เผยโมเมนต์ ปุ้มปุ้ย-กวินท์ ลุ้นเพศลูก แต่พอรู้ทำรอยยิ้มแม่หายไป (คลิป)

เผยโมเมนต์ ปุ้มปุ้ย-กวินท์ ลุ้นเพศลูก แต่พอรู้ทำรอยยิ้มแม่หายไป (คลิป)

6 ม.ค. 2568 15:56 น.

เผยโมเมนต์ ปุ้มปุ้ย-กวินท์ ลุ้นเพศลูก แต่พอรู้ทำรอยยิ้มแม่หายไป (คลิป)

หลังจากคู่รักดังอย่างนักร้องหนุ่ม กวินท์ ดูวาล และ ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา อรุณวัฒนชัย ภรรยา ประกาศข่าวดีเมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมาว่ากำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกสองแล้ว หลังจาก ปุ้มปุ้ย กำลังตั้งท้องลูกคนที่ 2 ท่ามกลางคอมเมนต์จากคนในวงการบันเทิงและแฟนๆ ที่ร่วมแสดงความยินดีมากมาย

ล่าสุด ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา โพสต์คลิปพร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “We‘re having a .… Boy or Girl ? @gavind.ig #ท้อง2” ซึ่งในคลิป ปุ้มปุ้ย ลุ้นเพศลูกกับ กวินท์ และ น้องไซอัลบลู ลูกชายคนโต ท่ามกลางบรรยากาศในสวนแบบสบายๆ โดย กวินท์ บอกว่าอยากได้ลูกชาย ปุ้มปุ้ย อยากได้ลูกสาว ในขณะที่ น้องไซอัลบลู บอกว่าอยากได้ทั้ง 2 คนเลย

แต่เมื่อถึงเวลาเฉลยคือการตัดเค้กด้วยแก้ว ซึ่งถ้าได้ลูกชาย เนื้อเค้กจะเป็นสีฟ้า แต่ถ้าเป็นลูกสาว เนื้อเค้กจะเป็นสีชมพู แม้ในคลิปจะไม่ได้เฉลยชัดเจนว่าเป็นเพศไหนเพราะย้อมสีขาวดำไว้ แต่ดูจากสีหน้าของ ปุ้มปุ้ย ที่ตอนแรกยิ้มแฉ่ง แต่พอเห็นเนื้อเค้กแล้วรอยยิ้มหายไปทันที ก็ทำให้หลายคนรู้เลยว่าลูกในท้องเป็นเพศไหน

ส่องคอมเมนต์มีทั้งเพื่อนๆ คนในวงการบันเทิงและแฟนๆ แห่คอมเมนต์ อาทิ เฉลยอยู่ที่หน้าแม่ ความหวังที่หายไปเปล่าเนี่ย, หน้าแม่บอกชัดมาก แต่ยังไงก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ, รอยยิ้มที่หายไปมาก รู้เลยค่ะเพศไหนน 55555, เฉลยอยู่ที่หน้าแม่, แม่ช็อกแล้ว 1 พ่อยิ้มอีก ผช ชัวร์ ฯลฯ งานนี้ทำเอา ปุ้มปุ้ย ถึงกับคอมเมนต์ว่า หน้าดูออกเลยหรอ, รอยยิัมที่หายไป…555555

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

บุคคลในข่าว 7 มกราคม 2568

บุคคลในข่าว 7 มกราคม 2568

7 ม.ค. 2568 04:30 น.

บุคคลในข่าว 7 มกราคม 2568

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องในงานวันทหารม้า ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี เมื่อวันก่อน.

เศรษฐกิจปี 2568 เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลทุกประเทศ ผลกระทบจาก การแพร่ระบาดของโควิด–19 กลายเป็นสารตกค้างของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก…..เรื่องใหญ่คือภาระหนี้….ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานสัดส่วนหนี้ครัวเรือน ต่อ GDP ยังอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 89.6 เป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้….กำลังซื้อซบเซา เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ เศรษฐกิจชะลอตัว….สินเชื่อภาคครัวเรือนชะลอตัวเกือบทุกประเภท……หนักที่สุดคือสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์ และ บัตรเครดิต

กทส.1 สุพัตรา จิราธิวัฒน์ จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เชื่อมความสัมพันธ์กลุ่มเพื่อนหลักสูตร กทส. รุ่นที่ 1 โดยมี องอาจ เอื้ออภิญญกุล, ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์, อาภาภรณ์ โกศลกุล และ กนกพรรณ เหตระกูล มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.

โครงการเยียวยาภาครัฐ อาทิ คุณสู้ เราช่วย ขยายเวลาการชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยตามเงื่อนไข แค่พอประคับประคอง ไม่ให้ภาระหนี้หนักหนาสาหัส และ ทะลุเพดานร้อยละ 90 ของ GDP…..ยังไม่มีความชัดเจนใน นโยบายแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้สาธารณะ ที่เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง……ประกอบกับ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ลดลง เนื่องจาก ผลกระทบจากธุรกิจที่ซบเซา……รายได้ฟื้นตัวช้า ไม่ทันกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการอุปโภคบริโภค……เท่ากับประเทศไทยมีโอกาสที่จะรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ช่วยเอสเอ็มอี วิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ประกาศแต่งตั้ง ชอง ทอง ซิ ซีอีโอบริษัททีซีที วาตาชิ กรุ๊ป เพื่อผลักดันแบรนด์ “หัวเว่ย อีคิท” พร้อมตอบสนองความต้องการด้านดิจิทัล และขยายโอกาสในตลาดของเอสเอ็มอี ที่อาคารจี ทาวเวอร์ วันก่อน.

SMEs มีฐานะทางการเงินที่อ่อนแอ……ประเมินจาก สัดส่วนบริษัทที่มีอัตราส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีดอกเบี้ยจ่าย ต่ำกว่า 1 เท่า อยู่ที่ร้อยละ 28 ใน SMEs ขนาดเล็ก และ ร้อยละ 74 ใน SMEs ขนาดย่อม…..ในขณะเดียวกัน แบงก์ชาติ กำลังจับตา บริษัทขนาดใหญ่บางราย เนื่องจากมีหนี้สูง สะสมความเสี่ยง ที่ต้องเฝ้าระวัง……ความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แม้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี….แต่บางส่วน มีผลการดำเนินการที่ลดลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงไปด้วย

การกุศล นูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ มอบเงินรายได้จากการจัดงานบรันช์การกุศล “International Chefs Day : The Living Legend Chefs Charity Brunch for UNHCR” จำนวน 800,000 บาท ให้ อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ที่ภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ วันก่อน.

สัดส่วนของสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพและสินเชื่อที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้น…..ความเห็นของ อดีต รมว.คลัง ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ระบุรัฐบาลควร กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ที่ร้อยละ 2-4 เพราะจะทำให้ เศรษฐกิจฟื้นตัว ได้ที่ร้อยละ 4-5…….เชื่อว่าการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อจะมีส่วนให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตตามเป้าหมาย…….ถ้าแบงก์ชาติ ยังกำหนดกรอบเงินเฟ้อเท่าเดิม การเจริญเติบโตก็ยังเท่าเดิม ไม่ได้ไปไหน

สมทบทุน พล.อ.ณรงค์ จารุเศรนี มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้ ศ.นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ เพื่อสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดี สนับสนุนศูนย์โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ โดยมีพิมพ์ จารุเศรนี และ สุดถนอม กรรณสูต มาร่วมมอบด้วย ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี วันก่อน.

การกำหนดกรอบเงินเฟ้อต่ำเกินไปเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำให้ประเทศไทยไม่เจริญพัฒนา……เป็นต้นเหตุที่ ทำไมเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำ…..การลดดอกเบี้ยและการปรับค่าเงินบาท ให้เหมาะสมในการแข่งขัน จะมีผลต่ออัตราความเจริญเติบโตของประเทศ มากกว่าการที่รัฐบาลไปกู้ หรือ เก็บภาษีเพิ่ม มาใช้จ่าย……เป็นคำถามไปถึงผู้ว่าการแบงก์ชาติ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และ รมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิร……เศรษฐกิจปี 2568 จะออกหัวออกก้อย…..ยิ่งมีข่าวจะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเศรษฐกิจอยู่ด้วย พับผ่า

เกษียณแล้ว สุนทร–อารยา อรุณานนท์ชัย บิ๊กบอสบริษัทน้ำตาลราชบุรี ให้โอวาทแก่ผู้เกษียณอายุในโอกาสทำงานมานาน 42 ปี โดยมี อาษา ศรีสังวรณ์, มานพ เจียมเจริญ, กระจ่าง เหมศรี, อุษา ทรงแสง และ เบ็ญจวรรณ กาญจนวิจิตร มารับโอวาทด้วย ที่บริษัทน้ำตาลราชบุรี วันก่อน.

ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ ประเทศไทย ต้องเตรียมยุทธศาสตร์ รับแรงกระแทกโดยตรง…..เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา รัสเซีย ในฐานะประธานกลุ่ม BRICS แจ้งให้ทราบว่า ไทยเป็นประเทศหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการ….ปัจจุบันกลุ่ม BRICS ประกอบด้วยสมาชิก 9 ประเทศ……บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ และ อิหร่าน…..ล้วนแต่เป็นประเทศเป้าหมายของ สหรัฐฯ ทั้งสิ้น…..มีประชากรรวมกัน เป็นสัดส่วนร้อยละ 39 ของประชากรโลก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 28.4 ของโลก หรือ 28.5 ล้านล้านดอลลาร์

เปิดสำนักงาน ไมเคิล ราเบอร์ เปิดสำนักงานใหม่ของบริษัทคิสท์เลอร์ (ไทยแลนด์) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ การวัดแรงดัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมี ธมลวรรณ คัญชิตากร มาร่วมงานด้วย ที่โครงการซัมเมอร์ ลาซาล วันก่อน.

ล่าสุด กลุ่ม BRICS ได้เพิ่มประเทศสมาชิกอีก 9 ประเทศ รวมทั้ง ไทย ด้วย….มีอีก 4 ประเทศที่ยังรอการตอบรับคือ เวียดนาม แอลจีเรีย ไนจีเรีย และ ตุรกี…..จับตาหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค.ที่จะถึงนี้…..สงครามเย็นจะก่อตัวรุนแรงแค่ไหน…จบข่าว

ไหนๆ ก็ไหนๆ ครบรอบวันชาติเมียนมา วันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา…..พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจ ในฐานะ ผอ.ศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สตช. เดินทางไปรับตัว คนไทยจำนวน 151 คน ที่ เมียนมาปล่อยตัวหลังจากได้รับอภัยโทษ ข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย….แต่ในจำนวนนี้ยังไม่ปรากฏว่ามี ลูกเรือประมงไทย 4 คน ที่ถูกทางการเมียนมาจับกุมรวมอยู่ด้วย …..ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยืนยันเอง….ดราม่าเลยไปลงที่ รมว.กลาโหม อีกกระทอก

ยั่งยืน เกษมสันต์ สุจิวโรดม เป็นวิทยากรการอบรมหลักสูตร Create Everlasting Company : Sustainability, Succession, and Strategy เพื่อพัฒนาทักษะผู้บริหารด้านความยั่งยืน การวางแผนเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยมี ประพันธ์ เจริญประวัติ มาร่วมฟังด้วย ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย วันก่อน.

ส่วนดราม่าการเมืองยังไม่แผ่ว…..มีข่าวการปรับ ครม.ประมาณเดือน เม.ย. ออกมาถี่ๆ…..โฟกัสไปที่รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เนื่องจากทำตัวไม่กลมกลืนกับรัฐบาล เป็น ฮีโร่ อยู่คนเดียว……โดยเฉพาะ นโยบายด้านพลังงานบางเรื่อง ที่สวนทางกับนโยบายหลักของรัฐบาล…..แม้เจ้าตัว และเลขาธิการพรรค เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม จะออกมาโต้ อย่าพยายามเสี้ยมให้แตกคอกับ นายกฯแพทองธาร เสียให้ยาก

แต่โบราณว่า ถ้าไม่มีไฟย่อมไม่มีควัน ….พลังประชารัฐ เคยเจ็บมาแล้วอย่าทำเป็นเล่นไป…….ส่วน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง หรือ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะโดนหางเลขตามข่าวด้วยหรือไม่……เป็นเรื่องของอนาคต

วันที่ 23 ม.ค.เป็นต้นไป สำนักทะเบียนทั่วประเทศ พร้อมให้บริการจดทะเบียน สมรสเท่าเทียม เป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ เวลา 08.30 น. รศ.ดร.เอมพร รตินธร คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ TRIPLE BURDENS OF DISEASES : NURSE ที่ห้องแกรนด์ เอบี โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

“อินทรีเหล็ก”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

แผ่นดินไหวทิเบตเสียหายหนัก ยอดตายพุ่ง 53 ศพ เจ็บอีกเกือบ 70 คน

แผ่นดินไหวทิเบตเสียหายหนัก ยอดตายพุ่ง 53 ศพ เจ็บอีกเกือบ 70 คน

7 ม.ค. 2568 15:21 น.

แผ่นดินไหวทิเบตเสียหายหนัก ยอดตายพุ่ง 53 ศพ เจ็บอีกเกือบ 70 คน

เหตุแผ่นดินไหวในทิเบต สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 53 ศพ บาดเจ็บอีก 62 ราย โดยแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงเนปาล อินเดีย และภูฏาน

เหตุแผ่นดินไหวความแรง 6.8 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 9.05 น. โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในเขตทินกริ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทของจีนและเป็นที่รู้จักในฐานะประตูสู่เอเวอเรสต์ทางตอนเหนือ โดยจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมีความลึก 10 กิโลเมตร อยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกและเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักปีนเขาและนักเดินป่าประมาณ 80 กิโลเมตรทางตอนเหนือ ตามรายงานของศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน ขณะที่หน่วยงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ ระบุว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มีความแรงถึง 7.1

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 53 คน และบาดเจ็บ 62 คนในพื้นที่ฝั่งทิเบตนอกจากนี้ แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวยังส่งผลกระทบทั่วภูมิภาคซิกัตเซในทิเบต ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 800,000 คน โดยมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้งซึ่งมีขนาดสูงสุดถึง 4.4

ด้านประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง สั่งการให้เจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยอย่างเต็มที่เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิต และจัดหาที่จุดที่จะก่อสร้างอาคารพักอาศัยแห่งใหม่ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบ โดยยืนยันว่าประชาชนจะปลอดภัยและมีความอบอุ่นท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับเมืองใกล้เคียงเพื่อตรวจสอบผลกระทบของแผ่นดินไหวและตรวจสอบจำนวนผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ แรงสั่นสะเทือนยังรู้สึกได้ในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 400 กิโลเมตร และรู้สึกได้ในเมืองทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน และรัฐพิหารทางตอนเหนือของอินเดียซึ่งมีพรมแดนติดกับเนปาล โดยชาวบ้านต่างวิ่งหนีออกจากบ้านเรือนของตัวเอง แต่จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ในอินเดียระบุว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรือการสูญเสียทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว

วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้: อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หาก ปธน.ยุนซอกยอล ยังขัดขืนการจับกุม

วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้: อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หาก ปธน.ยุนซอกยอล ยังขัดขืนการจับกุม

7 ม.ค. 2568 15:18 น.

วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้: อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หาก ปธน.ยุนซอกยอล ยังขัดขืนการจับกุม

  • ประธานาธิบดียุน ซอก ยอล แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดี ยังคงเก็บตัวเงียบในบ้านพัก และไม่แสดงท่าทีที่จะเข้ามอบตัว แม้หมายจับจากคำสั่งกฎอัยการศึกฉบับชั่วคราวของเขาจะหมดอายุลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
  • ศาลรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้มีเวลาสูงสุด 180 วัน ในการตัดสินใจว่าควรปลดนายยุนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หรือคืนอำนาจให้เขา แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น ระหว่างที่ถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ นายยุนจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป
  • เจ้าหน้าที่สอบสวนยังสามารถยื่นขอหมายจับฉบับใหม่ได้ ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากผู้พิพากษาเสียก่อน ซึ่งจะทำให้นายยุนถูกคุมขังได้นานถึง 20 วัน ในขณะที่หมายจับอนุญาตให้คุมขังได้เพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น

ประธานาธิบดียุน ซอก ยอล แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดี ยังคงเก็บตัวเงียบในบ้านพัก และไม่แสดงท่าทีที่จะเข้ามอบตัว แม้หมายจับจากคำสั่งกฎอัยการศึกฉบับชั่วคราวของเขาจะหมดอายุลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทีมรักษาความปลอดภัยของนายยุน ซึ่งสกัดการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) ได้ติดตั้งลวดหนามและนำรถบัสมาจอดขวางประตูบ้านพัก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจับกุมอีกครั้ง

นายยุนเพิกเฉยต่อหมายเรียกหลายครั้งเพื่อเข้ารับการสอบปากคำในข้อหาก่อกบฏและใช้อำนาจในทางมิชอบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่สอบสวนจะปรากฏตัวที่บ้านพักของเขา แต่กลับต้องยุติปฏิบัติการของพวกเขาลงหลังจากการเผชิญหน้ากับหน่วยงานความมั่นคงของประธานาธิบดีนานถึง 6 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่จากทีมสอบสวนเปิดเผยโดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า “เกิดการเผชิญหน้ากัน เราคาดว่าเจ้าหน้าที่ที่ขัดขวางเราน่าจะมีจำนวนราว 200 นาย แต่ก็อาจมีมากกว่านั้น” และระบุว่า “เป็นสถานการณ์ที่อันตราย”

เจ้าหน้าที่สอบสวนอาจพยายามขยายระยะเวลาของหมายจับ โดยระบุว่าพวกเขาได้ขอให้ตำรวจดำเนินการตามหมายจับ โดยหวังว่าความพยายามของพวกเขาจะมีน้ำหนักมากขึ้น และหากมีการดำเนินการตามหมายจับ นายยุนจะกลายเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ยังดำรงตำแหน่งคนแรกที่ถูกจับกุม

นับตั้งแต่ถูกถอดถอน นายยุนได้เก็บตัวอยู่ในบ้านพักประธานาธิบดีในกรุงโซล ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะออกมาสอบปากคำถึงสามครั้ง

การเผชิญหน้าครั้งล่าสุด ซึ่งมีรายงานว่ามีการปะทะกันแต่ไม่มีการยิงปืน ทำให้ความพยายามจับกุมของเจ้าหน้าที่สอบสวนอยู่ในสถานะไม่แน่นอน เนื่องจากหมายศาลหมดอายุเมื่อวันจันทร์ แต่หากหมายดังกล่าวหมดอายุ เจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องเพื่อจับกุมเขาอีกครั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้วันที่ 14 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นการพิจารณาคดีถอดถอนนายยุน ซึ่งหากเขาไม่เข้าร่วมการพิจารณาคดี คดีจะดำเนินต่อไปแม้นายยุนจะไม่เข้าร่วมการพิจารณาคดี

ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีโรห มู-ฮยอน และพัก กึนเฮ ก็ไม่เคยปรากฏตัวในศาลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีถอดถอนเช่นกัน

ความโกรธแค้นของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประท้วงหลายพันคนฝ่าหิมะที่ตกหนักในช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งที่สนับสนุนและคัดค้านยุน

เกาหลีใต้อยู่ในภาวะวิกฤตมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่ที่ยุนพยายามประกาศกฎอัยการศึกโดยอ้างถึงภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ผลกระทบยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่แอนโธนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยือนกรุงโซลเพื่อพยายามรักษาความสัมพันธ์ ก่อนที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

“รอ” ศาล

ศาลรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้มีเวลาสูงสุด 180 วัน ในการตัดสินใจว่าควรปลดนายยุนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หรือคืนอำนาจให้เขา แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น ระหว่างที่ถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ นายยุนจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า กระบวนการให้ผู้สืบสวนดำเนินคดีหรือจับกุมนายยุนอย่างเป็นทางการจะง่ายกว่ามาก หากเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี แต่กรอบเวลา 180 วันนั้นถือว่าค่อนข้างมากและอาจทำให้กระบวนการดำเนินคดีล่าช้าได้อย่างมาก

ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่าจะเร่งรัดการพิจารณาคดีถอดถอนเนื่องจากคดีนี้มีความร้ายแรง แต่ทนายความของนายยุนโต้แย้งว่าศาลต้องใช้เวลา 180 วันเต็มในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบ “สถานการณ์ที่นำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึก”

เส้นตายที่ใกล้เข้ามา

ในขณะที่เวลาของเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีอาญาต่อนายยุนหมดลงแล้ว ทนายความของยุนอ้างว่าหมายจับของเขา “ผิดกฎหมาย” เนื่องจากผู้สืบสวนคดีทุจริตไม่มีอำนาจในการดูแลคดีที่ร้ายแรงอย่างการก่อกบฏ

ทีมรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีอ้างว่านี่เป็นเหตุผลในการขัดขวางการจับกุมยุน รวมถึงความจริงที่ว่ายุนยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเรื่องการถอดถอนเขา

พัก จองจุน หัวหน้าหน่วยอารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดี กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “สำหรับหน่วยอารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดี ซึ่งมีภารกิจหลักคือความปลอดภัยของประธานาธิบดี การปฏิบัติตามการดำเนินการตามหมายจับท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายที่ยังคงดำเนินอยู่ ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่”

นายพักปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าทีมของเขาทำหน้าที่เป็น “กองกำลังติดอาวุธส่วนตัว” ของยุน

ด้านทนายความของยุน ซึ่งยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนกรณีพยายามจับกุมเมื่อวันจันทร์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติแล้ว นายยุนถูกควบคุมตัวในบ้านพักของเขา พวกเขายังยื่นคำสั่งห้ามการออกหมายจับ ซึ่งศาลปฏิเสธ และกล่าวว่ากำลังพิจารณาอุทธรณ์คำตัดสิน

ขณะเดียวกันนายชเว ซังม็อก รักษาการประธานาธิบดี ปฏิเสธคำเรียกร้องของฝ่ายค้านที่จะปลดเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงที่ขัดขวางการจับกุม

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านได้ขอให้เจ้าหน้าที่สอบสวนพยายามจับกุมนายยุนอีกครั้ง แต่ต้องมีความหนักแน่นกว่านี้และมีวิธีการที่เพียงพอ

เจ้าหน้าที่สอบสวนยังสามารถยื่นขอหมายจับฉบับใหม่ได้ ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากผู้พิพากษาเสียก่อน ซึ่งจะทำให้นายยุนถูกคุมขังได้นานถึง 20 วัน ในขณะที่หมายจับอนุญาตให้คุมขังได้เพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น

แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หรือแนวทางการดำเนินการ ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนหรือตำรวจจะไม่สามารถจับกุมได้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีโอกาสที่ศาลจะอนุมัติ เนื่องจากนายยุนเคยปฏิเสธที่จะเข้ารับการสอบสวนมาแล้วถึงสามครั้ง และไม่ได้ปฏิบัติตามหมายจับที่มีอยู่

พัก ซัง-บยอง นักวิจารณ์ทางการเมือง กล่าวว่ายทั่วไปแล้ว หมายจับที่เข้มงวดยิ่งขึ้นมักจะออกเมื่อ “ผู้ต้องสงสัยปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวน” เขากล่าวเสริมว่า การที่นายยุน “ปลุกระดมและกล่าวกระตุ้นผู้สนับสนุนฝ่ายขวาจัด อาจถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาทางอาญาอย่างมีประสิทธิผลในสายตาของศาล”

แต่การดำเนินการตามหมายประเภทนี้ แม้จะออกโดยศาลก็ตาม อาจไม่สามารถทำได้ หากนายยุนปฏิเสธที่จะออกจากบ้านพักอีกครั้ง โดยได้รับการคุ้มกันจากหน่วยอารักขาความปลอดภัย ซึ่งรวมถึงหน่วยทหารด้วย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. เจ้าหน้าที่สอบสวนหรือตำรวจอาจถูกหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสกัดอีกครั้ง ซึ่งอาจสร้าง “กำแพงมนุษย์” เพื่อปกป้องนายยุน ขณะที่ตัวเขาเองก็ให้คำมั่นว่าจะ “สู้จนถึงที่สุด” ซึ่งสร้างความแตกแยกในความคิดเห็นของสาธารณชน และกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนของเขาออกมาชุมนุมบริเวณใกล้บ้านพักของเขาเป็นเวลาหลายวัน

การเผชิญหน้าที่ตึงเครียด ยังทำให้เกิดคำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับความแข็งแกร่งและประสิทธิผลของสถาบันทางการเมืองและกฎหมายของเกาหลีใต้

อุปสรรคทางการทูต

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบนอกเหนือไปจากการเมืองในประเทศอีกด้วย

จนกระทั่งเดือนที่แล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมนายยุนและยินดีที่เขาเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อจัดการกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่เกิดจากเกาหลีเหนือและจีน สหรัฐฯ พยายามอย่างมากในการช่วยให้เกาหลีใต้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับญี่ปุ่น เพื่อให้ทั้งสามประเทศสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกันได้

การเยือนกรุงโซลของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเขาจะพบกับนายโชแทยูล รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ ในวันจันทร์ จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับชาติพันธมิตรทั้งสอง

นายยุนไม่ได้แจ้งให้สหรัฐฯ ทราบเกี่ยวกับแผนการของเขาที่จะประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ ไม่มีโอกาสที่จะโน้มน้าวใจเขา และไม่ได้เตรียมตัวสำหรับความโกลาหลที่ตามมา

บลิงเคนไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปในสถานการณ์ทางการเมืองของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน เขาจะต้องการมุ่งเน้นไปที่การรักษาความร่วมมือไตรภาคีระหว่างเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น หลังจากไบเดนพ้นจากวาระการดำรงตำแหน่ง

บลิงเคนกล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกันเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ มี “ความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่” ในสถาบันต่างๆ ของเกาหลีใต้ และยืนยันอีกครั้งถึง “การสนับสนุนอย่างไม่ลดละของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีต่อประชาชนชาวเกาหลี ในขณะที่พวกเขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อค้ำจุนสถาบันเหล่านี้”

บลิงเคนกล่าวว่า “ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีได้เขียนเรื่องราวประชาธิปไตยที่ทรงพลังและสร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก

“ประชาธิปไตยของเกาหลีถูกทดสอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประชาธิปไตยของอเมริกาที่เผชิญกับความท้าทายตลอดประวัติศาสตร์ของเรา แต่คุณกำลังตอบสนองด้วยการแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในระบอบประชาธิปไตยของคุณ”

แต่การจะคลี่คลายสถานการณ์ภายในประเทศและภูมิรัฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องยาก เกาหลีใต้อาจต้องรออีกหลายเดือนกว่าจะได้เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ และผู้นำคนนี้ก็อาจต้องการจะแตกหักกับนโยบายต่างประเทศของนายยุนก็ได้

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในทำเนียบขาวในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ ก็จะดำเนินตามวาระของตนเองเช่นกัน.

ที่มา BBC  CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักแสดงจีนเผยประสบการณ์ “เฉียดถูกลักพาตัว” ในไทย

นักแสดงจีนเผยประสบการณ์ "เฉียดถูกลักพาตัว" ในไทย

7 ม.ค. 2568 13:45 น.

นักแสดงจีนเผยประสบการณ์ “เฉียดถูกลักพาตัว” ในไทย

นักแสดงจีนอีกรายเผยประสบการณ์การเฉียดถูกขบวนการค้ามนุษย์ลักพาตัวไปยังเมียนมา ซึ่งคาดว่าเป็นขบวนการเดียวกับการหายตัวไปของ “ซิง ซิง”

จากเหตุการณ์การหายตัวไปของนายว่าน ซิง (Wan Xing) หรือ ซิง ซิง (Xing Xing) นักแสดงชาวจีน วัย 22 ปี บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ใกล้ อ.แม่สอด จ.ตาก นายซู่ ต้าจิ่ว นักแสดงอีกรายหนึ่ง ซึ่งมีประสบการณ์คล้ายกันได้แสดงความเห็นว่า เขาเพิ่งหนีรอดจากเงื้อมมือของขบวนการค้ามนุษย์ และกล่าวว่ากลุ่มที่เขาเคยเจอ “น่าจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน” กับของซิง ซิง

เมื่อไม่นานนี้ ซู่ ต้าจิ่ว นักแสดงอีกรายหนึ่ง ได้เปิดเผยประสบการณ์สุดระทึกที่เขาเกือบถูกขบวนการค้ามนุษย์ลักพาตัวไปยังภาคเหนือของเมียนมา โดยขณะที่กำลังเดินทางไปประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการถ่ายทำภาพยนตร์ ในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นภารกิจการถ่ายทำภาพยนตร์และละครทั่วไป แต่กลับมีกับดักที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันซ่อนอยู่ข้างหลัง

ซู่ ต้าจิ่ว กล่าวว่าเมื่อเขาอยู่ที่สนามบินในกรุงเทพฯ เขารู้สึกว่าสัมผัสอะไรได้บางอย่าง และเริ่มรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทีมงานอ้างว่าสถานที่ถ่ายทำอยู่ในประเทศไทย แต่ที่จริงแล้วอยู่ที่เมียนมา หลังจากรู้ตัว ซู่ ต้าจิ่ว จึงตัดสินใจไม่ขึ้นรถและขอเงินมัดจำ 1,200 หยวน ที่ทีมงานจ่ายให้ทันที เขาบันทึกวิดีโอที่สนามบินเพื่อเตือนเพื่อนนักแสดงให้ระวังการหลอกลวงดังกล่าว

เขาได้ระบุในวิดีโอที่บอกว่า ทีมงานที่มาถ่ายทำที่ประเทศไทยนั้นเป็นของปลอม และคุณไม่ควรมา มันเป็นที่เมียนมาทั้งหมด และพวกเขาจะลากคุณไปที่นั่น ทำไมพวกเขาถึงเลือกสนามบินนานาชาติกรุงเทพฯ เขาต้องการบอกคุณว่ามันปลอดภัย แต่มันไม่ปลอดภัยหลังจากที่คุณขึ้นรถแล้ว เขาจองตั๋วไปกลับให้คุณ แต่คุณสามารถขอคืนเงินได้เช่นกัน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการขอคืนเงิน เนื่องจากตั๋วที่แพงที่สุดถูกซื้อไว้ให้คุณแล้ว มีกลอุบายอยู่ตรงนี้ เพราะตั๋วที่แพงที่สุดสามารถขอคืนเงินได้ฟรี

ซู่ ต้าจิ่ว ยังกล่าวว่า เขาเดินทางกลับมาที่ประเทศจีนแล้ว และได้ติดต่อไปยังครอบครัวของว่าน ซิง เขาเปิดเผยว่า “ว่าน ซิงได้เข้าไปในเมียนมาและโกนผมของเขาแล้ว ผมยังได้ถ่ายวิดีโอเอาไว้ด้วย แต่ไม่สะดวกที่จะเปิดให้ดู เขาอยู่ในกลุ่มที่สาม ส่วนผมอยู่ในกลุ่มที่สอง ตอนนี้ผมยืนยันได้ว่าเขาอยู่ในเมียวดีแล้ว”.

ที่มา The Epoch Times

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สื่อเกาหลีเหนือเผยภาพการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด

สื่อเกาหลีเหนือเผยภาพการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด

7 ม.ค. 2568 13:42 น.

สื่อเกาหลีเหนือเผยภาพการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด

สื่อทางการเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดที่ระบุว่าเป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพิสัยกลางรุ่นใหม่ ผู้นำคิมและลูกสาวเยี่ยมชมการทดสอบ

วันที่ 7 มกราคม 2568  สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ที่มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ ที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งทางกองทัพเกาหลีใต้และญี่ปุ่นสามารถตรวจจับกิจกรรมทางทหารของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ได้ในช่วงไม่กี่นาทีหลังการยิง

รายงานข่าวของเคซีเอ็นเอ ระบุว่า เป็นการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพิสัยกลางรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ยิงขึ้นจากฐานยิงบริเวณชานกรุงเปียงยาง ขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดที่ 99.8 กิโลเมตร ไปเป็นระยะทางไกล 1,500 กิโลเมตร

ทางด้านหนังสือพิมพ์แรงงาน ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพการทดสอบขีปนาวุธในครั้งนี้เช่นกัน และยังมีภาพนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดพร้อมกับบุตรสาวไปร่วมชมการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วย

ก่อนหน้านี้ คณะเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ระบุว่า ได้ตรวจพบการยิงขีปนาวุธพิสัยกลางที่ต้องสงสัย (Intermediate-range ballistic missile) เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. จากพื้นที่กรุงเปียงยาง และขีปนาวุธได้พุ่งขึ้นไปเป็นระยะทางประมาณ 1,100 กิโลเมตรก่อนจะตกลงไปในทะเล

แม้ว่าระยะการบินของขีปนาวุธลูกนี้จะสั้นกว่าระยะการยิงของขีปนาวุธพิสัยกลางทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 3,000 – 5,500 กิโลเมตร แต่เชื่อว่ามันมีความคล้ายคลึงกับขีปนาวุธพิสัยกลางของเกาหลีเหนือที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ความเร็วเหนือเสียงซึ่งถูกยิงไปในเดือนมกราคมและเมษายนของปีที่แล้ว โดยระบุว่า ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงถือว่ายากต่อการสกัดกั้นมากกว่าขีปนาวุธแบบทิ้งตัวธรรมดา เนื่องจากสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ระหว่างการบิน.

เกาหลีใต้ตรวจสอบอีเมลจากญี่ปุ่น อ้างอยู่เบื้องหลังเหตุเครื่องบินเจจู แอร์ และขู่วางระเบิดหลายแห่ง

เกาหลีใต้ตรวจสอบอีเมลจากญี่ปุ่น อ้างอยู่เบื้องหลังเหตุเครื่องบินเจจู แอร์ และขู่วางระเบิดหลายแห่ง

7 ม.ค. 2568 13:19 น.

เกาหลีใต้ตรวจสอบอีเมลจากญี่ปุ่น อ้างอยู่เบื้องหลังเหตุเครื่องบินเจจู แอร์ และขู่วางระเบิดหลายแห่ง

ตำรวจเกาหลีใต้กำลังตรวจสอบอีเมลที่มาจากญี่ปุ่น อ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโศกนาฏกรรมเจจู แอร์ และยังขู่วางระเบิดสถานที่ใจกลางเมืองหลายแห่งของเกาหลีใต้

วันที่ 7 มกราคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้รายงานอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีที่ระบุว่า กำลังดำเนินการสืบสวนร่วมระหว่างประเทศเกี่ยวกับอีเมลที่มีต้นทางมาจากญี่ปุ่น อ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินโดยสารสายการบินเจจู แอร์ ซึ่งประสบเหตุที่สนามบินนานาชาติมูอัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ตำรวจระบุว่า ได้เริ่มการสืบสวนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้รับอีเมลที่ส่งโดยบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นทนายความชาวญี่ปุ่น หลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยอีเมลฉบับนี้ยังมีข้อความขู่ว่าจะจุดชนวนระเบิดแรงสูง ในย่านใจกลางเมืองหลายแห่งของเกาหลีใต้ด้วย

โดยตำรวจระบุว่า ได้วางแผนที่จะขอความร่วมมือจากตำรวจญี่ปุ่นผ่านทางอินเตอร์โพล และแสวงหาความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศผ่านช่องทางการทูต เนื่องจากตำรวจสงสัยว่าภัยคุกคามทางอีเมลครั้งล่าสุดนี้อาจก่อขึ้นโดยผู้ก่อเหตุรายเดียวกับที่ส่งอีเมลและแฟกซ์รูปแบบเดียวกันนี้ไปยังองค์กรในประเทศมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2546.

“ทรัมป์จูเนียร์” เตรียมเยือนกรีนแลนด์ ตอกย้ำที่ทรัมป์เคยย้ำว่าอยากครอบครองเกาะใหญ่ที่สุดแห่งนี้

"ทรัมป์จูเนียร์" เตรียมเยือนกรีนแลนด์ ตอกย้ำที่ทรัมป์เคยย้ำว่าอยากครอบครองเกาะใหญ่ที่สุดแห่งนี้

7 ม.ค. 2568 13:19 น.

“ทรัมป์จูเนียร์” เตรียมเยือนกรีนแลนด์ ตอกย้ำที่ทรัมป์เคยย้ำว่าอยากครอบครองเกาะใหญ่ที่สุดแห่งนี้

  • นายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเดินทางไปเยือนกรีนแลนด์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังจากที่บิดาของเขาได้กล่าวย้ำอีกครั้งถึงความต้องการที่จะขยายดินแดน ด้วยการเข้าซื้อประเทศกรีนแลนด์ ซึ่งปัจจุบันนี้กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก 
  • ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดชนวนความขัดแย้งขึ้นในเดือนธันวาคม เมื่อเขากล่าวว่า การเป็นเจ้าของและควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับความมั่นคงของสหรัฐฯ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยแสดงความสนใจที่จะซื้อเกาะกรีนแลนด์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ผู้นำกรีนแลนด์กลับปฏิเสธข้อเสนอทั้งสองครั้ง
  • ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถไปยึดครองหรือเข้าซื้อดินแดนอื่นได้ แต่คำกล่าวของทรัมป์อาจบ่งชี้ว่าวิสัยทัศน์ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์นั้นรวมถึงการอวดอำนาจของมหาอำนาจนอกพรมแดน เป็นไปเพื่อการค้าของสหรัฐฯ และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ

สื่อต่างๆของสหรัฐฯรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของทรัมป์ เปิดเผยว่าเขาจะไปเยือนกรีนแลนด์ในสัปดาห์นี้ โดยวางแผนที่จะบันทึกวิดีโอสำหรับพอดแคสต์ ในระหว่างการเยือนเป็นการส่วนตัวเป็นเวลา 1 วัน โดยที่ผ่านมา ทรัมป์ จูเนียร์ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในปี 2024 โดยปรากฏตัวบนเวทีหาเสียง ที่ชุมนุมทางการเมืองและออกสื่อบ่อยครั้ง

ขณะที่ทรัมป์ก็ได้โพสต์ข้อความยืนยันการเดินทางของลูกชายเขา โดยบอกว่า โดนัลด์ จูเนียร์ พร้อมด้วยตัวแทน จะเดินทางไปยังกรีนแลนด์ เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่และสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามที่สุดบางแห่ง พร้อมระบุว่า กรีนแลนด์และประชาชนของเกาะแห่งนี้ จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล หากและเมื่อเกาะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ เขายังบอกว่าจะปกป้องและรักษากรีนแลนด์จากโลกภายนอกที่โหดร้าย และจะทำให้ “กรีนแลนด์ยิ่งใหญ่อีกครั้ง!”

นอกจากนี้ยังโพสต์คลิปชาวกรีนแลนด์สวมหมวกสีแดงที่มีข้อความ Make America Great Again บอกให้ทรัมป์ซื้อกรีนแลนด์และปลดปล่อยกรีนแลนด์จากการยึดครองของเดนมาร์ก 

โดยทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เสนอให้ซื้อกรีนแลนด์ แนวคิดนี้ได้รับการเสนอครั้งแรกโดยแอนดรูว์ จอห์นสัน ประธานาธิบดีคนที่ 17 ของสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1860 นอกจากนี้ อดีตประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ก็เคยพยายามซื้อกรีนแลนด์ในปี พ.ศ. 2489 และในปี พ.ศ. 2410

ปฏิกิริยาจากกรีนแลนด์และเดนมาร์ก

กระทรวงการต่างประเทศของกรีนแลนด์เปิดเผยว่า ได้ทราบถึงแผนการเยือนกรีนแลนด์ของโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์แล้ว แต่เนื่องจากนี่เป็นการเยือนส่วนตัว ไม่ใช่การเยือนอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯหรือภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ของทรัมป์ กระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กระบุว่า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเยือนครั้งนี้

ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีมูเต เอเกเด ของกรีนแลนด์กล่าวเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย และเราจะไม่มีวันขาย เพราะกรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ พร้อมใช้โอกาสนี้ผลักดันเป้หมายการแยกตัวจากเดนมาร์ก โดยกล่าวว่าเกาะแห่งนี้จะต้องหลุดพ้นจากพันธนาการของลัทธิล่าอาณานิคม

และหลังจากทรัมป์พูดเรื่องความประสงค์จะซื้อกรีนด์แลนด์ได้ไม่นาน รัฐบาลเดนมาร์กได้ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เป็นจำนวนมหาศาล โดยนาโทรเอลส์ ลุนด์ โพลเซน รัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์ก กล่าวว่างบประมาณก้อนนี้เป็นจำนวนเงินอย่างน้อย 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กษัตริย์เฟรเดริก ที่ 10 แห่งเดนมาร์ก ทรงปรับรูปโฉมตราประจำราชวงศ์ให้ระบุถึงกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโรอย่างโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ทรงกล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสปีใหม่ว่าราชอาณาจักรเดนมาร์กเป็นหนึ่งเดียว จนถึงกรีนแลนด์ และยังทรงเพิ่มเติมว่า เดนมาร์กกับกรีนแลนด์เป็นหนึ่งเดียวกัน

ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ 

แม้กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ได้เป็นภูมิภาค ปัจจุบันเป็นเขตปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก เกาะกรีนแลนด์ตั้งอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดจากอเมริกาเหนือไปยังยุโรป จึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์อวกาศขนาดใหญ่ของสหรัฐฯด้วย

ขณะเดียวกันกรีนแลนด์ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศ Thule ฐานทัพที่อยู่เหนือสุดของกองทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ห่างจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลไปประมาณ 1,200 กิโลเมตร และสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2494 โดยบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ รวมถึงแร่ธาตุหายาก และตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะแก่การค้าขาย เนื่องจากมหาอำนาจระดับโลกพยายามขยายขอบข่ายการเดินเรือในอาร์กติกเซอร์เคิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียมองว่าภูมิภาคนี้เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์

ก่อนหน้านี้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ว่าจะยึดครองคลองปานามา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยกล่าวหาปานามาว่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเข้าถึงคลองมากเกินไป ทำให้ประธานาธิบดีแห่งปานามาต้องออกมาตอบโต้เอง โดยกล่าวว่า ทุกตารางเมตร องคลองและพื้นที่โดยรอบเป็นของปานามา.

เกาหลีเหนือเผยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ จะยับยั้งศัตรูได้

เกาหลีเหนือเผยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ จะยับยั้งศัตรูได้

7 ม.ค. 2568 11:39 น.

เกาหลีเหนือเผยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ จะยับยั้งศัตรูได้

เกาหลีเหนืออ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นใหม่ที่มีหัวรบความเร็วเหนือเสียง ซึ่งจะหยุดยั้งศัตรูในภูมิภาคแปซิฟิกได้

ทางการเกาหลีเหนืออ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นใหม่ที่มีหัวรบความเร็วเหนือเสียง ซึ่งจะหยุดยั้งศัตรูในภูมิภาคแปซิฟิกได้อย่างน่าเชื่อถือ

การยิงขีปนาวุธเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเกาหลีเหนือในรอบ 2 เดือน เกิดขึ้นในขณะที่นายแอนโธนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงโซลของเกาหลีใต้ เพื่อหารือกับผู้นำคนสำคัญของเกาหลีใต้

ทั้งนี้ การติดตามและยิงสกัดอาวุธความเร็วเหนือเสียงนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสามารถเดินทางได้เร็วกว่าเสียงถึง 5 เท่า ขณะที่เกาหลีเหนืออ้างว่าขีปนาวุธของตนบินได้เร็วกว่าเสียงถึง 12 เท่า เป็นระยะทางประมาณ 1,500 กิโลเมตร

ก่อนหน้านี้ กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าขีปนาวุธดังกล่าวบินได้ไกล 1,100 กิโลเมตรก่อนจะตกลงไปในทะเล โดยเสริมว่ากองทัพเกาหลีใต้ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่ยั่วยุอย่างชัดเจนครั้งนี้

เกาหลีเหนือเคยทดสอบยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงมาแล้วก่อนหน้านี้ ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ แสดงให้เห็นว่าขีปนาวุธที่ยิงเมื่อวันจันทร์นั้นมีลักษณะคล้ายกับขีปนาวุธที่ถูกยิงเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว แต่เกาหลีเหนืออ้างว่าขีปนาวุธที่เพิ่งยิงไปนั้น มีระบบควบคุมการบินและนำวิถีแบบใหม่และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอรายงานเมื่อวันอังคารว่า การยิงเมื่อวันจันทร์ “แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคู่แข่งกำลังทำอะไรอยู่ และเราพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของเรา”

อันคิต ปันดา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่าการยิงอาวุธชนิดใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ “เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกาหลีเหนือได้ใช้วัสดุผสมสำหรับใช้ในขีปนาวุธมาหลายปีแล้ว วัสดุเหล่านี้มีข้อดีคือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของสิ่งที่บรรจุได้อย่างดี วัสดุที่ดีขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ขีปนาวุธเดินทางไปยังเป้าหมายได้”

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ นายลิงเคนได้พบกับนายชเว ซังม็อก รักษาการประธานาธิบดี โดยเขาได้กล่าวถึงความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ว่าเป็นรากฐานของสันติภาพและเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

กองทัพเกาหลีใต้กล่าวว่าได้เพิ่มการเฝ้าระวังการยิงขีปนาวุธในอนาคตของเกาหลีเหนือ และแบ่งปันข้อมูลอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการยิงดังกล่าวกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

การยิงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นมาหลายสัปดาห์ หลังจากที่ประธานาธิบดียุน ซอก ยอล ประกาศใช้กฎอัยการศึกในระยะสั้นๆ ในเดือนธันวาคม ก่อนจะถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดี หลังจากสมาชิกรัฐสภาลงมติถอดถอน ขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับการจับกุม ศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ระหว่างการไต่สวน

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือเคยล้อเลียนการประกาศกฎอัยการศึกของยุนว่าเป็น “การกระทำที่ไร้สติ” และกล่าวหาว่ายุน “ใช้ดาบและปืนของเผด็จการฟาสซิสต์โจมตีประชาชนของตนเองอย่างหน้าด้านๆ” 

ครั้งสุดท้ายที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธคือในเดือนพฤศจิกายน หนึ่งวันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้อย่างน้อย 7 ลูกนอกชายฝั่งตะวันออก.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

แผ่นดินไหวรุนแรงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต สั่นสะเทือนไปถึงเนปาล

แผ่นดินไหวรุนแรงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต สั่นสะเทือนไปถึงเนปาล

7 ม.ค. 2568 10:12 น.

แผ่นดินไหวรุนแรงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต สั่นสะเทือนไปถึงเนปาล

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ใกล้หนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของทิเบตเมื่อเช้าวันอังคาร (7 ม.ค.) ตามรายงานของศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน โดยแรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายต่ออาคารในพื้นที่รอบเมืองชิกัตเซ และทำให้ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเนปาลและอินเดียต่างแตกตื่นวิ่งหนีตายออกจากอาคาร

เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 9:05 น. โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 10 กิโลเมตร โดยมีการปรับขนาดความแรงของแผ่นดินไหวจากเดิม 6.9 เป็น 6.8

ในวิดีโอที่เผยแพร่จากเมืองลาจื่อซึ่งอยู่ใกล้เคียง แสดงให้เห็นหน้าร้านค้าที่พังถล่มและเศษซากกระจัดกระจายบนถนน แต่ยังไม่มีการยืนยันความชัดเจนวันเวลาที่แน่นอนจากสำนักข่าวรอยเตอร์ แต่ล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวแล้ว 9 ศพ

มีรายงานว่าแรงสั่นสะเทือนสามารถรู้สึกได้ถึงกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 400 กิโลเมตร ทำให้ประชาชนแตกตื่นวิ่งออกจากบ้าน

นอกจากนี้ยังรู้สึกได้ในรัฐพิหารทางตอนเหนือของอินเดียซึ่งติดกับพรมแดนเนปาล ขณะที่ผนังอาคารสั่นไหว ผู้คนพากันวิ่งออกจากบ้านและอพาร์ตเมนต์ไปยังที่โล่ง

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือการสูญเสียทรัพย์สินในอินเดีย

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาด 6.8 ถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงและสามารถก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักได้ โดยพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมักเผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยในปี 2008 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในมณฑลเสฉวนคร่าชีวิตประชาชนไปเกือบ 70,000 คน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว