‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738307

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 5 ที่มีผู้เข้าอบรมจำนวน 50 คน พร้อมจัดเวทีนำเสนอข้อเสนอนโยบาย ณ โรงแรม อีสติน พญาไท และผ่านระบบออนไลน์

ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการจัดหลักสูตร STIP ว่า เกิดจากการตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยแลนวัตกรรม (อววน.) รวมถึงนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลและประชาชน แต่ปัจจุบันจำนวนบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจและเชี่ยวชาญในด้านนโยบาย อววน. มีอยู่อย่างจำกัด และไม่มีสถาบันการศึกษาใดในประเทศไทยที่เปิดหลักสูตรสอดคล้องโดยตรงกับระบบ อววน. จากสถานการณ์ดังกล่าว สอวช. และ STIPI มจธ. เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบและเสนอการดำเนินงานด้านนโยบายของรัฐ ตั้งแต่การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายต่อไป  

ดร.สุชาต กล่าวว่า หลักสูตร STIPI ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรม 50 คน จาก 24 หน่วยงาน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  ซึ่งหากนับรวมทั้ง 5 รุ่นได้พัฒนานักออกแบบนโยบายไปแล้วรวมทั้งสิ้น 249 คน และมีข้อเสนอนโยบายในทุกรุ่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีที่สุดไม่ใช่นโยบายที่ได้รับรางวัล แต่เป็นนโยบายที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ  

ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโส ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มจากที่พวกเราช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มจำนวนนักนโยบายทางด้าน อววน. ซึ่งประเทศขาดแคลนอย่างมาก ซึ่งตลอด 5 เดือนของการอบรม จะเห็นว่าต้องมีความรู้ในหลาย ๆ ด้าน เราโชคดีที่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในการออกแบบนโยบายมาโดยตลอด มาช่วยมาเป็นวิทยากรและเป็นโค้ชให้กับผู้เข้าอบรม ต้องขอบคุณ สอวช. พันธมิตร วิทยากร และคณะทำงานที่ทำให้เกิดโครงการดี ๆ ขึ้นมา และขอให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในอนาคต

สำหรับปีนี้ผู้เข้าอบรมได้จัดทำข้อเสนอนโยบายโดยแบ่งเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม 1 นำเสนอ “การพัฒนาและเพิ่มบุคลากรด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล หรือเป้าหมายที่พึงประสงค์ของการพัฒนาและเพิ่มบุคลากรดิจิทัล” กลุ่ม 2 นำเสนอ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก/การพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยนวัตกรรม” โดยศึกษาการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรกรรายย่อย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยอัตลักษณ์พื้นถิ่น : กรณีข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กลุ่ม 3 นำเสนอ “การส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของกลุ่มวัยทำงาน” กลุ่ม 4 นำเสนอ “การออกแบบกลไก และมาตรการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม” กลุ่ม 5 นำเสนอ “การพัฒนาทักษะบุคลากรภาคการเกษตรในพื้นที่เครือข่ายภาคกลางตอนล่าง” กรณี ตัวอย่างกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ นโยบายไทยสามารถ หรือ Thai Smart กลุ่ม 6 นำเสนอ “การยกระดับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” กลุ่ม 7 นำเสนอ “การถอดบทเรียนกลไกความสำเร็จการทำงานร่วมกัน ของหน่วยงานในระบบด้วย BCG Model” กรณีศึกษามะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี กลุ่ม 8 นำเสนอ นโยบาย “วัคซีนไทยสู้โรค (โลก) เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ” และ กลุ่ม 9 นำเสนอ “นโยบายการส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน ของประเทศไทย”

จากนั้นได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้สำเร็จการฝึกอบรม รวมถึงมีการประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัลจากการจัดทำข้อเสนอนโยบายแบ่งเป็น 3 รางวัล โดยทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ กลุ่ม 9 “นโยบายการส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน ของประเทศไทย” รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ กลุ่ม 6 “การยกระดับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

“และกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ กลุ่ม 8 “วัคซีนไทยสู้โรค (โลก) เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ” โดยทางกลุ่มได้จัดทำข้อเสนอนโยบายโดย ชู 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1. มาตรการ “รัฐมุ่งเป้า” วิจัยและพัฒนาวัคซีน เน้นจุดแข็งของประเทศไทยที่มีนักวิจัยที่เชี่ยวชาญในวัคซีนแต่ละเทคโนโลยีการผลิตและมีโครงสร้างพื้นฐาน 2. มาตรการ “วัคซีนไทยไปวัคซีนโลก” ใช้โอกาสในเรื่องที่ทั่วโลก ได้เห็นศักยภาพในเรื่องการวิจัยและพัฒนาวัคซีนของทีมประเทศไทยจากสถานการณ์โควิด 3. มาตรการ “อย. ขั้นเทพ” สร้างความเชี่ยวชาญส่วนที่ประเทศไทยยังขาด และสร้างกลไกการทำงาน ร่วมกันของหน่วยงานภายในและภายนอก อย. 4. มาตรการ “รดน้ำที่ราก” จัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสร้างบุคลากรในการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ให้มีความยั่งยืน และ 5.มาตรการ “บ่อน้ำในบ้าน” ปิดจุดอ่อนจากการไม่มีเทคโนโลยีในการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำในประเทศไทย”

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738278

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.01 น.

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program Foundation: HITAP Foundation) ร่วมกับสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (Saw Swee Hock School of Public Health, National University of Singapore) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “วิจัยไม่สูญเปล่า: พัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า” พร้อมจับมือหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์  (องค์การมหาชน) หรือ TCELS และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดลำดับความสำคัญและการประเมินเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และนักพัฒนานวัตกรรมจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “วิจัยไม่สูญเปล่า: พัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า” ดร. นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ และผศ. ดร. หวัง อี้ (Wang Yi) อาจารย์ประจำสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นที่ว่า นวัตกรรมด้านสุขภาพต้องดีเพียงใดจึงจะเป็นที่ต้องการของผู้ใช้หรือสามารถขายได้ และทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าควรลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนั้นหรือไม่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ “การประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในระยะพัฒนานวัตกรรม” หรือ early Heath Technology Assessment (early HTA) ให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ

ดร. นพ.ยศ กล่าวว่า “early HTA เป็นงานวิจัยแขนงใหม่ที่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่เมื่อผู้พัฒนานวัตกรรมได้รู้จักและเข้าใจแนวคิดเรื่อง early HTA แล้ว กว่าครึ่งสนใจ และมองว่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ เพราะ early HTA สามารถให้ข้อมูลและแนวทางได้ตั้งแต่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาว่าจะต้องพัฒนานวัตกรรมให้ดีแค่ไหน ในด้านไหน เพื่อให้ตอบโจทย์ของตลาดหรือระบบหลักประกันสุขภาพ ข้อมูลนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เท่าที่ควร นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือการขาดการประเมินเทคโนโลยีในระยะการพัฒนานวัตกรรม หรือ early HTA ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินผลกระทบล่วงหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในเวชปฏิบัติหรือชีวิตประจำวันของประชาชน ภายใต้เงื่อนไขคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการประเมินที่ว่านี้จะทำให้ผู้ลงทุนและผู้พัฒนานวัตกรรมทราบเป้าหมายคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเทคโนโลยีที่ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อให้เทคโนโลยีนั้น ๆ เป็นที่ต้องการสูงสุดของตลาด 

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ใช้กลไกนี้ในการผลักดันนวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบสุขภาพในระดับโลก เช่น กำหนดคุณสมบัติของเครื่องมือตรวจคัดกรอง ยาและวัคซีนสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ตั้งแต่ในช่วงต้นของการแพร่ระบาด นำมาซึ่งการพัฒนานวัตกรรมเหล่านั้นจนได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือองค์กรใกล้เคียงในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้สามารถควบคุมและลดความสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโรคได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของ WHO ในการกำหนดคุณสมบัติของวัคซีนโควิดตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ก่อนที่จะมีวัคซีนออกสู่ท้องตลาดในปลายปี ผมได้เห็นประโยชน์ของการดำเนินงานในลักษณะนี้ จึงอยากนำมาประยุกต์เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทย” 

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของ early HTA มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพและสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จึงได้ผสานพลังกับ สปสช. TCELS และ สกสว. ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของไทยในด้านนวัตกรรม นโยบายด้านสุขภาพ และการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อริเริ่มความร่วมมือในด้าน early HTA ในประเทศไทย และได้จัดพิธีลงนามฯ ในครั้งนี้ เพื่อประกาศจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของความร่วมมือของทั้ง 5 หน่วยงาน

ในช่วงพิธีลงนามฯ ผู้แทนจากแต่ละหน่วยงานภาคีได้กล่าวสุนทรพจน์ โดย รศ. ดร.วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย หัวหน้าโครงการและนักวิจัยอาวุโส มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ กล่าวว่า early HTA เป็นแขนงใหม่ของงานวิจัย HTA ซึ่งหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจ ปัจจุบันมีองค์กรที่ทำงานด้าน early HTA อีกเพียง 2 แห่งทั่วโลก และในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัย HTA มูลนิธิฯ ถือเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการบุกเบิกการทำงานด้าน early HTA ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพให้สามารถนำนวัตกรรมไปต่อยอดใช้ได้จริง ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จัดตั้งทีมงาน Medical Innovation Development and Assessment Support หรือ MIDAS ภายใต้มูลนิธิฯ โดยทีมงานนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้าน early HTA และจะมุ่งมั่นทำงานวิจัยเพื่อให้ข้อมูลสนับสนุนผู้ผลิตนวัตกรรม เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จสูงสุดต่อไป

ศาสตราจารย์เตียว อิ๊กอิง (Teo Yik Ying) คณบดีสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับมิตรและพันธมิตรในประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งฝ่าย MIDAS ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่านวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ ๆ จะได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมในด้านต้นทุนและผลประโยชน์ แม้กระทั่งก่อนที่เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์เพื่อการใช้งานจริง โดยฝ่ายนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชั้นนำจากประเทศไทยและสิงคโปร์ในการทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งสู่ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในระบบสุขภาพที่มีความรับผิดชอบและพร้อมก้าวไปข้างหน้า

ทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. มีบทบาทในการเก็บ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณสุข ตลอดจนการสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐานให้กับประชาชน และการบริหารจัดการกองทุนที่รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขให้แก่หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการภายใต้สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การประเมินเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของสิทธิประโยชน์ สปสช. จึงยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ และจะให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงการผลักดันเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมการประเมินเทคโนโลยีในระยะการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยจะใช้จุดแข็งของทั้งห้าหน่วยงานมาร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยและประชาชนไทยต่อไป

ดร. จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) TCELS มีพันธกิจในการขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมถึงกระตุ้นและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรค อีกทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ให้เชื่อมโยงสู่เชิงพาณิชย์ด้วยการร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมหลักที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และจากบทบาทของ TCELS ในการเป็นหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพในช่วงปลายน้ำ ความร่วมมือด้าน early HTA ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้ TCELS มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และมีความมั่นใจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ผ่านการประเมินในระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณวิจัยทางด้านการแพทย์และสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนานโยบายสาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ปัจจุบัน งบประมาณลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ก่อนออกสู่ตลาดมีมูลค่ามาก ซึ่งการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีด้านสุขภาพในปัจจุบันเป็นการประเมินหลังจากที่ผลิตภัณฑ์ได้ออกสู่ตลาดแล้ว และหากผลการประเมินออกมาไม่ดี เท่ากับว่าสูญเสียงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากมีเครื่องมือที่จะมาช่วยในการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีในช่วงต้นของการลงทุนวิจัยและพัฒนา จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาครัฐและเอกชนในการลงทุนการวิจัย และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น สกสว. จึงยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้าน early HTA ในครั้งนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในการช่วยภาครัฐและเอกชนตัดสินใจเรื่องการลงทุนในอนาคต

ด้วยการรวบรวมความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ทั้งด้านนวัตกรรม นโยบายด้านสุขภาพ และการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว ประกอบกับความมุ่งมั่นและเป้าหมายร่วมกันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในแวดวงนวัตกรรมทางการแพทย์และระบบการรักษาพยาบาล ทั้ง 5 หน่วยงานเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือด้านการจัดลำดับความสำคัญและการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในระยะพัฒนานวัตกรรม จะช่วยลดความเสี่ยงของการพัฒนานวัตกรรม ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดและการบรรจุนวัตกรรมใหม่ในชุดสิทธิประโยชน์ นวัตกรรมในท้องตลาดจะมีราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐ อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมจนเป็นที่ประจักษ์ชัดได้อย่างแน่นอน

‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738245

'หยก'ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ 'ก้าวไกล'เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.45 น.

“หยก”ไม่สนพ้นสถานะการเป็นนักเรียนร.ร.เตรียมพัฒน์ ยังใส่ชุดไปรเวทมาเรียนเป็นวันที่ 4 ยืนกรานจะเรียนต่อที่นี่ให้ได้ ขณะที่ผลเจรจาของก้าวไกล-รร.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ายังเป็น นร.อยู่หรือไม่ โวยกองร้อยน้ำหวานมาสแตนบายด์รอระงับเหตุการณ์ทำเกินกว่าเหตุ ขณะเดียว“พี่เต้” อดีต ส.ส.ออกมาผสมโรง พร้อมช่วยหยกในฐานะครู และยินดีเป็นผู้ปกครองฃ

19 มิ.ย.66 มีรายงานว่า ที่ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ “หยก” ซึ่งก่อนหน้านี้ทางโรงเรียน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ยืนยันไม่มีสถานะการเป็นนักเรียนแล้วเนื่องจากไม่ได้ทำตามเงื่อนไขการมอบตัวจากทางผู้ปกครอง  ยังคงเดินทางมากับทะลุงวัง โดยหยกสวมชุดไปรเวทมาโรงเรียนเป็นครั้งที่ 4 พร้อมยืนยันที่จะเข้าเรียนต่อ โดยระบุการมอบตัวเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ค.66 เพราะได้จ่ายค่าเทอม ส่วนเรื่องเสรีทรงผม สีผม เป็นสิทธิพื้นฐานตามเนื้อตัว ร่างกาย เช่นเดียวกับเรื่องการแต่งกายที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งการแต่งกายก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน ยืนยันว่าถึงจะแต่งไปรเวทก็ยังเรียนได้

โดยหยก เดินทางมาถึงโรงเรียนตั้งแต่ 07.30 น. พร้อมแสดงจุดยืนที่จะเข้าเรียน และมีนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง ดูแลน้องหยกในขณะนี้ และเพื่อเป็นการป้องกันและระงับเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ตำรวจ สน.ประเวศ ได้ส่งกองร้อยน้ำหวาน เข้ามาประจำจุดคอยทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ที่ใต้อาคารเรียน ตามที่ รร.ร้องขอ

ทั้งนี้ มีรายงานตัวแทนจากพรรคก้าวไกล นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่า ส.ส.ก้าวไกล และนางสาวเบญจา แสงจันทร์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เดินทางเข้าร่วมหารือกับสถานศึกษา โดยมีสมาคมผู้ปกครองในการเข้าเรียนต่อและหาทางออกกรณีของน้องหยก

นางสาวเนติพร กล่าวว่า จากการหารือเบื้องต้น ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากมีเพียงสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนที่มาร่วมรับฟังเท่านั้น แต่ตลอดการหารือท่าทีของสมาคมผู้ปกครองไม่ได้พร้อมรับฟัง แต่อย่างน้อยน้องหยกยังคงยืนกรานตามเจตจำนงจะเรียนที่โรงเรียนนี้ ส่วนสถานะทางการศึกษาจะนับเป็นนักเรียนและมีผลกับการสอบหรือวัดสัมฤทธิ์ผลอะไรได้หรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้ ได้แต่หวังว่าพรรคก้าวไกลจะเข้าไปช่วยเจรจา ส่วนการที่มีกำลังกองร้อยน้ำหวาน มาเตรียมพร้อมเพื่อระงับเหตุและสถานการณ์มองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุเนื่องจากตนเองมาพร้อมกับน้องหยกแค่สองคนเท่านั้น และเชื่อว่าวันนี้ตลอดทั้งวันน้องหยกจะสนุกสนานกับการเรียนเพราะมีวิชาที่น้องชอบและสนใจอยู่มากกว่าวันอื่น

ขณะเดียวนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต ส.ส. กล่าวว่า มาโรงเรียนในวันนี้มาในฐานะอดีตครูที่เคยสอนเด็กนักเรียนมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีความเข้าใจและสนิทสนมกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และ เลขาฯ กพฐ. มาก่อน เชื่อสามารถเข้าไปเกลี่ยไกล่ได้ และในระหว่างนี้ตัวเองว่างอยู่พร้อมเป็นผู้ปกครองของน้องหยก และเห็นว่าการช่วยเหลือของตนแตกต่างจากพรรคก้าวไกลตรงที่มองเรื่องของระบบระเบียบที่เห็นว่าขณะนี้นานาประเทศแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ในโรงเรียนนานาชาติต่างนิยมให้เด็กหันมาสวมใส่ชุดเครื่องแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเกิดความเท่าเทียมในโรงเรียน

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738263

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.18 น.

สังคมไทยเป็นแบบนี้ไหม? ‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบแต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ดังนี้

เด็กเล็กในโรงเรียนอเมริกัน จะร้องเพลงชาติในห้องเรียนทุกเช้า โรงเรียนให้เด็กนักเรียนแต่งตัวตามสบาย

ผมเคยไปเรียนที่อังกฤษ โรงเรียนทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่นักเรียนไม่มีการแข่งแสดงฐานะ ไม่มีการให้ลูกใช้แบรนด์เนม ชุดที่เด็กแต่งไปโรงเรียน คือชุดธรรมดาแต่ละวันตามอยู่บ้าน การไม่ใช้เครื่องแบบ คือเพื่อไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว

แต่มีบางโรงเรียนที่ให้แต่งเครื่องแบบ คือโรงเรียนชั้นสูง ค่าเรียนแพงลิบ เช่น อีตัน ฮารโรว์ เด็กจบจากโรงเรียนระดับนี้ จะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นสูง เคมบริดจ์ ออกซฟอร์ด บางโรงเรียนชั้นสูงเหล่านี้ ต้องสมัครจองที่ตั้งแต่เด็กเกิด และจะสัมภาษณ์ผู้ปกครองอย่างเข้มข้น เพื่อคัดเลือกครอบครัวที่มีจุดเด่น นายกรัฐมนตรีอังกฤษส่วนใหญ่จะจบจากโรงเรียนระดับนี้ เครื่องแบบจึงกลายเป็นการสร้างจุดเด่น เพิ่มค่าใช้จ่าย สร้างจุดแตกต่าง

สังคมไทยที่ผู้ปกครองยังชอบเน้นการแสดงฐานะ อาจยังจำเป็นต้องใช้เครื่องแบบ เพื่อลดการอวดแข่งขัน ลดการทุ่มเงินเพื่อเสื้อผ้าเด็ก
 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthirachai.phuvanatnaranubala%2Fposts%2Fpfbid0YZ6WSFSKxR9oJBAiFNLAtbbEk3whtzuW7UTEQkpcubw8PVxRXenFVkUXA1piXRXyl&show_text=true&width=500

‘ราชกิจจานุเบกษา’ ประกาศผลการเลือกตั้ง สส. 500 คน เช็กรายละเอียดที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551637

21 มิ.ย. 2566

'ราชกิจจานุเบกษา' ประกาศผลการเลือกตั้ง สส. 500 คน เช็กรายละเอียดที่นี่

‘ราชกิจจานุเบกษา’ ประกาศผลการเลือกตั้ง รายชื่อ สส. 500 คน พรรคไหนได้กี่คน มีใครบ้างได้นั่งเก้าอี้ในสภา เช็กรายละเอียดที่นี่

“ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ (20 มิ.ย. 2566) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ทั้งแบบ สส.บัญชีรายชื่อ หรือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เป็นวันเลือกตั้งนั้น บัดนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับผลรวมคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและได้คำนวณสัดส่วนเพื่อหาผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เสร็จเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามการประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561

จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน

อ่านรายละเอียด คลิกที่นี่

นอกจากนั้นยังมีการเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เรื่อง  ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ด้วยเช่นกัน

อ่านรายละเอียด คลิกที่นี่

‘บิ๊กป้อม’ รายงานตัว สส. สมัยแรก ‘ไม่รู้’ เรื่องชิงเก้าอี้ นายกฯ-ประธานสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551582

20 มิ.ย. 2566

'บิ๊กป้อม' รายงานตัว สส. สมัยแรก 'ไม่รู้' เรื่องชิงเก้าอี้ นายกฯ-ประธานสภา

‘บิ๊กป้อม’ รายงานตัว สส. สมัยแรก ลำดับที่ 25 ‘ไม่รู้’ เรื่องชิงเก้าอี้ นายกฯ-ประธานสภา ไม่ตอบ ดีลลับพรรคเพื่อไทย ขณะนี้มีเพียง 27 ราย

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมารายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นการรายงานตัวลำดับที่ 25 ของวันนี้ 

ก่อนเดินทางกลับให้สัมภาษณ์ความรู้สึกหลังได้เป็น สส. สมัยแรก ว่า วันนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น แม้จะเป็นสมัยแรกและมีความพร้อมมาก  เพราะหากไม่พร้อมคงไม่มาสมัครเป็น สส. ซึ่งตนเองคุ้นเคยกับสภาเป็นอย่างดีมา 10 กว่าปีแล้ว 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

นอกจากนี้ยัง “ไม่รู้” ถึงกระแสข่าวชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและชิงตำแหน่งประธานสภา และ “ไม่ตอบ” คำถามที่ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชารัฐได้มีการพูดคุยดีลลับกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ 

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์รายการพิเศษ ผ่านทีวีรัฐสภา ระบุว่า ขอบคุณประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ เข้ามารับใช้ประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงแก่ชาติ บ้านเมือง อยากเห็นความร่วมมือของ สส. ที่จะทำงานเพื่อประชาชนและอย่าใช้อารมณ์ในสภา ทุกอย่างเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย 

ทั้งนี้มีบางช่วงที่ผู้สื่อข่าวถามนายไผ่ ลิกค์ ถึงสีบัตรประจำตัว สส. เจ้าตัวพูดติดตลกว่า สีบัตรปีนี้เป็นสีน้ำตาลแดงคล้ายกับบัตรประจำตัวรัฐมนตรี 

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามกลับไปว่า ถ้าได้นั่งรัฐมนตรีสนใจกระทรวงใด นายไผ่ ลิกค์ ตอบกลับทันทีว่า เป็นแค่ฝันไกลเกินไป

สำหรับนายไผ่ ลิกค์ เข้ารายงานตัวเป็นลำดับที่ 6 เช่นเดียวกับเบอร์ 6 ที่ใช้หาเสียงช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วย

นายไผ่ ลิกค์นายไผ่ ลิกค์

สำหรับวันแรกของรายงานตัว สส. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะนี้มี สส.เข้ารายงานตัวแล้ว 31 ราย อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 25 , ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต1 พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 5 , นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 6 , นพ.ภูมินทร์’ ลีธีระประเสริฐ สส. ศรีสะเกษเขต 4 พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 1 , นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 3 เป็นต้น 

โดยมี สส.พรรคพลังประชารัฐ 22 คน พรรคเพื่อไทย 7 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน

'บิ๊กป้อม' รายงานตัว สส. สมัยแรก 'ไม่รู้' เรื่องชิงเก้าอี้ นายกฯ-ประธานสภา

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

‘ยิ่งลักษณ์’ น้ำตาคลอ บ่นผ่านมดดำ ‘อยากกลับบ้าน..แต่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551610

20 มิ.ย. 2566

‘ยิ่งลักษณ์’ น้ำตาคลอ บ่นผ่านมดดำ ‘อยากกลับบ้าน..แต่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา’

อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับ มดดำ-คชาภา บ่น ‘อยากกลับบ้าน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาที่ลิขิต’

รายการทางช่องยูทูบ “คุยแหลกแดกดึก” ของ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ สัมภาษณ์พิเศษนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยตอนหนึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดนถามว่าอยากกลับบ้านหรือยัง คำตอบที่ได้คืออยากกลับบ้าน 


โดยการสัมภาษณ์ของมดดำ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เล่าถึงชีวิตในต่างประเทศว่าทุกวันนี้พยายามไม่ยึดติดแม้ว่าที่ผ่านมาจะต้องใช้ชีวิตที่ห่างจากลูกชายน้องไปป์-ศุภเสกข์ อมรฉัตร พร้อมยังขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ยังให้ความรักและยังไม่ลืมเพราะถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจในการใช้ชีวิตในต่างแดนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ในการเข้ามาดูแลประเทศ

“คุยแหลกแดกดึก” ของ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ สัมภาษณ์พิเศษนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “คุยแหลกแดกดึก” ของ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ สัมภาษณ์พิเศษนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่าหากตนเองยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่คิดว่าโครงการไหนจะดำเนินการให้สำเร็จ น.ส.ยิงลักษณ์ คิดว่าคงเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์จังหวัดเพื่อดึงศักยภาพและจุดเด่นของแต่ละจังหวัดมานำเสนอและตอบโจทย์ในระดับประเทศ รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงและนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมาสานต่อนโยบายดีๆในการพัฒนาประเทศ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกว่าวันนี้ตัวเองก็พยายามหาความรู้และศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบันเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีของโลกและรู้ถึงวิวัฒนาการในต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ ต่อยอดและยังใช้เวลาในการออกกำลังกายเพื่อให้มีความสุขในการใช้ชีวิต

“วันนี้พยายามไม่เศร้า พยายามไม่ทุกข์ แต่จริงๆแล้วก็ต้องยอมรับว่าชีวิตไม่มีความสุขหรือความทุกข์อยู่กับเราตลอดไป แต่ที่เห็นหัวเราะมีความสุข เพราะไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง เพราะไม่งั้นมันจะเป็นความทุกข์ แต่มุมหนึ่งของชีวิตมันก็มีความคิดถึงบ้าน”น.ส.ยิงลักษณ์ กล่าวบางช่วง

ทิ้งท้ายเมื่อถามว่าวันนี้คุณยิ่งลักษณ์ อยากกลับบ้านหรือยัง คำตอบที่ได้คืออยากกลับบ้าน เพราะถือเป็นบ้านเกิด แต่ยังไม่รู้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาที่ลิขิตว่าจะกำหนดให้ได้กลับบ้านหรือไม่ แต่วันนี้ต้องอยู่ให้ได้ ต้องปล่อยวางและรอจังหวะเวลาในอนาคต


น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงในปัจจุบันที่เยาวชนหันมาสนใจการเมือง และคลิปที่เป็นที่สนใจคือคลิปที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กล่าวแถลงใช่วงที่สถานการณ์การเมืองในอดีตที่รุนแรงผ่านวลี “ถอยจนไม่รู้จะถอยยังไงแล้ว” ว่าวันนั้นเป็นวันที่พยายามทำทุกอย่าง อะไรที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง พยายามปลดล็อคในสิ่งที่รัฐบาลในขณะนั้นทำได้ แต่ก็ยังมีการออกมาขับไล่อย่างรุนแรง

ซึ่งในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกันก็ไม่อยากเห็นภาพความขัดแย้ง ซึ่งในสถานการณ์ขณะนั้นตนเองพยายามเข้มแข็งเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ในการประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น

“เราหวังว่าเรายุบสภาแล้วทุกอย่าง ที่เป็นความขัดแย้งก็จะเข้าสู่วิถีทางของประชาธิปไตยในสภาฯ แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวังจนนำไปสู่การรัฐประหาร”


น.ส.ยิ่งลักษณ์ ย้ำว่าที่ผ่านมาไม่เคยพบกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแม้จะมีกระแสข่าวดีลลับ พร้อมยืนยันตัวเองมีความชัดเจนว่ารับไม่ได้ในเรื่องของรัฐประหาร ส่วนที่พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 2 ตนในฐานะผู้ชมก็ต้องยอมรับและดีใจที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนพรรคอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นครรลองในระบอบประชาธิปไตย 

‘พิธา’ ติดโควิดครั้งที่ 3 หายไม่ทัน ต้องเลื่อนประชุม 8 พรรค เป็นสัปดาห์หน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551609

20 มิ.ย. 2566

'พิธา' ติดโควิดครั้งที่ 3 หายไม่ทัน ต้องเลื่อนประชุม 8 พรรค เป็นสัปดาห์หน้า

ด่วน ‘พิธา’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 30 ติดโควิด หายไม่ทันต้องเลื่อนประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เป็นสัปดาห์หน้า แพทย์ประเมินอาการแล้วว่า หายไม่ทัน

เมื่อเวลา 16.55 น. วันที่ 20 มิ.ย. 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ล่าสุดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ติดโควิดมา 2 วันแล้ว จึงเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการประชุมแกนนำ 8 พรรคร่วมออกไปเป็นสัปดาห์หน้า

จากเดิมที่มีกำหนดจะประชุมวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เพราะประเมินอาการแล้วว่านายพิธาหายไม่ทัน ส่วนจะเป็นวันใด ตนขอหารือกับทางพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง แต่เบื้องต้นแจ้งไปยังพรรคเพื่อไทยแล้ว

ทั้งนี้ การสัมมนา สส.ใหม่ของพรรคก้าวไกลที่จะมีขึ้นในวันที่ 21-23 มิ.ย. 2566 นายพิธาก็คงไม่ได้ไปร่วมเช่นกัน โดยตนเองจะทำหน้าที่แทนนายพิธาทั้งหมด

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ติดโควิด-19 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ติดโควิด-19

สำหรับนายพิธา หลังกลับจากขอบคุณประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่จ.ลำพูน จ.ลำปาง และจ.เชียงใหม่ 

และตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.256  นายพิธา ไม่มีการเดินทางเข้ามาที่พรรคก้าวไกล และใช้การประชุมแกนนำพรรคผ่านทางออนไลน์เท่านั้น

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

ในวันเดียวกันนี้ นายพิธา ได้มอบหมายให้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นตัวแทนประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่พรรคไทยสร้างไทยแทน ท่ามกลางกระแสลือว่าเขาเป็นตัวแทนพรรคก้าวไกลเจรจากับพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาฯ แต่ในที่สุด เป็นเพียงข่าวลือ และเขาติดโควิด

‘พิธา’ ติดโควิดครั้งที่ 3

สำหรับ ‘ทิม พิธา’ เคยติดโควิดครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือน โดยเขาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แจ้งข่าวการติดโควิดครั้งที่ 2 (Reinfection) ภายใน 1 เดือน เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566

และก่อนหน้านั้น 1 เดือน เขาติดโควิด-19 เป็นครั้งแรก ส่วนการติดโควิดครั้งที่ 2 เป็นการติดเชื้อซ้ำของสายพันธุ์โอมิครอน BA1 และ BA2 ที่เกิดขึ้นในอังกฤษมีผู้ติดเชื้อซ้ำถึง 650,000 คน โดยโอมิครอนมีโอกาสติดซ้ำมากกว่าเดลตาถึง 5 เท่า

และล่าสุดเมื่อ 2 วันก่อนหรือวันที่ 18 มิ.ย.2566 นายพิธา ติดโควิดซ้ำเป็นครั้งที่ 3

อัปเดตโควิด เข้ารพ.เพิ่ม 2,158 ราย ป่วยสะสมเฉียด 26,000 คน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 รายสัปดาห์ล่าสุดว่า ข้อมูลของสัปดาห์ที่ 24 หรือข้อมูลระหว่างวันที่ 11-17 มิ.ย. 2566 พบติดเชื้อใหม่เข้าโรงพยาบาลเพิ่ม 2,158 ราย ดันยอดป่วยสะสมพุ่งเฉียด 26,000 ราย เสียชีวิตสะสม 623 คน 

กระทรวงสาธารณสุขเตือน หากมีไข้ ไม่มีอาการทางเดินหายใจ ตรวจโควิดไม่พบเชื้อ อาจเป็นโรคไข้เลือดออก ให้รีบพบแพทย์ทันที

บิ๊กป้อม นำ ‘พลังประชารัฐ’ เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551611

20 มิ.ย. 2566

บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน

รายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. ชุดที่ 26  วันแรกที่รัฐสภา เป็นพรรค “พลังประชารัฐ” นำทีมโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พาลูกพรรคเข้ารายงานตัว มากที่สุด ด้วยจำนวน 22 คน จากยอดรวมของทุกพรรค ที่มีผู้เข้ามารายงานตัว รวม 31 คน “บิ๊กป้อม “ขอบคุณประชาชนที่เลือกพรรคมารับใช้

การรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส. ) ชุดที่ 26   ซึ่งเข้ารายงานตัวเป็นวันแรก  ( อังคารที่ 20 ) ที่บริเวณห้องสัมมนาชั้น บี 1 ตั้งแต่เวลา 08.30น.  – 16.30น.    ภาพรวมวันแรกมี สส. มารายงานตัวทั้งสิ้น 31 คน ประกอบด้วย 


1.นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย 
2.นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย 
3.นายณัฏฐ์ชนน  ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย 
4.พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่  สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 
5.นายธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ 
6.นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ 
7.นายโกศล ปัทมะ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย 
8.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ
 9.นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคพลังประชารัฐ
10.นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคพลังประชารัฐ 

.
11.นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ 
12.นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย 
13.นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ 
14.นางรัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชารัฐ 
15.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ 
16.นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชารัฐ 
17.นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ 
18.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ
19.นายคอซีย์ มามุ สส.ปัตตานี พรรคพลังประชารัฐ 
20.นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร พรรคพลังประชารัฐ

.

21.นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ สส.พังงา พรรคพลังประชารัฐ 
22.น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ 
23.นางขวัญเรือน เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ 
24.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  
25.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ 
26.นายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ
 27.นายจำลอง ภูนวนทา สส.กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ 
28.นายเกษม อุประ สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย 
29.นายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย 
30.นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย 
31นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ 
(รายงานตัวเป็นคนสุดท้ายของการเปิดรับรายงานตัววันแรก)

.

 สส. ที่มารายงานตัววันแรก แบ่งเป็น สส.พรรคพลังประชารัฐ 22 คน พรรคเพื่อไทย 7 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน    ในการรายงานตัวของ สส.ชุดที่ 26 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มอบของที่ระลึกให้กับ สส. เป็นปากกาและแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุข้อมูลต่าง ๆ สำหรับการประชุมสภา ทั้งรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุม ระเบียบและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ 

พล.อ. ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ได้ให้สัมภาษณ์รายการพิเศษผ่านทีวีรัฐสภา ระบุว่า ขอบคุณประชาชนที่เลือก  พลังประชารัฐ เข้ามารับใช้ประเทศชาติ  ประชาชน รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์  และเพื่อให้เกิดความมั่นคงแก่ชาติ บ้านเมือง  อยากเห็นความร่วมมือของ สส.ที่จะทำงานเพื่อประชาชน  อย่าใช้อารมณ์ในสภาผู้แทนราษฏร ให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย 

บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน
บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน
บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน
บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน
บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน
บิ๊กป้อม นำ 'พลังประชารัฐ'  เข้ารายงานตัว สส. ยอดวันแรก รวมทุกพรรค 31 คน

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เข้ารายงานตัวเป็นสส. ที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ 

.

ภาพโดย  NATION PHOTO  

ลุ้น ‘ศิธา ทิวารี’ ทำหน้าที่ สส.ในสภา? หาก 4 บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทยลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551603

20 มิ.ย. 2566

ลุ้น 'ศิธา ทิวารี' ทำหน้าที่ สส.ในสภา? หาก 4 บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทยลาออก

ศิธา ทิวารี หรือ แด๊ดดี้ ศิธา ซึ่งเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 พรรคไทยสร้างไทย จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้ หากผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคตัวเองในอันดับ 2-4 ยอมเสียสละ คำตอบรอความชัดเจนจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

1) ความเคลื่อนไหวของพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส. 500 คน จาก 67 พรรคการเมือง เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์กันว่า ทสท.จะได้โควต้า รัฐมนตรีว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา ใน “รัฐบาลพิธา 1” โดยอาจวางตัว สุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรค และ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการพรรค เข้าชิงเก้าอี้ รมว.ท่องเที่ยวฯ โดยจะดันให้ “ศิธา ทิวารี” ได้เข้าทำหน้าที่ในสภา

2) ความเป็นไปได้นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพรรคก้าวไกลในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ 8 พรรค สามารถดัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้รับการโหวตจากสมาชิกรัฐสภาก้าวขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 30 สำเร็จ หรือหากสูตรนี้ไม่สำเร็จ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับสองก็จะรับไม้ต่อในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคร่วมยังเหมือนเดิม แต่ชื่อ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หรือ เศรษฐา ทวีสิน จะต้องได้รับการโหวตเป็นนายกฯ สำเร็จ (มีเสียงจาก สว.ร่วมสนับสนุนและได้ 376 เสียง)

2) ทสท.มีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการไปทำงานในรัฐบาลชุดใหม่ ทว่าจะต้องมีชื่อคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่นายกฯ ระหว่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ แพทองธาร ชินวัตร หรือ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ แต่ไฮไลต์ก็ไปจับตาข่าวการออกแรงผลักของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ที่จะยอมลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 รวมทั้งให้ผู้อยู่ในอันดับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออีก 4 คนลาออก เพื่อเปิดทางให้ น.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 ได้ขยับขึ้นมาเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์และได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ 

3) แกนนำพรรคอย่าง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ต้องรีบออกมาดับกระแสร้อนว่า ไม่เป็นความจริง นั่นเพราะข่าวนี้ยังบอกใบ้ว่ามีชื่อ “ป๊อป อนุดิษฐ์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไปอีกด้วย ซึ่งต้องรอติดตามกันวันหน้าว่าจะจริงหรือไม่จริง โดยปัจจุบันพรรคไทยสร้างไทยได้รับเลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อรวมทั้งหมด 6 คน ถ้าความเคลื่อนไหวนี้เป็นจริง คนที่ต้องลาออก สส.บัญชีรายชื่อจะประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ และผู้สมัครอันดับ 2-4 คือ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และสุพันธุ์ มงคลสุธี โดยทั้ง ฐากร และสุพันธุ์ ต้องไปลุ้นเก้าอี้รัฐมนตรีท่องเที่ยว

4) คำถามก็คือทำไม ทสท.ต้องดัน ศิธา ทิวารี เข้าสภาให้ได้ขนาดนั้น ความจริงหนึ่งต้องยอมรับว่า ถ้าเอากระแสโซเชียลเป็นตัดชี้วัด “แด๊ดดี้ ศิธา” ถือเป็นตัวตึงเบอร์ต้นๆ ในบรรดาเซเลปการเมืองช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา 

5) ไม่ว่าไปขึ้นเวทีดีเบตที่ไหนใครเป็นผู้จัด “ศิธา ทิวารี” ไม่เคยพลาด ไม่เคยเป็นรองใคร ทั้งในแง่ลีลา และเนื้อหาที่เข้มข้น สามารถเฉือนคมกับขั้วตรงข้ามจากพรรคอนุรักษ์นิยมได้อย่างเผ็ดร้อน ไม่ว่าการแซะ “หิมาลัย ผิวผ่อง” จากพรรครวมไทยรักษาชาติ เหน็บไม่ปล่อย “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” จากพรรคพลังประชารัฐ หรือแม้ฟาดเพื่อนพรรคร่วมอย่าง “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประเด็นการเซ็น #AdvanceMOU กับพรรคก้าวไกลที่หมอชลน่านตอบไม่ชัด ก็จัดมาแล้วจนแทบจะมองหน้ากันไม่ติด 

6) บทบาทของ “ศิธา ทิวารี” จึงเป็นนักการเมืองที่ใจกล้าเดินหน้าชน ยกตัวอย่างเช่น วิพากษ์ “นายทุนผูกขาดพลังงาน” บนเวทีดีเบตที่เชียงใหม่ว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งทำให้ตัวเขาถูกขู่ฟ้องจากบริษัทยักษ์ใหญ่พลังงาน ถูกเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท 

7) “ศิธา ทิวารี” เป็นนักการเมืองผู้มากสีสัน และโดดเด่นมาตั้งแต่กระโดดเข้าสู่สนามการเมืองใหม่ๆ ในนามพรรคไทยรักไทยด้วยซ้ำ เพราะเป็นนายทหารหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว หลังรอดการถูกตัดสิทธิ์การเมืองมาลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชิงเก้าอี้กับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แม้จะไม่เข้าใกล้ความจริงเพราะได้อันดับ 7 เพียง 73,926 คะแนน แต่เขากลับเป็นที่รู้จักในวงกว้างกว่าผู้สมัครด้วยกัน

8) นอกจากความดุดันกล้าได้กล้าเสียและมีจุดยืนนักการเมืองขั้วประชาธิปไตยแล้ว “ศิธา ทิวารี” ยังสร้างสีสันในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งได้อย่างเนื่อง ไม่ว่าการสวมกางเกงยีนส์เสื้อยืดในลุ๊คชิลๆ จนสร้างแบรนด์ตัวเองได้เด่นชัด อีกทั้งการผลิตเสื้อยืดลายสกรีน “SITA DIVARI” ที่เปิดจองผ่านโซเชียลหมดในพริบตา แม้แต่การสวมรองเท้าผ้าใบเบอร์ 32 (เบอร์พรรค) ที่โดดเด่น เพราะเป็น LIMITED EDITION ที่สั่งผลิตออกมาเพียงคู่เดียว

9) “ศิธา ทิวารี” จะได้เข้าสภาหรือไม่เป็นอีกเรื่องที่ต้องติดตาม ถ้ามองอีกมุม ในช่วงทำหน้าที่เลขาธิการพรรค เขาอาจไม่ได้ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่นี้ให้พรรคเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้มากนัก แต่ถ้ามองในแง่ตัวแทนการรับรู้ว่า พรรคนี้คือใคร เขาอาจเป็นคนเดียวก็ว่าได้ที่ตอกย้ำ “แบรนด์ของพรรคไทยสร้างไทย” รองจากหัวหน้าคือ “คุณหญิงหน่อย” ฉะนั้น “ศิธา ทิวารี” จึงเป็นความหวังของไทยสร้างไทยที่ทุกคนในพรรคไม่อาจมองข้ามได้ 

10) ทสท.จะประสบความสำเร็จการทำหน้าที่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ (เป็นเรื่องอนาคต) แต่หากวัดเรตติ้งนักการเมืองรุ่นใหญ่ไฟแรงกันปอนด์ต่อปอนด์ “ศิธา ทิวารี” หรือผู้พันปุ่น เฟี้ยวไม่เป็นรองใคร ถ้าเขาจะเอ่ยปากยอมเว้นไว้สักคนคงเป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งตัว “แด๊ดดี้ ศิธา” แสดงออกถึงการสนับสนุนแนวทางและอุดมการณ์ประชาธิปไตยร่วมกับพรรคก้าวไกลมาอย่างต่อเนื่อง