าหมาย ห่างไกลมะเร็งจากเชื้อเอชพีวี

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัท ในเครือของ บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองราย์เวย์ มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา) ได้บริจาควัคซีน เอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ จำนวน 800,000 โดสให้กับสภากาชาดไทย โดยมี ศาสตราจารย์เภสัชกรหญิง ดร.กาญจน์พิมล ฤทธิเดช รองผู้อำนวยการสถานเสาวภา ฝ่ายบริหารและเทคนิค และ เภสัชกรหญิง ดวงพร พรมุทธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานเสาวภา ฝ่ายเทคนิค ให้เกียรติเป็นผู้แทนในการเข้าตรวจรับวัคซีน และเยี่ยมชมคลังสินค้าที่จัดเก็บวัคซีนดังกล่าว ณ คลังสินค้า บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

ศาสตราจารย์เภสัชกรหญิง ดร.กาญจน์พิมล ฤทธิเดช รองผู้อำนวยการสถานเสาวภา กล่าวว่า “ในนามสภากาชาดไทยและภาคีเครือข่าย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ในการนำวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ จำนวน 800,000 โดส ไปดำเนินการฉีดให้กับเด็กหญิงไทย 400,000 คน ในกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยได้รับวัคซีนฯมาก่อน และเด็กหญิงในกลุ่มเปราะบาง เพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตของผู้หญิงไทยเฉลี่ยวันละ 24 คน หากแต่โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเอชพีวี และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก

การบริจาควัคซีนฯและความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของสภากาชาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและบุคคลกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การลดอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูก และเป็นเส้นทางนำไปสู่การกำจัดโรคดังกล่าวให้หมดไปจากประเทศไทย และสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก ในการกำจัดโรคมะเร็งปากมดลูกภายในปี 2030”

ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การส่งมอบวัคซีนเอชพีวี 4 สายพันธุ์ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเอ็มเอสดี ที่มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีของคนในประเทศไทยและประชากรทั่วโลก ผ่านการคิดค้นพัฒนายาใหม่และวัคซีนที่เป็นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรกับสภากาชาดไทย สถานเสาวภา และภาคีเครือข่ายของสภากาชาดไทยในการสนับสนุนให้เกิดการเข้าถึงวัคซีนเอชพีวี 4 สายพันธุ์ ให้กับเยาวชนและประชากรกลุ่มเป้าหมาย อายุ 12-15 ปี รวมถึงบุคคลกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย”

ทั้งนี้ สภากาชาดไทย และ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบหมายให้ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ดำเนินการจัดส่งวัคซีนไปยังหน่วยให้บริการและหน่วยงานเครือข่ายของสภากาชาด ได้แก่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ สถานเสาวภา สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในการนำวัคซีนไปฉีดให้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมายต่อไป

สวส.เตรียมพร้อมงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737118

สวส.เตรียมพร้อมงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566

สวส.เตรียมพร้อมงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) จัดแถลงข่าวงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 โดย นางนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมแถลงข่าวพร้อมทั้งเชิญ อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมประจำปี 2565 และ ผศ.ดร.สันติ เติมประเสริฐสกุลนักวิชาการผู้สรุปประเด็นการสนทนากลุ่มย่อยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นการจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 ณ C ASEAN SAMYAN CO-OP ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์    

นางนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า กระบวนการสมัชชา ถือเป็นกลไกหนึ่งในการรับฟังความคิดเห็น และเพื่อปรึกษาหารือและตัดสินใจประเด็นต่างๆ ที่เป็นปัญหา โดยฉันทามติหรือการลงคะแนนเสียงซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 โดยในการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2565 สามารถสรุปมติในที่ประชุมเป็น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้ 6 นโยบาย ดังนี้ นโยบายที่ 1 พัฒนาศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อพัฒนาศักยภาพ วิสาหกิจเพื่อสังคม นโยบายที่ 2 พัฒนาฐานข้อมูลแหล่งเงินทุนและทรัพยากรแก่ วิสาหกิจเพื่อสังคม นโยบายที่ 3 พัฒนากลไกการให้บริการแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม นโยบายที่ 4 ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การตระหนักรู้เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ เป็นที่รู้จักนโยบายที่ 5 สร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการทำธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคม และนโยบายที่ 6 พัฒนาเครื่องมือวัดผลกระทบทางสังคมของวิสาหกิจเพื่อสังคมในบริบทของไทย ซึ่งสำนักงานได้จัดทำโครงการที่สอดคล้องเพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมา  

การจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 มีความแตกต่างกับปีที่แล้ว โดยปีนี้สำนักงานฯได้จัดให้มีการประชุมสนทนากลุ่มย่อยหรือ Focus Group ผ่านระบบออนไลน์ รวมจำนวนทั้งหมด 4 ครั้ง ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคมขนาดรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ รวมถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ได้ประเด็นที่น่าสนใจจำนวน 4 ประเด็น ดังนี้ แนวทางสร้างการรับรู้สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคม แนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจเพื่อสังคม แนวทางการสร้างผลกระทบเพื่อสังคม (Social Impact) สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคม และแนวทางการสร้างกำลังคนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจเพื่อสังคม (Capacity Building) พร้อมทั้งมีภารกิจตรวจเยี่ยมวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อสอบถามถึงปัญหา ความต้องการ ของผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำมาเป็นประเด็นประกอบในการประชุมสมัชชาครั้งนี้อีกด้วย  

ทั้งนี้ การจัดการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 จะจัดขึ้นในวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครซึ่งนับว่าการประชุมสมัชชาฯจะมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคมในปีถัดไป และการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมจะเต็มไปด้วยการระดมความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ความยั่งยืนอย่างแท้จริง