นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน

นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน

22 ก.พ. 2568 18:49 น.

นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน

อยู่ในวงการบันเทิงมานาน แต่ไม่เคยดรอปเลย สำหรับ นุ่น วรนุช แม้จะไม่มีผลงานการแสดงออกมาให้ได้เห็นบ่อยเหมือนแต่ก่อน แต่ในโซเชียล นุ่น มักจะลงรูปสวยๆ ให้แฟนๆ ได้ตามกดไลค์กันเรื่อยๆ

ด้านชีวิตส่วนตัวได้แต่งงานกับ ต๊อด ปิติ และอยู่กันมา 15 ปีแล้ว ไม่ได้หวานหวือหวา แต่ครองรักมั่นคงกันเรื่อยมา นานๆ จะมีโมเมนต์หวานๆ หรือรูปคู่ออกมาให้ได้เห็น ซึ่ง นุ่น ได้ให้เหตุผลที่ไม่ค่อยได้ลงรูปคู่กับ ต๊อด ว่า

– ต๊อดไม่ใช่นักแสดง เขาก็รู้สึกว่าเวลาลงรูปคู่กัน แล้วใครอาจจะมาวิพากษ์วิจารณ์เยอะเขาก็ไม่ได้ชอบ เขาเป็นนักธุรกิจ

– เราก็โอเคและเราก็ยังทำงาน เขาก็โอเค ไม่ว่าอะไร เขายังอยากแข่งรถ อยากแข่งแบดมินตัน เขาก็ทำไปเลยไม่ได้ว่าอะไร เราจะทำสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข แล้วก็ซัพพอร์ตซึ่งกันและกันไป

นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน

– มดดำพูดว่า หากวันใดลงรูปคู่ในไอจีจะกลายเป็นประเด็นข่าวทันที ซึ่งนุ่น บอกว่า แต่ถ้า IG ต๊อดมีรูปนุ่น อาจจะเป็นเรื่องแปลกมาก มันเป็นไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ไม่ได้มีการว่าจะต้องลงหรือไม่ลง ซึ่งคนทั้งประเทศก็รู้อยู่แล้ว

– ความรักตอนนี้แฮปปี้ดี เราอยู่กัน 2 คน มีความสุข แต่ก็ไม่ได้อยู่กัน 2 คนตลอดเวลา ต่างคนต่างทำงาน กลับบ้านมาเจอกัน ทานข้าวกัน

– เวลาอยู่ด้วยกัน หรือไปเที่ยวกัน 2 คนคือน้อยมาก ส่วนตัวจะชอบมีเพื่อนไปด้วยมากกว่า สมมุติไปเที่ยวต่างประเทศจะได้มีคนช่วยกันกิน เวลาไปเที่ยวด้วยกัน แต่ก็ไปกับกลุ่มเพื่อนด้วย

นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน
นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน
นุ่น วรนุช เผยเหตุผลที่ไม่ค่อยลงรูปคู่ ต๊อด แต่รักยังมั่นคง มีความสุขทุกวัน

รมว.พาณิชย์นิวซีแลนด์ลาออก เหตุวางมือบนต้นแขนเจ้าหน้าที่

รมว.พาณิชย์นิวซีแลนด์ลาออก เหตุวางมือบนต้นแขนเจ้าหน้าที่

24 ก.พ. 2568 13:30 น.

รมว.พาณิชย์นิวซีแลนด์ลาออก เหตุวางมือบนต้นแขนเจ้าหน้าที่

นายแอนดรูว์ เบย์ลี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของนิวซีแลนด์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เขา “วางมือ” บนแขนของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจาก “การถกเถียงอย่างมีอารมณ์ร่วม” โดยเขากล่าวยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ก้าวร้าวเกินไป”

นายแอนดรูว์ เบย์ลี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของนิวซีแลนด์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เขา “วางมือ” บนแขนของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเขากล่าวยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ก้าวร้าวเกินไป” นายเบย์ลีได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาระบุว่าไม่ใช่การโต้เถียง แต่เป็น “การถกเถียงอย่างมีอารมณ์ร่วม”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายเบย์ลีจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แต่เขายังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาต่อไป

การลาออกของเขาในวันนี้ (24 ก.พ.) เกิดขึ้นหลังจากที่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จากการที่เขาเรียกคนงานโรงงานผลิตไวน์ว่าเป็น “ขี้แพ้” รวมถึงการใช้นิ้วเป็นรูปตัว “L” บนหน้าผากของเขา และถูกกล่าวหาว่าใช้คำหยาบคายใส่คนงานเหล่านั้น

เบย์ลีกล่าวในแถลงการณ์ว่า “อย่างที่พวกคุณหลายคนทราบดีว่า ผมใจร้อนที่จะเร่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งรัฐมนตรี” “เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พูดคุยอย่างมีอารมณ์ร่วมเกี่ยวกับเรื่องงานกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ผมพูดคุยเรื่องนี้มากเกินไป และผมวางมือบนต้นแขนของพวกเขา ซึ่งไม่เหมาะสม ผมขอโทษเจ้าหน้าที่คนนั้นและเสียใจที่ทำให้พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สบายใจ”

นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ กล่าวว่า นายเบย์ลีได้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเสริมว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา นายลักซอนกล่าวว่า รัฐบาลสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งค่อนข้างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม นายคริส ฮิปกินส์ หัวหน้าพรรคแรงงาน ได้วิพากษ์วิจารณ์นายลักซอนว่า “อ่อนแออย่างเหลือเชื่อ” ในการจัดการปัญหาดังกล่าว โดยกล่าวว่าไม่ควรทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อไปถึงช่วงสุดสัปดาห์ ส่วนนายเบย์ลีเองกล่าวว่า เขาต้องพูดคุยกับครอบครัว และคงลำบากที่จะพูดคุยกับสื่อก่อนหน้านี้

นายเบย์ลีได้รับเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภาของนิวซีแลนด์เป็นครั้งแรกในปี 2014 ก่อนจะเข้าสู่วงการการเมือง นายเบย์ลีทำงานในอุตสาหกรรมการเงิน

นายเบย์ลีเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่ลาออกด้วยความสมัครใจ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีลักซอน ซึ่งผลสำรวจพบว่าคะแนนนิยมของนายลักซอนลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ผลสำรวจของ 1News-Verian ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเนชันแนล กำลังสูญเสียการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านชาวเมารี รวมถึงการเสนอร่างกฎหมายที่มีผู้โต้แย้งว่าบ่อนทำลายสิทธิของชาวเมารี และการยุบหน่วยงานด้านสุขภาพของชาวเมารี ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐบาลแรงงานชุดล่าสุดเพื่อพยายามสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพที่มากขึ้น.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักท่องเที่ยวระทึก วิ่งหนีหิมะถล่มจากยอดเขาในยูนนาน (คลิป)

นักท่องเที่ยวระทึก วิ่งหนีหิมะถล่มจากยอดเขาในยูนนาน (คลิป)

24 ก.พ. 2568 12:13 น.

นักท่องเที่ยวระทึก วิ่งหนีหิมะถล่มจากยอดเขาในยูนนาน (คลิป)

สุดระทึก กลุ่มนักท่องเที่ยววิ่งหนีเอาชีวิตรอด ขณะที่หิมะถล่มลงมาจากภูเขาในมณฑลยูนนานของประเทศจีน

เหตุการณ์ระทึกครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางไป อุทยานแห่งชาติเขาเหมยลี่ ที่มณฑลยูนนาน ของจีน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่ชั้นของหิมะจะถล่มลงมา

ทั้งนี้ คลิปภาพที่ถ่ายเอาไว้โดยหนึ่งในนักท่องเที่ยว เผยให้เห็นนักปีนเขาที่ตื่นตระหนก กรีดร้องด้วยความตกใจ ขณะที่มวลหิมะมหาศาลไหลทะลักเข้าหาพวกเขาโดยหิมะเคลื่อนลงมาด้วยความเร็ว และปกคลุมรอบตัวพวกเขาจนหนาทึบคล้ายการเกิดพายุหิมะ เคราะห์ดีที่พวกเขารีบวิ่งไปหาที่หลบภัยในกระท่อมหลังหนึ่ง ทำให้รอดพ้นจากการถูกฝังทั้งเป็น

เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าก่อนหน้านี้มีแดดออกติดต่อกันสองวัน ทำให้หิมะละลายเร็วขึ้น ทำให้โอกาสเกิดหิมะถล่มสูงขึ้น

โดยหิมะถล่มจะเกิดขึ้นเมื่อมวลของหิมะ น้ำแข็ง และเศษซากต่างๆ ไถลลงจากภูเขาอย่างกะทันหันเนื่องจากความไม่เสถียรของชั้นหิมะ หรือมีการเปลี่ยนเปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็ว.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หิมะถล่ม

USAID จ่อปลดเจ้าหน้าที่ 2,000 คน ที่เหลือย้ายไปปฏิบัติงานอื่น

USAID จ่อปลดเจ้าหน้าที่ 2,000 คน ที่เหลือย้ายไปปฏิบัติงานอื่น

24 ก.พ. 2568 11:46 น.

USAID จ่อปลดเจ้าหน้าที่ 2,000 คน ที่เหลือย้ายไปปฏิบัติงานอื่น

เจ้าหน้าที่ประมาณ 2,000 คน ของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID จะถูกเลิกจ้าง และเจ้าหน้าที่ที่เหลือส่วนใหญ่จะถูกย้ายไปปฏิบัติงานอื่น

เจ้าหน้าที่ประมาณ 2,000 คน ของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID จะถูกเลิกจ้าง และเจ้าหน้าที่ที่เหลือส่วนใหญ่จะถูกย้ายไปปฏิบัติงานอื่น

อีเมลที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่ USAID เมื่อเวลา 14.42 น. วันอาทิตย์ (23 ก.พ.) ระบุว่า “เจ้าหน้าที่ USAID ที่มีการจ้างโดยตรงทั้งหมด ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานที่สำคัญยิ่งต่อภารกิจ ผู้บริหารหลัก และ/หรือโปรแกรมที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ จะถูกพักงานทั่วโลก” โดยการพักงานจะมีผลบังคับใช้ในเวลา 23.59 น. ของวันอาทิตย์

อีเมลดังกล่าวยังระบุว่า “ในขณะเดียวกัน USAID กำลังเริ่มดำเนินการลดกำลังเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ USAID ประมาณ 2,000 คนที่ประจำการอยู่ในสหรัฐฯ” โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบ “จะได้รับการแจ้งเตือนเฉพาะ” ในวันอาทิตย์ และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานที่สำคัญจะได้รับแจ้งภายในเวลา 17.00 น.

นายทอม ยาซด์เกอร์ดี ประธานสมาคมบริการต่างประเทศของอเมริกา (AFSA) ซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่ USAID ระบุว่า “รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการตัดสินใจที่เร่งรีบและไร้หัวใจของรัฐบาล ในการปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างทุ่มเทอยู่ในสถานะไม่แน่นอน”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการลดกำลังเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลกครั้งล่าสุด ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า หลังจากผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราว ที่ห้ามรัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานลาพักงานหลายพันคนเมื่อวันศุกร์ การดำเนินการกวาดล้างหน่วยงานของรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสุดสัปดาห์ โดย AFSA เป็นหนึ่งในผู้ฟ้องคดีดังกล่าว

ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในช่วงต้นสุดสัปดาห์ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของ USAID โดยบางคนได้รับมอบหมายให้ตอบสนองอย่างทันท่วงทีต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ USAID 2 คนประเมินว่า เจ้าหน้าที่ USAID ส่วนใหญ่จากจำนวนทั้งหมด 4,600 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ราชการพลเรือนสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานต่างประเทศ จะถูกพักงาน.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

แตกตื่นทั้งลำ อเมริกันแอร์ไลน์มุ่งหน้านิวเดลี วกลงจอดที่โรม โดยมีเครื่องบินขับไล่ตามประกบ

แตกตื่นทั้งลำ อเมริกันแอร์ไลน์มุ่งหน้านิวเดลี วกลงจอดที่โรม โดยมีเครื่องบินขับไล่ตามประกบ

24 ก.พ. 2568 09:28 น.

แตกตื่นทั้งลำ อเมริกันแอร์ไลน์มุ่งหน้านิวเดลี วกลงจอดที่โรม โดยมีเครื่องบินขับไล่ตามประกบ

ผู้โดยสารแตกตื่นกันทั้งลำ หลังจากเที่ยวบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ จากนิวยอร์กไปนิวเดลี วกกลับไปลงจอดที่กรุงโรมของอิตาลี หลังเกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัย

เที่ยวบินของ อเมริกัน แอร์ไลน์ จาก นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ไปยัง นิวเดลี อินเดีย ลงจอดอย่างปลอดภัยที่กรุงโรมในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ หลังถูกเปลี่ยนเส้นทางเนื่องจากมีข้อกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งภายหลังพบว่าเป็น “ภัยคุกคามที่ไม่มีมูลความจริง” 

อเมริกัน แอร์ไลน์ เปิดเผยว่า เที่ยวบิน 292 ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายหลังลงจอดที่สนามบินนานาชาติ ลีโอนาโด ดาวินชี และได้รับการอนุญาตให้บินต่อไปได้

แม้ว่าสายการบินไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของข้อกังวลด้านความปลอดภัย แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรการก่อนที่เครื่องบินจะสามารถลงจอดที่นิวเดลีได้

แตกตื่นทั้งลำ อเมริกันแอร์ไลน์มุ่งหน้านิวเดลี วกลงจอดที่โรม โดยมีเครื่องบินขับไล่ตามประกบ

โดยสายการบินระบุว่า “เที่ยวบินจะพักค้างคืนที่กรุงโรมเพื่อให้ลูกเรือได้พักผ่อนตามข้อกำหนด และจะเดินทางต่อไปยังนิวเดลีโดยเร็วที่สุดในวันพรุ่งนี้” 

ผู้สื่อข่าวของเอพีได้บันทึกภาพเครื่องบินขับไล่สองลำบินอยู่เหนือสนามบิน ก่อนที่เที่ยวบินของอเมริกันแอร์ไลน์จะลงจอดฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีรถดับเพลิงจอดอยู่บนรันเวย์ด้านหนึ่งของเครื่องบินหลังจากลงจอด

นีราจ โชปราหนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบินดังกล่าว กล่าวว่า กัปตันประกาศว่าเครื่องบินจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางกลับประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนถึงนิวเดลี เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสถานะความปลอดภัย

โชปรา ซึ่งเดินทางจาก ดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ไปเยี่ยมครอบครัวในอินเดีย อธิบายว่าบรรยากาศบนเครื่องบินยังสงบหลังจากมีประกาศครั้งแรก แต่ต่อมาเริ่มรู้สึกเครียดเมื่อกัปตันแจ้งว่า จะมีเครื่องบินขับไล่คุ้มกันพวกเขาไปยังโรม

หลังจากลงจอดแล้ว ผู้โดยสารทั้งหมดถูกพาขึ้นรถบัสไปยังอาคารผู้โดยสาร ซึ่งทุกคนและสัมภาระส่วนตัวของพวกเขาต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม กระบวนการนี้ใช้เวลานาน และเข้มงวดเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ขณะที่โฆษกของสนามบินเปิดเผยว่า การดำเนินงานของสนามบินยังคงเป็นปกติ.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อเมริกันแอร์ไลน์

ครบรอบ 3 ปีสงครามยูเครน ลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ เลิกหนุน-หันซบรัสเซีย

ครบรอบ 3 ปีสงครามยูเครน ลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ เลิกหนุน-หันซบรัสเซีย

24 ก.พ. 2568 08:30 น.

ครบรอบ 3 ปีสงครามยูเครน ลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ เลิกหนุน-หันซบรัสเซีย

  • สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียดำเนินมาจนครบ 3 ปีแล้ว ในวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2568 ท่ามกลางความสูญเสียมากมายทั้งทหารและประชาชน
  • แต่สงครามดังกล่าวกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อผู้สนับสนุนใหญ่ของยูเครนอย่างสหรัฐฯ เปลี่ยนผู้นำและมีทีท่าไม่ต้องการสนับสนุนการทำสงครามอีกต่อไป
  • โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการยุติสงคราม ซึ่งเขาเดินหน้าเจรจากับรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และพยายามกดดันยูเครนอย่างหนักจากหลายทิศทาง

วันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2568 นี้คือวันครบรอบ 3 ปี นับตั้งแต่รัสเซียยกทัพบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดและสร้างความสูญเสียมากที่สุดในยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตของชาวยูเครนเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ชีวิตอันสงบสุขถูกแทนที่ด้วยเสียงปืนและระเบิด ผู้คนนับล้านต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ในขณะที่ทหารซึ่งสู้รบในแนวหน้าก็บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางความเสียเปรียบด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังคน

แต่การต่อสู้ที่คาดกันในตอนแรกว่าจะจบลงภายในไม่กี่วันก็ยืดเยื้อมาจนเข้าสู่ปีที่ 4 โดยยูเครนได้รับความช่วยเหลือมหาศาลจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ พูดให้เข้าใจง่ายคือ เกือบครึ่งของความช่วยเหลือที่ยูเครนได้รับ มาจากแดนลุงแซมเพียงประเทศเดียว

แต่ในปีที่ 4 ของสงครามนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ก้าวขึ้นมามีอำนาจ และเขากำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยุติสงคราม ถึงแม้มันจะหมายความว่า ยูเครนจะต้องเสียดินแดนให้แก่รัสเซียก็ตาม

ครบรอบ 3 ปีสงครามยูเครน ลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ เลิกหนุน-หันซบรัสเซีย

ยูเครนเสียดินแดนแล้ว 11%

ตอนที่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 24 ก.พ. 2565 รัสเซียยกทัพบุกโจมตีจากทางเหนือ, ใต้ และตะวันออก ชิงดินแดนไปได้จำนวนมากเพื่อหาทางเข้าสู่กรุงเคียฟ แต่ทหารยูเครนสามารถปกป้องเมืองหลวงของพวกเขาเอาไว้ได้

ในช่วงปลายปี 2565 ยูเครนจะเปิดฉากโต้กลับ ด้วยความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก ผลักดันกองทัพรัสเซียออกจากแคว้นคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และแคว้นเคอร์ซอน ทางใต้ได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นโมเมนตัมก็กลับไปทางรัสเซียอีกครั้ง และทำให้ยูเครนเสียดินแดนทางตะวันออกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเมืองบักห์มุต

นับตั้งแต่ปี 2565 ยูเครนเสียดินแดนให้รัสเซียไปราว 11% ของดินแดนทั้งหมด แต่หากรวมเหตุการณ์ในปี 2557 ซึ่งยูเครนเสียดินแดนบางส่วนในแคว้นโดเนตสก์ กับแคว้นลูฮานสก์ ให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดน และเสียไครเมียให้แก่รัสเซีย ทำให้ปัจจุบัน ยูเครนเสียดินแดนให้รัสเซียไปแล้วประมาณ 18%

ยอดความสูญเสียไม่ชัดเจน

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยจำนวนผู้สูญเสียที่ชัดเจน เพราะเหตุผลด้านการโฆษณาชวนเชื่อและคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ แต่ “มีเดียโซนา” สื่ออิสระของรัสเซีย กับ “บีบีซี” ทำการวิเคราะห์ร่วมกันและได้ข้อสรุปว่า รัสเซียน่าจะเสียทหารไปแล้วกว่า 95,000 ศพ แต่จำนวนที่แท้จริงอาจจะมากถึง 140,000 – 220,000 ศพ

ขณะที่หน่วยงานอิสระประเมินว่ายูเครนสูญเสียทหารไปแล้วประมาณ 70,000 ศพ ขณะที่สหประชาชาติระบุว่า มีประชาชนยูเครนอย่างน้อย 12,600 ศพ ที่ถูกสังหารตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนจำนวนผู้บาดเจ็บของแต่ละฝ่ายคาดอยู่ในหลักแสนราย

นอกจากนั้น ชาวยูเครนอีกหลายล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยที่ราว 3.7 ล้านคนพลัดถิ่นอยู่ภายในยูเครน ขณะที่ราว 6.3 ล้านคนอพยพหรือลี้ภัยเข้าสู่ประเทศแถบยุโรป และราว 1.2 ล้านคนอยู่ในสหพันธรัฐรัสเซีย

ครบรอบ 3 ปีสงครามยูเครน ลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ เลิกหนุน-หันซบรัสเซีย

สหรัฐฯ เลิกหนุนยูเครน

ตลอดการทำสงคราม 3 ปีที่ผ่านมา ยูเครนพึ่งพาการสนับสนุนจากชาติตะวันตกอย่างหนัก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งมอบความช่วยเหลือทางทหาร, มนุษยธรรม และการเงินให้แก่ยูเครนคิดเป็นมูลค่ากว่า 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว แต่สิ่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไปภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

นายทรัมป์แสดงออกชัดเจนว่าเขาต้องการทำให้สงครามนี้จบลง โดยเบนเป้าหมายการกดดันจากรัสเซียมาเป็นฝ่ายยูเครนแทน ด้วยการต่อสายโทรศัพท์คุยกับผู้นำรัสเซียโดยตรง และจัดการประชุมระดับสูงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียที่ซาอุดีอาระเบีย ทำให้เกิดความกังวลว่า รัฐบาลทรัมป์อาจพยายามผลักดันข้อตกลงโดยไม่สนใจยูเครน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ กับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนสาดวาทกรรมตอบโต้กันอย่างหนัก ถึงขั้นที่นายทรัมป์กล่าวหาเซเลนสกีว่าเป็นเผด็จการ และบอกว่าการให้ประธานาธิบดียูเครนรายนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ทรัมป์ยังพยายามกดดันให้ผู้นำยูเครนลงนามข้อตกลงมอบส่วนแบ่งรายได้จากการทำเหมืองแร่และทรัพยากรอื่นๆ ให้แก่สหรัฐฯ เพื่อชดเชยความช่วยเหลือที่พวกเขาเคยมอบให้ด้วย

นอกจากนั้น สหรัฐฯ ยังกดดันหลายประเทศไม่ให้สนับสนุนร่างมติสหประชาชาติที่นำเสนอโดยยูเครน เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีสงคราม แต่ให้สนับสนุนร่างมติของสหรัฐฯ ซึ่งไม่พูดถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย หรือบอกให้รัสเซียแสดงความรับผิดชอบใดๆ เพียงแค่เรียกร้องให้มีการยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศเท่านั้น

ครบรอบ 3 ปีสงครามยูเครน ลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ เลิกหนุน-หันซบรัสเซีย

โพลชี้คนต้องการสันติภาพ

ผลการสำรวจความคิดเห็นของ “Gallup” สถาบันจัดทำโพลชื่อดังเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ชี้ว่า ชาวอเมริกันกว่า 50% ต้องการให้สงครามในยูเครนยุติลงโดยเร็ว แม้ว่ายูเครนจะไม่สามารถชิงดินแดนที่เสียไปกลับมาได้ทั้งหมดก็ตาม ขณะที่ชาวอเมริกัน 37% มองว่าประเทศของพวกเขาให้การสนับสนุนยูเครนมากเกินไป

ส่วนในยุโรป ผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ ชาว EU 74% ยังมองว่าการช่วยยูเครนต่อต้านการรุกรานจากรัสเซียคือการปกป้องค่านิยมของยุโรป

แต่ผลการศึกษาแยกต่างหากในช่วงปลายปี 2567 แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องการสนับสนุนยูเครนจนกว่าจะชนะนั้น เริ่มลดลงในหลายประเทศของสหภาพยุโรป และการเจรจาสันติภาพโดยยอมเสียดินแดน เริ่มเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมากกว่าในเยอรมนี, อิตาลี และฝรั่งเศส

ขณะที่ในรัสเซีย แรงสนับสนุนการทำสงครามยังสูงเกือบ 80% ตามโพลของ Levada Center แต่ชาวรัสเซียกว่า 61% ก็สนับสนุนเรื่องการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งเช่นกัน มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

โพลของ Gallup ชี้ด้วยว่า แม้แต่ในยูเครน ประชาชนที่อยากเห็นประเทศของพวกเขาเจรจาเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากไม่ถึง 30% ในปี 2565 และ 2566 มาเป็น 52% ในช่วงปลายปี 2567 ขณะที่ 38% เชื่อว่าประเทศของพวกเขาควรจะต่อสู้ต่อไป ลดลงจากปี 2565 ที่ตัวเลขนี้สูงถึง 73%


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : axios , gzeromedia , cnn

วันนี้ ครบ 3 ปีสงครามรัสเซีย–อูเครน

วันนี้ ครบ 3 ปีสงครามรัสเซีย–อูเครน

24 ก.พ. 2568 06:20 น.

วันนี้ ครบ 3 ปีสงครามรัสเซีย–อูเครน

วันนี้คือวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2025 ถ้าตามปฏิทินจูเลียนซึ่งรัสเซียและอูเครนใช้กันมาตั้งแต่อดีตวันนี้คือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025

ตีห้าเวลามอสโกของวันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปูตินประกาศปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ยิงขีปนาวุธใส่หลายเมืองสำคัญของอูเครน รวมถึงกรุงคีฟด้วย กองกำลังภาคพื้นดินของรัสเซียข้ามพรมแดนเข้าสู่อูเครน ทั้งผ่านเบลารุสทางตอนเหนือ ผ่านภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออก และจากคาบสมุทรไครเมียจากทางใต้

คนที่กระตุ้นให้สลาฟบุกสลาฟด้วยกันในครั้งนั้นคือเซเลนสกี ประธานาธิบดีอูเครน เซเลนสกีไม่ใช่ชาวสลาฟนะครับ เด็กชาย โวโลดีมีร์ โอเล็กซานโดรวิช เซเลนสกีเกิดเมื่อ ค.ศ.1978 พ่อแม่เป็นยิว แกได้ทุนไปเรียนปริญญาตรีที่อิสราเอล แต่คงจะชอบเรื่องการแสดงจึงขออยู่ที่อูเครนพร้อมทั้งเรียนกฎหมายที่สถาบันเศรษฐศาสตร์คริวอย รอก (ภาษาอูเครนคือครีวี รีห์)

ค.ศ.1997 เซเลนสกีตั้งคณะตลก “ควาร์ตาล ดีเวียนนอสตพยาต” แรกๆก็แสดงตลกด้วยการใส่ยกทรงวิ่งบนเวที เต้นกระด๊องกระแด๊ง ดิ๊วๆ ตอนหลังก็หันมาเสียดสีรัฐบาล แต่งตัวเลียนแบบนักการเมือง เรื่องนี้ถูกใจคนอูเครนที่ชอบเรื่องการเมือง อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเมืองและด่ารัฐบาล คนอูเครนจะหยุดฟังหยุดดู

16 ตุลาคม 2015 สถานีโทรทัศน์ช่อง 1+1 ของอูเครน แพร่ภาพซีรีส์เรื่องสลูฮานาโรดู ภาษาอูเครน ‘สลูฮา’ แปลว่า ‘ผู้รับใช้’ ‘นาโรดู’ แปลว่า ‘ประชาชน’ ซีรีส์นี้เป็นเรื่องราวของครูที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ที่ชื่อครูวาซีลี โฮโลโบดอริก

วันหนึ่งครูวาซีลีโดนนักเรียนแอบถ่ายขณะบ่นก่นด่ารัฐบาล แล้วนำไปอัปโหลดในอินเตอร์เน็ตจนกลายเป็นไวรัล ประชาชนประทับใจจึงสละเงินคนละเล็กละน้อยให้ครูวาซีลีไปสมัครประธานาธิบดี แล้วก็ชนะเลือกตั้งจริงๆ

ในซีรีส์ทางโทรทัศน์ เมื่อเป็นประธานาธิบดีแล้ว ครูวาซิลีต้องเจอกับการบริหารประเทศที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน และแรงกดดันจากคนชั้นสูง จนทำให้การบริหารประเทศไม่ประสบความสำเร็จ

ผู้แสดงเป็นครูวาซีลีก็คือเซเลนสกี อายุ 37 ปี ตอนนั้นแกเดินไปไหนมาไหน คนเริ่มเรียกแกว่าท่านประธานาธิบดี คำเรียกนี้สะสมไว้ในสมองของเซเลนสกีจนแกละเมอเพ้อพกว่า อ้า ข้าคือประธานาธิบดีอูเครนของแท้

31 ธันวาคม 2018 ตลกเซเลนสกีแถลงข่าวว่า ตนจะสมัครประธานาธิบดีอูเครนในปีหน้า โดยตั้งชื่อพรรคว่าสลูฮานาโรดู ตามรายการในโทรทัศน์

21 เมษายน 2019 คนอูเครนเลือกเซเลนสกีเป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย เดือนถัดมาคือ 20 พฤษภาคม 2019 เซเลนสกีก็เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอูเครนอย่างเป็นทางการ

20 พฤษภาคม 2024 หมดวาระการดำรงตำแหน่งการเป็นประธานาธิบดีอูเครน 5 ปี เซเลนสกีไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีก ให้รัฐสภาซึ่งเป็นพวกตัวเองออกกฎอัยการศึก โดยตัวเองนั่งถ่างขาเป็นประธานาธิบดีอย่างไม่ชอบธรรม (เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกแล้ว)

20 กุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ด่าเซเลนสกีว่าเป็นไอ้เผด็จการ เป็นไอ้ตัวตลกที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศ ประชาชนนับล้านต้องล้มตายโดยไม่จำเป็น หลอกให้สหรัฐฯใช้เงิน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ (11.8 ล้านล้านบาท) เพื่อรบในสงครามที่ไม่มีวันชนะ และเป็นสงครามที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

ทรัมป์เขียนข้อความลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “เซเลนสกียอมรับเองว่า เงินครึ่งหนึ่งที่สหรัฐฯให้ไปนั้นหายไป” ซึ่งตีความได้ว่า มีการทุจริตคอร์รัปชัน เอาเงินที่ใช้ในการทำสงครามไปใช้ส่วนตัว

“(มัน) ไม่ใช่ตัวแทนของคนส่วนใหญ่อีกแล้ว เพราะคะแนนนิยม (ของมัน) เหลือเพียงสี่เปอร์เซ็นต์”

ผู้เขียนเปิดฟ้าส่องโลกกำลังหาวิธีเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์จากทรัมป์ เพราะทุกคำและทุกประโยคที่ทรัมป์ใช้ด่าเซเลนสกี เป็นคำและประโยคเดียวกันกับที่เปิดฟ้าส่องโลก หน้า 2 ของ นสพ.ไทยรัฐ ด่าเซเลนสกีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม

โป๊ปฟรานซิสอาการยังวิกฤติ พบสัญญาณไตวายขั้นต้น-ยังควบคุมได้

โป๊ปฟรานซิสอาการยังวิกฤติ พบสัญญาณไตวายขั้นต้น-ยังควบคุมได้

24 ก.พ. 2568 03:34 น.

โป๊ปฟรานซิสอาการยังวิกฤติ พบสัญญาณไตวายขั้นต้น-ยังควบคุมได้

วาติกันเผย อาการประชวรของโป๊ปฟรานซิสยังวิกฤติ โดยพบสัญญาณของโรคไตวายขั้นต้น ไม่รุนแรง และยังควบคุมได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ก.พ. 2568 สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรล่าสุดของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยระบุว่า อาการประชวรของพระองค์ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ และผลการตรวจสอบแสดงให้เห็นสัญญาณของไตวายขั้นต้นและไม่รุนแรง ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุม

“ด้วยความซับซ้อนในภาพรวมทางคลินิก และความจำเป็นที่ต้องรอผลของการบำบัดด้วยยา ทำให้ยังไม่สามารถทำนายอาการของโรคได้” แถลงการณ์ของวาติกันระบุ

วาติกันบอกด้วยว่า โป๊ปฟรานซิสยังต้องได้รับออกซิเจน แต่ไม่มีอาการวิกฤติด้านทางเดินหายใจเกิดขึ้นนับตั้งแต่เมื่อเย็นวันเสาร์แล้ว โดยพระองค์ยังตื่นตัวและมีสติ

แถลงการณ์เสริมอีกว่า โป๊ปฟรานซิสเข้าร่วมพิธีมิสซาจากภายในห้องพักชั้นที่ 10 ของโรงพยาบาลเจเมลลี ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่ถวายการดูแลพระองค์ระหว่างประทับที่โรงพยาบาล

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสพระชนมายุ 88 พรรษา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม ของอิตาลี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 หลังมีอาการปอดอักเสบมาหลายวัน จากนั้นวาติกันก็เริ่มออกมาเปิดเผยว่า โป๊ปมีอาการติดเชื้อหลายชนิดในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเป็นปอดบวมในปอดทั้ง 2 ข้าง

อาการของพระองค์ทำท่าจะดีขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยวาติกันระบุในวันพฤหัสบดีว่า พระองค์ตอบสนองต่อการรักษาปอดบวมในเชิงบวก

อย่างไรก็ตามในวันศุกร์ (21 ก.พ. 2568) ดร.แซร์จิโอ อัลฟิเอรี ศัลยแพทย์ผู้เคยผ่าตัดให้โป๊ปฟรานซิสมาก่อน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “โป๊ปฟื้นอันตรายหรือยัง? คำตอบคือไม่ ประตูทั้ง 2 บานยังเปิดอยู่ พระองค์เสี่ยงสวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วนหรือไม่? คำตอบคือไม่ การรักษาต้องการเวลาเพื่อที่จะได้ผล”

เมื่อวันเสาร์ วาติกันระบุว่าโป๊ปฟรานซิสมีอาการวิกฤติ หลังพระองค์เผชิญกับ “ภาวะวิกฤติด้านทางเดินหายใจคล้ายโรคหอบหืดเป็นเวลานาน” เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้ต้องได้รับออกซิเจนในปริมาณมาก และต้องได้รับการถ่ายเลือดเพื่อรักษาอาการโลหิตจาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกฯ เยอรมนียอมรับแพ้เลือกตั้ง หลังเอ็กซิตโพลชี้ พรรค CDU ได้ที่ 1

นายกฯ เยอรมนียอมรับแพ้เลือกตั้ง หลังเอ็กซิตโพลชี้ พรรค CDU ได้ที่ 1

24 ก.พ. 2568 02:14 น.

นายกฯ เยอรมนียอมรับแพ้เลือกตั้ง หลังเอ็กซิตโพลชี้ พรรค CDU ได้ที่ 1

นายกรัฐมนตรีเยอรมนียอมรับความพ่ายแพ้เลือกตั้งแล้ว หลังผลเอ็กซิตโพลชี้ว่า พรรค CDU ฝ่ายอนุรักษ์นิยมคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ส่วนพรรคขวาจัด AfD อยู่ที่ 2

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ก.พ. 2568 ชาวเยอรมนีออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก่อนกำหนด โดยผลเอ็กซิตโพลล่าสุดชี้ว่า นายฟรีดริช แมร์ซ น่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศ หลังจากพรรค CDU ฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเขา มีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ส่วนพรรคฝ่ายขวาจัดอย่าง AfD ตามมาเป็นอันดับ 2

ผลเอ็กซิตโพลชี้ว่า กลุ่มพันธมิตรพรรคการเมือง สหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) กับสหภาพสังคมคริสเตียน (CSU) มีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ที่ 29% ตามด้วยพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (AfD) ที่ 19.5% และอันดับที่ 3 คือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนี (SPD) ซึ่งได้ไปเพียง 16%

ฟรีดริช แมร์ซ หัวหน้าพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) และผู้ที่คาดกันว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของเยอรมนี
ฟรีดริช แมร์ซ หัวหน้าพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) และผู้ที่คาดกันว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของเยอรมนี

พรรค AfD ทำผลงานได้ดีขึ้นตามความคาดหมาย โดยได้ส่วนแบ่งคะแนนโหวตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากกระแสการต่อต้านผู้อพยพในยุโรปที่เริ่มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการกลับไปเป็นประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม AfD น่าจะยังไม่สามารถก้าวขึ้นมามีอำนาจได้ เนื่องจากพรรคอื่นๆ ปฏิเสธที่จะร่วมมือด้วย

ส่วนพรรค SPD ได้คะแนนโหวตน้อยลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเกือบ 9% นับเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยนายโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีและหัวหน้าพรรค SPD กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้สนับสนุนที่หน้าสำนักงานใหญ่ของพรรค

“นี่เป็นผลการเลือกตั้งที่ขมขื่น นี่คือความพ่ายแพ้ นี่คือผลลัพธ์ที่เราจะต้องทิ้งมันไว้ข้างหลัง” นายชอลซ์บอกด้วยว่า เขาจะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ออกมา พร้อมกับแสดงความยินดีกับคู่แข่งอย่างนายฟรีดริช แมร์ซ และกล่าวว่า การที่พรรคขวาจัด AfD ได้ผลลัพธ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขาจะไม่มีวันทำใจได้

ด้านนายแมร์ซกล่าวหลังรู้ผลเอ็กซิตโพลว่า นี่เป็นค่ำวันเลือกตั้งครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ และสัญญาเขาจะเริ่มการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “เราต่อสู้ในการหาเสียงเลือกตั้งอย่างยากลำบากในเรื่องประเด็นสำคัญต่างๆ … ตอนนี้เราจะพูดคุยกัน เราต้องลงมือทำได้อย่างรวดเร็ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีลั่น พร้อมลาออก แลกยูเครนเป็นสมาชิกนาโต

เซเลนสกีลั่น พร้อมลาออก แลกยูเครนเป็นสมาชิกนาโต

24 ก.พ. 2568 00:32 น.

เซเลนสกีลั่น พร้อมลาออก แลกยูเครนเป็นสมาชิกนาโต

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนยืนยันว่าเขาพร้อมจะลาออกจากตำแหน่ง หากมันรับประกันความสงบให้ยูเครน และแลกกับการเข้าเป็นสมาชิกนาโต

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ก.พ. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนจัดงานแถลงข่าวที่กรุงเคียฟ โดยระหว่างการแถลงเซเลนสกีถูกนักข่าวถามว่า เขาพร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ หากการทำเช่นนั้นจะรับประกันสันติให้แก่ยูเครน ซึ่งเซเลนสกีตอบว่า

“หากมันรับประกันสันติภาพแก่ยูเครนได้ หากคุณต้องการให้ผมลาออกจริง ผมก็พร้อม ผมสามารถแลกมันกับนาโต” บอกเป็นนัยว่าเขาพร้อมจะลาออกหากมันแลกกับการที่ยูเครนจะได้เข้าเป็นสมาชิกนาโต

เซเลนสกีบอกด้วยว่า เขาไม่ได้คิดฝันว่าจะเป็นประธานาธิบดีไปนานนับทศวรรษ และจะออกจากตำแหน่งหากมันนำไปสู่สันติภาพของยูเครน

ผู้นำยูเครนเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า กองทัพของประเทศของเขาจำเป็นต้องขยายขนาดขึ้นเป็นเท่าตัว หากนาโตปฏิเสธการขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกของยูเครน อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า การร่วมเป็นสมาชิกนาโตของยูเครนนั้น ไม่อาจเป็นจริงได้

ทั้งนี้ คำพูดล่าสุดของเซเลนสกีเกิดขึ้นในขณะที่รอยร้าวระหว่างเขากับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขยายตัวมากขึ้น โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม ก่อนจะออกมาแก้ในภายหลังว่ารัสเซียเป็นฝ่ายโจมตี แต่ก็กล่าวโทษผู้นำสหรัฐฯ คนก่อนอย่าง โจ ไบเดน กับเซเลนสกีว่าไม่ยอมหาทางยุติการต่อสู้เร็วกว่านี้

ฝ่ายเซเลนสกีโต้กลับคำพูดของนายทรัมป์ โดยกล่าวหาว่าผู้นำสหรัฐฯ อยู่ในพื้นที่ข้อมูลบิดเบือนที่สร้างโดยรัสเซีย ทำให้นายทรัมป์ตอบโต้ด้วยการเรียกเซเลนสกีว่าเป็น เผด็จการ ในขณะที่สหรัฐฯ กับรัสเซียประชุมระดับสูงร่วมกันที่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อหาทางยุติสงครามยูเครน โดยที่เคียฟไม่ได้เข้าร่วม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn