3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์ ระหว่างนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับนายสุเทพบวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่าการลงนาม MOU ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงสร้างความโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์ตกเป็นเครื่องมือของการกระทำผิดกฎหมาย โดยปรับปรุง MOU ฉบับเดิม มุ่งแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสนับสนุนด้านทรัพยากรและการสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีภาคการเกษตร โดยการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงินให้สหกรณ์และสมาชิกให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกมิติภาคการเกษตร เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินการบัญชี ตลอดจนการลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2558 ทาง ปปง.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมลงนาม MOU ฉบับแรก เพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวร่วมกัน และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในหลายด้าน แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความซับซ้อนของการกระทำผิด และมีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ รวมทั้งมีรูปแบบการกระทำการทุจริตที่หลากหลาย จึงประสานความร่วมมือเพื่อปรับปรุง MOU ฉบับใหม่

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.18 น.

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคเกษตรปศุสัตว์ของไทย ต่างตระหนักดีถึงปัญหาโรคระบาดสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบที่ยากต่อการควบคุม ยิ่งถ้าเกิดขึ้นในประเทศที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์มีชีวิตหรือผลิตภัณฑ์ด้วยแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะนำพาโรคเหล่านั้นติดเข้ามาระบาดในไทยด้วย

ยกตัวอย่างเช่นขณะนี้ กำลังเกิดการระบาดของไข้หวัดนกในสหรัฐฯ และกำลังทำให้เกิดปัญหาซัพพลาย-ดีมานด์ที่ไม่สมดุลภายในประเทศของเขา ราคาไข่ไก่ในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 5.29 ดอลลาร์ต่อโหล หรือฟองละ 15 บาท ร้านอาหารชื่อดังในอเมริกาอย่าง Waffle House ขึ้นราคาอาหารประเภทไข่ฟองละ 50 เซนต์ หรือราว 16 บาท โดยเรียกว่า “ค่าธรรมเนียมไข่” (egg surcharge) และในรัฐเพนซิลเวเนียยังเกิดการขโมยไข่ไก่ 1 แสนฟอง อีกด้วย สะท้อนความร้ายแรงของโรคไข้หวัดนกที่กระทบทั้งชีวิตคน และกระทบเศรษฐกิจของชาติ แม้แต่มหาอำนาจอย่างสหรัฐก็ไม่เว้น

และไม่ใช่แค่ในสหรัฐ ปัจจุบันในยุโรปหลายประเทศก็กำลังเกิดไข้หวัดนกเช่นเดียวกัน ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ รวมถึงจีน และอินเดีย นับเป็นโรคอันตรายที่ประเทศไทยต้องป้องกันอย่างเต็มที่

กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และควรเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุม ทั้งเรื่องการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการป้องกันและควบคุมโรคภายในประเทศ ตามมาตรฐานคอมพาร์ทเม้นท์ที่ประเทศไทยมี เพราะโอกาสสุ่มเสี่ยงที่เชื้อไข้หวัดนกจะติดมากับการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปได้สูง

แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องรับรู้กันไว้ คือทุกวันนี้ไทยมีผู้ประกอบการกลุ่มไก่ไข่-ไก่เนื้อ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และส่วนมากก็นำเข้าจากประเทศที่กำลังเกิดไข้หวัดนกอยู่ในขณะนี้ จริงอยู่ว่า เมื่อเกิดโรคระบาดเช่นนี้ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties; OIE) ย่อมประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตจากประเทศเหล่านั้น รวมถึงกรมปศุสัตว์ของไทยที่ต้องห้ามนำเข้าด้วย แต่สิ่งที่จะกระทบตามมาคือทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจของผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก และเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น เพราะหากไม่มีพ่อแม่พันธุ์ ย่อมไม่มีแม่ไก่สาวที่จะให้ไข่ และขั้นต่อไปก็คือจะกระทบปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่ผู้บริโภคต้องการใช้

แนวทางการยกระดับและพัฒนาการผลิตพ่อแม่พันธุ์ภายในประเทศของเราเองให้เพียงพอ น่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นและพิจารณากันใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ ลดความเสี่ยงในการนำเข้าโรคระบาด และลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าธุรกิจต่อได้อยางราบรื่น

ยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีบริษัทแห่งหนึ่งให้ข่าวว่าเพิ่งได้รับอนุมัตินำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อีก 7,200 ตัว ภายในปี 2568 ก็ยิ่งน่ากังวลว่าจะไปนำเข้ามาจากประเทศไหน เพราะตอนนี้แทบทุกประเทศที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์ขาย ก็ล้วนมีการระบาดของไข้หวัดนกกันหมด กลายเป็นความเครียดของผู้คนในวงการไปเสียอีก แบบนี้ต้องเรียกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนในประเด็นนี้อย่างจริงจัง ให้สามารถเพิ่มผลผลิตพ่อแม่พันธุ์รองรับผู้ประกอบการไก่ไข่ในประเทศได้ทันการณ์

โดย : พีรชา พัฒนวิชาญ

กรมประมงใช้กฎหมาย แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง

กรมประมงใช้กฎหมาย แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง

กรมประมงใช้กฎหมาย แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.21 น.

เรือประมง เฮ!  ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง ลดปัญหาแรงงาน ก.เกษตรฯ เดินหน้าแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ ขออนุญาตได้ทั้งปี

วันนี้ (13 ก.พ.) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ทำงานบนเรือประมงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม ให้ผู้ประกอบการประมงสามารถทำประมงได้อย่างไม่ติดขัด เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ และยังเป็นการช่วยป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันใช้อำนาจตามมาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานที่ทำงานบนเรือประมง โดยมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ. 2568 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพื่อทำงานกับนายจ้างในกิจการประมงทะเล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.2568 ให้แรงงานสามารถมาขออนุญาตทำงานได้ตลอดทั้งปี จากเดิมปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 เดือน และการผ่อนปรนเอกสารบางรายการที่เป็นอุปสรรคในการขอรับหนังสือคนประจำเรือให้สะดวกและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่แรงงานกลุ่มที่มีใบอนุญาตทำงาน (Work permit) จากกรมการจัดหางาน ใบอนุญาตจะหมดอายุในวันที่ 13 ก.พ.2568 กว่า 30,000 ราย ทั่วประเทศ กรมประมงได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2568 ได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวในลักษณะ MOU ออกไปอีก  6 เดือน ทำให้แรงงานในเรือประมงทั้งหมดสามารถทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องเข้าฝั่ง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมประมง มีมาตรการรองรับแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในเรือประมงอย่างรัดกุม แรงงานได้รับการคุ้มครอง มีสวัสดิการและสวัสดิภาพตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีโครงการพัฒนาระบบ “Smart Seabook” เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดทำหนังสือคนประจำเรือ ตรวจสอบประวัติแรงงาน ลดภาระและระยะเวลาของชาวประมงให้สามารถยื่นเอกสารแบบ One Stop Service ที่สามารถเชื่อมโยง และสืบค้นข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน กระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และแรงงานได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานระหว่างประเทศ อีกทั้งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย

ก.เกษตรฯรณรงค์ ‘หยุดเผา เอาบุญ’ ลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดปัญหาฝุ่นPM2.5

ก.เกษตรฯรณรงค์ 'หยุดเผา เอาบุญ' ลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดปัญหาฝุ่นPM2.5

ก.เกษตรฯรณรงค์ ‘หยุดเผา เอาบุญ’ ลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดปัญหาฝุ่นPM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.08 น.

“อิทธิ” รณรงค์“ หยุดเผาเอาบุญ” ในเขตปฏิรูปที่ดิน “ตั้งศูนย์ฯ 53 จังหวัด ขยายผลความรู้เปลี่ยนรูปแบบการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันนี้ (13 ก.พ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” พร้อมกับถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับ ส.ป.ก.จังหวัด  52 จังหวัด ที่บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์

นายอิทธิ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ ที่มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาหมอกควันสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ได้ประกาศ เรื่อง มาตรการบริหารการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ส.ป.ก.ได้มีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่อง กำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผา มาดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ด้วย

“การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและพี่น้องเกษตรกรทุกคน ซึ่งการจัดตั้ง “ศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน” ถือเป็นรูปแบบกิจกรรมที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วม และเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ให้มีความเท่าทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการไม่เผานอกจากจะช่วยลดต้นทุน สภาพดินอุดมสมบูรณ์ แล้ว ยังดีต่อสุขภาพของเกษตรอีกด้วย และเชื่อมั่นว่ามาตรการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น รวมทั้งกิจกรรมในวันนี้นั้นจะสามารถทำให้การเผาและฝุ่น PM 2.5 ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม” นายอิทธิ กล่าว

ด้านนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า โครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เป็นกิจกรรมที่ ส.ป.ก.จัดขึ้น เพื่อลดการเผาของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยจัดตั้งศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อขยายผลองค์ความรู้ของศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดินในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การผลิตสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน มีเป้าหมายประมาณ 1,550 ราย มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปรับเปลี่ยนพัฒนาพื้นที่สู่การลดเผาอย่างยั่งยืน และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
 

015

‘เกษตรกรตรัง’ จัดเมนูสะดิ้งจิ้งหรีดทอดกรอบทำเงิน

‘เกษตรกรตรัง’ จัดเมนูสะดิ้งจิ้งหรีดทอดกรอบทำเงิน

‘เกษตรกรตรัง’ จัดเมนูสะดิ้งจิ้งหรีดทอดกรอบทำเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.08 น.

13 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พิทักษ์ฟาร์ม เลขที่ 34/5 หมู่ที่ 2 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง  นายพิทักษ์ ยศมูรธา อายุ 55 ปี เจ้าของฟาร์มและคนงาน ได้โชว์ฝีมือการทำเมนูสะดิ้ง จิ้งหรีดทอดกรอบ โรยด้วยใบมะกรูดทอด กินคู่กับซอสพริก ซึ่งเป็นเมนูอย่างง่าย แต่ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีธาตุเหล็ก แคลเซียมและเป็นอาหารโปรตีนทางเลือกสำหรับมนุษย์  ใช้เวลาเลี้ยง 20-30 วันก็จับขายได้ในราคากิโลละ 250 บาท แต่หากขายส่งจะตกอยู่ที่กิโลละ 180-200 บาท ซึ่งหากเลี้ยงต่อไปจนเป็นพ่อแม่พันธุ์ จะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 45-50 วันก็จับขายได้คู่ละ 5 บาท

โดยที่ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ ทองแดง สะดิ้งและจิ้งโกร่งรวม 4 สายพันธุ์ จำนวน 30 ลัง ซึ่งมีพร้อมขายอยู่นับแสนตัว ลูกค้าเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนเลี้ยงปลาสวยงาม เช่น ปลามังกร ปลาเสือตอ ปลาหมอสี นำไปใช้เป็นอาหารของปลา และมีร้านอาหารนำไปแปรรูป ทำอาหารได้หลากหลายเมนู

สำหรับ สะดิ้ง จิ้งหรีดและจิ้งโกร่ง เป็นแมลงปากกัด มีหนวดยาว มีขาที่ใหญ่และแข็งแรง กระโดดเก่ง โดยสะดิ้งจะตัวเล็กกว่าจิ้งหรีด แต่มีไข่เยอะกว่า ทำให้มีความมันกว่าจิ้งหรีดชนิดอื่น ส่วนจิ้งโกร่งตัวใหญ่กว่าสะดิ้งและจิ้งหรีด คนมักนิยมรับประทานมากกว่า ส่วนวิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก แค่นำพ่อแม่พันธุ์มาใส่ไว้ในลังที่มีแผงไข่ที่ทำจากกระดาษ  เอามาวางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เพื่อเป็นที่หลบซ่อนตัว มีน้ำ มีอาหารทั้งอาหารเม็ดเล็ก เสริมด้วยใบมันสำปะหลัง ผักบุ้ง กล้วย ฟักทอง คะน้า หญ้ารูซี่ ผักตบชวา เพื่อเพิ่มโปรตีน ความหอมความมัน ทำให้แข็งแรง ปลอดภัย ไม่มีกลิ่นสาป โดยมีดินร่วนปนทรายหรือขี้เถ้าแกลบใส่ในภาชนะ เช่น ขันน้ำ หรือถาด เพื่อให้จิ้งหรีดวางไข่

โดยหลังมีการจับคู่ผสมพันธุ์กันแล้ว ทั้งสะดิ้งและจิ้งหรีดจะใช้เริ่มวางไข่ภายในเวลา 3-4 วัน และอีกประมาณ 20 วันก็เริ่มจับขายเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้แล้ว ซึ่งสะดิ้งและจิ้งหรีดจะวางไข่ได้ครั้งละ 200-300 ฟองต่อรุ่น ห่างกันรุ่นละ 15 วัน หรือตัวละ 500-1,000 ฟอง ก่อนที่ตัวเมียจะหมดอายุขัย การเลี้ยงใช้พื้นที่น้อย ให้อาหารไก่บดละเอียด 2-3 วันต่อครั้ง หมั่นดูแลเรื่องความสะอาด และศัตรู เช่น แมว นกและหนู เท่านี้ก็จะได้สะดิ้งและจิ้งหรีดออกขาย สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเดือนละเกือบ 20,000 บาท และมีแบบแช่แข็งส่งขายออนไลน์ทั่วประเทศด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรยังรับทำตู้ไม้เลี้ยงจิ้งหรีด ให้คำแนะนำปรึกษา พร้อมทำตลาดให้กับเกษตรกรที่สนใจ และสอนการทำอาหารจากจิ้งหรีดให้ฟรี เช่น การทำน้ำพริกมะขามจิ้งหรีด แกงจิ้งหรีด ผักกะเพราจิ้งหรีด จิ้งหรีดทอดสมุนไพร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้นอกเหนือจากการขายสะดิ้งและจิ้งหรีดสด หรือแช่แข็ง ส่วนใครสนใจติดต่อได้ที่เพจ พันธุ์ปลาน้ำจืด พิทักษ์ฟาร์มหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-4151392

.025

‘อธิบดีกรมการข้าว’จับมือ’จีน’ ดึงเทคโนโลยีการปูฟิล์มคลุมดินฯ มาใช้ในการปลูกข้าว หวังเพิ่มผลผลิต ลดระยะเวลาเติบโต ลดก๊าซมีเทน

'อธิบดีกรมการข้าว'จับมือ'จีน' ดึงเทคโนโลยีการปูฟิล์มคลุมดินฯ มาใช้ในการปลูกข้าว หวังเพิ่มผลผลิต ลดระยะเวลาเติบโต ลดก๊าซมีเทน

‘อธิบดีกรมการข้าว’จับมือ’จีน’ ดึงเทคโนโลยีการปูฟิล์มคลุมดินฯ มาใช้ในการปลูกข้าว หวังเพิ่มผลผลิต ลดระยะเวลาเติบโต ลดก๊าซมีเทน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.48 น.

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการลงนามแผนงานความร่วมมือด้านการส่งเสริมการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีการปูฟิล์มคลุมดิน ที่สามารถย่อยสลายโดยกระบวนการทางชีวภาพ ร่วมกับ Mr.Yu zeng ประธานบริษัท Dahe Technology Development (Nanjing) Co.,Ltd และศาสตราจารย์หวังไฉ หลิน (Professor Wang Cai Lin) จากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรเจียงซู โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรมณฑลเจียงซู ได้ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท Dahe Technology ในการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการปลูกข้าวด้วยแผ่นชีวภาพย่อยสลายได้ ซึ่งช่วยให้สามารถ ลดระยะเวลาการเจริญเติบโตของข้าวลง 5-7 วัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนขึ้น 18% ลดการปล่อยก๊าซมีเทนลง 30% ลดต้นทุนกำจัดวัชพืชได้กว่า 1,500 หยวนต่อเฮกตาร์ อีกทั้งเพิ่มผลผลิตข้าวขึ้น 5-15%

นอกจากนั้น จากการทดลองของ Dahe Technology ในจังหวัดเชียงราย พบว่า เทคโนโลยีปลูกข้าวด้วยแผ่นชีวภาพย่อยสลายได้ สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวถึง 40% ซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยได้อย่างมีศักยภาพอีกด้วย

– 006

Bartercard Thailand จัดงาน Exclusive Top Trader Luncheon 2025

Bartercard Thailand จัดงาน Exclusive Top Trader Luncheon 2025

Bartercard Thailand จัดงาน Exclusive Top Trader Luncheon 2025

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.47 น.

บาร์เทอร์คาร์ด ประเทศไทย (Bartercard Thailand) ผู้นำแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแบบไร้เงินสด จัดงาน Exclusive Top Trader Luncheon 2025 – งานแห่งโอกาสและพันธมิตรธุรกิจ” นำโดย นางสาวเรวดี วัฏฏานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาร์เทอร์คาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จยอดการแลกเปลี่ยนสูงสุดประจำปีของสมาชิก โดยมีเจ้าของธุรกิจชั้นนำซึ่งเป็นสมาชิกบาร์เทอร์คาร์ดเข้าร่วมงานกว่า 40 ท่าน ณ ห้องอาหาร Basil โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

นางสาวเรวดี วัฏฏานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาร์เทอร์คาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อตอบแทนและแสดงความขอบคุณสมาชิกผู้มียอดแลกเปลี่ยนสูงสุดประจำปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าคนสำคัญที่มีส่วนในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีที่สมาชิกจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้มาพบปะ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบาร์เทอร์คาร์ดในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิก”

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจผ่านระบบบาร์เทอร์คาร์ด การแบ่งปันกลยุทธ์การเพิ่มยอดขายโดยไม่ต้องใช้เงินสด และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ ๆ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาความสำเร็จของสมาชิกที่สามารถขยายธุรกิจและเพิ่มผลกำไรผ่านเครือข่ายบาร์เทอร์คาร์ด เพื่อให้สมาชิกเจ้าของธุรกิจอื่นที่สนใจได้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ในปี 2025 นี้ บาร์เทอร์คาร์ดมุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิกทุกท่าน เรามีระบบการแลกเปลี่ยนที่โปร่งใส ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนการทำธุรกิจของสมาชิกอย่างใกล้ชิด” นางสาวเรวดี กล่าวเสริม

บาร์เทอร์คาร์ดเป็นแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดำเนินธุรกิจมากกว่า 30 ปี มีสมาชิกกว่า 54,000 ราย ใน 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกบาร์เทอร์คาร์ด สามารถขอรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเรียนรู้วิธีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนในการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-024-1000 และ Facebook: Bartercard Thailand หรือ เว็บไซต์ https://www.bartercard.co.th

EM DISTRICT ชวนชมงานศิลป์ผ่านผลงานการออกแบบของนักศึกษา ในเทศกาล Bangkok Design Week 2025 ที่ย่านพร้อมพงษ์

EM DISTRICT ชวนชมงานศิลป์ผ่านผลงานการออกแบบของยักศึกษา ในเทศกาล Bangkok Design Week 2025 ที่ย่านพร้อมพงษ์

EM DISTRICT ชวนชมงานศิลป์ผ่านผลงานการออกแบบของยักศึกษา ในเทศกาล Bangkok Design Week 2025 ที่ย่านพร้อมพงษ์

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.46 น.

เอ็ม ดิสทริค (ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์) ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็น District  of Arts บนถนนสุขุมวิท จับมือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA  ร่วมจัดงาน “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568” หรือ “Bangkok Design Week 2025”ครั้งที่ 8  ภายใต้ธีม “Design Up+Rising : ออกแบบพร้อมบวก+” ชวนคนรักงานศิลป์ชมผลงานจากการออกแบบของเหล่านักศึกษาในโครงการ Academic Program ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แสดงไอเดีย ผ่านการรังสรรค์ผลงานศิลปะแบบไร้ขีดจำกัด ณ เอ็ม ดิสทริค 

เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568” หรือ “Bangkok Design Week 2025” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในธีม “Design Up+Rising : ออกแบบพร้อมบวก+” ที่รวมความครีเอทีฟเข้าไว้ด้วยกัน ใน 7 ย่านหลักและพื้นที่อื่นๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้เอ็ม ดิสทริค ได้ร่วมงานในส่วนของ โครงการ Academic Program ในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ รวมทั้งให้คำแนะนำ สร้างแรงบันดาลใจ  ให้นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ช่วยเปิดโลกของไอเดียสร้างสรรค์ แบบไร้ขีดจำกัด ในการรังสรรค์งานศิลปะที่ทรงคุณค่า ของเหล่านักศึกษา  นำมาจัดแสดงสู่สายตาคนรักงานศิลปะของไทย

โดยเอ็ม ดิสทริค เป็นหนึ่งในพื้นที่ของกรุงเทพฯที่สนับสนุนในเรื่องของงานศิลปะมาโดยตลอด โดยเฉพาะในย่านพร้อมพงษ์ที่หนึ่งในย่านธุรกิจสำคัญ ซึ่งในครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาในโปรแกรม  Academic Program นำเสนอผลงานศิลปะจำนวน 10 ผลงาน จาก 10 คณะ 9 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, มหาวิทยาลัยบูรพา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิด HERE,. . . EVERYDAY ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความคิด ความรู้สึก และตัวตนในแต่ละวันผ่านมุมมองที่แตกต่างกันเพื่อเชื่อมโยงตัวตนกับชุมชน สังคม และโลก ในแต่ละวัน โดยจัดแสดงผลงานบริเวณ ชั้น GM, M, 1, SKYWALK บริเวณทางเข้าประตู BTS เอ็มสเฟียร์ และ EM STATION ชั้น M เอ็มโพเรียม

สัมผัสประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยพลังบวกในงาน “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568” ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ เอ็ม ดิสทริค สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Emporium Emquartier และ Emsphere at EM District หรือ LINE @EMDISTRICT

ศรีริต้า-กรณ์ ควงคู่วันวาเลนไทน์ เปิดตัวแหวน PROMISE ร่วมกับ ยูนิเซฟ พร้อมคำมั่นสัญญาเพื่อเด็กทุกคน

ศรีริต้า-กรณ์ ควงคู่วันวาเลนไทน์ เปิดตัวแหวน PROMISE ร่วมกับ ยูนิเซฟ พร้อมคำมั่นสัญญาเพื่อเด็กทุกคน

ศรีริต้า-กรณ์ ควงคู่วันวาเลนไทน์ เปิดตัวแหวน PROMISE ร่วมกับ ยูนิเซฟ พร้อมคำมั่นสัญญาเพื่อเด็กทุกคน

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.40 น.

กรณ์ ณรงค์เดช และ ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช ควงคู่หวาน จับมือกับ ยูนิเซฟ เชิญชวนทุกคนปลุกโมเมนต์วาเลนไทน์นี้ให้มีความหมายมากกว่าเดิม ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษอย่างแหวน PROMISE รุ่นพิเศษ Rose Gold แฟชั่นไอเท่มที่นอกจากจะสามารถสวมใส่ให้เก๋แล้ว ยังได้ช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกอีกด้วย เพราะ PROMISE รุ่นพิเศษ Rose Gold นี้คือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความรัก คำมั่นสัญญาอันไร้กาลเวลา และอ้อมกอดอันอบอุ่นเพื่อเด็กๆ ที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย  

แม้ว่าจะมีทั้งธุรกิจและภารกิจครอบครัวให้ดูแลหลังจากได้ต้อนรับ “น้องเรเน่” ลูกสาวคนเล็กของครอบครัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ยังคงหาเวลามาร่วมแคมเปญ PROMISE รุ่นพิเศษ Rose Gold ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ความรัก และความปรารถนาในการดูแลครอบครัวให้ดีที่สุดของทั้งสองคน จนเกิดเป็น Key Visual ที่สะท้อนตัวตนของทั้งคู่ออกมาได้อย่างลงตัว  

มุ่งมั่นเพื่อการศึกษา สร้างโอกาสให้เด็กทุกคน อีกหนึ่งเหตุผลเบื้องหลัง passion ของการมาร่วมงานกับยูนิเซฟครั้งนี้ ก็คือ ทั้งกรณ์และริต้าต่างก็เชื่อว่าการศึกษาคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ๆ และพัฒนาสังคมโดยรวม ศรีริ ต้าเป็นผู้ก่อตั้ง Gavin Foundation โครงการที่นำเสื้อผ้าของลูกชายมาจำหน่าย เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการด้านการศึกษา ขณะที่กรณ์เป็นนักธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม และเติบโตมาในครอบครัวที่ให้การสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กขาดโอกาสในพื้นที่ห่างไกล และถ้าได้ส่องดูไลฟ์สไตล์ทั้งคู่ผ่านสื่อโซเชียลแล้ว จะเห็นได้เลยว่าทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาคุณภาพร่วมกับลูก ๆ เช่น การอ่านนิทานก่อนนอนและการพยายามให้ลูกได้ช่วยเหลือและทำทุกอย่างด้วยตัวเอง  

ศรีริต้ายังเผยถึงแรงบันดาลใจในการเข้าร่วมแคมเปญกับยูนิเซฟครั้งนี้ว่า “เด็ก ๆ คืออนาคตที่เราต้องปกป้อง และริต้าเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้น เราทั้งคู่อยากเป็นตัวแทนของคำสัญญานี้และมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง”  

แหวน PROMISE สัญลักษณ์แห่งความรักและการปกป้อง  แหวน PROMISE เปิดตัวครั้งแรกในปี 2566 และได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น เป๊ก ผลิตโชค อายนบุตร Friend of UNICEF, แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล, แอน ทองประสม และ มาริโอ้ เมาเร่อ แรงบันดาลใจในการออกแบบแหวนนั้นมาจาก เข็มกลัดสำหรับสตรีมีครรภ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องมารดาและทารก ปลายทั้งสองของเข็มกลัดที่โค้งเข้าหากันเป็นรูปวงแหวน สื่อถึงอ้อมกอดแห่งความหวังที่พร้อมโอบอุ้มและดูแลเด็กที่กำลังเผชิญวิกฤตทั่วโลก  

เงินบริจาคจากแคมเปญนี้จะถูกนำไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา โภชนาการและน้ำสะอาด ตัวอย่างเช่น โครงการโรงเรียนหย่อมบ้านและห้องสมุดเคลื่อนที่ของยูนิเซฟ ช่วยให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลกว่า 100,000 คนทั่วประเทศไทยสามารถเข้าถึงการศึกษาได้  ขณะที่รถห้องสมุดเคลื่อนที่แต่ละคันได้นำหนังสือกว่า 1,200 เล่มไปถึงเด็กในชนบทกว่า 11,000 คน เพื่อส่งเสริมการอ่านของพวกเขา นอกจากนี้ เงินบริจาคยังช่วยให้เด็กทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง สงคราม หรือภัยพิบัติ สามารถเรียนต่อได้แม้โรงเรียนจะได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย  

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญา  ร่วมเป็นผู้บริจาครายเดือนกับยูนิเซฟวันนี้ และรับแหวน PROMISE รุ่นพิเศษ Rose Gold เป็นสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาต่อคนที่คุณรัก พร้อมช่วยเหลือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดในประเทศไทยและทั่วโลก  ร่วมบริจาคได้ที่ www.unicef.or.th/promise-ring

PRINC เปิด ‘ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา’ แห่งแรกของศรีสะเกษ มุ่งครอบคลุมทุกสิทธิการรักษาโรคมะเร็ง

PRINC เปิด ‘ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา’ แห่งแรกของศรีสะเกษ มุ่งครอบคลุมทุกสิทธิการรักษาโรคมะเร็ง

PRINC เปิด ‘ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา’ แห่งแรกของศรีสะเกษ มุ่งครอบคลุมทุกสิทธิการรักษาโรคมะเร็ง

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.01 น.

บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนามเครือ “พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์“ โดยโรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ ทำพิธีเปิดศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ นับเป็นศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาแห่งแรกของจังหวัดศรีสะเกษ มุ่งดูแลรักษาผู้รับบริการในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงผู้ป่วยชาวกัมพูชา พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในพื้นที่อย่างครบวงจรและทันสมัย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจนถึงระยะสุดท้าย และมะเร็งรักษาได้ทุกที่  (Cancer Anywhere) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) กล่าวถึงการเปิดดำเนินกาาศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา รพ.พริ้นซ์ ศรีสะเกษว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ที่มุ่งสู่การยกระดับการแพทย์การรักษาโรคเฉพาะทาง โรคยากซับซ้อน เพื่อร่วมดูแลคน ชุมชนและสังคม โดยเปิดให้บริการแบบครบวงจร เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของเครือ PRINC ที่มุ่งการกระจายการเข้าถึงสาธารณสุขในรูปแบบ Hub and spoke ร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ในโซนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 4 แห่ง และมุ่งเชื่อมโยงให้ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา โดยมีเป้าหมายให้บริการรักษามะเร็งและรังสีรักษา ที่มีมาตรฐานสากลเพื่อชาวศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

“ในทางการแพทย์หากผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วย่อมมีโอกาสทำให้การรักษายิ่งมีโอกาสเกิดประสิทธิผลมากเท่านั้น การขยาย ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางมายังจังหวัดศรีสะเกษในครั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรคระดับปฐมภูมิ การให้คำปรึกษาความเสี่ยงโรคมะเร็ง วางแผนเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงการตรวจคัดกรอง ตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งต่างๆ ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและเพียงพอต่อผู้รับบริการ ตลอดจนฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.กฤตวิทย์กล่าว

สำหรับการเปิดตัว ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา รพ.พริ้นซ์ ศรีสะเกษในครั้งนี้ นับเป็นการยกระดับการรักษาพยาบาล และการตรวจวินิจฉัยโรคเฉพาะทางด้านมะเร็งในจังหวัดศรีสะเกษ และพื้นที่อีสานตอนล่าง โดยมุ่งดูแลให้ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษาภายในปี 2568 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ผ่านทาง https://www.princsisaket.com/medical-center/Cancer-Center หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 045 968 888