ญี่ปุ่นร้อนทุบสถิติในปี 2024 ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

ญี่ปุ่นร้อนทุบสถิติในปี 2024 ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

7 ม.ค. 2568 09:32 น.

ญี่ปุ่นร้อนทุบสถิติในปี 2024 ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าปีที่แล้วเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูล สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลกที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปี 2024 ได้รับการบันทึกให้เป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติของประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับในอีกหลายประเทศทั่วโลก ตามที่เคยมีการบันทึกไว้

โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีในญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1991-2020 อยู่ที่ 1.48 องศาเซลเซียส ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA)

นี่เป็นค่าที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเผยแพร่ข้อมูลในปี 1898 และสูงกว่าสถิติของปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.29 องศาเซลเซียส

ในระยะยาวอุณหภูมิของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.40 องศาเซลเซียสต่อศตวรรษ และมีอุณหภูมิสูงอย่างชัดเจนโดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “ปัจจัยหนึ่ง”

กระแสลมตะวันตก – ลมที่พัดจากตะวันตกไปตะวันออก – เคลื่อนที่ไปทางเหนือมากขึ้น ส่งผลให้อากาศอุ่นขึ้น

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นในปีที่แล้วเป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเทียบเท่ากับปี 2023 ในขณะที่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูล

ยอดหิมะบนภูเขาไฟฟูจิที่มีชื่อเสียง ก็ไม่ปรากฎนานที่สุดในปี 2024 โดยเริ่มปรากฏในต้นเดือนพฤศจิกายน เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติในต้นเดือนตุลาคม

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มความเสี่ยงของฝนตกหนักในญี่ปุ่นและที่อื่น ๆ เนื่องจากบรรยากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น

ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว น้ำท่วมและดินถล่มทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คนในคาบสมุทรโนโตที่ห่างไกลในภาคกลางของญี่ปุ่น
และในเดือนพฤศจิกายน ฝนตกหนักทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนหลายแสนคน

ขณะเดียวกันองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุว่าประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย จีน เยอรมนี และบราซิล ก็พบสถิติอุณหภูมิสูงสุดในปี 2024 เช่นกัน โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ ทำให้โลกต้องกักเก็บความร้อนมากขึ้นในอนาคต.

ที่มา: channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

หิมะถล่มสหรัฐฯ 7 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน คร่าแล้ว 5 ศพ ยกเลิก 2,000 เที่ยวบิน

หิมะถล่มสหรัฐฯ 7 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน คร่าแล้ว 5 ศพ ยกเลิก 2,000 เที่ยวบิน

7 ม.ค. 2568 06:39 น.

หิมะถล่มสหรัฐฯ 7 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน คร่าแล้ว 5 ศพ ยกเลิก 2,000 เที่ยวบิน

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ต่อเนื่อง หลายพื้นที่หิมะตกหนาเกิน 1 ฟุต พบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ เที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 2,000 เที่ยวบิน ในขณะที่ประชาชนอีกนับแสนยังไม่มีไฟฟ้าใช้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ทำให้เกิดหิมะตกอย่างหนักบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ และทำให้อุณหภูมิลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ส่งผลให้รัฐนิวเจอร์ซีย์กลายเป็นรัฐที่ 7 ที่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ต่อจากรัฐแคนซัส, มิสซูรี, เคนทักกี, เวอร์จิเนีย, เวสต์เวอร์จิเนีย และอาร์คันซอ

พายุฤดูหนาวยังทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ รวมถึงชายคนหนึ่งที่ถูกพบเป็นศพหน้าจุดจอดรถประจำทางในเมืองฮิวส์ตัน รัฐเทกซัส เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 2568 โดยทางการท้องถิ่นยืนยันว่าเป็นการเสียชีวิตเพราะความหนาวเย็น

หิมะตกที่ซินซินเนติ

ที่รัฐมิสซูรีมีรายงานเกิดอุบัติเหตุรถชนมากกว่า 350 ครั้งเนื่องจากถนนลื่นเพราะหิมะ และมีผู้ขับขี่ยานพาหนะติดค้างอยู่บนถนนมากว่า 1,000 คน โดยตำรวจทางหลวงเผยด้วยว่า คนเดินถนนรายหนึ่งถูกรถบรรทุกที่จอดส่งผู้โดยสารไหลทับจนเสียชีวิตด้วย

ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 2 ศพเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถชนที่รัฐแคนซัส และอีกรายอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย เป็นชายอายุ 32 ปี เสียชีวิตหลังจากรถกระบะของเขาลื่นไถลออกจากถนนไปชนต้นไม้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ชายคนนี้ขับรถเร็วเกินไปสำหรับถนนที่น้ำแข็งปกคลุม ทั้งยังไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และอาจดื่มแอลกอฮอล์มาด้วย

หิมะตกในนิวยอร์ก ทำให้อุณหภูมิลดต่ำ เมื่อ 6 ม.ค. 2568

หิมะที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้หลายเมืองในรัฐแคนซัส, มิสซูรี, อิลลินอยส์, แมรีแลนด์, เดลาแวร์ และอินเดียนา มีหิมะท่วมหน้ากว่า 1 ฟุต โดยเฉพาที่เมืองซาลินา และโทพีกา ทางเหนือของรัฐแคนซัส มีหิมะท่วมหน้าถึง 45 ซม. ขณะที่พยากรณ์อากาศเตือนว่า กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อาจได้เห็นหิมะตกหนาถึง 40 ซม.

ท่าอากาศยานทั่วสหรัฐฯ ต้องยกเลิกเที่ยวบินในวันจันทร์รวมแล้วกว่า 2,048 เที่ยวบิน และอีก 23,000 เที่ยวบินต้องล่าช้า

นอกจากนั้น ประชาชนอีกมากกว่า 265,000 คน ใน 5 รัฐ ได้แก่เวอร์จิเนีย, เคนทักกี, อินเดียนา, เวสต์เวอร์จิเนีย และ อิลลินอยส์ กำลังเผชิญเหตุไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศหนาวเย็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกเสียชีวิตศพแรก ที่รัฐลุยเซียนา

ช็อก สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกเสียชีวิตศพแรก ที่รัฐลุยเซียนา

7 ม.ค. 2568 05:36 น.

ช็อก สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกเสียชีวิตศพแรก ที่รัฐลุยเซียนา

สหรัฐฯ พบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกเป็นรายแรกของประเทศแล้ว โดยเป็นผู้ป่วยอาการรุนแรงที่รัฐลุยเซียนา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของหน่วยงานสาธารณสุขรัฐลุยเซียนาของสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 2568 ว่า ชายวัย 65 ปี ผู้ได้รับการประกาศเมื่อเดือนก่อนว่าเป็นผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกที่มีอาการรุนแรงรายแรกของสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว ทำให้เขากลายเป็นผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกศพแรกในสหรัฐฯ

สำนักงานสาธารณสุขรัฐลุยเซียนายืนยันว่า คนไข้วัย 65 ปีรายนี้ ผู้มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน โดยเขาติดเชื้อจากการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยและตายในฝูงไก่ที่เลี้ยงไว้ในสวนหลังบ้าน (backyard flock) มีอาการของโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ H5N1 อย่างรุนแรง และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ ซีดีซี เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับคนไข้รายนี้ในเดือนธันวาคม 2567 ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อ D1.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ H5N1 และเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่เพิ่งพบผู้ป่วยในประเทศแคนาดา และในรัฐวอชิงตัน นอกจากนั้นยังพบเชื้อชนิดนี้ในนกป่าและฟาร์มสัตว์ปีกในรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาด้วย

นอกจากนั้น ผลการวิเคราะห์พันธุกรรมยังพบว่า ไวรัสที่ติดคนไข้รายนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่อาจเพิ่มความสามารถของมัน ในการติดต่อกับทางเดินหายใจส่วนบนของมนุษย์ และแพร่จากคนสู่คนได้ง่ายขึ้น โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่พบในเชื้อในนกที่เขาสัมผัส บ่งชี้ว่า ไวรัสวิวัฒนาการในตัวคนไข้หลังจากที่เขาติดเชื้อแล้ว

หน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเสี่ยงโดยรวมต่อสาธารณะของไวรัสไข้หวัดนกยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในสวนหลังบ้าน มีความเสี่ยงติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไป เช่นเดียวกับคนงานในฟาร์มโคนมและฟาร์มไก่ทั่วประเทศ

เจ้าหน้าที่เตือนด้วยว่า ผู้ที่ทำงานกับสัตว์ หรือสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยหรือตาย หรือมูลสัตว์ ควรเฝ้าระวังเรื่องปัญหาการหายใจและอาการตาแดงเป็นเวลา 10 วันหลังสัมผัสกับสัตว์ดังกล่าว และหากมีอาการป่วยก็ควรบอกข้อมูลการสัมผัสกับสัตว์ทั้งหมดให้แพทย์รู้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาคองเกรสรับรองแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี 2567

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834756

สภาคองเกรสรับรองแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี 2567

7 ม.ค. 2568 04:43 น.

สภาคองเกรสรับรองแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี 2567

สภาคองเกรสให้การรับรองว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2567 แล้ว โดยกระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น ต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกสภาคองเกรสจัดการประชุมท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และพายุหิมะที่พัดถล่มอย่างหนัก ในวันที่ 6 ม.ค. 2568 เพื่อให้การรับรองผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 และโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ชนะ

กระบวนการรับรองในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสงบปราศจากความวุ่นวาย และได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็วภายใน 30 นาที ต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อน โดยผลคะแนนคณะผู้เลือกตั้งได้รับการประกาศภายในสภาผู้แทนราษฎร ตามด้วยเสียงปรบมืออย่างสุภาพ ไม่มีการคัดค้านใดๆ ก่อนที่สมาชิกสภาจะให้การรับรองชัยชนะของนายทรัมป์

“วันนี้ ประชาธิปไตยของอเมริกาก็ยังคงยืนหยัด” น.ส.คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี ผู้พ่ายแพ้แก่นายทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ประกาศหลังกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ เมื่อ 4 ปีก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีประจำปี 2563 ปลุกเร้าผู้สนับสนุน จนเกิดการจลาจลขึ้นที่อาคารรัฐสภาในวันที่ 6 ม.ค. 2564 เพื่อขัดขวางสภาคองเกรสไม่ให้รับรองชัยชนะของนายโจ ไบเดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตในวันนั้นอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยราย

แต่ 4 ปีต่อมา แคนดิเดตที่พยายามคว่ำผลการเลือกตั้งครั้งก่อน กลับเป็นผู้คว้าชัยชนะในครั้งนี้ และจะได้กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว หลังจากสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ม.ค.

นายทรัมป์โพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์ ว่า สภาคองเกรสรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งอันยิ่งใหญ่ และว่านี่เป็น “ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ไบเดนทิ้งทวน สั่งห้ามขุดเจาะน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่นอกฝั่งสหรัฐฯ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834755

ไบเดนทิ้งทวน สั่งห้ามขุดเจาะน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่นอกฝั่งสหรัฐฯ

7 ม.ค. 2568 03:28 น.

ไบเดนทิ้งทวน สั่งห้ามขุดเจาะน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่นอกฝั่งสหรัฐฯ

โจ ไบเดน สั่งห้ามขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่นอกชายฝั่งสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด ทิ้งทวนก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ จะรับตำแหน่งประธานาธิบดี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 2568 นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งห้ามขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว ในพื้นที่ตามแนวชายฝั่งเกือบทั้งหมดของประเทศ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เขาจะลงจากตำแหน่ง และโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศแทน

คำสั่งแบนดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่น่านน้ำมากกว่า 625 ล้านเอเคอร์ ได้แก่ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกับอ่าวเม็กซิโกทั้งหมด ชายฝั่งทะเลแปซิฟิกนอกรัฐแคลิฟอร์เนีย, โอเรกอน กับรัฐวอชิงตัน และพื้นที่บางส่วนในทะเลแบริง นอกชายฝั่งรัฐอะแลสกา

หลายฝ่ายมองว่า นี่เป็นการออกนโยบายเพื่อต่อสู้กับภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศครั้งสุดท้ายของรัฐบาลไบเดน ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประกาศว่าจะปลดปล่อยการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศเพื่อลดราคาก๊าซ จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 20 ม.ค.

นายไบเดนกล่าวระหว่างประกาศคำสั่งแบนว่า “การตัดสินใจของผมสะท้อนในสิ่งที่ชุมชนตามแนวชายฝั่ง, ธุรกิจต่างๆ และผู้ที่ไปเที่ยวชายหาดรู้มานานแล้ว นั่นคือการขุดเจาะนอกชายฝั่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดความเสียหายชนิดไม่อาจย้อนคืนแก่สถานที่ที่เราให้ความสำคัญ และเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายความต้องการพลังงานของประเทศเรา”

“มันไม่คุ้มกับความเสี่ยง” นายไบเดนกล่าว

ด้านนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าวว่า คำสั่งแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระ และเขาจะยกเลิกการแบนนี้ทันทีที่รับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม การยกเลิกคำสั่งล่าสุดของไบเดนนั้น อาจซับซ้อนกว่าที่คิด

ทั้งนี้เนื่องจาก ไบเดนออกคำสั่งแบบภายใต้กฎหมายที่ดินไหล่ทวีปชั้นนอก (Outer Continental Shelf Lands Act) ฉบับปี 2496 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดี ถอนที่ดินจากการเช่าเพื่อพัฒนาแหล่งแร่และขุดเจาะพลังงานได้ แต่ไม่ร่วมที่ดินที่ถูกเช่าไปแล้ว

ตามคำตัดสินของศาลในปี 2562 กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มอบอำนาจทางกฎหมายให้ประธานาธิบดียกเลิกการแบนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น หมายความว่า การยกเลิกคำสั่งแบนล่าสุดของนายไบเดน จำเป็นต้องทำผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส ซึ่งตอนนี้อยู่ในมือของพรรครีพับลิกัน ประธานาธิบดีไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้

นายทรัมป์เองก็เคยใช้กฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองน่านน้ำนอกชายฝั่งรัฐฟลอริดาในปี 2563 แต่ถูกมองว่าเป็นความพยายามเพื่อดึงคะแนนเสียงจากชาวฟลอริดา ก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะจัดขึ้นในปีเดียวกันนั้น โดยคำสั่งคุ้มครองของนายทรัมป์จะหมดอายุในปี 2575 แต่คำสั่งของนายไบเดนไม่ได้กำหนดวันหมดอายุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวสาวสเปน ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตในไทย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834754

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวสาวสเปน ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตในไทย

7 ม.ค. 2568 01:22 น.

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวสาวสเปน ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตในไทย

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า นักท่องเที่ยวสาวชาวสเปน ถูกช้างทำร้ายขณะอาบน้ำให้ช้างในประเทศไทย ก่อนจะเสียชีวิต คาดความเครียดอาจเป็นสาเหตุ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า น.ส.บลังกา โอฆันกูเรน การ์เซีย ชาวสเปนอายุ 22 ปี กำลังอาบน้ำให้ช้างที่ศูนย์ดูแลช้างแห่งหนึ่งในเกาะยาว เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ก่อนที่เธอจะถูกช้างใช้งาแทงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ผู้เชี่ยวชาญบอกกับหนังสือพิมพ์ Clarín ของสเปนว่า ช้างที่ก่อเหตุอาจเกิดอาการเครียด เนื่องจากต้องมีปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวภายนอกที่อยู่ของตัวเอง

ทั้งนี้ น.ส.การ์เซียเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัย นาบาร์รา ประเทศสเปน แต่เธอไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ไต้หวัน และเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยพร้อมกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์

ด้านนายโฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสเปน ระบุว่า สถานกงสุลในกรุงเทพมหานครได้ติดต่อเข้าให้ความช่วยเหลือครอบครัวของ น.ส.การ์เซียแล้ว

อนึ่ง การอาบน้ำให้ช้างเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งมีช้างป่าอยู่มากกว่า 4,000 ตัว และมีช้างที่มนุษย์เลี้ยงเอาไว้อีกจำนวนใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมอย่างการอาบน้ำ, เดิน หรือ ให้อาหารช้าง เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก่อน ว่ารบกวนพฤติกรรมธรรมชาติของช้าง และทำให้ช้างเผชิญกับความเครียดโดยไม่จำเป็น และเสี่ยงทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จัสติน ทรูโด ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2834753

จัสติน ทรูโด ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดา

7 ม.ค. 2568 00:44 น.

จัสติน ทรูโด ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดา

จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรครัฐบาล และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปก่อน จนกว่าจะเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีของประเทศแคนาดา จัดงานแถลงข่าวที่กรุงออตตาวา ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ในวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 2568 หลังอยู่ในตำแหน่งมานาน 9 ปี ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งภายในและภายนอกพรรคให้เขาลาออก

นายทรูโดระบุว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีนิยม หลังจากอยู่ในตำแหน่งมานาน 11 ปี และจะลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ได้แล้ว ขณะที่รัฐสภาจะปิดการประชุม ไม่มีการอภิปรายหรือลงมติใดๆ ไปจนถึง 24 มี.ค.

นายทรูโดกล่าวในงานแถลงข่าวว่า ตัวเขาเป็นนักสู้ แต่การต่อสู้ภายในหมายความว่า เขาไม่สามารถเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้แล้ว การลาออกจึงเป็นโอกาสที่จะทำให้อุณหภูมิที่กำลังพุ่งสูงลดทอนลงมา

ทั้งนี้ นายทรูโดในวัย 53 ปี กำลังเผชิญกับปัญหามากมาย ตั้งแต่คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการตั้งกำแพงภาษี ไปจนถึงการลาออกของรัฐมนตรีกับพันธมิตรคนสำคัญ และคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้เขาถูกกดดันจากหลายฝ่ายแม้แต่ภายในพรรคของตัวเองให้ลาออกจากตำแหน่ง

นายทรูโดกล่าวด้วยว่า เขาเคยหวังว่านาง คริสเตีย ฟรีแลนด์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ลาออกไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จะอยู่ในตำแหน่งต่อ แต่เธอเลือกที่จะลาออก อนึ่ง นางฟรีแลนด์ตัดสินใจลาออกเนื่องจากเธอมีความเห็นที่ไม่ตรงกับนายทรูโดเรื่องการรับมือแผนตั้งกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปลัดฯมอบโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติร.10 ช่วยเกษตรกรสุพรรณฯ ไว้ใช้งานทำการเกษตร

https://www.naewna.com/local/851576

ปลัดฯมอบโค-กระบือ  เฉลิมพระเกียรติร.10  ช่วยเกษตรกรสุพรรณฯ  ไว้ใช้งานทำการเกษตร

ปลัดฯมอบโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติร.10 ช่วยเกษตรกรสุพรรณฯ ไว้ใช้งานทำการเกษตร

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ที่วัดโพธิ์สุวรรณ หมู่ 9 ต.บ้านสระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้กรมปศุสัตว์ จัดตั้งธนาคารโค-กระบือ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีฐานะยากจนให้มีโอกาสได้โค-กระบือไว้ใช้แรงงานเป็นของตนเอง โดยการให้ยืมเพื่อการผลิตหรือวิธีการอื่นในราคาถูก ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาชีวิตโค–กระบือให้หลุดพ้นจากความตายเฉพาะหน้าได้มีโอกาสขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นโดยไม่สูญพันธุ์

กรมปศุสัตว์ จึงได้นำกระบือ 280 ตัว ไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนในพื้นที่โครงการพัฒนาที่ราบเชิงเขา จ.ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2522 ซึ่งการดำเนินโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ได้มีการพัฒนาและขยายการดำเนินงานครอบคลุมไปทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปร่วมแสดงมุทิตาจิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ที่ปรึกษาฯร่วมรับฟังผล การดำเนินงานสหกรณ์ อ.ไชยา

https://www.naewna.com/local/851577

ที่ปรึกษาฯร่วมรับฟังผล  การดำเนินงานสหกรณ์ อ.ไชยา

ที่ปรึกษาฯร่วมรับฟังผล การดำเนินงานสหกรณ์ อ.ไชยา

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมประชุมรับฟังผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรไชยา จำกัด รวมถึงปัญหาอุปสรรคในพื้นที่ เยี่ยมชมบูธนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่จัดแสดง และเยี่ยมชมอุปกรณ์การตลาดที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุนแก่สหกรณ์ในพื้นที่ โดยมี น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.จิราภรณ์ คำบาง ผอ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 19 นายณรงค์ ยี่หวา ผอ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 20 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นเกียรติ ที่สหกรณ์การเกษตรไชยา จำกัด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

สำหรับโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 19 จ.สุราษฎร์ธานี จัดขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาสมาชิกสหกรณ์ในฐานะเจ้าของและผู้ใช้บริการสหกรณ์ให้มีความรู้ ความเข้าใจมีจิตสำนึกและตระหนักเห็น ความสำคัญ ในการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย สมาชิกสหกรณ์ใน จ.สุราษฏร์ธานี เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง รุ่นละ 200 คน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 1,000 คน กำหนดจัดอบรมระหว่างเดือนธันวาคม 2567-มีนาคม 2568 ที่สำนักงานสหกรณ์ หรือสถานที่ราชการอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งการอบรมในครั้งนี้เป็นการอบรม รุ่นที่ 1 จัดขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรไชยา จำกัด

ต่อมานายบุญสิงห์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโมถ่าย จำกัด พร้อมประชุมรับฟังผลการดำเนินงาน รวมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรคที่สหกรณ์ พบ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหา โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมประชุม ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโมถ่าย จำกัด อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโมถ่าย มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ดังนี้ 1.ด้วยสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโมถ่าย ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์ เป็นอุปสรรคในการขยายกิจการเพิ่มเติม 2.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโมถ่าย มีความต้องการห้องเก็บยางควบคุมความชื้นเพิ่มเติม จำนวน 1 ห้อง 3.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโมถ่าย ขาดเงินหมุนเวียนในการดำเนินงาน

‘นฤมล’หารือหอการค้า หนุนความร่วมมือรัฐ-เอกชน

https://www.naewna.com/local/851581

‘นฤมล’หารือหอการค้า  หนุนความร่วมมือรัฐ-เอกชน

‘นฤมล’หารือหอการค้า หนุนความร่วมมือรัฐ-เอกชน

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน เข้าร่วม ว่าการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งนี้
มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา แก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีให้เกิดสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และภาคเอกชนมีวัตถุดิบคุณภาพสูงพร้อมแปรรูปส่งออกไปยังตลาดสากล ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ ของรัฐบาล

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนข้อเสนอของทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ 1.การส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าและโรบัสต้าในพื้นที่ภาคเหนือ 2.การสนับสนุนการทำประกันภัยพืชผล 3.การขับเคลื่อนการยกระดับเกษตรมูลค่าสูงผ่านการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ (Area-based) ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

4.นำแนวคิดขอนแก่น Food Valley โมเดล หรือการพัฒนาพื้นที่ศักยภาพด้านการเกษตรและอาหารซึ่งมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ 5.การจัดการดินและน้ำให้เพียงพอต่อพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าว สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน