เปิดภาพชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของ แต้ว ณฐพร เจ้าสาวแซ่บมาก แถมราคาชุดก็ไม่ธรรมดา

เปิดภาพชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของ แต้ว ณฐพร เจ้าสาวแซ่บมาก แถมราคาชุดก็ไม่ธรรมดา

25 ม.ค. 2568 18:42 น.

เปิดภาพชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของ แต้ว ณฐพร เจ้าสาวแซ่บมาก แถมราคาชุดก็ไม่ธรรมดา

ตลบอบอวลเต็มไปด้วยความรัก สำหรับงานแต่งของ แต้ว ณฐพร กับ ไฮโซณัย ประณัย พรประภา ที่ได้เข้าพิธีแต่งงานไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ (24 ม.ค. 2568) ท่ามกลางสักขีพยานนับร้อยที่มาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก 

และอีกหนึ่งไฮไลต์ของงานก็คือช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ ที่คู่บ่าวสาวตั้งใจจัดให้กับกลุ่มเพื่อนๆ ได้มาร่วมสนุกกัน ด้านเจ้าสาวป้ายแดงก็สร้างความฮือฮาไม่น้อย ที่มาพร้อมความเซ็กซี่ แซ่บ และดูขี้เล่น โดยชุดที่ แต้ว ใส่นั้นมาจากแบรนด์ DISAYA ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเจ้าสาวคนนี้โดยเฉพาะ 

ตัวชุดเป็นเดรสสั้นประดับด้วยคริสตัล ได้แรงบันดาลใจจากคาแรกเตอร์ของ แต้ว ที่ดูขี้เล่น เซ็กซี่ และน่ารัก ผสมผสานความลงตัวสุดๆ ชุดถูกออกแบบให้เรียบหรูและแฝงความเย้ายวน หลังจากที่ แต้ว ได้ใส่ชุดดังกล่าว สร้างความฮือฮาให้กับเพื่อนๆ ในงานอย่างมาก เพราะเจ้าสาวสวยมาก ทั้งแซ่บและเซ็กซี่สุดๆ 

ส่วนราคาชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้นั้น เจ้าของแบรนด์แอบกระซิบมาว่า ราคาอยู่ที่ 6 หลักเบาๆ จ้า ใส่ออกมาสวย และเซ็กซี่ ถูกใจขนาดนี้ ไม่ว่าเท่าไหร่ก็ยอมจ่ายจ้า 

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม @dizzydiz

แพรรี่ ตอบสาเหตุเลิกแฟนเด็ก มีโลกหลายใบ ยอมรับรักต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน

แพรรี่ ตอบสาเหตุเลิกแฟนเด็ก มีโลกหลายใบ ยอมรับรักต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน

25 ม.ค. 2568 17:59 น.

แพรรี่ ตอบสาเหตุเลิกแฟนเด็ก มีโลกหลายใบ ยอมรับรักต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน

แพรรี่ ไพรวัลย์ ขอเปิดใจหลังเลิกราอดีตแฟนเด็กที่คบแบบสายฟ้าแล่บ และขอเปิดสถานะหัวใจลุ้นรีเทิร์นรักครั้งใหม่กับคนเดิม น้องฟอร์ด ตามง้อจนหวานไปทั้งโซเชียล ยอมรับเป็นสายเปย์ตัวแม่ พร้อมเล่าเหตุการณ์ห้ามแฉพระในวัด ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow 

– เลิกรากับแฟนเด็กคนปัจจุบันไปแล้ว ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป ความรักเป็นพาร์ตนึงของชีวิตตน

– กับคนที่เลิกไปล่าสุด ช่วงที่น้องคุยกับตน ไม่รู้มีโลกกี่ใบ เขาไปคุยกับผู้หญิง

– ตนไม่ได้จับได้เอง มีเอฟซีที่เป็นห่วงตนส่งมาให้ดู ไม่อยากให้ตนโดนหลอก

– ตอนนั้นกำลังจะไปทำงาน มีคนส่งรูปมาให้ บอกว่าเขาไปอยู่กับผู้หญิง

– ภาพมันค่อนข้างชัด ส่งให้เขาดู เขาถามใครส่งมาให้ ภาพเป็นสตอรี่ในโคลสเฟรนด์ ถ่ายรูปแฟนตนลงคล้ายๆ อวดว่าอยู่กับน้องคนนี้

– ยอมรับตกใจ ใจหวิว พยายามคุยและตกลงให้ชัดทุกอย่าง

– ช่วงแรกที่ศึกษาดูใจกัน ตนได้บอกอีกฝ่ายว่า ถ้ามีคนคุยหรือมีใครที่ไม่ใช่ LGBT ก็ให้บอกกับตน ขอให้ตนได้รู้คนแรก ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ ไปกันไม่ได้ อยากกลับไปคบผู้หญิง หรือคุยกับผู้หญิงแล้วรู้สึกดี ก็ให้บอกตน

– ที่ให้อีกฝ่ายบอก เพราะจะได้ตกลงกันว่าไปกันไม่ได้ ไม่ใช่ภาพนอกใจ เพราะตอนที่คบกัน ก็มีคนเอ็นดูน้องเขาเยอะ ไม่อยากให้น้องโดนด่า 

– แต่ที่ให้เขาบอกว่าขอมีผู้หญิงด้วย ก็แค่ให้บอกแต่ตนไม่ยอมอยู่แบบรักสองสามคน มันไม่ใช่ความรัก แต่มันเป็นความเห็นแก่ตัว 

– พ่อฝ่ายชายออกมาไลฟ์ขอโทษแทนลูก เพราะตอนคบกัน ตนคุยกับพ่อแม่ของเขาตลอด คบกันแบบพ่อแม่รับรู้ ญาติรับรู้ 

– ตนจริงจังกับความรักทุกครั้งที่มี ถ้าไม่จริงจังจะมีทำไม 

– ตนไปเจอเขาในติ๊กต่อก ช่วงที่ตนถอยห่างจากคนเก่า เห็นเขาไลฟ์ คนดูไม่กี่คน เขาพูดตรงๆ น่ารัก ก็เลยเข้าไปแอ๊ว ตอนแรกอยากได้เป็นน้องชาย แต่ไปๆ มาๆ สถานะเปลี่ยน คุยกันทุกวันเป็นเดือนก่อนเปิดตัว 

– เขาส่งวิถีชีวิตมาให้ดู คุยกันเยอะสุด เลยกลายเป็นความรู้สึกดีๆ 

– ที่คนมองว่าใช้เงินแลกความรัก มันเป็นเรื่องสังคม ทุกความรักก็ต้องขับเคลื่อนด้วยเงินทั้งนั้น ความสุขใครความสุขมัน

– ตนรู้ว่าลิมิตในการเปย์ ไม่ได้เป็นการเบียดเบียนตน ไม่ได้เบียดเบียนคนอื่น ตนไม่หลับหูหลับตาเปย์ไปเรื่อย

เจเจ กฤษณภูมิ รู้สึกไม่ปลอดภัย เจอซาแซงตามบุกถึงบ้าน ต้นสังกัดจ่อดำเนินคดี

เจเจ กฤษณภูมิ รู้สึกไม่ปลอดภัย เจอซาแซงตามบุกถึงบ้าน ต้นสังกัดจ่อดำเนินคดี

25 ม.ค. 2568 15:44 น.

เจเจ กฤษณภูมิ รู้สึกไม่ปลอดภัย เจอซาแซงตามบุกถึงบ้าน ต้นสังกัดจ่อดำเนินคดี

เจเจ กฤษณภูมิ เจอเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย จนทำให้ต้องออกมาประกาศดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อได้มีซาแซง (คำที่ใช้เรียกแฟนคลับตัวยง ผู้ที่หลงใหลคลั่งไคล้ศิลปินจนเกินเหตุ และมีพฤติกรรมรุกรานความเป็นส่วนตัวของศิลปิน) ตามถึงบ้านและละเมิดความเป็นส่วนตัวของ เจเจ 

งานนี้ทางบริษัทต้นสังกัดอย่าง QOW ENTERTAINMENT ได้ออกมาประกาศเตือนถึงเรื่องนี้ พร้อมกับเก็บหลักฐานเตรียมดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว 

“ประกาศเรื่องมีบุคคลติดตามศิลปิน ‘เจเจ กฤษณภูมิ’ ในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยกับศิลปินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีบุคคลกระทำการที่เข้าข่ายการละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน ‘เจเจ กฤษณภูมิ’ ได้แก่ การสังเกตการณ์หรือการเฝ้าดูบริเวณหน้าบ้านที่พักอาศัย ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว ทางบริษัทฯ จึงขอประกาศให้บุคคลดังกล่าวยุติการกระทำซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิของศิลปินโดยทันที

เนื่องจากการกระทำดังกล่าวสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อศิลปินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานของการกระทำดังกล่าว เพื่อใช้ในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่าไม่อนุญาตให้มีการเปิดเผยเผยแพร่หรือซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล
ของศิลปินและทีมงานผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินการทางกฎหมายทันที่

บริษัทฯ ขอขอบคุณแฟนคลับทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและห่วงใย ‘เจเจ กฤษณภูมิ’ เสมอมาและหวัง
เป็นอย่างยิ่งว่าความสนับสนุนในอนาคตจะดำเนินไปบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิส่วนบุคคลซึ่งกันและกัน จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน QOW ENTERTAINMENT”

ดราม่าสนั่น เอวา ถูกวิจารณ์ทำคอนเทนต์ไม่เหมาะสมที่ต่างประเทศ คนขอเลิกติดตาม

ดราม่าสนั่น เอวา ถูกวิจารณ์ทำคอนเทนต์ไม่เหมาะสมที่ต่างประเทศ คนขอเลิกติดตาม

25 ม.ค. 2568 14:47 น.

ดราม่าสนั่น เอวา ถูกวิจารณ์ทำคอนเทนต์ไม่เหมาะสมที่ต่างประเทศ คนขอเลิกติดตาม

กลายเป็นประเด็นดราม่าแล้ว เมื่อ เอวา ปวรวรรณ ยูทูบเบอร์สาวดีกรีทายาทหมื่นล้าน ได้ไปเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวที่ต่างประเทศ งานนี้เจ้าตัวได้ลงคลิปทำคอนเทนต์กลางหิมะ ซึ่งในคลิปดังกล่าว เอวา ได้ตะโกนดังๆ ท่ามกลางฝูงชนว่า 

“hold still (นิ่งไว้) I’ve played this game before! (ฉันเคยเล่นเกมนี้มาก่อน) hold still (นิ่งไว้) Do not move (อย่าขยับ) And cover your mouth (ปิดปากตัวเองด้วย!) hold still (นิ่งไว้) Or we are going to die (ไม่เช่นนั้นเราจะตายกันหมด!) hold still (นิ่งไว้), hold still (นิ่งไว้)”

งานนี้ทำเอาหลายคนที่เห็นคลิปดังกล่าว ต่างรู้สึกไม่โอเคกับการกระทำนี้ และมองว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งบางส่วนยังบอกอีกว่า ไม่คิดว่าเอวาจะทำคอนเทนต์แนวนี้ รู้สึกผิดหวังมาก และเลือกที่จะเลิกติดตามเอวาแล้ว 

จากนั้นคลิปดังกล่าวก็ได้ถูกลบออกจากอินสตาแกรมของ เอวา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

CIA เผย โควิด-19 “มีแนวโน้ม” มาจากห้องแล็บ

CIA เผย โควิด-19 "มีแนวโน้ม" มาจากห้องแล็บ

26 ม.ค. 2568 12:33 น.

CIA เผย โควิด-19 “มีแนวโน้ม” มาจากห้องแล็บ

ซีไอเอเสนอการประเมินใหม่เกี่ยวกับที่มาของการระบาดของโควิด-19 โดยระบุว่าไวรัสโคโรนา “มีแนวโน้ม” ที่จะรั่วไหลจากห้องแล็บในจีนมากกว่าที่จะมาจากสัตว์

สำนักงานข่าวกรองกลาง หรือซีไอเอ ของสหรัฐฯ เสนอการประเมินใหม่เกี่ยวกับที่มาของการระบาดของโควิด-19 โดยระบุว่าไวรัสโคโรนา “มีแนวโน้ม” ที่จะรั่วไหลจากห้องแล็บในจีนมากกว่าที่จะมาจากสัตว์

อย่างไรก็ตาม ซีไอเอเตือนว่า “มีความมั่นใจต่ำ” ต่อการแสดงความเห็นครั้งนี้ โฆษกซีไอเอกล่าวว่า “แหล่งที่มาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย” ของโรคระบาด “มีแนวโน้มมากกว่าแหล่งที่มาตามธรรมชาติตามรายงานที่มีอยู่”

การตัดสินใจเปิดเผยการประเมินดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจครั้งแรกของนายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการคนใหม่ของซีไอเอ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในซีไอเอ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. โดยนายแรตคลิฟฟ์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ในช่วงดำรงตำแหน่งวาระแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนทฤษฎีการรั่วไหลจากห้องแล็บมาอย่างยาวนาน โดยอ้างว่าโควิด-19 น่าจะมาจากการรั่วไหลที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดสดหัวหนาน ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการติดเชื้อเป็นกลุ่มแรกโดยใช้เวลาขับรถราว 40 นาที

ในบทสัมภาษณ์กับ Breitbart News ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ นายแรตคลิฟฟ์กล่าวว่าเขาต้องการให้ซีไอเอ เลิกแสดงจุดยืนเป็นกลางเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสและ “อย่าสนใจ”

เขากล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมพูดถึงบ่อยมากคือการพูดถึงภัยคุกคามจากจีนในหลายประเด็น และนั่นก็ย้อนกลับไปที่สาเหตุที่คนอเมริกันเสียชีวิตกว่าล้านคน และเหตุใดหน่วยข่าวกรองกลางจึงนั่งเฉยๆ อยู่ข้างสนามมาเป็นเวลาห้าปีโดยไม่ประเมินเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด” 

แต่เขาบอกกับสื่อของสหรัฐฯ ว่าการประเมินครั้งใหม่ไม่ได้อิงตามข่าวกรองใหม่ และเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลทรัมป์ โดยมีรายงานว่าการตรวจสอบดังกล่าวได้รับคำสั่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลไบเดน และเสร็จสิ้นก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งในวันจันทร์

การตรวจสอบที่เสนอครั้งนี้อิงตาม “ความมั่นใจต่ำ” ซึ่งหมายความว่าข่าวกรองที่สนับสนุนนั้นบกพร่อง ไม่ชัดเจน หรือขัดแย้งกัน และไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับสาเหตุของการระบาดของโควิด-19

บางคนสนับสนุนทฤษฎี “ต้นกำเนิดจากธรรมชาติ” ซึ่งโต้แย้งว่าไวรัสแพร่กระจายตามธรรมชาติจากสัตว์ โดยไม่ต้องมีนักวิทยาศาสตร์หรือห้องปฏิบัติการใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมมติฐานการรั่วไหลของห้องปฏิบัติการนั้น นักวิทยาศาสตร์หลายคนโต้แย้งกันอย่างดุเดือด รวมถึงหลายคนที่บอกว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุนสมมติฐานนี้ และในอดีต จีนเคยปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของห้องปฏิบัติการโดยระบุว่าเป็น “การปั่นหัวทางการเมือง” ของรัฐบาลสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่ครั้งหนึ่งเคยก่อให้เกิดความขัดแย้งนี้เริ่มได้รับการยอมรับในหน่วยข่าวกรองบางแห่ง ในปี 2023 คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ กล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า เอฟบีไอประเมินว่า “ต้นกำเนิดของโรคระบาดนั้นมีแนวโน้มสูงสุดที่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สว.สหรัฐฯ รับรอง คริสตี โนเอม เป็น รมว.กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ

สว.สหรัฐฯ รับรอง คริสตี โนเอม เป็น รมว.กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ

26 ม.ค. 2568 06:09 น.

สว.สหรัฐฯ รับรอง คริสตี โนเอม เป็น รมว.กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ

วุฒิสภาสหรัฐฯ รับรองให้ น.ส. คริสตี โนเอม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิคนใหม่แล้ว เตรียมสนองนโยบายปราบผู้อพยพของโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรอง น.ส.คริสตี โนเอม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิคนใหม่ของประเทศแล้ว ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 59 เสียง คัดค้าน 34 เสียง เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 25 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ น.ส.โนเอมเป็นผู้ว่าการรัฐเซาท์ดาโกตามาตั้งแต่ปี 2562 และเป็นอดีต สส.รัฐเซาท์ดาโกตา 4 สมัย โดยหลังจากนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งดูแลหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP), สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐอเมริกา (ICE), สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินกลาง (FEMA) และหน่วยตำรวจลับ

โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินเลือก น.ส.โนเอมผู้เป็นพันธมิตรของเขามาอย่างยาวนาน ให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ซึ่งจะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางของนโยบายปราบปรามผู้อพยพ ที่นายทรัมป์สัญญาเอาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

หลังการลงมติในวันเสาร์เสร็จสิ้น น.ส.โนเอม ก็มีแถลงการณ์ระบุว่า เธอจะให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มกันชายแดนทางใต้ของประเทศเป็นอันดับแรก และจะแก้ไข้ระบบตรวจคนเข้าเมืองที่พังเสียหายของประเทศนี้

“รัฐบาลทรัมป์จะมอบอำนาจให้แก่ชายหญิงผู้กล้าหาญในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเราอีกครั้ง เพื่อให้พวกเขาทำงานของตัวเองและนำอาชญากรต่างด้าวและแก๊งผิดกฎหมายออกจากประเทศของเรา” น.ส.โนเอมกล่าว

นอกเหนือจากด้านผู้อพยพแล้ว โนเอมยังพูดถึงปัญหาอีกหลายเรื่องระหว่างการไต่สวนยืนยันตำแหน่งของเธอ โดยเธอยืนยันว่า การบริหารของเธอจะไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังในด้านการบรรเทาภัยพิบัติ และต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการก่อการร้ายในประเทศ โดยเธอระบุว่า การก่อการร้ายที่กำเนิดในแผ่นดินสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้น

อนึ่ง ชื่อของโนเอมเป็นที่รู้จักขึ้นมาในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเธอเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านมาตรการเว้นระยะห่างและบังคับสวมหน้ากาก และครั้งหนึ่งเธอเคยถูกพิจารณาเป็นคู่หูชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของนายทรัมป์ แต่ต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาว เมื่อเธอเปิดเผยในหนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อปีก่อนว่า เธอยิงสุนัขเลี้ยงวัย 14 เดือนตัวหนึ่งตาย เนื่องจากฝึกไม่ได้ และเป็นอันตรายต่อทุกคนที่เธอติดต่อด้วย

โนเอมออกมาปกป้องการกระทำของตัวเอง และโต้แย้งว่า เรื่องราวดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า เธอมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะทำเรื่องน่ากลัวในชีวิตบางอย่างหากจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดาบ 3 เล่มในคำสั่งประธานาธิบดีทรัมป์

ดาบ 3 เล่มในคำสั่งประธานาธิบดีทรัมป์

26 ม.ค. 2568 05:34 น.

ดาบ 3 เล่มในคำสั่งประธานาธิบดีทรัมป์

ในที่สุด “โดนัลด์ ทรัมป์” นักธุรกิจฝีปากกล้าวัย 78 ปี ก็หวนคืนสู่บัลลังก์ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยถือเป็นการรีเทิร์นที่มาพร้อมกับการสร้างประวัติศาสตร์ กราดยิงคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ไปแล้วกว่า 54 ฉบับภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน ถือว่านำไปไกลลิ่วเมื่อเทียบกับประธานาธิบดีคนก่อนๆ ขนาด “โจ ไบเดน” ยังใช้เวลาถึง 100 วันในการทำสถิติลงนาม 42 ฉบับ

ทรัมป์เอ่ยกับปากขอทำตัวเป็นผู้นำ “เผด็จการ” ชั่วคราว ตัดสินใจใช้อำนาจที่ได้รับตามรัฐธรรมนูญ กำหนดทิศทางการบริหารประเทศพญาอินทรีให้ชัดเจนเด็ดขาด

เพราะหลังจากจดปากกาลงนามไปแล้ว คำสั่งเหล่านี้จะถือว่ามีผลบังคับใช้ทันที และจะไม่มีเปลี่ยนแปลงจนกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบันจะยกเลิก หรือถูกฟ้องจนได้ข้อสรุปว่ามิชอบด้วยกฎหมาย

หากจะให้เห็นภาพถึงความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของคำสั่งผู้นำ ก็ต้องยกตัวอย่างการประกาศ “เลิกทาส” เปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย มอบความเป็นไทแก่ทาสชาวแอฟริกันอเมริกัน ที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองของสมาพันธรัฐแห่งอเมริกา (Confederate) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2406 ของประธานาธิบดีผู้โด่งดัง “อับราฮัม ลินคอล์น”

ในวันนั้นลินคอล์นเลิกทาสแบบหักดิบ มาวันนี้ทรัมป์ก็ใช้ยาแรงไม่ต่างกัน สั่งการด้วยชุดคำสั่งที่หวังจะให้สหรัฐฯกลับมาสู่ “ยุคทอง” อันเรืองรอง ภายใต้คอนเซปต์ “ชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน”

ปูทางถอนตัวจากข้อตกลงโลกร้อน เมินหลักการอนุรักษ์ธรรมชาติ เปิดพื้นที่สงวนให้เข้าไปขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางด้าน “พลังงาน” ของประเทศ เตรียมการที่จะนำอเมริกาไปสู่การเป็นขุมพลังทาง “เศรษฐกิจ” เป็นชาติผู้ผลิตสินค้าชั้นนำที่ตอบโจทย์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

ควบคู่ไปกับการติดเบรกอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ยกเลิกเป้าหมายที่จะผลักดันให้รถอีวีวิ่งกันเต็มถนนหนทาง ภาพปรากฏชัดว่าทรัมป์ต้องการจะแข่งขันกับใคร

แน่นอนว่าการจะพารัฐนาวาไปถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องอุดรูรั่วให้ได้เสียก่อนที่เรือจะล่มจม และเป็นที่มาของการประกาศปฏิรูป “สังคม” ขุดรากถอนโคนแนวคิดของคนดีโลกสวย ที่สนับสนุนความเป็นเพื่อนมนุษย์ เคารพความเท่าเทียม ความหลากหลายทางผิวสีและเพศสภาพ หรือที่เรียกกันว่า DEI

ทรัมป์สั่งลงดาบเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการสั่งพักงานพนักงานรัฐหลายหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศ ตามหน่วยงานต่างๆที่มีการจัดตั้งฝ่ายดีอีไอขึ้นมากำกับดูแลการทำงาน เปลี่ยนสถานะของพนักงานเหล่านี้ให้เป็นลูกจ้าง ตามด้วยการให้หน่วยงานเหล่านั้นทำแผนปฏิบัติออกมาว่าจะไล่คนเหล่านี้ออกเช่นไร

พร้อมคุมเกมในเรื่องของเพศสภาพที่จะพ่วงกับคอนเซปต์ดีอีไอมาอยู่เสมอๆ โดยออกคำสั่งประธานาธิบดีอย่างชัดเจนไปเลยว่า นโยบายใดๆของรัฐบาลสหรัฐฯหลังจากนี้จะยอมรับแต่เฉพาะ “เพศหญิงและเพศชาย” เลิกแสร้งได้แล้วว่าชายสามารถกลายเป็นหญิง หรือหญิงสามารถกลายเป็นชาย

“ดีอีไอ” ถือเป็นแนวคิดอันทรงพลัง ที่เกิดจากความต้องการที่จะลดการดูถูกดูหมิ่น และถนอมจิตใจของคนทุกผอง ไม่ว่าจะผิวสีอะไร หรือมีความต้องการทางเพศสภาพเช่นไร เพียงแต่ความล้มเหลวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้เกิดมาจากการนำแนวคิดไปตีความอย่างผิดๆ หรือขยายผลกันอย่างสุดโต่ง

กรอบของดีอีไอภายใต้การผลักดันของรัฐบาลเดโมแครตที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การกำหนดโควตาของผิวสีและเพศสภาพ การเปิดทางให้กลุ่มคนที่เรียกร้องเสียงดังกว่าได้รับสิทธิที่เหนือกว่าคนอื่น เกิดการกระจายเฉลี่ยของตำแหน่งงานที่มาจากคนหลากหลายกลุ่ม

โอกาสในการศึกษา โอกาสในหน้าที่การงานอยู่ที่รูปลักษณ์ ไม่ใช่ฝีมือหรือผลงาน จนนำไปสู่การแบ่งแยกหรือการเหยียดเพศเหยียดผิวแบบ “ทวนทิศ” ซึ่งผลลัพธ์คือหน่วยงานหรือองค์กรนับวันมีแต่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับเหตุการณ์ไฟป่าลอสแอนเจลิสที่หน่วยดับเพลิงถูกเปิดโปงว่า ให้ความสำคัญกับความสบายใจมากกว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัย

“ผู้ประสบภัยเห็นเจ้าหน้าที่ผิวเดียวกัน เพศสภาพเดียวกัน ย่อมบังเกิดความผ่อนคลาย ส่วนเจ้าหน้าที่จะมีพลังกายในการช่วยผู้ประสบภัยหรือไม่ ต้องถามกลับว่า แล้วผู้ประสบภัยเอาตัวเองไปอยู่ในที่เกิดเหตุทำไม”

คำสั่งประธานาธิบดีครั้งนี้ยังครอบคลุมไปถึงประเด็นผู้อพยพด้วยเช่นกัน โดยทรัมป์ยังประกาศให้อำนาจกองทัพในการควบคุมพรมแดน และยกเลิกการมอบสัญชาติโดยอัตโนมัติแก่เด็กที่ถือกำเนิดในแผ่นดินพญาอินทรี หากพบว่าพ่อแม่ของเด็กเดินทางเข้ามาในสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้สามารถมองได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของ “การเมือง” เนื่องด้วยทรัมป์มองว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงกราฟประชากร

เอาคนต่างถิ่นเข้ามายึดครองรัฐฐานที่มั่นต่างๆ และรัฐตัวแปรสวิงสเตทของพรรค “รีพับลิกัน” เพื่อกำชัยในศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯครั้งต่อๆไปในอนาคต คนเข้าเมืองเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยเข้ามา ได้รับการจัดสรรที่พักดูแล ได้รับสิทธิประโยชน์ เริ่มสร้างครอบครัว ก็ย่อมเทใจไปให้พรรคเดโมแครตสายเสรีดีอีไอ ไม่ใช่พรรครีพับลิกันที่มุ่งเน้นความเป็นอนุรักษนิยม ปลูกฝังความเป็นชาว “อเมริกัน” แบบดั้งเดิม

ด้วยเหตุนี้อาจจะไม่ผิดนักที่จะมองว่าคำสั่งประธานาธิบดีของทรัมป์ ถือเป็นดาบ 3 เล่มที่นำมาจัดการเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไปพร้อมๆกัน และทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า “สหรัฐอเมริกา” หลังจากนี้จะเปลี่ยนรูปโฉมไปมากน้อยเพียงใด หรือจะเกิดเหตุการณ์ใดๆที่ส่งผลให้แผนการของทรัมป์ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เรื่องนี้โปรดติดตาม.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม

รบ.ทรัมป์ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศเกือบทั้งหมด ขอพิจารณา 90 วัน

รบ.ทรัมป์ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศเกือบทั้งหมด ขอพิจารณา 90 วัน

26 ม.ค. 2568 05:00 น.

รบ.ทรัมป์ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศเกือบทั้งหมด ขอพิจารณา 90 วัน

รัฐบาลทรัมป์สั่งระงับความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้แก่ต่างประเทศเกือบทั้งหมดแล้ว โดยจะพิจารณาเป็นเวลา 90 วันว่าจะอนุมัติเงินสนับสนุนหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ม.ค. 2568 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งระงับความช่วยเหลือสำหรับต่างประเทศเกือบทั้งหมด ยกเว้นสำหรับอิสราเอลและอียิปต์ ตามที่ระบุไว้ในจดหมายเหตุที่ส่งถึงพนักงานภายในกระทรวงต่างประเทศ

“จะไม่มีการมอบความช่วยเหลือใหม่ หรือขยายความช่วยเหลือที่มีอยู่แล้ว จนกว่าความช่วยเหลือหรือการขยายเวลานั้นๆ จะผ่านการทบทวนตลอด 85 วันข้างหน้า และได้รับอนุมัติอีกครั้ง …ตามนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์” จดหมายเหตุดังกล่าวระบุ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายรูบิโอเป็นไปตามคำสั่งฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศเมื่อ 20 ม.ค. 2568 ว่า จะระงับการพิจารณาความช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่มอบให้แก่ต่างประเทศ เป็นเวลา 90 วัน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าคำสั่งนี้จะตัดงบประมาณได้บ้าง เนื่องจากสภาคองเกรสได้จัดสรรการใช้จ่ายของรัฐบาลเอาไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อทุกอย่างตั้งแต่ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาไปจนถึงความช่วยเหลือทางทหาร ซึ่งอาจรวมถึงความช่วยเหลือแก่ยูเครน ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลไบเดน ได้จัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์แก่เคียฟแล้วมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อต้านทานการรุกรานจากรัสเซีย

อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAid) เปิดเผยโดยไม่ขอระบุนามว่า คำสั่งนี้จะทำให้หลายองค์กรต้องหยุดกิจกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านสุขภาพที่อาจช่วยชีวิตคน, การรักษาเอชไอวี, โภชนาการ, สุขภาพแม่และเด็ก, งานด้านการเกษตร การสนับสนุนองค์กรประชาสังคมทั้งหมด และด้านการศึกษา

ส่วนเจ้าหน้าที่ของ USAid อีกคน ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการต่างๆ ในยูเครน ถูกบอกให้หยุดงานทั้งหมด โดยหนึ่งในโครงการดังกล่าวรวมถึงการสนับสนุนโรงเรียนและด้านสาธารณสุข เช่นการดูแลมารดาฉุกเฉิน และการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กๆ

อนึ่ง ตัวเลขจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า อเมริกาคือผู้บริจาคเงินช่วยเหลือต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกเขาบริจาคเงินกว่า 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.28 ล้านล้านบาท ในปี 2566 โดยอิสราเอลได้รับเงินช่วยเหลือทางทหารปีละ 3.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อียิปต์ได้รับ 1.3 พันล้านดอลลาร์

ส่วนประเทศและดินแดนที่จะได้รับเงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกันในปี 2568 ได้แก่ ยูเครน, จอร์เจีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม, จิบูติ, โคลอมเบีย, ปานามา, เอกวาดอร์, อิสราเอล, อียิปต์, และ จอร์แดน ตามคำขอของรัฐบาลไบเดนที่ยื่นต่อสภาคองเกรส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

นักวิทย์ค้นพบ ‘เสียงเพรียกจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

นักวิทย์ค้นพบ 'เสียงเพรียกจากอวกาศ' ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

26 ม.ค. 2568 03:28 น.

นักวิทย์ค้นพบ ‘เสียงเพรียกจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติตรวจพบ เสียงจากอวกาศ จากคลื่นคอรัส ที่อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 1.6 แสนกิโลเมตร ชี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจอวกาศ

สำนักข่าว ซินหัว รายงานว่า ทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ของจีน เผยแพร่บทความการศึกษาผ่านวารสาร “เนเจอร์” (Nature) เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 ระบุว่า พวกเขาค้นพบ “คลื่นคอรัส” (chorus waves) ที่อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 1.6 แสนกิโลเมตร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางอวกาศที่เคยเชื่อว่าเกิดขึ้นเฉพาะใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลก

นายหลิว เฉิงหมิง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเป่ยหาง ระบุว่าเราสังเกตเห็นคลื่นคอรัสย่านความถี่ต่ำกว่า 100 เฮิรตซ์ และเมื่อแปลงคลื่นคอรัสเหล่านี้ออกมาเป็นเสียง เราได้ยิน “เสียงจากในอวกาศ” ที่คล้ายคลึงกับเสียงนกร้อง

ทั้งนี้ สนามแม่เหล็กของโลกแผ่ขยายออกไปสู่อวกาศ และเมื่ออนุภาคที่มีประจุในจักรวาลผ่านสนามแม่เหล็กดังกล่าว พวกมันสามารถกระตุ้นให้เกิดคลื่นคอรัส หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลักษณะความถี่คล้ายเสียงนกร้องยามเช้า

คลื่นคอรัสได้รับความสนใจในแวดวงการวิจัยฟิสิกส์อวกาศอย่างมาก เนื่องจากเป็นหนึ่งในความผันผวนของแม่เหล็กไฟฟ้าที่รุนแรงที่สุดในอวกาศ โดยก่อนหน้านี้มีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่าคลื่นชนิดนี้เกิดขึ้นใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลกเท่านั้น

ทีมงานซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยจากจีน สหรัฐฯ และสวีเดน วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รวบรวมโดยภารกิจสนามแม่เหล็กโลกหลายระดับ (Magnetospheric Multiscale Mission) ซึ่งเป็นภารกิจสำรวจพื้นที่ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก โดยพวกเขาค้นพบคลื่นคอรัสที่อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 1.6 แสนกิโลเมตร และให้คำอธิบายทางทฤษฎีว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างคลื่นและอนุภาคแบบไม่เชิงเส้นเป็นต้นตอของปรากฏการณ์ดังกล่าว

คลื่นคอรัสมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจคำถามพื้นฐานในอวกาศและมีผลกระทบเชิงปฏิบัติที่กว้างขวาง โดยเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งอิเล็กตรอนพลังงานสูงในแถบรังสีของโลก และการสร้างแสงเหนือกระพริบในบริเวณขั้วโลก อีกทั้งสามารถส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอวกาศ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการดำเนินงานอย่างเสถียรของยานอวกาศและสุขภาพของนักบินอวกาศ

การศึกษาทิ้งท้ายว่าผลการค้นพบเหล่านี้ให้การสนับสนุนทางทฤษฎีที่สำคัญสำหรับการจำลองและการพยากรณ์สภาพอากาศในอวกาศอย่างแม่นยำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : xinhua

ทรัมป์ไล่ออกผู้ตรวจการจากหลายหน่วยงานรัฐ เปิดทางตั้งคนของตัวเอง

ทรัมป์ไล่ออกผู้ตรวจการจากหลายหน่วยงานรัฐ เปิดทางตั้งคนของตัวเอง

26 ม.ค. 2568 02:44 น.

ทรัมป์ไล่ออกผู้ตรวจการจากหลายหน่วยงานรัฐ เปิดทางตั้งคนของตัวเอง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดำเนินการไล่ผู้ตรวจการอิสระของหน่วยงานรัฐบาลกลางนับสิบแห่งออกจากตำแหน่งแล้ว เพื่อเปิดทางสำหรับตั้งผู้ตรวจการอิสระของตัวเอง

เมื่อกลางดึกวันศุกร์ที่ 15 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ตรวจการของหน่วยงานรัฐบาลกลางได้รับอีเมลจากนาย เซอร์จิโอ กอร์ หัวหน้าสำนักงานบุคลากรประธานาธิบดีประจำทำเนียบขาว (PPO) แจ้งพวกเขาว่า การเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญทำให้ตำแหน่งของพวกเขาสิ้นสุดลง มีผลบังคับใช้ในทันที

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นวงกว้าง รวมถึงกระทรวงต่างประเทศ, พลังงาน, มหาดไทย, กลาโหม และคมนาคม

ทั้งนี้ ผู้ตรวจการอิสระมีหน้าที่ดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานหรือบุคคลของรัฐบาลที่อาจมีการทุจริต, ฉ้อโกง, ใช้ทรัพยากรสูญเปล่า หรือใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อออกรายงานและหนังสือแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบ ซึ่งการทำงานของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ดำเนินไปอย่างเป็นอิสระเพื่อความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ตอนที่นายทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก (2560-2564) เขาก็ไล่ออกผู้ตรวจการอิสระที่เขามองว่าไม่ภักดีต่อตัวเขาเช่นกัน ซึ่งในปี 2566 สภาคองเกรสพยายามออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ตรวจการอิสระ โดยกำหนดว่าทำเนียบขาวต้องชี้แจงเหตุผลเพียงพอหากต้องการปลดผู้ตรวจการคนใด

การไล่ออกรอบล่าสุดของนายทรัมป์ทำให้แม้แต่วุฒิสมาชิกฝั่งรีพับลิกันหลายคนยังออกมาแสดงความกังวล รวมถึงนาย ชัค แกรสลีย์ สว.รัฐไอโอวา ประธานคณะกรรมการตุลาการแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งออกมาระบุว่า สภาคองเกรสยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งล่วงหน้า 30 วันจากทำเนียบขาวตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเลย

ขณะที่นาย จอห์น ทูน จากรัฐเซาท์ดาโกตา กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าหรือคำอธิบายใดๆ สำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ของทำเนียบขาวเลย

ด้านฝ่ายเดโมแครตต่างออกมาประณามการไล่ออกของโดนัลด์ ทรัมป์ นำโดยนาย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ซึ่งออกมาเตือนว่า การไล่ออกครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองแห่งการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและการคอร์รัปชันในรัฐบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn