ปูตินโวตะวันตกโดดเดี่ยวรัสเซียไม่สำเร็จ-หัวรบนิวเคลียร์อยู่ในเบลารุสแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2702517

ปูตินโวตะวันตกโดดเดี่ยวรัสเซียไม่สำเร็จ-หัวรบนิวเคลียร์อยู่ในเบลารุสแล้ว

17 มิ.ย. 2566 01:18 น.

ปูตินโวตะวันตกโดดเดี่ยวรัสเซียไม่สำเร็จ-หัวรบนิวเคลียร์อยู่ในเบลารุสแล้ว

วลาดิเมียร์ ปูติน ยืนยันในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติว่า การคว่ำบาตรของชาติตะวันตกโดดเดี่ยวรัสเซียไม่สำเร็จ และยืนยันว่าพวกเขาส่งหัวรบนิวเคลียร์เข้าเบลารุสไปแล้วบางส่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นประธานการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก วันที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย. 2566 โดยเขากล่าวย้ำกับนักลงทุนและนักธุรกิจที่มารวมตัวกันอีกครั้งว่า การคว่ำบาตรของชาติตะวันตกล้มเหลวในการโดดเดี่ยวรัสเซีย

ชาติตะวันตกหลายประเทศรวมถึง สหรัฐฯ, แคนาดา, สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร ทั้งอายัดทรัพย์สินและห้ามเจ้าหน้าที่รัสเซียจำนวนมากเดินทางเข้าดินแดนของพวกเขา นอกจากนั้นจำกัดการค้ากับรัสเซีย นับตั้งแต่มอสโกเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ปูตินยืนยันในการประชุมว่า การคว่ำบาตรดังกล่าวนั้นล้มเหลวในการโดดเดี่ยวรัสเซีย และกลับทำให้พวกเขาได้ขยายการค้าไปยังตลาดแห่งอนาคต โดยผู้นำรัสเซียกล่าวชื่นชมการทำข้อตกลงใหม่ๆ กับประเทศในเอเชีย, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา โดยยกย่องว่าเป็นหุ้นส่วนที่รับผิดชอบและน่าเชื่อถือ

“เราไม่ได้อยู่บนเส้นทางของการถูกโดดเดี่ยว แต่ตรงกันข้าม เราขยายการทำข้อตกลงไปยังหุ้นส่วนที่รับผิดชอบและเชื่อถือได้ในหลายประเทศและภูมิภาค ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องยนต์ และแรงผลักดันเศรษฐกิจโลกในวันนี้” ปูตินกล่าว “ผมขอย้ำว่า นี่คือตลาดแห่งอนาคต และทุกคนเข้าใจมันอย่างชัดเจน”

ผู้นำรัสเซียโจมตีชาติตะวันตกด้วยว่า ระบบการกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมืองจากประเทศมีอำนาจ (neocolonial) ในระดับนานาชาติต้องหมดไป ในขณะที่ระเบียบโลกใหม่แบบหลายขั้วกำลังเข้มแข็งขึ้น นี่เป็นกระบวนการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ในด้านการทำสงครามในยูเครน ปูตินกล่วว่า อีกไม่นานยูเครนจะไม่เหลือยุทโธปกรณ์ของตัวเองอีกแล้ว และต้องพึ่งพายุทโธปกรณ์ที่ชาติตะวันตกจัดหามาให้เพียงอย่างเดียว เขายังอ้างด้วยว่า กองทัพยูเครนไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในปฏิบัติการตีโต้ของพวกเขา และว่ายูเครนไม่มีทางสู้กับกองทัพรัสเซียได้

ปูตินยังพูดถึงเรื่องการส่งอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี (tactical nuclear weapon) ไปประจำการในประเทศเบลารุส ซึ่งตามที่เขาประกาศเมื่อเดือนก่อน การขนส่งจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม

แต่ตอนนี้ปูตินยืนยันในการประชุมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กว่า รัสเซียส่งหัวรบนิวเคลียร์บางส่วนเข้าสู่เบลารุสเรียบร้อยแล้ว แต่เขาย้ำด้วยว่า จะใช้อาวุธมหาประลัยนี้ในกรณีเดียวคือ เมื่อการคงอยู่ของประเทศรัสเซียถูกคุมคาม แต่พวกเขาคงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มัน

ผู้นำรัสเซียปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้ไปมากกว่านี้ โดยระบุว่า “พวกคุณอยากให้ผมสร้างความหวาดกลัวแก่ทั้งโลกหรือ? ไม่ ผมไม่ทำหรอก” และเสริมทิ้งท้ายว่า รัสเซียจะใช้พลังทั้งหมดที่มีต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์

ที่มา : bbc

ฤทธิ์ไซโคลนบีปอร์จอย ถล่มรัฐคุชราต อินเดีย ตายเจ็บนับสิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2702501

ฤทธิ์ไซโคลนบีปอร์จอย ถล่มรัฐคุชราต อินเดีย ตายเจ็บนับสิบ

16 มิ.ย. 2566 23:50 น.

ฤทธิ์ไซโคลนบีปอร์จอย ถล่มรัฐคุชราต อินเดีย ตายเจ็บนับสิบ

ไซโคลนบีปอร์จอย ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายสิบรายแล้ว หลังจากมันเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันตกของอินเดีย เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย. 2566 ว่า ไซโคลนบีปอร์จอย ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอินเดียแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 22 ราย หลังจากมันเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งรัฐคุชราต ทางตะวันตกของประเทศ ใกล้ชายแดนปากีสถานเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ข่าวระบุว่า บีปอร์จอยอ่อนกำลังลงหลังจากขึ้นฝั่ง แต่มันยังเคลื่อนตัวข้ามรัฐทำให้เกิดฝนตกหนัก และลมกระโชกแรง ขุดรากถอนโคนต้นไม้และเสาไฟฟ้า สร้างความเสียหายต่อพื้นถนนในบางเขต แต่ทางการอินเดียระบุว่า ตอนนี้พวกเขายังไม่ทราบขอบเขตความเสียหายที่ชัดเจน

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า พ่อลูกชายไร่ปศุสัตว์ 2 คนในเมืองภาวนาการ์ ถูกกระแสน้ำท่วมพัดพาหายไปขณะพยายามช่วยแพะของพวกเขา ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นผู้เสียชีวิต เพราะอิทธิพลของบีปอร์จอย 2 รายแรกหลังจากมันขึ้นฝั่ง นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บในเมืองอื่นๆ ของรัฐคุชราตอีก 22 ราย

ด้านปากีสถานซึ่งได้รับอิทธิพลของพายุเช่นกัน ยังมีไม่รายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่พวกเขาอพยพผู้คนตามแนวชายฝั่งของจังหวัดสินธ์มากกว่า 80,000 คนก่อนที่พายุจะเข้า ขณะที่อินเดียอพยพประชาชนในรัฐคุชราตมากกว่า 90,000 คนไปก่อนแล้ว

อินเดียกับปากีสถานยังจัดตั้งแคมป์หลบภัยหลายสิบแห่งไว้ที่หอประชุมโรงเรียน และอาคารรัฐบาลต่างๆ เพื่อรองรับผู้อพยพด้วย

ทั้งนี้ ไซโคลน บีปอร์จอย ซึ่งเป็นภาษาเบงกาลีแปลว่า ‘หายนะ’ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเมืองท่า จาคาอู ในรัฐคุชราตของอินเดียเมื่อคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความเร็วลมสูงสุดที่ 125 กม./ชม. และถูกจัดเป็นพายุระดับ ‘รุนแรงมาก’ ก่อนที่ในเวลาต่อมา กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียจะลดระดับของมันลงเป็นพายุ ‘รุนแรง’

ทางการอินเดียคาดด้วยว่า พายุจะทำให้เกิดฝนตกหนักในรัฐราชสถาน ติดกับรัฐคุชราตในช่วง 2 วันข้างหน้า ในขณะที่ไซโคลนเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ นอกจากนั้น บริการรถไฟ 99 เที่ยวในรัฐคุชราตยังคงต้องหยุดบริการต่อไป เพื่อความปลอดภัย

ที่มา : bbc

คุณแหน : 17 มิถุนายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737772

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์ไปในการฌาปนกิจศพ ดร.อภิชัย จันทรเสน19 มิ.ย.17.00 น. ณ เมรุหน้า วัดธาตุทอง…ส่วนพิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัดระหว่าง12-18 มิ.ย. ที่ศาลาเสถียรไทย วัดธาตุทอง…

ll ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว“ศรีแสงนาม” ในการจากไป ด้วยโควิดของศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ครอบครัวได้จัดพิธีฌาปนกิจไปแล้ว ที่วัดธาตุทอง เมื่อ15 มิ.ย. …หลังจากนั้น ระหว่าง 16-18 มิ.ย.18.30 น. จัดแสดงพระธรรมเทศนา และสวดพระอภิธรรม ณ ศาลาสิทธิสยามการ (ศาลา 4), 19 มิ.ย. 10.00 น. แสดงพระธรรมเทศนา, 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพล,18.30 น. สวดพระอภิธรรม…เจ้าภาพขอเรียนเชิญผู้เคารพนับถือทุกท่านมาร่วมงานไว้อาลัยโดยพร้อมเพรียงกัน…

ll ด้วย คุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ บิดาของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา พิธีสวดพระอภิธรรมจัดที่ศาลา VIPวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 14-17 มิ.ย.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 18 มิ.ย.16.00 น. …งานนี้เจ้าภาพของดพวงหรีด…

llสมาคมศิษย์เก่าคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร ศิษย์เก่าเกษตรศาสตร์ มช.รุ่น 28 ในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ตั้งแต่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป…ยินดีด้วยอีกเรื่อง ดร.ปัทมา ธรรมดี ศิษย์เก่าคณะเกษตรศาสตร์ มช. รุ่น 27 ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “คณบดีคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก”…มช.เกรียงไกร มหาวิทยาลัยยิ่งยง…ยังคงผลิตบัณฑิตเก่งและดีสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง…

ll ศิษย์เก่าราชินี รุ่น 65 นัดสังสรรค์กันที่ รร.ดิ เอมเมอรัลด์ รัชดาภิเษกมีเพื่อนๆ ให้ความร่วมมือไปขานชื่อกันถึง70 ชีวิต งานนี้ เทพีพร นาคปรีชา พา “หนูนวล” ลูกสาวคนเล็กไปเป็นยายกล้องให้ด้วย…

ll ระหว่าง 13-20 มิ.ย.นี้ มนต์ทิพย์รุจิกัณหะ ขอลาไป ทัวร์จอร์เจีย เที่ยวชมธรรมชาติ และวัฒนธรรม รวมทั้ง shopping นิดหน่อยกับ เพื่อนๆ ที่เคยเรียน สถาบันพระปกเกล้าด้วยกัน… เจ้าตัวส่งข่าวมาว่า ขณะนี้ที่นั่นร้อนแล้ว…

ll ก่อนถึงงานวิ่ง-เดินรักษ์โลก เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก เมื่อสัปดาห์ก่อน จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เตรียมร่างกายให้พร้อม ด้วยการไปซ้อมวิ่ง-เดินที่สวนในกรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์…ทำให้ท่านปลัดฯมีพลังกาย-ใจพร้อมเป็นอย่างยิ่ง…

ll ศรีองุ่นเปมะวิภาต เข้ารับผ่าตัด เรียบร้อยแล้ว โดยมี 4 ดรุณี อ้อย แอน ไอซ์ อ๋องผลัดเวรกันไปเฝ้าดูแลคุณน้า ที่รพ.มิชชั่น…

llเรื่องราวของ “คนรักหลาน” คุณย่ารัชนีเอมะรุจิ ยอมถอยวัยมาเล่นซ่อนแอบกับหลานชายคนเล็ก “อคิน” เป็นประจำ…เรียกว่าเพลิดเพลินเจริญใจกันทั้งย่าทั้งหลาน !!…ll

บารอนเนส

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไม่น้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737784

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไม่น้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไม่น้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บางคนเชื่อคำโฆษณาจากผู้ขายบุหรี่ไฟฟ้าว่ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา และบางคนหลงเชื่อว่าสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วทำให้เลิกสูบบุหรี่ธรรมดาได้ ผมบอกได้จากข้อมูลด้านการสาธารณสุขว่าไม่เป็นความจริงเลย

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณไปสนทนากับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ถึงพิษภัยมหันต์ของบุหรี่ไฟฟ้า

คุณหมอครับ มีหลายคนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตราย คุณหมอจะบอกกล่าวกับคนที่เข้าใจผิดในเรื่องนี้อย่างไรครับ

นพ.ประกิต : บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้สูบแน่นอนครับ มีข้อมูลทางสาธารณสุขยืนยันว่าเป็นอันตรายครับ คนที่เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย ก็เพราะเชื่อจากคำโฆษณาของผู้ขายครับ ปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้ากระจายไปทั่วโลกแล้วในยุคนี้ เพราะคนสูบมากขึ้น จนมีข่าวว่ายอดขายบุหรี่ธรรมดาลดลง องค์การอนามัยโลกก็ระบุว่าในปี 2013-2018 มีการใช้ใบยาสูบในบุหรี่ธรรมดาลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะคนสูบบุหรี่ธรรมดาลดลง เนื่องจากมีบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาแทน เพราะฉะนั้น ผู้ผลิตบุหรี่ธรรมดาก็พัฒนาบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมา โดยยังคงใช้สารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า แรกๆ ก็ใช้นิโคตินจากใบยาสูบ แต่ระยะหลังก็สังเคราะห์สารนิโคตินขึ้นมา แล้วนำไปผสมสารเคมีอื่นๆ ผลิตเป็นน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นการทำงานโดยอุปกรณ์ให้ความร้อนโดยแบตเตอรี บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่แพร่หลายในโลกนี้มาประมาณ 10 ปีเศษ สำหรับประเทศไทยมีกฎหมายระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังหาซื้อได้โดยง่าย ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผมจำมาตลอดในเวลา 30 ปี ว่า สหประชาชาติและธนาคารโลกได้ระบุว่าลักษณะของประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนามี 16 ข้อ แต่ข้อหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเวลาผ่านไป 30 ปี บ้านเราก็ยังมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเหมือนเดิม ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเท่านั้น แต่การบังคับใช้กฎหมายในบ้านเรามีปัญหาไปเกือบทุกจุด มีการประกาศขายบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างเอิกเกริก มีขายทั้งในอินเตอร์เนตนี่คือเครื่องบ่งชี้ว่าบ้านเรายังไม่พัฒนา เรามีตึกสูงใหญ่มากมาย มีสิ่งก่อสร้างเยอะแยะไปหมด แต่ระบบการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเรายังมีปัญหามาก บริษัทขายบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ทุกชนิดก็พยายามทำการตลาด เพื่อเน้นให้มีลูกค้ามากๆ โดยเฉพาะลูกค้าใหม่คือวัยรุ่น เขาขายสินค้าได้สำเร็จ แต่บ้านเราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ดังนั้นจึงเห็นชัดว่าวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันมาก ทั้งที่ผิดกฎหมาย

มีเด็กๆ ถามว่า ผิดกฎหมายจริงหรือ แล้วทำไมผมหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายมาก ใจกลางเมืองมีขายเต็มไปหมด คุณหมอจะตอบเรื่องนี้อย่างไรครับ

นพ.ประกิต : (หัวเราะ) หมดปัญญาตอบครับ ไม่รู้จะตอบอย่างไรจริงๆ เพราะอันที่จริงนั้นตำรวจจับกุมผู้ค้าได้ทันที ผู้ขายมีความผิด แต่ก็ยังคงขายกันได้ทั่วไป เรื่องนี้ดูแล้วตลก แต่หัวเราะไม่ออกครับ

บางกลุ่มบอกว่าบุหรึ่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา บางคนบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีนิโคติน คุณหมอจะตอบเรื่องนี้อย่างไรครับ 

นพ.ประกิต : มีนิโคตินทั้งสองชนิดครับ และนิโคตินคือตัวการทำให้คนสูบแล้วติดบุหรี่ มันมีผลที่สมอง ทำให้ติดบุหรี่ ส่วนเรื่องอันตรายนั้น ปัจจุบันยังตอบไม่ชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยหรือมากกว่าบุหรี่ธรรมดา เพราะมันเพิ่งออกมาจำหน่ายในระยะประมาณ 10 ปีเท่านั้น ต้องรอดูผลสุขภาพของคนสูบไปอีกระยะ มันต่างจากบุหรี่ธรรมดาที่ขายมา 70-80 ปีแล้ว อันนั้นมันมีผลให้เห็นชัดเจนกว่าว่ามีผลต่อหลอดลม ปอด อย่างไร ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองอย่างไร สำหรับคนที่สูบบุหรี่ธรรมดาที่มีอาการโรคหัวใจ ก็พบว่าสูบต่อเนื่องกัน 15-20 ปี หากเป็นมะเร็งปอดก็สูบต่อเนื่องกัน 20-30 ปี ขึ้นกับว่าสูบวันหนึ่งมากหรือน้อย ส่วนถุงลมโป่งพองก็สูบมาแล้วประมาณ 50 ปี ดังนั้นการจะบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากหรือน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาจึงต้องเก็บข้อมูลต่อไปแต่ในการทดลองในห้องทดลองพบว่าไอหรือควันบุหรี่ไฟฟ้ากับไอหรือควันบุหรี่ธรรมดามีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาอักเสบในเนื้อเยื้อที่ทำการทดลองไม่ต่างกัน แล้วพบว่ามีการเปลี่ยนแปลง DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่บ่งบอกว่าในอนาคตอาจจะเป็นมะเร็งได้ไม่ต่างจากบุหรี่ธรรมดา พบเรื่องนี้ได้ในหนูทดลอง และในคนป่วยโรคปอดอักเสบ และเส้นเลือดหัวใจอักเสบ การเกิดโรคเหล่านี้ไม่ต่างไปจากผู้สูบบุหรี่ธรรมดา รวมทั้งโรคหืด และหลอดลมอักเสบด้วย และพบอีกว่ามีปัญหาหลอดเลือดตามมาอีก สามารถอธิบายได้ว่าในตอนนี้เริ่มพบคนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วครับ เพราะฉะนั้น แม้จะตอบชัดๆ ในขณะนี้ไม่ได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่าบุหรี่ธรรมดาหรือไม่ แต่ก็มีอาการของโรคหลายโรคบ่งชี้ว่าไม่ต่างกันครับ อย่างไรก็ตาม ต้องดูในระยะยาวต่อไปด้วย 

ตัวของสารระเหยซึ่งอยู่ในบุหรี่ธรรมดากับบุหรี่ไฟฟ้า เหมือนกันไหมครับ 

นพ.ประกิต : มีทั้งเหมือนและต่างกันครับ เพราะว่าเมื่อศึกษาจากขบวนการที่เอานิโคตินไปผสมในสารปรุงแต่งรสและกลิ่นของบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว พบว่าต้องใส่ตัวละลายทำให้เป็นน้ำ ซึ่งมีสารเคมีหลายตัวครับ บุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีใหม่ๆ ที่ไม่มีในบุหรี่ธรรมดาครับ เมื่อเวลาสารเคมีถูกความร้อนแล้วเป็นไอ ก็จะมีผลต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุที่คาดได้ว่าขณะนี้เราเริ่มรู้ข้อมูลตรงนี้แล้วไปศึกษาจากคนที่ป่วยโรคปอดอักเสบที่เกิดจากบุหรี่ธรรมดากับบุหรี่ไฟฟ้า พบว่ามันมีทั้งที่เหมือนและต่างกัน ซึ่งต้องศึกษาต่ออีกนานกว่าจะหาข้อสรุปได้ 

เพราะฉะนั้น สรุปเบื้องต้นได้ไหมครับว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปราศจากอันตรายอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน

นพ.ประกิต : ใช่ครับ ต้องบอกว่าคนที่บอกบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา มาจากคำโฆษณาของคนขายบุหรี่ไฟฟ้า แต่องค์การอนามัยโลกยืนยันแล้วว่าไม่สามารถระบุไม่มีอันตรายได้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เพิ่งผลิตออกจำหน่ายไม่นานนัก

ที่น่าเป็นห่วงมากคือเด็กและวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาก เพราะหาซื้อง่ายมาก คุณหมอจะมีทางแก้ปัญหานี้อย่างไรครับ

นพ.ประกิต : ผมเล่าให้ฟังนะครับ CEO บริษัทขายบุหรี่ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ 2 บริษัทของโลก บอกชัดว่า เขาไม่ให้ลูกของเขาสูบบหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็บอกว่าผมบอกกับลูกอายุ 13 ปี ว่า อย่าสูบบุหรี่ไฟฟ้า ฝรั่งเขาเข้าใจดีว่าพิษภัยของนิโคตินมันรุนแรงขนาดไหน ติดแล้วเลิกได้ยากมาก คนจำนวนมากเลิกไม่ได้ สถิติของคนไทย หากสูบบุหรี่ธรรมดาแล้ว ร้อยละ 70 จะสูบไปจนตาย ส่วนบุหรี่ไฟฟ้านั้นทำให้คนติดง่ายกว่าบุหรี่ธรรมดา เพราะสูบสะดวกกว่า จึงทำให้ติดง่าย ข้อมูลจากอเมริการะบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าเลิกยากกว่าบุหรี่ธรรมดา เพราะฉะนั้นต้องไม่ลอง พ่อแม่จึงต้องทำทุกหนทางให้ลูกห่างไกลจากบุหรี่ทุกชนิด สำหรับบุหรี่ไฟฟ้านั้นนอกจากมีนิโคตินสังเคราะห์แล้ว ยังมีสารสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ ในอนาคต เช่น โรคปอด หัวใจ และมะเร็ง จากงานวิจัยพบว่าหากพ่อแม่สูบบุหรี่แล้ว ลูกมีโอกาสติดบุหรี่ได้มากขึ้นกว่าบ้านที่พ่อแม่ไม่สูบบุหรี่ เด็กที่อยู่กับกลุ่มเพื่อนสูบบุหรี่ก็จะติดบุหรี่ง่ายกว่าเด็กที่อยู่กับเพื่อนไม่สูบบุหรี่ ยิ่งพวกที่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย ไม่มีนิโคติน ยิ่งน่าเป็นห่วงมาก พวกนี้จะติดง่ายมาก เพราะไม่รู้พิษภัยของมัน นี่คือจุดอ่อนของภาครัฐที่ไม่สามารถทำให้คนทั่วไปรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิด การรณรงค์ให้เด็กและเยาวชนไม่สูบบุหรี่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่รัฐบาลต้องควบคุมปัญหานี้ให้ได้ เพราะทุกวันนี้การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าทำได้ง่ายมาก แม้จะเป็นสิ่งผิดกฎหมายก็ตาม เราพบว่ามีการโฆษณาชวนเชื่อด้วยการให้ข้อมูลที่บิดเบือนในสื่อ social media สารพัดชนิด และยังพบว่ามี influencer บางกลุ่มชักจูงให้เด็กๆ ติดบุหรี่ไฟฟ้าด้วย เด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ติดกันเป็นจำนวนมาก บางคนมองว่าเป็นแฟชั่น เป็นของโก้เก๋ หรือเชื่อว่าไม่มีอันตราย บางคนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ธรรมดา จากผลสำรวจของอังกฤษและอเมริกาพบว่าเด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ส่วนใหญ่มักจะติด เพราะชอบกลิ่นของมัน เนื่องจากมันมีกลิ่นต่างๆ มากมาย เช่น กลิ่นผลไม้เป็นต้น

คุณหมอจะอธิบายอย่างไรกับคนที่บอกว่าสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดหรือเลิกสูบบุหรี่ธรรมดา หรือพวกที่บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา

นพ.ประกิต : เป็นความเชื่อผิดๆ ครับ เขาเชื่อตามคำโฆษณาของคนขายบุหรึ่ไฟฟ้า ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาครับ ตามนิสัยของเด็กนั้น เขาอยากลอง อยากรู้ เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่าย เขาก็ติดง่าย เมื่อได้รับข้อมูลที่บิดเบือนก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ คนขายพยายามให้ข้อมูลบิดเบือนตลอดเวลา โดยใช้การซื้อโฆษณาผ่านสื่อ social media สารพัดชนิด ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล แต่เรามีเงินน้อย สู้กับเขาได้ยากมาก ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องเอาใจใส่เรื่องนี้ให้ดี ต้องบอกลูกให้เข้าใจถึงพิษร้ายของบุหรี่ แต่ที่น่าตกใจคือพ่อแม่บางบ้านให้เงินลูกไปซื้อบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเชื่อว่าทำให้ลูกไม่สูบบุหรี่ธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ก็มักจะติดบุหรี่ธรรมดาในที่สุด เพราะมันนิโคตินเหมือนๆ กันทั้งสองชนิด ทุกวันนี้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาก็พยายามใส่สารเคมีต่างๆ เข้าไปเพื่อดึงดูดใจคนสูบ แต่เท่าที่ทราบนั้นบุหรี่ธรรมดามีสารเคมีต่างๆ ไม่น้อยกว่าบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้าก็พยายามจะใส่สารเคมีต่างๆ เข้าไปเช่นกัน แต่อาจจะยังมีข้อจำกัดบางประการ ก็จึงทำให้ใส่สารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าได้น้อยกว่าในบุหรี่ธรรมดา มันอยู่ที่กระบวนการผลิตครับ คนสูบบุหรี่ธรรมดาอาจจะบอกว่าสูบแล้วได้รสชาติมากกว่าสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไปๆ มาๆ ก็จึงติดบุหรี่ทั้งสองชนิดไปเลย แล้วแต่ว่าจะสะดวกสูบแบบไหน เช่น อยู่ในที่ส่วนตัว ก็สูบบุหรี่ธรรมดา แต่หากอยู่ในงาน หรืออยู่กลุ่มคนก็สูบบุหรี่ไฟฟ้า และพบว่าในบ้านเรานั้นมีคนที่สูบบุหรี่ทั้งสองอย่างเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ผมขอย้ำว่าพ่อแม่คือคนสำคัญที่จะช่วยให้ลูกไม่ติดบุหรี่ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับลูกในเรื่องโทษของการสูบบุหรี่ให้ดี และย้ำว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษครับ แต่จะมากหรือน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดานั้น ยังต้องศึกษากันต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ย้ำว่ามีโทษแน่นอน จากการศึกษาพบว่าเด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้า มักจะมีโอกาสติดยาเสพติดชนิดอื่นๆ ได้ด้วย เพราะนิโคตินมีฤทธิ์ไปทำให้สมองพร้อมจะรับสารเสพติดอื่นๆ ได้มากขึ้น และเราก็มีหลักฐานว่าคนสูบบุหรี่อายุสั้นกว่าคนไม่สูบอย่างน้อย 10 ปี และที่สำคัญคือเราต้องไม่ลืมว่าคนที่สูบบุหรี่ประมาณ 2 ใน 3 ตายเพราะโรคต่างๆ ที่เกิดมาจากการสูบบุหรี่ ดังนั้น การอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา จึงต้องระบุให้ได้ว่าน้อยกว่าอย่างไร เพราะบุหรี่ทุกชนิดล้วนมีอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น ยิ่งในกลุ่มเด็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ยิ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะเขาจะก้าวไปสู่การสูบบุหรี่ธรรมดา แล้วยังก้าวไปสู่การใช้สารเสพติดอื่น ๆ อีกด้วย เราพบแล้วว่าลูกค้าของบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่คือเด็กและวัยรุ่น เมื่อเด็กและวัยรุ่นติดบุหรี่แล้วจะติดไปตลอดชีวิต

คุณจะได้ชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น.ทางโทรทัศน์ NBT กดหมายเลข 2และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

สวส.พร้อมจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737767

สวส.พร้อมจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม 2566

สวส.พร้อมจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม 2566

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) โดย นางนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ประกาศความพร้อมการจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 พร้อมเชิญ อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ประธานการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมประจำปี 2565 และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สันติ เติมประเสริฐสกุลนักวิชาการผู้สรุปประเด็นการสนทนากลุ่มย่อยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นการจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 ณ C ASEAN SAMYAN CO-OP ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์

นางนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า กระบวนการสมัชชา ถือเป็นกลไกหนึ่งในการรับฟังความคิดเห็น และเพื่อปรึกษาหารือและตัดสินใจประเด็นต่างๆ ที่เป็นปัญหา โดยฉันทามติหรือการลงคะแนนเสียงซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 โดยในการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2565 สามารถสรุปมติในที่ประชุมเป็น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้ 6 นโยบาย ดังนี้ นโยบายที่ 1 พัฒนาศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อพัฒนาศักยภาพ วิสาหกิจเพื่อสังคม นโยบายที่ 2 พัฒนาฐานข้อมูลแหล่งเงินทุนและทรัพยากรแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม นโยบายที่ 3 พัฒนากลไกการให้บริการแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม นโยบายที่ 4 ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การตระหนักรู้เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ เป็นที่รู้จักนโยบายที่ 5 สร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการทำธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคม และนโยบายที่ 6 พัฒนาเครื่องมือวัดผลกระทบทางสังคมของวิสาหกิจเพื่อสังคมในบริบทของไทย ซึ่งสำนักงานได้จัดทำโครงการที่สอดคล้องเพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมา  

(ซ้าย) นภา เศรษฐกร

การจัดงานประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 ครั้งนี้ มีความแตกต่างกับปีที่แล้ว โดยปีนี้ สำนักงานฯได้จัดให้มีการประชุมสนทนากลุ่มย่อย หรือ Focus Group ผ่านระบบออนไลน์ รวมจำนวนทั้งหมด 4 ครั้ง ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคมขนาดรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ รวมถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ  ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและสื่อมวลชน ได้ประเด็นที่น่าสนใจจำนวน 4 ประเด็น ดังนี้ แนวทางสร้างการรับรู้สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคม แนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจเพื่อสังคม แนวทางการสร้างผลกระทบเพื่อสังคม (Social Impact)สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคม และแนวทางการสร้างกำลังคนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจเพื่อสังคม (Capacity Building) พร้อมทั้งมีภารกิจตรวจเยี่ยมวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อสอบถามถึงปัญหา ความต้องการ ของผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำมาเป็นประเด็นประกอบในการประชุมสมัชชาครั้งนี้อีกด้วย                     

ทั้งนี้ การจัดการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปี 2566 จะจัดขึ้นในวันที่ 6-7 กรกฎาคม2566 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครซึ่งนับว่าการประชุมสมัชชาฯจะมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคมในปีถัดไป และการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมจะเต็มไปด้วยการระดมความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ความยั่งยืนอย่างแท้จริง 

โซไซตี้ : ‘ปั่นปันกัน 2023’ จากภูเก็ตสู่ กทม. ระดมทุนให้มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737774

โซไซตี้ : ‘ปั่นปันกัน 2023’ จากภูเก็ตสู่ กทม.  ระดมทุนให้มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม

โซไซตี้ : ‘ปั่นปันกัน 2023’ จากภูเก็ตสู่ กทม. ระดมทุนให้มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประธานในพิธีปิด“ปั่นปันกัน 2023” จากภูเก็ตสู่ กทม. ณ สนามศุภชลาศัยสนามกีฬาแห่งชาติ โดยโครงการปั่นปันกัน ร่วมกับมูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม และเทใจดอทคอมนำโดย รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานโครงการปั่นปันกัน, โทมัส แทปเก้น, มนตรี แสงเวียงจันทร์ และ จิรักษา รัชตะวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการปั่นปันกันจัดแคมเปญนี้ขึ้นเพื่อระดมทุนให้มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม

โครงการปั่นปันกัน ร่วมกับมูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม และเทใจดอทคอม สามารถระดมทุนการบริจาคเป็นยอดทั้งสิ้น 1,237,699 บาท ผ่านการปั่นจักรยานการกุศลระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ระยะเวลา 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 4-11 มิถุนายน 2566 จากภูเก็ตสู่กรุงเทพฯ เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพของผู้คนผ่านการเล่นกีฬา โดยปีนี้ การจัดกิจกรรมมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการเล่นกีฬาแบบมีส่วนร่วมที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกีฬาได้โดยไม่มีการแบ่งแยก

รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานโครงการปั่นปันกัน กล่าวสรุปโครงการว่า โครงการปั่นปันกันได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยในปีนี้โครงการได้จัดทำแคมเปญการปั่นจักรยานทางไกล เส้นทาง ภูเก็ต-กรุงเทพฯ โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ลากูน่า ภูเก็ต ผ่านจังหวัดพังงา ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสิ้นสุดที่สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เป็นระยะทางกว่า 1,000 กม. ภายในเวลา 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 4-11 มิถุนายน 2566

โดยวัตถุประสงค์ของโครงการปั่นปันกันในครั้งนี้ เพื่อระดมทุนให้กับมูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม ในการสร้างโอกาสและพื้นที่ทำกิจกรรมให้กับคนพิการ และไม่พิการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่นๆ เพื่อสร้างต้นแบบให้เกิดการรับรู้การทำกิจกรรมร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “ทำได้ด้วยกัน” เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สาธารณชนสนับสนุนผู้พิการให้เข้าถึงกิจกรรมกีฬาได้มากขึ้น และเพื่อสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยงเชิงกีฬา (Sport Tourism) เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาสนใจการท่องเที่ยวร่วมกับการทำกิจกรรมกีฬาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการปั่นปันกัน

รุจิรพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการปั่นปันกันในครั้งนี้คณะนักปั่นได้ปั่นเข้าสู่จุดมุ่งหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในระหว่างการปั่นผ่าน 6 จังหวัดเป็นระยะเวลา 8 วันนั้น ทางโครงการยังได้มีการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬา และโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจระหว่างเส้นทาง เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น โดยได้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมการปั่นทั้งสิ้นประมาณ 200 คน หมุนเวียนกันตลอดเส้นทาง และสามารถระดมทุนการบริจาคได้เป็นยอดทั้งสิ้น 1,237,699 บาท และจะนำเงินบริจาคส่งมอบให้แก่ทางมูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคมต่อไป และเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมเพื่อทลายข้อจำกัดในการเล่นกีฬา ภายใต้คอนเซ็ปต์ ออลลิมปิก(Allympic) เพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้จัดการแข่งขันกีฬาและสังคมได้เห็นการแข่งขันและการเล่นกิจกรรมร่วมกัน ของคนไม่พิการและคนพิการ ที่สามารถทำร่วมกันได้ และถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีการแข่งขันกีฬาร่วมกัน ประกอบด้วย วิ่ง แบดมินตัน แชร์บอล จานร่อน หมากฮอส และปิงปอง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีกล่าวปิดโครงการปั่นปันกัน 2023 “ขอชื่นชมในปณิธานและความทุ่มเทของโครงการปั่นปันกันและนักกีฬาทุกท่าน ในการระดมทุนให้มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคมในครั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มพื้นที่ทำกิจกรรมกีฬาให้กับคนพิการ และไม่พิการและสร้างต้นแบบการทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งยังสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคมว่า ยังมีคนพิการอีกมากมาย ที่รอให้เราเปิดพื้นที่เพิ่มให้กับพวกเขาได้มีโอกาสร่วมทำกิจกรรมและแข่งขันกีฬากับนักกีฬาทั่วไป ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย และขอบพระคุณนักปั่นทุกท่านที่ได้เข้ามาร่วมปั่นเพื่อระดมทุนในครั้งนี้”

สำหรับท่านที่สนใจร่วมสนับสนุนโครงการยังคงสามารถบริจาคเงินสนับสนุนของท่านผ่านทางเทใจดอทคอม (taejai.com)ไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 นี้ ติดตามโครงการ ได้ผ่านทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/panpankunth

ส่องมุมมองนักออกแบบและผู้นำวัสดุ ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความสุขที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737773

ส่องมุมมองนักออกแบบและผู้นำวัสดุ ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความสุขที่ยั่งยืน

ส่องมุมมองนักออกแบบและผู้นำวัสดุ ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความสุขที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

5 กลยุทธ์พัฒนาความยั่งยืน บจ.จระเข้คอร์ปอเรชั่น

แนวคิด Green Living เป็นเทรนด์ของการก่อสร้างยุคใหม่ ที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญในการส่งเสริมและต่อยอดให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกแบบก่อสร้างที่อยู่อาศัย อาคาร รวมไปถึงงานสาธารณูปโภคตอบโจทย์เมืองน่าอยู่ ปัจจัยหลักเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่เริ่มส่งผลกระทบต่อโลกของเราอย่างชัดเจน และในหลายปัญหาเริ่มกระทบต่อการอยู่อาศัยรุนแรงมากขึ้น โดยในส่วนของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และสถาปัตยกรรมต่างให้ความสำคัญกับการออกแบบและการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่อยู่สบายไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม

“นิยามของคำว่า Green living trend ในมุมมองนักออกแบบสามารถมองได้หลายมุม กับคำถามว่า ทำไมต้องกรีน? ถ้าจะมองที่เรื่องกรีนอย่างเดียว อาจจะมองเป้าหมายไปที่การพัฒนาอาคารให้ได้มาตรฐานอาคารเขียวที่คำนึงถึงหลักของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ ณ ปัจจุบันจะมองไปถึงเรื่องของแนวคิดการออกแบบและก่อสร้างเพื่อความยั่งยืนมากกว่า การออกแบบนั้นในท้ายที่สุดจะเป็นการออกแบบที่กลับมาตอบโจทย์ที่ว่า “ทำอย่างไรให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข” ซึ่งหัวใจของความยั่งยืน จะมีคำว่า น้อย นั่นคือ สร้างให้น้อย (Built Less) มองตั้งแต่การใช้วัสดุที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด หรือการออกแบบผังต่างๆ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีคุณภาพและคุ้มค่ามากที่สุด เกิดของเสียหรือขยะน้อยที่สุด หรือหากน้อยไม่ไหวก็ทำให้พอดี เพื่อให้เบียดเบียนโลกน้อยที่สุด” มุมมองและประสบการณ์การออกแบบของ ประดิชญา สิงหราช สถาปนิก INNOVATIVE DESIGN & ARCHITECTURE CO., LTD.

ประดิชญา สิงหราช

“การออกแบบบ้าน สถาปนิกหลายคนอาจจะมองการออกแบบที่เจ้าของบ้านอยู่สบายและตรงใจผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การใช้งานพื้นที่สีเขียวที่สามารถเพิ่มได้มากกว่ากฎหมายกำหนด สิ่งสำคัญคือมองไปถึงการเผื่อแผ่ความสุขที่ยั่งยืนไปยังเพื่อนบ้านและชุมชนที่อยู่โดยรอบ เช่น ออกแบบพื้นที่สีเขียวในบ้านให้เพื่อนบ้านสามารถมองเห็นยอดพุ่มไม้ในบ้านได้ ขณะที่พื้นที่ส่วนล่างก็ออกแบบให้ลมสามารถผ่านเข้า-ออกได้ง่าย ทำให้เพื่อนบ้านรู้สึกว่าเราอยู่กันอย่างเป็นมิตรมากที่สุด สิ่งที่นักออกแบบต้องคำนึงถึงและมองให้ครอบคลุมคือต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่างสามารถใช้งานได้ง่ายอีกด้วย” อีกมุมมองของ อยุทธ์ มหาโสม จาก A D D design CO., LTD.

ในส่วนของ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำวัสดุก่อสร้างนำเสนอแนวทางการพัฒนานวัตกรรมในทิศทางที่เอื้อต่อการออกแบบ Green Living โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การ “ลด” จากการลดวัสดุให้ใช้งานบางลง น้อยลงแต่เพิ่มประสิทธิภาพให้แข็งแรงได้ ลดของเสียหรือขยะก่อสร้างจากนวัตกรรมปูทับไม่ต้องทุบ ลด CO2 ลดสารระเหยเป็นพิษ (Low VOCs) เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีในการอยู่อาศัยมากขึ้น อีกทางหนึ่งคือ “เพิ่ม” เพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มความคงทนของสิ่งก่อสร้างให้ยาวนานขึ้น รบกวนทรัพยากรธรรมชาติใหม่ให้ช้าลง รวมถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับโลก ลดฝุ่น ทำให้เกิด Circular Economy จากการแปลงวัสดุส่วนเกินกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งหมด
ช่วย “เพิ่ม” ความสุขให้กับผู้ใช้ ผู้อยู่ และผู้อยู่ร่วมกันคือชุมชนด้วย โดย “จระเข้” เป็นหนึ่งใน 25 ภาคีเครือข่ายสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero ตามเป้าหมายให้ได้ 1,000,000 ตัน CO2 ในปีนี้ร่วมกันผ่านการใช้ปูนไฮดรอลิก เรามองว่าการประหยัดพลังงานเป็นปลายทาง สำหรับมุมมองของการก่อสร้างตามเทรนด์ Green Living นั้น เมื่อใดที่คำนึงถึงการแบ่งปัน สิ่งเหล่านี้จะตามมาด้วยความยั่งยืน เราอยู่ได้ เพื่อนบ้านอยู่ได้ ลูกค้าและทุกคนที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอยู่ได้ด้วย ดังนั้นการพัฒนา “นวัตกรรม” ยังคงเป็นหัวใจหลัก ซึ่งปัจจุบันจระเข้มีนวัตกรรมสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองทั้งนักออกแบบ ปลอดภัยและคำนึงถึงความสุขของผู้ใช้งาน จระเข้แค่ถือว่าเป็นบริษัทรายแรกๆ ที่เริ่มพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมนำเอามาเป็นคอนเซ็ปต์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Products และต่อยอดไปในกลุ่มงานระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (Infrastructure) โดยในปีนี้เราได้คิดค้นนวัตกรรมซีเมนต์ซ่อมพื้นบางเป็นมิตรกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นความยั่งยืน ตอบโจทย์ด้านเสริมความคงทนยืดอายุการใช้งานได้เพิ่มขึ้น ไม่เกิดฝุ่นมลพิษกับช่าง หรือชุมชน นอกจากนี้การซ่อมพื้นบางยังช่วยลดใช้วัตถุดิบซีเมนต์และยังลด CO2 ลงได้ถึง 96% ลดปัญหาการซ่อมแซมภายหลังลดการเกิดขยะจากการก่อสร้างได้มากขึ้น เป็นการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตามทิศทางขององค์กร” ธิติศรีรัตนา ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมและเทคโนโลยี บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวในมุมมองของแบรนด์ที่มีนโยบายให้ความสำคัญกับ Green Living และความยั่งยืน

หลากหลายมุมมองของผู้ออกแบบสถาปนิก และมุมมองของแบรนด์ ซึ่งทุกภาคส่วนต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการร่วมกันพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เพื่อการอยู่อาศัยที่มีความสุข ร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

อยุทธ์ มหาโสม

อยุทธ์ มหาโสม

ธิติ ศรีรัตนา

ธิติ ศรีรัตนา

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 17 มิถุนายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737742

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 17 มิถุนายน 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 17 มิถุนายน 2566

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

SHABUSHI ชวนชิมชาบูและซูชิ ในเทศกาล “แบล็คชาบู”และร่วมเล่นเกมออนไลน์“แบล็คชาบู ฮันเตอร์” ล่า ลุ้นแลกรางวัลใหญ่มากมายถึง 30 ก.ค. WWW.FACEBOOK.COM/OISHIGROUP

ชวนชิม “บ๊ะจ่างฮองมิน” สูตรต้นตำรับดั้งเดิมระดับตำนานสไตล์จีนแต้จิ๋ว ทั้ง บ๊ะจ่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือบ๊ะจ่างข้าวขาว ราคาลูกละ 65 บาท ซื้อ 10 ลูก ฟรี 1 ลูก ที่ ภัตตาคารจีนฮองมินโทร.02-0266843

Tenya ชวนชิมเมนูใหม่ “Tempura Udon” และ “Zaru Udon” ที่ตัวเส้นนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น หรืออร่อยกับ“อูด้งพาสต้า” ราคาเริ่มต้น 169 บาท ที่ ร้านเทนยะ ทุกสาขา

ชวนชิม

Krispy Kreme ชวนชิมโดนัทในคอลเลคชั่น “คริสปี้ ครีม x ทไวนิงส์ โดนัท” 3 รสชาติเอ็กซ์คลูซีฟ ราคาชิ้นละ35 บาท ถึง 16 ก.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีม กว่า 50 สาขาทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ชวนชิมอาหาร 4 ภูมิภาค ทั้งเมนูอาหารคาวและหวานกว่า 30 ร้านค้าจากทั่วประเทศในงาน“หร่อยแรง แหล่งใต้” ถึง 18 มิ.ย. ที่ ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต โทร.076-600111

ชวนชิมเมนูเด็ดกว่า 100 รายการ จาก 23 ร้านดังฉลองเปิด “Bangkok World Food Hall” ศูนย์อาหารใหญ่บนพื้นที่กว่า 5,000 ตร.ม.ที่ทางเข้าใหม่ สยามอะเมซิ่งพาร์ค พร้อมที่จอดรถในร่มโทร.02-1054294

ชวนช็อป

4 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ชวนช็อปฉลอง Pride Month กับโปร “Pride Sale” ลุ้นรับของรางวัลมากมาย ถึง 2 ก.ค.โทร.02-8539000

ชวนช็อปในกิจกรรมสุดฟิน ทั้ง กิน ดื่ม ช้อป พร้อมชมคอนเสิร์ตสุดมันส์ในงาน“Hippie Day Happy Time” ถึง 25 มิ.ย.ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแคถนนเพชรเกษม

ชวนช็อปสินค้าคุณภาพจากกลุ่มผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กว่า 20 บูธ ในงาน “ตลาดนัดสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ” วันเสาร์ที่ 24ถึงวันอาทิตย์ที่ 25 มิ.ย. ที่ลานปทุมวัน ฮอลล์ ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ชวนใช้

ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ชวนใช้บริการร้านค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ และร้านอาหารในดวงใจของทุกคน ที่ปรับโฉมใหม่ พร้อมให้โปรโมชั่นดีๆ สอบถามเพิ่มเติมที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285

เครื่องสำอาง COVERMARK ชวนใช้ CELL ADVANCED LOTION WS โลชั่นบำรุงผิวหน้าสูตรใหม่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหน้า ขนาด 150 มล. ราคา 4,000 บาท ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ชวนใช้บริการที่ “Hug Me Dog Cafe” ค่าบริการ 390 บาท แลกเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว สามารถเล่นกับน้องหมาได้ทั้งวัน กอดกันให้อุ่นใจ ที่ถนนดีบุกติดศูนย์การค้าไลม์ไลท์ อเวนิว ภูเก็ต โทร.083-5243888

ชวนชม

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “หงส์เคียงมังกร”ในวันเสาร์ที่ 24 มิ.ย. เวลา 16.15-16.30 น.และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่” ในวันอาทิตย์ที่ 25 มิ.ย. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ ชวนชมโชว์ “Bad Romance” และสนุกกับฮิปฮอปปาร์ตี้ คืนวันเสาร์ที่ 24 มิ.ย. ที่ ร้านLost & Found บาร์สุดหรูในอุโมงค์ลับริเวอร์ไซด์ พลาซ่า ถนนเจริญนครโทร.02-4319475

ชวนชมนิทรรศการภาพถ่าย และเพลิดเพลินกับการล่องเรือ ตกปลากลางน้ำ ในงาน “ทวิภพ The Siam Renaissance (ค.ศ.1855)” ถึง 25 มิ.ย.ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

แนวหน้าไกด์ : สนุกได้ทุกวัน เที่ยวเมืองไทยกันได้ทั้งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737743

แนวหน้า ไกด์ : สนุกได้ทุกวัน เที่ยวเมืองไทยกันได้ทั้งปี

แนวหน้า ไกด์ : สนุกได้ทุกวัน เที่ยวเมืองไทยกันได้ทั้งปี

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“แนวหน้า ไกด์” คอลัมน์รวบรวมที่กินที่เที่ยว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมาอัปเดตให้คุณก่อนใคร สำหรับฉบับประจำวันเสาร์นี้ ขอแนะนำสถานที่พักผ่อนท่องเที่ยวของเมืองไทยในจังหวัดต่างๆ เพื่อการเติมเต็มความสุข ชาร์จพลังทั้งร่างกายและจิตใจ ไปเริ่มต้นกันที่

ทินิดี ไฮด์อเวย์ ต้นไทร บีช กระบี่ นำเสนอโปรโมชั่น “Summer Break”ตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์และธรรมชาติงดงามของท้องทะเลจังหวัดกระบี่ ด้วยสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ ส่วนลด 30%จาก Best Available Rate, เครดิตโรงแรม 300 บาท, กิจกรรมทางน้ำ1 ชั่วโมง ฟรี! ฯลฯ จองได้ถึง 31 ก.ค. และเข้าพักได้ถึง 31 ต.ค. โทร.075-628042

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์นำเสนอโปรโมชั่นห้องพักในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วประเทศไทยอาทิ โรงแรมเคปกูดู เกาะยาวน้อย,โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก, โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่, โรงแรมแคนทารี โคราช, โรงแรมซัมแวร์เกาะสีชัง และโรงแรมในเครือฯ อีกมากมายที่ร่วมรายการในงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 66” ที่ศูนย์ฯ ไบเทค ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 2 ก.ค. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Centre 1627

เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน สถานที่พักผ่อนริมทะเลสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับการอนุรักษ์ และเป็นหนึ่งในโรงแรมมรดกที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชีย
นำเสนอแคมเปญ “สุขเต็ม 100 กับเซ็นทาราหัวหิน” ฉลองครบรอบ 100 ปีด้วยสิทธิพิเศษ พัก 2 คืน จ่าย 1 คืน หรือพัก 4 คืน จ่าย 2 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน และเด็กอายุต่ำกว่า12 ปี พักฟรี จองได้ถึง 17 มิ.ย. และเข้าพักได้ถึง 30 ก.ย. โทร.032-512021

เดสติเนชั่น กรุ๊ป ผู้ดำเนินการรีสอร์ทเพื่อการพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำในประเทศไทย นำเสนอ “Siam Adventure Club”ยกระดับคิดส์คลับสู่ศูนย์การพักผ่อนแบบครบวงจร อัดแน่นด้วยกิจกรรมสันทนาการ และการเรียนรู้สำหรับเด็กทุกวัยและทุกคนในครอบครัวพร้อมเปิดให้บริการที่รีสอร์ทแบรนด์ระดับสากล4 แห่ง ได้แก่ เรดิสัน ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สวีท,เรดิสัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา, ฮอลิเดย์ อินน์ ภูเก็ต สุรินทร์ บีช และฮอลิเดย์ อินน์ ภูเก็ต กะรน บีช โทร.087-6901620

สันติบุรี เกาะสมุย นำเสนอการสร้างวิถีแห่งสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยแนวคิด “Lèn Be Well” นวัตกรรมปรับแต่งกิจกรรมการเข้าพักของตนเองกับตัวเลือกของโปรแกรมครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่การผจญภัย กิจกรรมครอบครัว การพักผ่อนความโรแมนติก และวัฒนธรรม โดยผสมผสาน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ สปาทรีตเมนต์,กิจกรรม และอาหาร ราคาที่พักเริ่มต้น 6,750 บาท++/คืน โทร.02-0589888

ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุยนำเสนอความเหนือระดับภายใต้คอนเซ็ปต์“The New Chapters of Luxury-S.E.A”หรือ “มิติใหม่แห่งความหรูหรา” เพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจรผ่านหัวใจหลักของรีสอร์ท 3 ด้าน ได้แก่ความยั่งยืน (S:Sustainable) ประสบการณ์การเข้าพัก (E:Experience) และกิจกรรม (A:Activity) ฉลองก้าวสู่ปีที่ 15พร้อมสิทธิพิเศษมากมายทั้งห้องพักและห้องอาหาร โทร.077-960555

โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์สวีทส์ ศรีราชา แหลมฉบัง นำเสนอ“โปรโมชัน 6.6 ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง”ห้องพักแบบมาตรฐาน ราคา 2,666บาทถ้วน/คืน เลือกโบนัสพิเศษ1 ใน 6 อย่าง ได้แก่ การอัปเกรดห้องพัก,ชายามบ่ายสำหรับสองท่าน,เครดิตอาหารและเครื่องดื่ม ครั้งเดียวมูลค่า 666 บาท, อาหารกลางวันหรืออาหารค่ำฟรี หรือชั่วโมงเครื่องดื่มไม่จำกัดสำหรับสองท่านฯลฯ และแพ็กเกจพิเศษอื่นๆ ให้เลือกอีกมาก ถึง 30 มิ.ย. โทร.033-251699

บัลโคนี ศรีราชา นำเสนอสถานที่พักผ่อนของครอบครัว เดินทางไม่ไกล สัมผัสที่พักทั้ง 2 รูปแบบ บัลโคนีซีไซด์ ในบรรยากาศที่พักติดริมทะเลและ บัลโคนี คอร์ทยาร์ด ที่แวดล้อมด้วยความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ :Balcony Sriracha “The FamilyPleasure” สำรองห้องพัก www.balconythailand.com โทร.065-8483000

สรรหาความสุขให้เต็มที่กับบรรยากาศดีๆ ของเมืองไทย ใช้เวลาเพื่อการพักผ่อน สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ บรรยากาศแห่งท้องฟ้าสีครามน้ำทะเลสดใสในทุกเส้นทางอย่างปลอดภัย ไปกับ “แนวหน้าไกด์”

CEA ดึงกูรูระดับโลก ‘เรย์มอนด์-ยูยองอา’ บ่มเพาะนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737820

CEA ดึงกูรูระดับโลก 'เรย์มอนด์-ยูยองอา' บ่มเพาะนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย

CEA ดึงกูรูระดับโลก ‘เรย์มอนด์-ยูยองอา’ บ่มเพาะนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.36 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA หนุนคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากล เดินหน้า Kick Start ชู 4 อุตสาหกรรมปั้นบุคลากรมืออาชีพ สร้างได้ ขายเป็น ผ่านเวที Content Lab เชิญโปรดิวเซอร์ระดับโลก “เรย์มอนด์ พัฒนวีรางกูล” และ “ยูยองอา” นักเขียนบทชาวเกาหลี ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และผลักดันพื้นที่ Virtual Media Lab เสริมทัพด้านเทคโนโลยี ร่วมกับ 12 มหาวิทยาลัย พัฒนาแรงงานสร้างสรรค์ พร้อมผนึกภาคเอกชนผลักดันแหล่งเงินทุนรูปแบบต่าง ๆ สนับสนุน Creative Economy มุ่งหน้าขับเคลื่อน Soft Power เสริมแกร่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมคอนเทนต์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ส่งออกผ่านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยมี 4 สาขาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยที่น่าจับตามอง และมีศักยภาพส่งออกได้ ประกอบด้วย

1.สาขาซอฟท์แวร์ (เกมและแอนิเมชัน) 2.สาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) 3.สาขาการกระจายเสียง (Broadcasting) และ 4.สาขาการพิมพ์ (Publishing)

ปัจจุบันรัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้ขับเคลื่อนในฐานะ Soft Power โดยมีปัจจัยอ้างอิงจากการจัดอันดับ Global Soft Power Index 2023 โดย Brand Finance Soft Power ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 41 จาก 121 ประเทศทั่วโลก ได้ 42.4 คะแนน โดยเพิ่มขึ้นจาก 40.2 คะแนนในปี 2022 และกลุ่มสาขา Media & Communication ซึ่งเป็น 1 ใน 7 Soft Power Pillars จากเดิมที่มี 2.9 คะแนน ในปี 2022 เพิ่มเป็น 3.3 ในปี 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มของการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมคอนเทนต์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่อง Hunger คนหิวเกมกระหาย ทาง Netflix ยังเป็นคอนเทนต์ไทย ในหมวดภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) ที่ติดอันดับ 1 ใน 88 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำถึงศักยภาพอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเป็นหนึ่งใน Soft power ที่ส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

CEA จึงจัดทำแนวทางการพัฒนาศักยภาพองค์ประกอบของอุตสากรรมคอนเทนต์ เพื่อลดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง ทั้งในส่วนของบุคลากร เทคโนโลยี การตลาด ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับอีกหลายหน่วยงาน เพื่อผลักดันคอนเทนต์ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ

ด้านบุคลากร: ได้จัดโครงการ Content Lab เพื่อเป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะ สนับสนุนนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ส่งต่อตลาดในกลุ่ม OTT และ Broadcasting แบ่งเป็น 2 โปรเจ็กต์ คือ 1) กลุ่มภาพยนตร์ และซีรีส์ (Film & Series) โดยเริ่มต้นในการพัฒนาทักษะให้กับแกนหลักของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ประกอบด้วย โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักเขียนบท ผ่านโครงการอบรม ไปจนถึงการสร้าง Project Proposal และ Teaser ให้เกิดขึ้นจริง

โดยมีทุนสนับสนุน พร้อมโอกาสในการ Pitching กับ Streaming Platform และผู้ผลิตภาพยนตร์ 2) กลุ่มดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้ามาอบรมด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่

ด้านเทคโนโลยี: ได้จัดทำโครงการ CEA Virtual Media lab สนับสนุนพื้นที่การทำ Post Production มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี AR/VR และ Virtual Production ที่ใช้อย่างแพร่หลายในสาขาภาพยนตร์ โฆษณา เกม แอนิเมชัน และอีเวนต์ โดยจะเริ่มเฟสแรกในปี 2566 เปิดพื้นที่สำหรับนักศึกษาเข้ามาใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีการ MOU กับ 12 มหาวิทยาลัยเพื่อให้นักศึกษาเข้ามาใช้พื้นที่ ส่วนเฟส 2 ในปี 2567 จะเปิดพื้นที่สำหรับภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เข้ามาใช้บริการ

ด้านการสนับสนุนงบประมาณ: CEA สนับสนุนการจัดตั้งกองทุน Private Equity Trust  เพื่อส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนให้กับนักสร้างสรรค์ไทย ในการผลิตและต่อยอดผลงาน โดยจะมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ  ในการจัดตั้งกองทุน คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวได้ภายใน 1-2 ปี

นอกจากนั้น CEA จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาคอนเทนต์ไทยให้เติบโตได้ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ บริษัท เน็ตฟลิกซ์   (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด, สมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงไทย (TECA), สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, สมาคมผู้กับกับภาพยนตร์ไทย เป็นต้น

“ประเทศไทยมี Local Content ที่เด่นชัดในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปวัฒนธรรม หัตถกรรม สถาปัตยกรรม อาหาร บันเทิง ดนตรี ภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้นับเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม เมื่อนำความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อน จะเป็นหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นโมเดลที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทย” ดร.ชาคริต กล่าว

กูรูระดับอินเตอร์ แชร์ไอเดียช่วยหนังไทย

สำหรับโครงการ Content Lab เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ปัจจุบันได้เดินทางมาถึงช่วงของการอบรมพัฒนาทักษะเพื่อสร้างผลงาน โดยล่าสุดได้เชิญบุคลากรมืออาชีพมาแบ่งปัน

ประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย “เรย์มอนด์ พัฒนวีรางกูล” โปรดิวเซอร์ไทยระดับโลก ที่มีผลงานระดับสากล อาทิ Thirteen Lives (2022) ร่วมกับผู้กำกับระดับโลก Ron Howard, Tokyo Sonata (2008), Apprentice (2016) และ “ยูยองอา”​ นักเขียนบทภาพยนต์และซีรีส์ชาวเกาหลีที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ Thirty Nine (2018), Kim Ji-yong: Born 1982 (2019), Divorce Attorney Shin (2023)

“เรย์มอนด์ พัฒนวีรางกูล” โปรดิวเซอร์ไทยระดับโลก กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนต์ไทยพบเจออุปสรรคหลายด้าน ทั้งในแง่เงินทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ พฤติกรรมของผู้บริโภค รวมทั้งอิทธิพลของสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม (OTT Platform)  ส่งผลให้จำนวนภาพยนตร์ไทยในแต่ละปีลดลงมาก ปัจจุบันมีภาพยนตร์ไทยออกสู่ตลาดไม่ถึง 50 เรื่อง จากจำนวน 100 – 200 เรื่อง ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000

แนวคิดในการก่อตั้งกองทุนสำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ จะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้อุปสรรคของผู้สร้างภาพยนตร์และซีรีส์ในปัจจุบัน ที่ประสบปัญหาขาดเงินทุนและการสนับสนุน ทำให้ต้องอาศัยเงินทุนจากค่ายสตรีมมิ่งแพล็ตฟอร์ม ซึ่งจะเสียโอกาสในการถือครองลิขสิทธิ์ไปในที่สุด ทั้งนี้ หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญในการสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างจริงจังก็จะช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ออกไปได้มาก

แนวทางที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เติบโตและก้าวสู่สากลได้อีกประการหนึ่ง คือ การสร้างเวทีเพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทย เช่นเดียวกับเวทีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ รางวัลปาล์มทองคำ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฯลฯ ซึ่งเวที Content Lab ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจนอกจากนั้นประเทศไทยควรมีหน่วยงานศูนย์กลางด้านภาพยนตร์เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศ เช่น สภาการภาพยนตร์เกาหลี (Korean Film Council หรือ KOFIC)  เพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินงาน ทั้งการสนับสนุนและพัฒนาวงการภาพยนตร์ไทย

นักเขียนบทเกาหลี ชี้เส้นทางสู่ความสำเร็จ

ด้าน “ยูยองอา” นักเขียนบทภาพยนตร์และซีรีส์ชาวเกาหลี กล่าวว่า เส้นทางความสำเร็จของอุตสาหกรรมคอนเทนต์เกาหลีมาจากหลายปัจจัย เช่น การสนับสนุนของภาครัฐที่ค่อนข้างสมบูรณ์ครบวงจร มีการผลิตบุคลากรผู้สร้างสรรค์ผลงานได้ทันการเติบโต มีเงินลงทุนและผู้สนับสนุนอย่างชัดเจน ดังนั้นการที่ CEA มีเวที Content Lab ถือเป็นการสร้างเวทีให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ และพัฒนาตัวเองในสายอาชีพนี้ ซึ่งทั้งเกาหลี หรือฮอลลีวูดก็มีเวทีแบบนี้เช่นกัน

สำหรับการเขียนบท ถือ เป็นส่วนหลักในการกำหนดทิศทางของการผลิตคอนเทนต์ และเป็นตัวกำหนดแรงดึงดูดและคล้อยตามของผู้ชม โดยส่วนตัว “ยูยองอา” ระบุว่า ชื่นชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง Hunger และ ฮาวทูทิ้ง ที่มีบทน่าสนใจ พร้อมคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน ขณะที่หนังสยองขวัญของประเทศไทยถือว่าทำได้ดีเช่นเดียวกับซีรีส์วาย

ในโอกาสการมาบรรยายบนเวที Content Lab ในประเทศไทย “ยูยองอา​” ได้แบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้เข้าอบรมในหลายประเด็น เช่น การสร้างพล็อตที่ดี ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ช่วง Set Up, Climax และ Ending ซึ่งช่วงแรกถือว่าสำคัญมาก ต้องดึงความสนใจของผู้ชมไว้ให้ได้ตั้งแต่ 15 นาทีแรกการสร้างคาแรคเตอร์ของตัวละครต้องสะท้อนความคิดและการแก้ปัญหาเมื่อเจอสถานการณ์และความเสี่ยงที่เพิ่มระดับมากขึ้น เป็นต้น อีกทั้งยังแนะนำว่า นักเขียนบทต้องเป็นคนช่างสังเกต มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องรู้จักตัวละครอย่างละเอียด ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรับฟังคำวิจารณ์เพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้น

สำหรับเส้นทางนักเขียนบทของ “ยูยองอา” เธอเป็นนักศึกษาวิชาเอกภาษาจีนที่ชื่นชอบการเขียนบทกวี เริ่มต้นฝึกเขียนบทตอนมีลูกคนแรก และใช้เวลาถึง 5 ปีในการฝึกฝน ก่อนจะได้รับคัดเลือกเป็นผู้ช่วยนักเขียนบท และหาทางพัฒนาฝีมือจนกลายเป็นนักเขียนบทที่มีผลงานอันโดดเด่นในปัจจุบัน

โครงการ Content Lab สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ดันไกลสู่สากล ในกลุ่มภาพยนตร์ และซีรีส์ (Film & Series) อยู่ระหว่างการจัดเวิร์กช็อปและอบรมผู้เข้าร่วมทั้งหมด 30 ทีม (เม.ย. – มิ.ย. 2566) และจะมีการคัดเลือกทีมที่ได้รับทุนสนับสนุนการผลิตตัวอย่างแบบสั้น จำนวน 10 – 15 ทีม จาก CEA และ ปตท. ในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 โดยจะเปิดรอบการนำเสนอผลงานเพื่อโอกาสการผลิตจริง (Pitching Event) ในวันที่ 28 สิงหาคม 2566 ต่อผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้ผลิตซีรีส์ เพื่อต่อยอดต้นแบบคอนเทนต์และผลักดันโปรเจ็กต์นั้นให้ไปได้ไกลในระดับสากลต่อไป

-(016)