อิสราเอลโจมตีกาซาต่อเนื่องวันที่ 3 ดับเพิ่ม 85 ศพ เจ็บนับร้อยราย

อิสราเอลโจมตีกาซาต่อเนื่องวันที่ 3 ดับเพิ่ม 85 ศพ เจ็บนับร้อยราย

21 มี.ค. 2568 00:28 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาต่อเนื่องวันที่ 3 ดับเพิ่ม 85 ศพ เจ็บนับร้อยราย

อิสราเอลโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 85 ศพ พร้อมเตือนว่า การโจมตีจะรุนแรงขึ้นอีกหากฮามาสไม่ปล่อยตัวประกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มี.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของอิสราเอลตั้งแต่เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 85 ศพ บาดเจ็บอีก 133 ราย

อิสราเอลหวนกลับมาโจมตีเข้าสู่ฉนวนกาซาอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 มี.ค.) หลังจากการเจรจาหยุดยิงไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ฝ่ายอิสราเอลต้องการขยายข้อตกลงหยุดยิงเฟสที่ 1 ออกไปก่อน ขณะที่ฝ่ายฮามาสต้องการก้าวเข้าสู่การหยุดยิงเฟสที่ 2 เพื่อให้อิสราเอลถอนทัพออกจากกาซาตามที่คุยกันไว้

โฆษกรัฐบาลอิสราเอลกล่าวโทษกลุ่มฮามาสมาเป็นต้นเหตุที่พวกเขาต้องหวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง โดยระบุว่า ฮามาสปฏิเสธข้อเสนอเกี่ยวกับการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ข้อเสนอจากประเทศตัวกลางเจรจาอย่างสหรัฐฯ กับชาติอื่นๆ

การโจมตีทางอากาศและปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอลตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 590 ศพ ตามการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขในกาซา ขณะที่อิสราเอลเตือนด้วยว่า การโจมตีจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกว่ากลุ่มฮามาสจะยอมปล่อยตัวประกันที่เหลืออยู่

อิสราเอลระบุว่า ในปัจจุบันกลุ่มฮามาสยังมีตัวประกันอยู่ในมืออีก 59 คน โดยมีเพียงแค่ 24 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่

ด้านพันเอก อาวิเชย์ อาดราอี โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า กลุ่มฮามาสยิงจรวด 3 ลูกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซาเข้าสู่อิสราเอล โดยลูกหนึ่งถูกยิงสกัดเอาไว้ได้ ส่วนที่เหลือตกในที่โล่งแจ้ง ไม่มีรายงานความเสียหาย ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

กองทัพอิสราเอลประกาศก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดีว่า พวกเขาเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบเจาะจงเป้าหมายในฉนวนกาซาแล้ว เพื่อสร้างพื้นที่กันชนบางส่วนระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ของฉนวนกาซา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคนาดายืนยัน จีนประหารชีวิต 4 พลเมืองถูกตั้งข้อหายาเสพติดแล้ว

แคนาดายืนยัน จีนประหารชีวิต 4 พลเมืองถูกตั้งข้อหายาเสพติดแล้ว

20 มี.ค. 2568 23:43 น.

แคนาดายืนยัน จีนประหารชีวิต 4 พลเมืองถูกตั้งข้อหายาเสพติดแล้ว

แคนาดายืนยัน จีนดำเนินการประหารชีวิตชาวแคนาดาเชื้อสายจีน 4 คน ที่ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาไปแล้ว แม้พวกเขาจะพยายามช่วยเหลือก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.เมลานี โจลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของแคนาดา เปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 20 มี.ค. 2568 ว่า ชาวแคนาดาเชื้อสายจีน 4 คน ที่ถูกศาลแดนมังกรตั้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถูกสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิตแล้ว

โฆษกสถานทูตจีนในแคนาดา ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออตตาวา หยุดออกแถลงการณ์อย่างไร้ความรับผิดชอบ ท่ามกลางความกังวลว่า เรื่องนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่ระหองระแหงมาหลายปีแล้ว แย่ลงไปอีก

กระทรวงต่างประเทศของจีน ระบุในวันพฤหัสบดีว่า พวกเขาปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่างในการประหารชีวิตนักโทษดังกล่าว ขณะที่สถานทูตจีนยืนยันว่า พวกเขามีหลักฐานที่เพียงพอและแข็งแรงในการเอาผิดคนกลุ่มนี้ และว่าจีนรับประกันสิทธิ์และผลประโยชน์ของชาวแคนาดาอย่างเต็มที่ ดังนั้นแคนาดาก็ควรเคารพอำนาจศาลของจีน

ทั้งนี้ จีนบังคับใช้โทษประหารชีวิตกับผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง รวมถึงอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติด โดยที่พวกเขาไม่ยอมรับการถือ 2 สัญชาติด้วย แต่ตามปกติแล้ว ไม่บ่อยนักที่จีนจะลงมือประหารชีวิตชาวต่างชาติ

น.ส.โจลี กล่าวว่า เธอติดตามคดีของทั้ง 4 คนอย่างใกล้ชิดมากๆ มานานหลายเดือนแล้ว และพยายามร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด เพื่อหยุดยั้งการประหารชีวิต แต่ไม่สำเร็จ

อนึ่ง จีนไม่เปิดเผยว่าในแต่ละปีพวกเขาดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวนเท่าใด แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มคาดว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการประหารชีวิตสูงที่สุดในโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียผ่านกฎหมาย เพิ่มบทบาทกองทัพในรัฐบาล

อินโดนีเซียผ่านกฎหมาย เพิ่มบทบาทกองทัพในรัฐบาล

20 มี.ค. 2568 16:45 น.

อินโดนีเซียผ่านกฎหมาย เพิ่มบทบาทกองทัพในรัฐบาล

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายที่ให้บุคลากรทางทหาร สามารถดำรงตำแหน่งในรัฐบาลได้มากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์เกรงว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำไปสู่การฟื้นคืนอำนาจทางทหารในกิจการของรัฐบาล

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายซึ่งผ่านการแก้ไข ที่ให้บุคลากรทางทหาร สามารถดำรงตำแหน่งในรัฐบาลได้มากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์เกรงว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำไปสู่การฟื้นคืนอำนาจทางทหารในกิจการของรัฐบาล

นักเคลื่อนไหวในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ได้วิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขดังกล่าว โดยเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสัญญาณของการกลับไปสู่ยุค “ระเบียบใหม่” ของอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อประเทศอยู่ภายใต้การนำของอดีตผู้ปกครองเผด็จการ ซูฮาร์โต ซึ่งลงจากตำแหน่งในปี 1998

ปัจจุบัน ประเทศอยู่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลกองกำลังพิเศษและอดีตบุตรเขยของซูฮาร์โต ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม ด้านนายสุปรัตมัน อันดี อักตัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมายของอินโดนีเซีย ปฏิเสธว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการกลับคืนสู่การปกครองแบบเผด็จการของซูฮาร์โต แต่กลับกล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นเนื่องจากความท้าทายในประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

นายซาฟรี ซามโซดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวปกป้องกฎหมายที่แก้ไขใหม่ต่อรัฐสภาว่า “การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีทางการทหารระดับโลกทำให้กองทัพต้องปรับเปลี่ยน เพื่อรับมือกับความขัดแย้งทั้งแบบธรรมดาและแบบไม่ธรรมดา”

ก่อนที่กฎหมายจะผ่านความเห็นชอบ เจ้าหน้าที่ทหารที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ สามารถดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหมและหน่วยข่าวกรองได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวขยายขอบเขตให้ทหารสามารถดำรงตำแหน่งของพลเรือนได้ รวมถึงสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานเลขาธิการรัฐ หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด นอกจากนี้ยังขยายอายุเกษียณของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในตำแหน่งอีกด้วย

รัฐสภาซึ่งอยู่ภายใต้การนำของพรรคร่วมรัฐบาลของนายปราโบโว ได้อนุมัติการแก้ไขกฎหมายในการประชุมสภาวันนี้ (20 มี.ค.)

นางปวน มหาราณี ประธานสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย กล่าวว่ามีการลงคะแนนเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์และผ่านกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

อันเดรียส ฮาร์โซโน นักวิจัยอาวุโสของฮิวแมนไรท์วอตช์ในอินโดนีเซียกล่าวว่า “ประธานาธิบดีปราโบโวดูเหมือนจะตั้งใจที่จะฟื้นฟูบทบาทของกองทัพอินโดนีเซียในกิจการพลเรือน ซึ่งเคยมีลักษณะการละเมิดและการละเว้นโทษอย่างแพร่หลายมาช้านาน การรีบร้อนของรัฐบาลในการนำการแก้ไขเหล่านี้ไปใช้นั้น บั่นทอนความมุ่งมั่นที่แสดงออกต่อสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบ”

เคนเนดี มุสลิม นักวิเคราะห์การเมืองจากบริษัทสำรวจความคิดเห็นของอินโดนีเซีย Indikator กล่าวว่า “เราได้เห็นการทหารที่ค่อยๆ ขยายบทบาทมาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้นภาคประชาสังคมจึงมีสิทธิที่จะวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มนี้ แต่ผมคิดว่าความกังวลที่ว่าสิ่งนี้กำลังกลับไปสู่ระเบียบใหม่นั้นเกินจริงไปมากในขณะนี้”

นายมุสลิมกล่าวว่า การสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่ากองทัพยังคงมีคะแนนนิยมในการสำรวจความไว้วางใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่กฎหมายใหม่มีแนวโน้มที่จะบั่นทอนสิ่งนี้

ร่างกฎหมายได้รับการอนุมัติภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน หลังจากที่ประธานาธิบดีร้องขอการแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นทางการ นักเคลื่อนไหวได้ร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการออกกฎหมายที่เร่งรัด และธรรมชาติที่เป็นความลับของการหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมาย

กลุ่มนักศึกษากล่าวว่า พวกเขาวางแผนที่จะประท้วงนอกอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา โดยมีกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งกล่าวถึงกฎหมายดังกล่าวว่าเป็น “การสังหารประชาธิปไตย”.

ที่มา Guardian

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

เกษตรหัวใส!! ‘ปลูกฟักทองเงือก2ใจ’ ขายลูกละ 1,000-2,000 บาท ยอดจองพุ่ง

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ ’สวนฟักทองเงือก2ใจ’ อยู่ที่บ้านแกใหญ่ หมู่ที่ 1 ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้พบกับ นายสุรพงษ์ โพธิ์เงิน อายุ 42 ปี หรือเจ้าของเพจ Facebook ‘บ่าวพงษ์เพื่อนเกษตร’มีผู้ติดตามมากถึง 3.8 แสนคน

ซึ่งเขาเป็นเกษตรกรที่มีใจรักในการทำเกษตรและมักถ่ายคลิปลงโซเชียลเพจ Facebook ‘บ่าวพงษ์เพื่อนเกษตร’ พร้อมสาธิตการทำเกษตรต่างๆ ที่ชาวเน็ตคุ้นหูก็คือชื่อ ‘บ่าวพงษ์’ ล่าสุดได้ทำการเพาะปลูก ฟักทองพันธุ์ เงือก2ใจ จนได้ผลผลิตที่มากและสามารถทำเงินให้กับครอบครัวเป็นจำนวนไม่น้อย

แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ  หลังจากที่ ‘บ่าวพงษ์เพื่อนเกษตร’ ได้ทำการทดลองการเพาะปลูก ฟักทองเงือก2ใจ จนประสบผลสำเร็จ และมีการออกดอกติดผลในเวลาต่อมา จึงทำให้ ‘บ่าวพงษ์’ได้นำรูปภาพและคลิปอของผลฟักทองเงือก2ใจไปรีวิวโพสต์ลงเพจ facebook  และทำให้มีชาวเน็ตหลายคน ต่างให้ความสนใจ และบางคนได้ลองสั่งไปรับประทานดู ปรากฏว่าฟักทองพันธุ์เงือก2ใจนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือเนื้อเป็นสีที่เหลืองทอง เนื้อมีความนวลละมุน ไม่มีเส้นใย และรสชาติแถมยังหอมมันอีกด้วย ซึ่งชาวเน็ตต่างแห่ สั่งจองกันอย่างนับไม่ถ้วน ที่สำคัญราคาสูง ตกเฉลี่ยถูงลูกละ 1,000 – 2,000 บาทเลยทีเดียว นับว่าเป็นการทำเกษตรที่ได้กำไรดี และเป็นการลงทุนที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

นายสุรพงษ์ โพธิ์เงิน อายุ 42 ปี เจ้าของสวนฟักทองเงือก 2 ใจ เล่าว่า ตนเองได้ไปเที่ยวดูงานเกษตรที่ต่างจังหวัด และได้เห็นฟักทองเลือกสองใจซึ่งกำลังเป้นกระแส การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในขณะนี้ ทั้งราคาที่มีสูง และรสชาติที่อร่อย นับว่าเป็นราชาฟักทองเลยก็ว่าได้ ตนจึงได้ซื้อผลของฟักทองเงือก2ใจมา 1 ลูกในราคา ประมาณ 2,500 บาท และได้นำมาขยายพันธุ์ โดยการนำเมล็ดมาเพาะปลูกในที่นาของตนเอง และได้ขยายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้ต้นฟักทองที่กำลังเจริญเติบโตรวมแล้ว ประมาณเกือบ 70ต้น และให้ผลผลิตที่มาก ตนเองจึงได้ถ่ายคลิปลงเพจ facebook ปรากฏว่าชาวเน็ตเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก และได้แห่มาสั่งจองกันแล้วประมาณ 50-70 ลูก สังเกตที่ปลายคั่วของฟักทองจะมีพลาสติกสีแดง นั่นหมายความว่ามีคนจองแล้ว

โดยแต่ละลูกเฉลี่ยแล้ว ตกไปลูกละ 1,000 -2,000 บาทน้ำหนักประมาณ4-5กิโลกรัม  แล้วแต่ไซส์ขนาด บางลูกใหญ่สุดก็ตกไปประมาณเกือบ 10 กิโล ราคา 5,000 บาท และตนได้ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ 100% ในการบำรุงพืช ไม่มียาฆ่าหญ้าหรือปุ๋ยเคมี  ต้นจึงอยากฝากไปถึง คนที่มีใจรักในการทำเกษตร อย่าไปกลัวในการทำเกษตร ว่าจะเอาไปขายที่ไหน ทำให้ได้ผลผลิตก่อนเดี๋ยวค่อยไปหาตลาด เพราะช่วงนี้ตลาดออนไลน์เยอะ ถ้าทำผลผลิตได้คุณภาพที่ดี เดี๋ยวถ้ามีคนที่สนใจเขาจะมาสั่งซื้อเราเอง ถ้าเราขาดไม่หมดก็แบ่งปันพี่น้องกันกิน เพื่อได้นำไปขยายพันธุ์ต่อ ///-026

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน รับเสด็จร.10-พระราชินี ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ ได้รับมาตรฐานBGCI

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน  รับเสด็จร.10-พระราชินี  ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ  ได้รับมาตรฐานBGCI

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน รับเสด็จร.10-พระราชินี ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ ได้รับมาตรฐานBGCI

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 18 หน่วยงาน ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนพฤกษศาสตร์สากล มาตรฐาน BGCI และสวนจากภูผาสู่มหานที ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กทม.

ในการนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย “มะยงชิด พันธุ์ทูลเกล้า” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของ จ.นครนายก จัดเป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับมะปราง หรือเป็นมะปรางชนิดหนึ่ง แต่ผลมะยงชิดมีหลายขนาดตามลักษณะของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป มีลักษณะเด่นคือ ผลใหญ่ รูปไข่ มีสีเหลืองส้ม เนื้อแน่นกรอบ มีกลิ่นหอม ไม่มียาง ทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการคันคอ

สำหรับสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯนับเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ โดยคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้พัฒนาสวนในทุกด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ ตามข้อกำหนดมาตรฐานขององค์การสวนพฤกษศาสตร์สากล BGCI -Botanic Gardens ConservationInternational จนประสบความสำเร็จ ได้รับการรับรองเป็นสวนพฤกษศาสตร์สากลมาตรฐาน BGCI เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยเป็นสวนพฤกษศาสตร์มาตรฐานสากลสวนแรกและสวนเดียวใน กทม.และเป็นแห่งที่ 3 ของประเทศไทย

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก  อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารข้นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% ดังนั้น ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตได้ในประเทศ มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานจากแป้งในเมล็ดข้าวโพด โปรตีนจากลำต้นใบ และเยื่อหุ้มเมล็ด พร้อมทั้งมีใยที่ช่วยเสริมการย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่งผลให้สัตว์แข็งแรง โตเร็ว ลดต้นทุนการเลี้ยง และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการหมักข้าวโพดพร้อมฝัก อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพ การหมักที่ดีช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ ลดการสูญเสียสารอาหาร และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนสำรองอาหารสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนประมาณ 7-9% กรดแลคติกมากกว่า 4% ผนังเซลล์ (NDF) 35-55% ลิกโนเซลลูโลส (ADF) 20-33% และโภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) 65-73% ลักษณะที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว ไม่เละ ไม่เป็นเมือก และมีกลิ่นหมักดองหอมคล้ายน้ำส้มสายชู สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพด พร้อมฝักเพื่อทำการหมัก ควรอยู่ในระยะเมล็ดน้ำนมประมาณ 50% หรืออายุหลังการปลูกประมาณ 85-90 วัน สามารถให้ผลผลิตน้ำหนักสด 6-8 ตันต่อไร่ต่อรอบ หรือ 18-24 ตันต่อไร่ต่อปี

จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ในปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทั้งสิ้น 13.96 ล้านตัว ซึ่งต้องการอาหารหยาบมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมัก 1,313 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ และให้ผลผลิตรวมกว่า 17 ล้านตันต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมักในระดับชุมชนเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม โดยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และการยืมเครื่องจักรกลอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดข้าวโพดในแบบดับเบิ้ลช้อป และเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก คืออนาคตของการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ ขอเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาใช้ข้าวโพดหมัก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ และหากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังแถลงจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ปี 2569 ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กทม.ว่ากรมวิชาการเกษตร ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “Diversityof Life, connecting people, waterand plants for sustainable livingความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต :สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณสู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569–14 มีนาคม 2570 ที่พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีกิจกรรม 6 โซน ดังนี้ 1.โซนพื้นที่ทางเข้าจุดประชาสัมพันธ์ จุดจำหน่ายบัตร2.โซนสวนนานาชาติ สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ 3.โซนอาคารเรือนกระจก (Greenhouse) สำหรับการประกวดพืชและอาคารอำนวยการ (Exhibition Building) สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ 4.โซนพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมถึงแปลงรวบรวมพันธุ์ การปลูกพืชผสมผสาน 5.โซนสวนการเกษตรไทย และอาคารหลักต่างๆ และ 6.โซนสวนป่าคาร์บอนเครดิตและเรือนเพาะชำ

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีภาคการเกษตร ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไปเพื่อต่อยอดภาคการเกษตรไทยสู่ระดับนานาชาติ และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้เกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งแสดงศักยภาพด้านการพัฒนาพืชสวนและสมุนไพรของไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวระดับโลก เนื่องจากเป็นการจัดงานในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นครั้งแรก

รองปลัดฯปิดการอบรม หลักสูตรนบก.รุ่นที่113

รองปลัดฯปิดการอบรม หลักสูตรนบก.รุ่นที่113

รองปลัดฯปิดการอบรม หลักสูตรนบก.รุ่นที่113

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปิดการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 113 โดยมี น.ส.อิศรา คงคะรัศมี หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล สถาบันเกษตราธิการ กล่าวรายงาน และผู้เข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 120 คนที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จ.ปทุมธานี

สำหรับการอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบริหารจัดการ การวางแผน และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเกษตรและสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเพิ่มพูนความรู้ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการเป็นนักบริหารที่ดี ตลอดจนเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดี สามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปพัฒนาตนเองและพัฒนางานต่อไป

ที่ปรึกษาฯย้ำทำบัญชีครัวเรือนแก้หนี้สินเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯย้ำทำบัญชีครัวเรือนแก้หนี้สินเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯย้ำทำบัญชีครัวเรือนแก้หนี้สินเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เปิดสัมมนาอนุกรรมการกองทุนฯ ภาคเหนือ ย้ำทำบัญชีครัวเรือนคือทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน

วันนี้ (20 มี.ค.) นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดปีงบประมาณ 2568 และสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด (ภาคเหนือ) ระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2568 โดยมีนายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวให้การต้อนรับ และนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการ กฟก.กล่าวรายงาน โดยวัตถุประสงค์การสัมมนาครั้งนี้ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ  ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดสัมมนาด้วย

นายบุญสิงห์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา ว่าการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ระดับจังหวัด และสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด (ภาคเหนือ) โดยอนุกรรมการฯจังหวัดจะต้องทำงานร่วมกับสำนักงานสาขา ในด้านจัดการหนี้ฯ ด้านฟื้นฟูฯ จึงจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ของตนเอง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการทำงานสำคัญต่อการแก้ปัญหาหนี้สินและการส่งเสริมการฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร

ท้ายสุดนี้ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะผลักดัน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้ถึงที่สุด รวมถึงให้จัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อง่ายต่อการตรารสอบช่วยควบคุมรักษาการใช้จ่าย เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงในการใช้จ่ายได้ทัน ช่วยในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาหนี้สินต่างๆ  ได้ ในการนี้ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ได้มอบเช็คชำระหนี้แทนเกษตรกรและโฉนดที่ดินที่ได้รับการจัดการหนี้ให้เกษตรกร

015

‘กรมชลประทาน’ต้อนรับ’รมว.จีน’ ศึกษาดูงานด้านการชลประทาน

'กรมชลประทาน'ต้อนรับ'รมว.จีน' ศึกษาดูงานด้านการชลประทาน

‘กรมชลประทาน’ต้อนรับ’รมว.จีน’ ศึกษาดูงานด้านการชลประทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร พร้อมด้วย นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักบริหารโครงการ ร่วมต้อนรับ นายหลี่ กั๋วอิง (Mr. Li Guoying) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสที่เดินทางมาดูงานด้านการชลประทาน ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2568 โดยการเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ และเพื่อร่วมกันพัฒนาการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบริหารจัดการน้ำระหว่างสองหน่วยงานต่อไป

– 006