ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

‘นฤมล’ หารือ รมต.จีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้การบริหารการจัดการน้ำระหว่างกัน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มี รายได้เพิ่มขึ้น

วันนี้ (20 มี.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  (H.E. Mr. Li Guoying) โดยมี นายพรเทพ ศรีธนาธรผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานภาคการเกษตรของประเทศไทย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้มีความอยู่ดีกินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งประเทศไทยมีสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดูแลด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กรมชลประทาน มีมาตรการการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 (2017) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาเชื่อมโยงและจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของผู้บริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ทันเหตุการณ์ และยังจะใช้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และคลังข้อมูล รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

ในส่วนของฝ่ายจีน มีโครงการอนุรักษ์น้ำหลายประเภท อาทิ ระบบอนุรักษ์น้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและลดภัยพิบัติ ระบบน้ำประปาในเมืองและชนบท และระบบชลประทานพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อน ซึ่งสามารถปกป้องประชากรและเขตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ฝ่ายไทยจะได้แลกเปลี่ยนรู้ในการบริหารระหว่างกัน

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยให้ความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัจฉริยะอื่นๆ ในการควบคุมระบบชลประทานและการจัดการน้ำในแปลงนา และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยินดีสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและโครงการภายใต้ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาทรัพยากรน้ำในมิติต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน การลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางน้ำ การจัดการทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงทางน้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รมว.เกษตรฯ กล่าวย้ำว่า ฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญสำหรับข้อมูลที่แม่นยำเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศนำมาบูรณาการในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเพื่อให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยในการคาดการณ์ของระดับน้ำได้

ในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-จีน (The Sino-Thailand Joint Steering Committee on Water Resources Cooperation: JSC) ครั้งที่ 5 ปี 2568 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญและชื่นชมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างมากของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งฝ่ายจีนมีความประสงค์ปรับปรุงข้อบทใน MOU ที่ดำเนินการมากว่า 20 ปี ให้ครอบคลุมประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควรจะให้มีร่วมกันในอนาคตมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรมชลประทาน อยู่ระหว่างการประสานดำเนินการตามขั้นตอน และคงจะได้ประสานท่านในรายละเอียดต่อไป

015

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ข่าวการชุมนุมและการนำปลาหมอคางดำ 2 รถกระบะ ไปเทที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ประท้วงเหล่านั้นได้ปลาหมอคางดำจำนวนมากจากที่ไหน? และทำให้เรานึกถึงเรื่องราวในวรรณคดีไทย เช่น เรื่องสังข์ทอง ที่พระสังข์สามารถร่ายคาถาเรียกปลามากองอยู่ได้ทันที การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในไทยอาจจะง่ายกว่าที่คิด หากชุมชนใน 16 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดมีส่วนร่วมในการจับปลาด้วยกันทุกวัน โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการจับปลาและการนำปลาไปใช้ประโยชน์ตามแนวทางที่กำหนดก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้

วันนี้ประเทศไทยควรเรียนรู้จากหลายประเทศทั่วโลกที่เคยเผชิญกับปัญหานี้ และประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ดังนี้ :

1. สหรัฐอเมริกา

ในฟลอริดา พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวปลาเหล่านี้คิดเป็นประมาณ 90% ของสัตว์น้ำทั้งหมดในแหล่งน้ำธรรมชาติของรัฐ ขณะที่ในฮาวายมีการนำปลาหมอคางดำเข้ามาในปี พ.ศ. 2505 เพื่อใช้เป็นปลาเหยื่อสำหรับปลาทูน่า แต่ปลาหมอคางดำกลับหลุดรอดและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

วิธีการแก้ปัญหาของสหรัฐฯ คือการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่กระจายโดยการใช้มาตรการทางชีวภาพ เช่น การจัดการแหล่งน้ำ การใช้ไฟฟ้าช็อตปลา นอกจากนี้ยังมีการนำปลาหมอคางดำไปทำลายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาป่น อาหารสัตว์ หรืออาหารมนุษย์ โดยบางกลุ่มชาวพื้นเมืองก็ใช้ปลานี้ในการทำอาหาร เช่น ย่าง ทอด หรือทำซุปปลา

2. ฟิลิปปินส์

พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2558 จากการหลุดรอดปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะในอ่าวมะนิลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำประจำถิ่นและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลฟิลิปปินส์มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงการนำปลาหมอคางดำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น อาหารกระป๋อง และขายในตลาดสดหรือร้านอาหารพื้นเมือง

3. สเปนและโปรตุเกส

ทั้งสองประเทศพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ หน่วยงานในทั้งสองประเทศได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจับปลาและตกปลาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์รุกราน และยังนำปลาหมอคางดำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารทะเล

4. อินโดนีเซีย

มีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ เกิดจากการนำเข้าหรือการลักลอบนำเข้าเพื่อการประมงและการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ไม่รุนแรงเหมือนประเทศอื่นๆ กระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซียได้ดำเนินการป้องกันและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

5. ประเทศไทย

เริ่มพบปลาหมอคางดำครั้งแรกในปี พ.ศ. 2555 และการแพร่ระบาดขยายไป 16 จังหวัดในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลไทยมีมาตรการหลายวิธีในการแก้ปัญหานี้ เช่น การจับปลาออกจากแหล่งน้ำ การปล่อยปลาผู้ล่า การพัฒนาเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ และการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในหลายประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของไทยเพียงประเทศเดียว ซึ่งต้องการการจัดการที่เป็นระบบ การจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า จะเป็นวิธีที่สามารถควบคุมประชากรปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่แค่พยายามกำจัดมันอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้ปลาหมอคางดำในการผลิตอาหาร เช่น น้ำปลาร้า ปลาผง น้ำปลา ทอดมัน ลูกชิ้น หรือทำเป็นอาหารว่างต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างแรงจูงใจให้มีการจับปลาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันนี้สังคมไทยต้องพิจารณาการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน มากกว่ามองปลาหมอคางดำเป็น “ปลารุกราน” (Invasive Species) ซึ่งความจริง คือ ปลาชนิดนี้เป็นปลาตระกูลเดียวกับปลานิล เนื้อสามารถบริโภคได้มีโปรตีนเหมือนปลาทั่วไป และไขมันต่ำ ควรเปลี่ยนมุมมองไปให้ความสำคัญจากการใช้ประโยชน์จากปลามากขึ้น เพื่อความยั่งยืนในการจัดการและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของต่างประเทศในการแก้ปัญหานี้ มีให้เห็นหลายวิธี ทั้งการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ เมนูอาหาร รวมถึงการควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในวงจำกัด ประเทศไทยก็สามารถนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ได้จริง และไม่เพียงแค่แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจจากการแปรรูปปลาและการสร้างงาน สร้างรายได้อีกด้วย

การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพปลาหมอคางดำ ไม่ใช่มุ่งแต่จะโหนกระแสเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมาจากการจัดการที่เป็นระบบ และการนำประสบการณ์ของประเทศอื่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

#สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

‘ปศุสัตว์’ร่วม’สาธารณสุข’ บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

'ปศุสัตว์'ร่วม'สาธารณสุข' บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

‘ปศุสัตว์’ร่วม’สาธารณสุข’ บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ปศุสัตว์ร่วมสาธารณสุข บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมายจากร้าน 3 แห่งในเมืองขอนแก่น ยึดยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มูลค่ารวมกว่าแสนบาท

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยสั่งชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น บุกตรวจสอบร้านขายอาหารสัตว์ต้องสงสัย 3 แห่งในจังหวัดขอนแก่น ที่ขายยาสัตว์เถื่อนทั้งทางหน้าร้านและผ่านแอปพลิเคชัน LINE พบยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหลายรายการ ร้านจำหน่ายทั้ง 3 แห่งมีเจ้าของคนเดียวกัน รับสารภาพซื้อมาจากจากแหล่งผลิตในจังหวัดนครปฐม ส่งตำรวจดำเนินคดีในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พร้อมยึดยาเถื่อนทั้งหมดเป็นของกลาง สั่งขยายผล สาวถึงต้นตอแหล่งผลิต

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เข้าตรวจสอบร้านขายอาหารสัตว์ต้องสงสัยในจังหวัดขอนแก่น ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน Application DLD 4.0 ว่ามีการประกอบกิจการขายยาสัตว์ไม่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ขอนแก่น ปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น ปศุสัตว์เขต 4 ได้ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นวางแผนล่อซื้อผลิตภัณฑ์ยาสัตว์จากร้านค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน LINE โดยผลการตรวจสอบพบว่า ยาที่ถูกส่งมาจากอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยพบว่า ยาดังกล่าว ไม่มีการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาสัตว์

จากการสืบสวนต่อเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้านทำให้พบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ร้านขายอาหารสัตว์นี้ มีความเชื่อมโยงกันถึง 3 แห่ง ในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นซึ่งทั้งหมดดำเนินกิจการภายใต้การดูแลของเจ้าของร้านคนเดียวกัน โดยทำเป็นธุรกิจครอบครัว

คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า มีการวางขายยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่จริงหลายรายการ เช่น ยากำจัดเห็บหมัด ยาพ่นกำจัดเห็บหมัด ยาคุมกำเนิด และยาฆ่าเชื้อ ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจำหน่าย เจ้าของร้านทั้ง 3 แห่งยอมรับสารภาพว่า ซื้อยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากแหล่งผลิตในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่กรมปศุสัตว์และตำรวจสอบสวนกลางเคยตรวจยึดและดำเนินคดีไปแล้วเมื่อปลายปี 2567 โดยจะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยอมรับสารภาพในข้อกล่าวหาทั้งหมดและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจำนวน 50 รายการ มูลค่ารวมกว่าแสนบาท และส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ย่อยพระลับ และ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 โดยมีโทษตามมาตรา 122 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากฝ่าฝืนมาตรา 12 ของกฎหมายก็อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตรวจสอบขยายผลย้อนกลับมายังแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม ที่กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตาม พรบ.ยาฯ และตำรวจสอบสวนกลางเคยดำเนินการตรวจยึดและดำเนินคดีไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมาด้วย หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำว่า กรมปศุสัตว์จะเฝ้าระวังและติดตามสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง สถานพยาบาลสัตว์ ห้องเย็นที่แช่แข็งเนื้อและผลิตภัณฑ์สัตว์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและดำเนินการกิจการอย่างถูกต้อง โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์สืบหาข้อมูลการโฆษณาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสผู้กระทำความผิด ขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อเสนอแนะสามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์กรมปศุสัตว์ www.dld.go.th และทางแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก app store และ google play store ทั้งในระบบ iOS และ android

– 006

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025’ ปักหมุดฉลองสงกรานต์ใจกลางกรุง

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน 'EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025' ปักหมุดฉลองสงกรานต์ใจกลางกรุง

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025’ ปักหมุดฉลองสงกรานต์ใจกลางกรุง

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.11 น.

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน “EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025” ปักหมุดฉลองสงกรานต์ด้วยอีเวนต์ระดับ WORLD CLASS ใจกลางกรุง พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาล ดันประเทศไทยสู่ WORLD CLASS EVENT HUB

เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าสำคัญระดับโลกบนถนนสุขุมวิท ซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ขานรับนโยบายภาครัฐบาลในโครงการ THAILAND SUMMER FESTIVALS 2025 ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่การเป็น WORLD CLASS EVENT HUB ด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ที่ต่อยอดประเพณีและวัฒนธรรมของไทย ทุ่มงบ 100 ล้านบาท คิกออฟโปรเจกต์กับงาน “EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC” ปักหมุดแลนด์มาร์กสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ใจกลางสุขุมวิท ด้วยอีเวนต์ความบันเทิงระดับโลก พร้อมการตกแต่งสไตล์ไทยสุดตื่นตา และกิจกรรมพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษฉลองซัมเมอร์ตลอดเดือน เพื่อตอกย้ำการเป็นเดสติเนชั่นสำคัญของกรุงเทพมหานครที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

นางสุธาวดี ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการสายงานการตลาด เอ็ม ดิสทริค กล่าวถึงการฉลองสงกรานต์และการจัดกิจกรรมพิเศษช่วงซัมเมอร์ปีนี้ว่า “ในปีนี้เราได้ขานรับโครงการ THAILAND SUMMER FESTIVALS 2025 ของทางภาครัฐ ด้วยการจัดกิจกรรมพิเศษพร้อมดึงผู้จัดงานอีเวนต์ระดับโกลบอลมาร่วมสร้างความพิเศษช่วงสงกรานต์ให้กับ เอ็ม ดิสทริค เพื่อยกระดับย่านสุขุมวิทและประเทศไทยสู่การเป็น WORLD CLASS EVENT HUB โดยทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท จัดงาน “EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025” ภายใต้คอนเซปต์ “THE WORLD OF SUMMER CELEBRATIONS” ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2568 เนรมิตศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ให้เป็นดินแดนแห่งความสุข ความสนุก เต็มไปด้วยสีสันความบันเทิงระดับโลก เพื่อตอกย้ำการเป็น HUB OF ENTERTAINMENT ด้วย 5 ความพิเศษรับซัมเมอร์ ทั้งกิจกรรมอีเวนต์และโปรโมชั่นที่เป็น ATTRACTION EVENTS ดูดดึงนักช้อปและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษช่วงซัมเมอร์ที่ย่านแห่งนี้ พร้อมร่วมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่ผสมผสานความทันสมัยผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการตกแต่งศูนย์การค้า, ไทย มาร์เก็ต, เมนูอาหารไทยจากร้านดังมากมาย พร้อมด้วยโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักช้อปที่ทุกคนไม่ควรพลาด โดยคาดว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะดันทราฟฟิกทั้ง 3 ศูนย์การค้าฯ เพิ่มกว่า 40%”

5 ความพิเศษรับซัมเมอร์ ในงาน “EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025” ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2568 ที่ เอ็ม ดิสทริค ที่คุณไม่ควรพลาด ได้แก่

1.SUMMER SPLASH PARTY : กิจกรรมดับร้อนสุดมันส์ระดับเวิลด์คลาส

กิจกรรมฉลองเทศกาลสงกรานต์ยิ่งใหญ่ที่สุดในย่านสุขุมวิท กับงาน “SUMMER SPLASH”      เปิดพื้นที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ให้ทุกคนได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนานกันทั้งครอบครัว พร้อมเนรมิตอุโมงค์น้ำสีสันสดใสความยาวกว่า 50 เมตร ที่มาพร้อมแสงสีและเสียงดนตรีจากดีเจชั้นนำ ระหว่างวันที่ 8 – 16 เมษายน 2568 ให้ทุกคนได้มันส์กับการสาดน้ำดับร้อนช่วงสงกรานต์กันอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะมีผู้สนใจมาร่วมสนุกกับกิจกรรมครั้งนี้มากกว่า 4,000 คนต่อวัน

อีกหนึ่งงานกับปาร์ตี้ระดับเวิลด์คลาส ที่สุดของความสนุกและความมันส์ด้วยซิกเนเจอร์อีเวนต์ระดับโลกที่ เหล่า LGBTQ ทั่วโลกรอคอยกับงาน “GCIRCUIT GALA 2.0” ที่ปีนี้มาในคอนเซปต์ “A WHOLE NEW WORLD SONGKRAN 2025” ระหว่างวันที่ 11 – 14 เมษายน 2568 ณ ชั้น 6 UOB LIVE ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกมากกว่า 30,000 คน ทั้งจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ซึ่งสร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายในช่วงการจัดงานไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท โดย เอ็ม ดิสทริค เตรียมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับผู้ร่วมงานทุกคนอีกด้วย

ปิดท้ายกับงาน “EM WONDER SUMMER SPIRIT” ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2568 ที่ EM WONDER ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ชวนทุกคนมาระเบิดความมันส์ไปกับดีเจชั้นนำของเมืองไทย พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มที่มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษตลอดช่วงซัมเมอร์

2.SUMMER STYLE :อัปเดตเทรนด์แฟชั่น – ไลฟ์สไตล์สุดฮอต

ตอกย้ำการเป็น FASHION DESTINATION และที่สุดของย่านแฟชั่นไลฟ์สไตล์ระดับโลกกับ “EM DISTRICT SUMMER VOYAGE” ที่ เอ็ม ดิสทริค ได้รวบรวมสินค้าแฟชั่นคอลเลกชันพิเศษ SPRING/SUMMER 2025 ให้ทุกคนได้อัปเดตเทรนด์ พร้อมช็อปไอเทมใหม่ก่อนใครกับ 200 แบรนด์ดัง ทั้งแบรนด์ไทยชั้นนำและแบรนด์ดังระดับโลก พร้อมชวนทุกคนมาเติมความสวยรับซัมเมอร์กับสถานเสริมความงามระดับพรีเมียม ด้วยสุดยอดนวัตกรรมอันทันสมัยและบริการสุดพิเศษแบบครบวงจร และไอเท็มไลฟ์สไตล์ ที่มาพร้อมโปรโมชั่นสุดว้าวมากมายกับแคมเปญ “EM DISTRICT SUMMERCATION” ได้ที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์

3.SUMMER DELICIOUS : คัดสรรเมนูเด็ดรับซัมเมอร์

เอ็ม ดิสทริค เอาใจนักชิมด้วยแคมเปญสุดพิเศษ “EMDINING SUMMERLICIOUS” ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2568 ชวนทุกคนมาอิ่มอร่อยกับเมนูคลายร้อนกว่า 100 เมนู หลากหลายสไตล์ จากร้านอาหารชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศ ภายในศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ที่มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษมอบ Cash Coupon ส่วนลดพิเศษสำหรับทุกคน

4.SUMMER VIBE : บรรยากาศความเป็นไทยสไตล์โมเดิร์น

หนึ่งในไฮไลต์ของ เอ็ม ดิสทริค ในทุกๆ เทศกาลสำคัญ คือ การตกแต่งศูนย์การค้าที่โดดเด่น        เพื่อตอกย้ำการเป็น ART DISTRICT โดยครั้งนี้ชวนทุกคนตื่นตากับบรรยากาศซัมเมอร์สไตล์ไทยโมเดิร์น ในธีม “ONLY IN THAILAND” เพื่อเฉลิมฉลองซัมเมอร์นี้ โดยดึง “ความเป็นไทย” มาตีโจทย์ในมุมมองใหม่ผ่านงานศิลปะรูปแบบต่างๆ ทั้งศิลปหัตถกรรมและศิลปะร่วมสมัย ที่ช่วยเสริมเอกลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทยให้โดดเด่น อาทิ ปลาตะเพียนสาน เครื่องจักสานต่างๆ เครื่องเงินล้านนา และผลิตภัณฑ์จากถุงช็อปปิ้งสายรุ้งของไทย ฯลฯ เป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่อวดสายตานักท่องเที่ยวผู้มาเยือนในช่วงเทศกาลสำคัญในปีนี้

พร้อมสัมผัสสุดยอดผลิตภัณฑ์ อาหาร จากภูมิปัญญาไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในงาน “คัดไทย 2025 : Only’s Thailand Best & Beyond” คัดสรรและรวบรวมสินค้าชุมชนทั่วไทยมาให้ชาวไทยและชาวต่างชาติสัมผัสความเป็นไทยทุกมิติผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น ผลไม้ อาหารพื้นเมือง เมนูเด็ด ตลอดจนแฟชั่นและผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ต้อนรับมหาสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 3 – 16 เมษายน 2568 ที่ บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และ 3 – 20 เมษายน 2568  ที่ EM MARKET HALL ชั้น G บริเวณศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

5.SUMMER SURPRISE : โปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษรับซัมเมอร์

เพลิดเพลินกับโปรโมชั่นและกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดพิเศษรับลมร้อนเอาใจนักช็อปและนักชิม ให้มาเอ็นจอยกันได้ทั้งครอบครัว เมื่อช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์ดังจากร้านค้าชั้นนำระดับโลกและอิ่มอร่อยกับเมนูสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดัง ที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ รับโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมาย ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2568

เริ่มด้วยโปรโมชั่นสุดว้าวกับ “EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025” เอาใจนักช็อปและนักชิม เมื่อจ่ายผ่านบัตรเครดิต BANGKOK BANK M VISA ครบตามเงื่อนไข รับคูปองแทนเงินสดจากศูนย์การค้าฯ สูงสุด 25,000 บาท

ส่วนสายบิวตี้ห้ามพลาดกับโปรโมชั่น “SUMMER GLOW” เพียงซื้อสินค้าจากร้านค้าชั้นนำภายในศูนย์การค้าฯ ครบ 20,000 บาทขึ้นไป รับทันที คูปองแทนเงินสดจากสถาบันเสริมความงามชั้นนำ รวมมูลค่า 5,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับคุณหนูๆ ช่วงปิดเทอมให้ได้ร่วมสนุกกับงาน SUMMER SCOOL BREAK ที่ EMJOY ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ด้วยกิจกรรม TERRARIUM จัดโหลสวนสาหร่ายมาริโมะสุดสร้างสรรค์ จาก AFTER THE RAIN TERRARIUM และกิจกรรมทำสร้อยลูกปัด DIY พร้อมจี้สุดน่ารัก จาก SUNKID.STUDIO ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตลอดเดือนเมษายน 2568

ร่วมฉลองซัมเมอร์สุดพิเศษกับกิจกรรมและโปรโมชั่นสุดว้าวในงาน “EM DISTRICT SUMMER REPUBLIC 2025” ได้ที่ เอ็ม ดิสทริค กับทั้ง 3 ศูนย์การค้า ได้แก่ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2568

-(016)

milk_shake® เปิดตัวแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ซาลอนดัง ‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ดูแลเส้นผม ด้วยทรีทเม้นท์ภายใต้คอนเซ็ปท์ ‘ค็อกเทลบำรุงผม’

milk_shake® เปิดตัวแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ซาลอนดัง 'กีกี้ บิวตี้ สเปซ' ดูแลเส้นผม ด้วยทรีทเม้นท์ภายใต้คอนเซ็ปท์ 'ค็อกเทลบำรุงผม'

milk_shake® เปิดตัวแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ซาลอนดัง ‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ดูแลเส้นผม ด้วยทรีทเม้นท์ภายใต้คอนเซ็ปท์ ‘ค็อกเทลบำรุงผม’

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.40 น.

milk_shake® ประเทศไทย เปิดตัว “แบรนด์ แอมบาสเดอร์” ซาลอนดัง กีกี้ บิวตี้ สเปซ เสิร์ฟประสบการณ์ “milk_shake® Hair Cocktail Experience by KIKI Beauty Space” สัมผัสมิติใหม่แห่งการดูแลเส้นผม ด้วยทรีทเม้นท์ภายใต้คอนเซ็ปท์  “ค็อกเทลบำรุงผม”

บริษัท แอดวานซ์คาเบลโล่ จำกัด ตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ milk_shake®  (มิลค์_เชค) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการ ด้วยการเปิดตัว กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space) ลักซ์ชัวรี่ บิวตี้ ซาลอนอันดับหนึ่งของไทย เจ้าของรางวัล World’s Best Luxury Beauty Salon จาก World Salon Awards ในปี 2565 ในฐานะ Brand Ambassador แห่งแรกและแห่งเดียวอย่างเป็นทางการของ milk_shake® Thailand การร่วมมือกันครั้งนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ milk_shake® ในฐานะผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะระดับพรีเมี่ยมจากอิตาลี ที่ซาลอนชั้นนำและช่างผมมืออาชีพทั่วโลกกว่า 90 ประเทศ ให้ความไว้วางใจมายาวนานกว่า 26 ปี ทั้งนี้ พร้อมจับมือสร้างสีสันและมิติใหม่ให้วงการเส้นผมร่วมกันตลอดทั้งปี 2025 ประเดิมแคมเปญสุดพิเศษ “milk_shake® Hair Cocktail Experience by KIKI Beauty Space” มอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟให้คนรักเส้นผม ได้สัมผัสกับทรีทเม้นท์ระดับพรีเมี่ยมของ milk_shake® ที่บำรุงเส้นผมอย่างล้ำลึกจากภายในสู่ภายนอก โดยมีซาลอนชั้นนำเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาสูตรลับในการดูแลเส้นผมที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน

นายศิโรจป์ ศิริจินดากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท แอดวานซ์คาเบลโล่ จำกัด เปิดเผยถึงจุดเด่นของแบรนด์ milk_shake® ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะระดับพรีเมี่ยมจากอิตาลี ที่ได้รับความไว้วางใจจากซาลอนชั้นนำทั่วโลก ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติกว่า 90% พร้อมสารบำรุงคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากนม และสารสกัดจากพืชและผลไม้ออร์แกนิค ที่ช่วยบำรุงเส้นผมได้อย่างล้ำลึก เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ พร้อมมอบผลลัพธ์ที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างเส้นผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ milk_shake® ยังมาพร้อมกับกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นออริจินัลซิกเนเจอร์ อย่างกลิ่นนม หรือ กลิ่นฟรุตตี้จากสารสกัดผลไม้ออร์แกนิค ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง และเป็นที่จดจำของซาลอนชั้นนำและช่างผมมืออาชีพทั่วโลก

ด้วยแนวคิดที่ฉีกกฎผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคแบบเดิมๆ การดูแลเส้นผมจึงไม่น่าเบื่อและจำเจอีกต่อไป milk_shake® ไม่เพียงมอบการบำรุงจากธรรมชาติ แต่ยังมอบสัมผัสและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับซาลอนและลูกค้า ผ่านเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น เนื้อวิปครีม ที่ให้ความรู้สึกเบาสบายขณะใช้ พร้อมไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกสภาพเส้นผม ตั้งแต่ แชมพู ครีมนวด ทรีทเม้นท์ กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมแบบไม่ต้องล้างออก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม ที่ช่วยปกป้องและบำรุงโครงสร้างเส้นผมด้วย โปรตีนจากนม โปรตีนจากข้าวสาลี และกรดอะมิโน 18 ชนิด ที่จำเป็นต่อเส้นผม ให้สีผมสวย ผมนุ่มสลวย เป็นประกายเงางาม ดูสุขภาพดี แม้ไม่ได้ทำทรีทเม้นท์เพิ่มเติมก็ตาม

milk_shake® ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แต่เป็นทางเลือกใหม่ในการยกระดับมาตรฐานการดูแลเส้นผม ที่ช่วยให้ซาลอนดูพรีเมี่ยม ทันสมัย และสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิดที่ตอบโจทย์ เทรนด์เฮลตี้ ที่กำลังมาแรง พร้อมไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครบครัน ครอบคลุมทุกสภาพเส้นผม เพื่อตอบสนองความต้องการของซาลอนยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่ความสวยงาม แต่ให้ความสำคัญกับ สุขภาพเส้นผมในระยะยาว เป็นการสร้างมูลค่าและประสบการณ์ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า นับตั้งแต่ปี 2017 บริษัท แอดวานซ์คาเบลโล่ จำกัด ได้เป็นตัวแทนจำหน่าย milk_shake® อย่างเป็นทางการเพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสร้างเทรนด์ใหม่ในวงการเส้นผมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ซาลอนสามารถส่งมอบการดูแลเส้นผมที่ล้ำลึก และยกระดับมาตรฐานการให้บริการ ตอกย้ำความเป็นแบรนด์แฮร์แคร์ระดับพรีเมี่ยม ที่ได้รับความไว้วางใจจากซาลอนชั้นนำทั่วโลก

นายศิโรจป์ ยังกล่าวด้วยว่า เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลเส้นผมให้กับลูกค้า milk_shake® Thailand ได้เปิดตัว กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space) ลักซ์ชัวรี่ บิวตี้ ซาลอนอันดับหนึ่งของไทย ในฐานะ Brand Ambassador แห่งแรกและแห่งเดียวอย่างเป็นทางการ

“กีกี้ บิวตี้ สเปซ ถือเป็นหนึ่งในซาลอนที่เป็นผู้นำในวงการเส้นผมของไทยเวลานี้ สิ่งที่ผมประทับใจคือ การเป็นคอนเซ็ปท์ซาลอน ที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง ให้ลูกค้าสวยครบจบที่กีกี้ ซึ่งสอดคล้องกับแบรนด์ milk_shake® ที่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลเส้นผมอย่างรอบด้าน ดังนั้น การมาร่วมมือกันครั้งนี้ เราจึงตั้งใจฉีกกฎการดูแลเส้นผมให้ลูกค้าแบบเดิมๆ ด้วยการร่วมมือกันรังสรรค์ประสบการณ์ในการดูแลเส้นผมที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการผสานจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ milk_shake® เข้ากับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ กีกี้ บิวตี้ สเปซ โดยเราจะทยอยเปิดตัวแคมเปญสนุกๆ ตลอดทั้งปี 2025 เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์แฮร์แคร์ระดับพรีเมี่ยมที่ตอบโจทย์ซาลอนยุคใหม่ พร้อมขับเคลื่อนและเติบโตไปพร้อมกับวงการเส้นผมไทยอย่างต่อเนื่อง”

ด้านนายก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space) กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ กีกี้ บิวตี้ สเปซ ได้รับเลือกให้เป็น Brand Ambassador แห่งแรกและแห่งเดียวอย่างเป็นทางการของ milk_shake® Thailand เนื่องจาก milk_shake® เป็นพรีเมี่ยมแฮร์แคร์ ที่กีกี้ บิวตี้ สเปซ เองชื่นชอบและเลือกใช้มาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะไม่เพียงเป็นแบรนด์ออร์แกนิคคุณภาพสูงจากอิตาลี แต่ยังมีไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครบถ้วน ตั้งแต่ขั้นตอนการบำรุง ที่แบ่งตามประเภทเส้นผม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทำสีผมที่ให้เฉดสีหลากหลายกว่าร้อยเฉด พร้อมสารบำรุงเส้นผมในตัวที่ทำให้ลูกค้าได้สีผมสวยติดทน โดยไม่ทำให้เส้นผมแห้งเสีย นอกจากนี้ แม้ milk_shake® จะเป็นแบรนด์ออร์แกนิค แต่ประสิทธิภาพไม่เป็นรองผลิตภัณฑ์ทั่ว ๆ ไป ทั้งในเรื่องของ ความติดทนของสีผม และกลิ่นหอมที่โดดเด่น ดังนั้น เมื่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง มาผสานกับเทคนิคและประสบการณ์ของทีมช่างมืออาชีพ ทำให้ผลงานที่ออกมาดี สร้างความประทับใจ จนเกิดการบอกต่อ และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ กีกี้ บิวตี้ สเปซ เป็นซาลอนลักซ์ชัวรี่ที่ลูกค้าไว้วางใจ

“เพราะลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย ดังนั้นที่ผ่านมา กีกี้ บิวตี้ สเปซ จึงให้ความสำคัญกับการคัดสรรผลิตภัณฑ์ตัวท็อปๆจากหลากหลายแบรนด์มาไว้ที่ร้าน ส่วนจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับโจทย์ของลูกค้าที่เข้ามา ซึ่งเราจะให้คำปรึกษา และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แต่ไม่ว่าลูกค้าที่มาใช้บริการจะมีโจทย์แบบไหน ทุกท่านจะมีโอกาสได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของ milk_shake® อย่าง milk_shake® Whipped Cream Leave-in Foamเนื้อวิปครีมบำรุงผม ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ของแบรนด์ milk_shake® ที่เรามองว่าตอบโจทย์การบำรุงผมให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

นายก้องภพ ยังเสริมถึงความพิเศษของแคมเปญ “milk_shake® Hair Cocktail Experience by KIKI Beauty Space” ที่ Collaboration กับ milk_shake® Thailand ว่า กีกี้ บิวตี้ สเปซ ได้คิดค้น Secret Recipe ในการดูแลเส้นผมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้คอนเซปท์ค็อกเทลบำรุงเส้นผม ที่จะตอบโจทย์ปัญหาเส้นผมในด้านต่างๆ ให้ลูกค้าสามารถมาเลือกใช้บริการที่กีกี้ บิวตี้ สเปซ ทั้งสองสาขาได้ตลอดทั้งปีนี้ (สาขาสยามสแควร์ ซอย 3 และศูนย์การค้าเมกา บางนา) โดยมีเมนูให้ลูกค้าเลือกถึง 6 สูตร ประกอบด้วย

– Pina Colada Repair Treatment ทรีทเม้นท์สำหรับผมเสียจากการทำเคมีซ้ำซ้อน ด้วยสารสกัดโปรตีนจากนม และมูรูมูรูบัตเตอร์ออร์แกนิค ช่วยฟื้นฟูผมเสียให้กลับมานุ่ม เรียงเส้น เงางาม ดูสุขภาพดี

– Mojito Scalp Treatment ทรีทเม้นท์เพื่อการดูแลหนังศีรษะ ตั้งแต่การดีท็อกซ์เส้นผม ไปจนถึงแก้ปัญหาหนังศีรษะหลายประเภท อาทิ การดีท๊อกซ์หนังศีรษะ การขจัดรังแค หนังศีรษะมัน หนังศีรษะมีกลิ่น ไปจนถึงปัญหาผมร่วง ซึ่งล้วนเกิดหนังศีรษะ อ่อนแอ ขาดสมดุล และรากผมไม่แข็งแรง

– Milk Punch Smoothing Treatment ทรีทเม้นท์เพื่อผมนุ่มเป็นพิเศษ มีส่วนผสมของโปรตีนนม ลูกแพร์ โดยทรีทเม้นท์บูสเตอร์ให้เลือกได้ตามประเภทเส้นผม จึงช่วยฟื้นฟูเส้นผมให้กลับมา นุ่ม เรียงเส้น เงางาม ดูสุขภาพดี

– Sunshine Colour Lock Treatment ทรีทเม้นท์สำหรับผมทำสี ช่วยเพิ่มความคงทนของสีผม ด้วยสารสกัดสำคัญ Integrity 41® สารสกัดจากเมล็ดทานตะวันที่อุดมไปด้วยโพลีฟีนอลสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีใน milk_shake® เท่านั้น ช่วยให้สีผมติดทนนาน พร้อมบำรุงผมทำสีได้อย่างล้ำลึกถึงโครงสร้างชั้นในของเส้นผม ผมทำสีดูสวยมีชีวิตชีวา และส่วนผสมของโปรตีนจากนม ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นผม

– Papaya Martini Moisture Treatment ทรีทเม้นท์สำหรับผมแห้งขาดน้ำ ที่ต้องการบำรุงเป็นพิเศษ ช่วยบำรุงผมแห้งได้อย่างล้ำลึกถึงโครงสร้างชั้นในของเส้นผม ให้ผมชุ่มชื่น พร้อมชะลอวัยให้เส้นผมอ่อนเยาว์อยู่เสมอ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ กรดไฮยาลูโรนิค โปรตีนจากนม สารสกัดจากมะละกอออร์แกนิค โกจิเบอร์รี่ออร์แกนิค โปรตีนจากเมล็ดควินัว

– Sour Twilight Curling Treatment ทรีทเม้นท์ดูแลผมดัด หรือลอนผมธรรมชาติ ช่วยให้ลอนผม นุ่น เด้ง สปริงตัวสวย และยังทำให้ลอนผมกระชับอยู่ได้นานขึ้น มีส่วนผสมของ Babassu Oil ออร์แกนิค ช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความเงางามให้กับเส้นผม และยังมีโปรตีนจากนมและควินัว ที่ช่วยซ่อมแซมเส้นผม

 “แคมเปญนี้ เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตเราตั้งใจว่าจะมีแคมเปญพิเศษร่วมกันต่อเนื่องทั้งปี ส่วนจะสร้างมิติใหม่ให้วงการอย่างไร อยากให้รอติดตาม” นายก้องภพกล่าวทิ้งท้าย

-(016)

‘ไอซ์ กฤตภาส’ นำทีมร่วมงานพิธีพุทธาภิเษกน้ำมนต์ 111 วัด

‘ไอซ์ กฤตภาส’ นำทีมร่วมงานพิธีพุทธาภิเษกน้ำมนต์ 111 วัด

‘ไอซ์ กฤตภาส’ นำทีมร่วมงานพิธีพุทธาภิเษกน้ำมนต์ 111 วัด

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.32 น.

ไอซ์ กฤตภาส ก้องอัครสิน กรรมการบริหาร บริษัท สเปซ วอเตอร์ จำกัด จัดงานสิริมงคลใหญ่แห่งปี พิธีพุทธาภิเษกน้ำมนต์ 111 วัดดังจากทั่วประเทศ เพื่อนำไปเป็นมวลสารตั้งต้นในการผลิตน้ำดื่ม และสเปรย์น้ำแร่ โดยมี พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีบวงสรวง บูชาฤกษ์ โดยโหราจารย์ ณฐกร โทนะศรี และพระมหานาคสวดพุทธาภิเษก พระเกจิคณาจารย์ นั่งปรกอธิษฐานจิต พร้อมด้วยดาราและแขกรับเชิญพิเศษสายมูชื่อดัง แมน การิน ภัทราภัสร์ “ดารา หมอดูชื่อดัง” , เอ พศิน เรืองวุฒิ “พิธีกร ตามรอยนาคราช” , บีม ศรัณยู ประชากริช “พิธีกร คนแก้ของ” , ตุ๊กตุ่น  -ภัชภิชา เมธกรเจริญ “ดารา-หมอดู ครูตุ่นฮิลใจ” และ อ.ป๋า ปุญญาดิศ เถียรวิชิต “พราหมณ์ป๋า-ที่ปรึกษาความเฮง” มาร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์  เมื่อวันอังคารที่ 18 มีนาคม 2568 ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

สำหรับ พิธีพุทธาภิเษกน้ำมนต์ 111 วัดดังจากทั่วประเทศ เพื่อนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตน้ำดื่ม และ สเปรย์น้ำแร่ Dhevamon เดวามน111 นับว่าเป็นครั้งแรกในไทยกับการทำน้ำดื่มผสมน้ำมนต์ โดยผ่านกระบวนการ Reverse Osmosis (R.O.) ฆ่าเชื้อด้วยระบบ Ultra Violet (UV ) ซึ่งได้รับการรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้รับการการันตีมาตรฐานจาก GHPs. , HACCP มาตรฐานระดับสากลโดย SGS

ไอซ์ กฤตภาส เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Dhevamon เดวามน111 ว่า ‘ผมเติบโตมากับครอบครัวที่เข้าวัดตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ญาติผู้ใหญ่ติดกลับมาบ้านทุกครั้ง คือน้ำมนต์ และจะต้องให้ผมดื่ม ไม่ว่าจะดื่มจากขัน ตักมาจากตุ่มน้ำ หรือจากอ่างที่ปลุกเสก ซึ่งตอนนั้นผมไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีของผู้ใหญ่ ผมดื่มน้ำมนต์นั้น มาตั้งแต่เด็กจนโต จนกระทั่งผมมาเปิดโรงงานผลิตน้ำดื่ม และอยากพัฒนาให้เป็นสินค้าที่ถูกต้องตามสุขอนามัย ได้มาตรฐานอย.

โดยขั้นตอนพิธีพุทธาภิเษกเพื่อเสริมสิริมงคล ได้รับความเมตตา จากพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานจุดเทียนชัย, พระราชวชิรธรรมสุนทร วัดสุนทรธรรมทาน ดับเทียนชัย, พระครูวิสิฐธรรมโสภณ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี, พระกิตติวชิรธาดา วัดราษฏร์ประคองธรรม ,พระโสภณวิริยาภรณ์ วัดสระเกศ, พระครูสิริวรธรรมวิเทศ  วัดพุทธาราม สหรัฐอเมริกา ร่วมนั่งอธิฐานจิตปก 4 ทิศ

-(016)

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายใต้ธีมสายรุ้ง! เปิดตัวการ์ตูนสุดฮอตจากไต้หวันในงานหนังสือ กรุงเทพฯ

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายใต้ธีมสายรุ้ง! เปิดตัวการ์ตูนสุดฮอตจากไต้หวันในงานหนังสือ กรุงเทพฯ

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายใต้ธีมสายรุ้ง! เปิดตัวการ์ตูนสุดฮอตจากไต้หวันในงานหนังสือ กรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.21 น.

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายใต้ธีมสายรุ้ง! เปิดตัวการ์ตูนสุดฮอตจากไต้หวันในงานหนังสือ กรุงเทพฯ พบนักเขียนการ์ตูน BL และ GL ชื่อดัง Monday Recover และ MAE ได้ในงานนี้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการสื่อสิ่งพิมพ์ของไต้หวันและประเทศไทยมีการแลกเปลี่ยนและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยงานมหกรรมหนังสือนานาชาติไทเป (TIBE) ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศรับเชิญเกียรติยศ (Guest of Honor) ซึ่งก่อนหน้านั้น ในวันที่ 27-31 มีนาคม 2568 การ์ตูนไต้หวันจะเข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแสดงถึงมิตรภาพอันดีระหว่างไต้หวันและไทย

โดยบูธการ์ตูนไต้หวันในปีนี้จัดโดยสถาบันสร้างสรรค์คอนเทนต์ไต้หวัน (TAICCA) ภายใต้ธีม “Over the Rainbow” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาเกี่ยวกับ LGBTQ+ ที่หลากหลายและเปิดกว้างของทั้งสองประเทศ โดยจะนำผลงานสิ่งพิมพ์ภาพต้นฉบับจากไต้หวันกว่า 50 เล่มมาจัดแสดงในงาน พร้อมจัดพื้นที่พิเศษสำหรับหนังสือการ์ตูนแนว BL และ GL นอกจากนี้ นักเขียนการ์ตูนไต้หวันชื่อดังอย่าง Monday Recover และ MAE ก็จะมาร่วมงานเสวนา แจกลายเซ็นหนังสือและวาดภาพ พร้อมพบปะกับแฟน ๆ นักอ่านชาวไทยอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเองในงานนี้

กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในขณะที่ไต้หวันก็เป็นที่แรกในเอเชียที่ได้มีมติผ่านกฎหมายการสมรสเพศเดียวกัน ทำให้ก่อเกิดการสร้างสรรค์ผลงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ในทั้งสองประเทศอย่างมากมาย นอกจากงานแนว BL ที่กลายเป็นกระแสหลักแล้ว งานแนว GL ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน บูธไต้หวันปีนี้จะนำเสนอการ์ตูนต้นฉบับจากไต้หวัน (Taiwan Comics) และมีการจัดโซนหนังสือแนว BL และ GL โดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงผลงานที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่าง “Day off รักเธอไม่มีวันหยุด”, “แฟนหนุ่มของผมเป็นเน็ตไอดอล” และ “Peenky Promise สื่อรักแอปอลเวง”

นอกจากนี้ยังมีการ์ตูนและหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีเนื้อหาหลากหลาย ซึ่งหลายเล่มเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นักอ่านชาวไทยสามารถอ่านผลงานคัดสรรฉบับทดลองแปลภาษาไทยได้ก่อนใครและดูรายชื่อหนังสือที่มีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการได้ภายในงาน

และเพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไต้หวันและไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น TAICCA ยังได้เชิญสองนักเขียนการ์ตูนไต้หวันชื่อดังอย่าง Monday Recover และ MAE ซึ่งถือเป็นตัวแทนของนักเขียนการ์ตูนแนว GL และ BL มาร่วมงานในครั้งนี้

Monday Recover มีความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนของผู้หญิง ด้วยสไตล์ที่นุ่มนวลและอบอุ่นจนได้รับความชื่นชอบจากแฟน ๆ เธอได้รับเชิญให้ร่วมงานหนังสือบรัสเซลส์ในกลางเดือนมีนาคมนี้ ผลงานของเธอได้รับการแปลและจัดพิมพ์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยผลงาน “แมวและอีกฟากฟ้าของทะเล (See You There and Us)” ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดการ์ตูนนานาชาติญี่ปุ่นครั้งที่ 16

ส่วน MAE ผสมผสานเนื้อหาแนว BL กับไซไฟได้อย่างลงตัว ด้วยเนื้อหาที่แปลกใหม่และการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล จนเป็นที่ชื่นชมและทำให้เธอเป็นนักเขียนที่มีผลงานติดอันดับขายดีของไต้หวัน ผลงานเด่นของเธอ “ปีศาจแห่งความทรงจำ (The Monster of Memory)” มียอดขายมากกว่า 50,000 เล่ม และได้รับความสนใจที่จะร่วมคอลแลบส์จากหลากหลายวงการ รวมถึงการดัดแปลงเป็นเกมแนวผจญภัย นอกจากนี้ ผลงานใหม่ของเธออย่าง “สัญญารัก สัมผัสสองเรา (Touch Practice)” กำลังออกตอนใหม่พร้อมกันทั้งในไต้หวันและญี่ปุ่น และเพิ่งออกฉบับภาษาไทยไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ความนิยมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยงานหนังสือในครั้งนี้ ทุกคนจะได้พบกับ Monday Recover และ MAE ที่บูธไต้หวัน ที่จะมาแจกลายเซ็นและสาธิตการวาดภาพให้แฟน ๆ และนักอ่านได้สัมผัสพรสวรรค์และเสน่ห์ของทั้งคู่อย่างใกล้ชิด และแฟน ๆ การ์ตูนจะพลาดไม่ได้เลยกับงานเสวนาระหว่างนักเขียนการ์ตูนไต้หวันและไทยที่เวทีหลัก 2 รายการ โดยในวันที่ 28 มีนาคมนี้ MAE จะพูดคุยกับ Tako ในหัวข้อ “ยามบอยส์เลิฟเป็นกระแสหลัก: เมื่อมังงะ BL ไทยกับไต้หวันได้พบพาน” เพื่อแชร์แนวคิดการสร้างสรรค์ผลงาน BL ในทั้งสองประเทศ และในวันที่ 29 มีนาคม Monday Recover จะร่วมพูดคุยกับ The Pran ถึงแนวโน้มและเทรนด์ใหม่ของการ์ตูน GL นอกจากนี้ ในวันที่ 27 มีนาคม บรรณาธิการและเจ้าของลิขสิทธิ์จากไต้หวันหลายท่านจะมาพูดคุยเกี่ยวกับโอกาสและการเติบโตในตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ของไต้หวันที่บริเวณมุมนักเขียน

การ์ตูนไต้หวันกำลังอยู่ในยุคทองรอบที่สาม มีรูปแบบและเนื้อหาของผลงานที่หลากหลาย แม้จะเป็นประเภท BL หรือ GL เหมือนกัน แต่ไต้หวันและไทยก็มีการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งแบบใกล้เคียงชีวิตประจำวันและแนวแฟนตาซีเวทมนตร์ ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนการ์ตูนชาวไทยได้อย่างเต็มเปี่ยม บูธการ์ตูนไต้หวันจะเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือ ฯ ระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม ที่บูธ T01 ในโซนหนังสือต่างประเทศ และเพื่อให้การประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น TAICCA ยังได้ร่วมมือกับร้านหนังสือเครือ SE-ED จัดพื้นที่พิเศษในร้านหนังสือ 11 สาขาใน 7 จังหวัดทั่วประเทศไทย จัดแสดงหนังสือจากไต้หวันฉบับภาษาไทย 8 เล่ม ครอบคลุมทั้งการ์ตูน นิยาย และหนังสือเด็ก รวมถึงผลงานยอดนิยม เช่น “The Funeral Concerto : บทเพลงส่งวิญญาณ”, “ปริศนาตะเกียบอาถรรพ์” และ “แก๊งคุณย่ากับชุดบิกินี” โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ขอเชิญนักอ่านชาวไทยมาสัมผัสเสน่ห์งานสร้างสรรค์จากไต้หวันที่ไม่เหมือนใครและเก็บสะสมหนังสือดี ๆ จากไต้หวันได้ในโอกาสนี้!

ปีนี้ ธีมของบูธการ์ตูนไต้หวันคือ “Over the Rainbow” และภาพวาดโดย Monday Recover นักวาดการ์ตูนชาวไต้หวันชื่อดังระดับโลก © Monday Recover / สถาบันสร้างสรรค์คอนเทนต์ไต้หวัน

เรื่อง “แมวและอีกฟากฟ้าของทะเล (See You There and Us)” ของ Monday Recover ได้จัดจําหน่ายลิขสิทธิ์ในหลายประเทศทั่วโลก และได้รับรางวัลเหรียญเงินจาก The Japan International MANGA Award ครั้งที่ 16 © Monday Recover, Chen Chiao Jung (Chiao Meow) / GAEA BOOKS

เรื่อง “สัญญารัก สัมผัสสองเรา (Touch Practice Contract)” ของ MAE กำลังถูกตีพิมพ์พร้อมกันในไต้หวันและญี่ปุ่น และเวอร์ชันภาษาไทยเพิ่งได้ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว © MAE/สำนักพิมพ์ Tong Li

บูธการ์ตูนไต้หวันจะจัดกิจกรรมเสวนาพิเศษ 3 ครั้งในงานสัปดาห์หนังสือ ฯ, Monday Recover และ MAE จะจัดกิจกรรมแจกลายเซ็นพร้อมพูดคุยกับนักอ่านอย่างใกล้ชิดด้วย © สถาบันสร้างสรรค์คอนเทนต์ไต้หวัน

-(016)

ฟอลคอนประกันภัย ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจาก Fairfax Financial Holdings – Fairfax Asia

ฟอลคอนประกันภัย ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจาก Fairfax Financial Holdings - Fairfax Asia

ฟอลคอนประกันภัย ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจาก Fairfax Financial Holdings – Fairfax Asia

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.13 น.

Fairfax Financial Holdings ร่วม Fairfax Asia ยืนยันพร้อมสนับสนุนการเติบโต ฟอลคอนประกันภัย  ในตลาดประกันวินาศภัยของไทย ด้วยศักยภาพของกลุ่มที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 20 บริษัทประกันภัย Property & Casualty ขนาดใหญ่ของโลก เครดิตเรตติ้ง A+ Positive ปี 2024

โสภา กาญจนรินทร์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คณะผู้บริหาร บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร Fairfax Financial Holdings และ Fairfax Asia นำโด Mr. Brian Young, President, Fairfax Insurance Group, Mr. Gobinath Athappan, CEO, Fairfax Asia, Mr. Steve Yendall, CFO, Fairfax Asia และ Mr. Ravi Prabhakar, Regional Director, Fairfax Asia ร่วมประชุมกลยุทธ์และแผนการเติบโตแบบยั่งยืน เสริม ความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท Fairfax พร้อมสนับสนุนการเติบโตของฟอลคอนประกันภัยในทุกๆ ด้าน

โดย Mr. Brian Young ได้กล่าวถึงผลประกอบการของ Fairfax Financial Holdings ปี 2024 ว่า “Fairfax เติบโตโดดเด่นด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2024 กว่า 1,105,000 ล้านบาท เติบโต 13% มีกำไรจากการรับประกันภัยประมาณ 61,200 ล้านบาท และกำไรสุทธิหลังภาษี 132,600 ล้านบาท เงินทุนกว่า 964,000 ล้านบาท สินทรัพย์รวมกว่า 3,300,000 ล้านบาท นอกจากนี้ Fairfax ได้รับการปรับเครดิตเรตติ้งเป็น A+ จาก S&P พร้อมทั้ง Positive Outlook จาก S&P, Fitch และ AM Best ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและความน่าเชื่อถือในระดับสากล อีกทั้งกลุ่ม Fairfax ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 20 บริษัทประกันภัย Property & Casualty ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2024 กลุ่มบริษัท Fairfax ขึ้นมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกลำดับที่ 393 ของ Fortune Global 500 อีกด้วย”

สำหรับกลุ่มบริษัท Fairfax มีพนักงานทั่วโลกกว่า 21,700 คน ให้บริการรับประกันภัยลูกค้าในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก  Fairfax ใช้แนวทางการบริหารงานแบบ Decentralized เพื่อให้แต่ละบริษัทในกลุ่มสามารถกำหนดกลยุทธ์ แนวทางการดำเนินงาน และสามารถบริหารการรับประกันภัยในประเทศของตนเองได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพสูงสุด โครงสร้างการบริหารนี้ช่วยให้บริษัทในกลุ่มทั่วโลกสามารถแข่งขันกับตลาดท้องถิ่นได้ โดย Fairfax มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในระยะยาวผ่านการขยายธุรกิจทั้งการเติบโตแบบ Organic และการเข้าซื้อกิจการแบบ “Fair & Friendly” นอกจากนี้ Fairfax ยังให้ความสำคัญกับการร่วมดูแลสังคมในทุกประเทศที่บริษัทในกลุ่มดำเนินธุรกิจอยู่ โดยได้มีส่วนร่วมในการดูแลและสนับสนุนสังคมทั่วโลกมาแล้วเป็นเงินมากกว่า 16,320 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา

ขณะที่ผลประกอบการของฟอลคอนประกันภัยปี 2024 นั้น มีเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 3,500 ล้านบาท เติบโต 8% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2023 โดยมีเบี้ยประกันภัยรถยนต์เติบโตโดดเด่นสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 56% รองลงมาเป็นประกันภัยทรัพย์สิน และอื่นๆตามลำดับ ทรัพย์สินรวมกว่า 5,200 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (CAR) อยู่ที่ 230% นอกจากนี้ ฟอลคอนได้มีส่วนร่วมสนับสนุนสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมกว่า 100  กิจกรรมต่อเนื่องนานกว่า 5 ปี โดย Fairfax และฟอลคอนยังคงเดินหน้าพัฒนาการให้บริการรับประกันภัย พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเป็นบริษัทประกันภัยที่ยั่งยืน และมั่นคงคู่สังคมไทยต่อไป

 -(016)

อาดิดาส ซิตี้รัน HAVE A NICE RUN ต้อนรับเช้าวันใหม่กับ SUPERNOVA RISE 2

อาดิดาส ซิตี้รัน HAVE A NICE RUN  ต้อนรับเช้าวันใหม่กับ SUPERNOVA RISE 2

อาดิดาส ซิตี้รัน HAVE A NICE RUN ต้อนรับเช้าวันใหม่กับ SUPERNOVA RISE 2

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาดิดาส จัดกิจกรรม HAVE A NICE RUN ชวนนักวิ่งมาเริ่มต้นเช้าวันใหม่แบบสบายๆ ไปกับรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ล่าสุด SUPERNOVA RISE 2 ที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเท้าในทุกจังหวะก้าว และเพลิดเพลินไปกับการวิ่งชมเมืองยามเช้าตลอดเส้นทาง 5 กิโลเมตร พร้อมกับทีม adidas RunnersBangkok และเพื่อนนักวิ่งหน้าใหม่ที่มาร่วมสร้างความสนุกสนานและความประทับใจจากการวิ่งไปด้วยกัน ณ One Bangkok Park เมื่อเร็วๆ นี้

กิจกรรม HAVE A NICE RUN เปิดโอกาสให้นักวิ่งทุกคนที่มาร่วมงานได้ทดลองใช้งานรองเท้าวิ่ง Supernova Rise 2 แบบฟรีๆ บนเส้นทางการวิ่งแบบซิตี้รันร่วมกับเพื่อนนักวิ่งกว่า 300 คน โดยเริ่มต้นจากการออกสตาร์ทจาก One Bangkok Park และวิ่งไปตามเส้นทางถนนวิทยุ เพลินจิต ราชดำริ พระราม 4 ที่ทุกคนจะได้สัมผัสบรรยากาศของกรุงเทพฯ ยามเช้า และเก็บภาพความประทับใจร่วมกัน ก่อนที่จะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อรับเครื่องดื่มเย็นๆคืนความสดชื่นและถ่ายรูปเพื่อบันทึกความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

สำหรับผู้ที่สนใจทดลองใช้งานรองเท้าวิ่ง SUPERNOVA RISE 2 สามารถแวะมายืมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นที่บูธบริเวณ One Bangkok Park ตั้งแต่วันนี้-31 มีนาคม 2568 วันจันทร์ ถึง วันศุกร์เวลา 14.00-21.00 น. และ วันเสาร์-วันอาทิตย์เวลา 06.00-21.00 น. เพียงแสดงบัตรประชาชน และนำมาคืนที่บูธภายในวันที่ยืมก่อนเวลา 21.00 น.

รองเท้าวิ่งรุ่น SUPERNOVA RISE 2 วางจำหน่ายแล้ว ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาสแอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th,  ช่องทาง LINE: @adidasthailand ซูเปอร์สปอร์ต และร้านอุปกรณ์กีฬาชั้นนำที่ร่วมรายการ

ติดตามกิจกรรมสุดพิเศษ และสินค้าที่น่าสนใจได้ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/adidasTH อินสตาแกรม @adidasthailand และ ติ๊กต็อก @adidas_th หรือที่แฮชแท็ก #adidas และ #adidasSupernova

Maison Berger Paris เปลี่ยนทุกการเดินทางให้หอมสดชื่น

Maison Berger Paris  เปลี่ยนทุกการเดินทางให้หอมสดชื่น

Maison Berger Paris เปลี่ยนทุกการเดินทางให้หอมสดชื่น

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาว หลายครอบครัวเริ่มวางแผนเดินทางท่องเที่ยวเพื่อใช้เวลาคุณภาพร่วมกับคนที่รัก การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือ Road Trip ยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยม เพราะให้ความสะดวกสบายและอิสระในการเดินทาง นอกจากการวางแผนเส้นทาง ตรวจเช็ครถยนต์ และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางแล้ว การเลือกไอเท็มคู่ใจภายในรถ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และไอเท็มเด็ดแห่งปี 2025 ที่ช่วยยกระดับทุกการเดินทางให้พิเศษยิ่งขึ้นก็คือ คลิปน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ (CarDiffuser) จาก Maison Berger Paris

คลิปน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ (Car Diffuser) จาก Maison Berger Paris แบรนด์เครื่องหอมบ้านระดับพรีเมียมจากฝรั่งเศสถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้เข้ากับดีไซน์ภายในรถยนต์ทุกสไตล์ ไม่เพียงแต่เสริมความหรูหราให้กับรถของคุณ แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสดชื่นและผ่อนคลายตลอดการเดินทาง ด้วยกลิ่นหอมระดับพรีเมียม ให้ความหอมยาวนาน ดีไซน์หรูหรา เข้ากับทุกสไตล์ของรถยนต์ ปรับระดับความหอมได้ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่ รังสรรค์กลิ่นหอมหลากหลายโดยทีมมาสเตอร์เพอร์ฟูมเมอร์จากฝรั่งเศส ช่วยปรับอากาศภายในรถให้สดชื่น ลดกลิ่นอับไม่พึงประสงค์ ใช้งานง่าย คลิปเกาะแน่น ไม่หลุดง่าย วัสดุคุณภาพสูง ผลิตจากโลหะนิกเกิลแท้ คงทนและหรูหรา เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเปลี่ยนกลิ่นได้ด้วยก้อนเซรามิกรีฟิล มีกลิ่นบำบัด ช่วยให้ผ่อนคลายขณะขับขี่

Car Diffuser 5 คอลเลคชั่นสุดพรีเมียมพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ Lolita Lempicka ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง, Aroma Travel ที่มาพร้อมกลิ่นบำบัดที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง, Molecule ดีไซน์เรียบหรูสีดำเงินพร้อมกลิ่นหอมของดอกแมกโนเลีย, Holly ตัวคลิปสีดำเงาพร้อมลวดลายสุดโมเดิร์น พร้อมกลิ่น Amber Powderหอมละมุน, Evanescence คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ที่มีสมาร์ทฟังก์ชั่น สามารถเปิดปิดกลิ่นหอมได้ตามสะดวก จำหน่ายในราคาชุดละ 1,016 บาทประกอบด้วยตลับน้ำหอม (Car Clip Diffuser)และเซรามิกน้ำหอม 2 ชิ้น (Refill Car Diffuser)

พบกับ Car Diffuser ได้แล้ววันนี้ที่Maison Berger Paris ทุกสาขาและช่องทางออนไลน์ Facebook: MaisonBergerThailand,LINE: @maisonbergerthai, IG: maisonbergerthailand, http://www.maisonbergerthailand.com, Lazada, Shopee, ShopSabuy และ TikTok หรือ โทร. 02-6722088