‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม’พด.’ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ลงพื้นที่จันทบุรี

'อธิบดีทวีศักดิ์'นำทีม'พด.'ร่วมคณะ'รมว.นฤมล'ลงพื้นที่จันทบุรี

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม’พด.’ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ลงพื้นที่จันทบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.19 น.

“อธิบดีทวีศักดิ์”นำทีม”พด.”ร่วมคณะ”รมว.นฤมล”ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามโครงการบรรเทาอุทกภัยฯ คลองภักดีรำไพ

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ นายเชฏฐรุจ จันทร์แปลง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 พร้อมด้วย นางจันทร์จิรา ศิริสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด สพข. 2 ร่วมคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองภักดีรำไพ) เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และภาคการเกษตรในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำ และการเกษตรให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำปากคลองภักดีรำไพ ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้พบปะผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางส่งเสริมภาคการเกษตรในจังหวัด โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง จากนั้นได้มีการมอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร อาทิ ท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ พันธุ์ปลากระพงขาว โฉนดเพื่อการเกษตร เป็นต้น และกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี ได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิต อาทิ จุลินทรีย์ พด. ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ จำนวน 300 ชุด แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วยอีกด้วย

– 006

มหัศจรรย์‘เกษตรทฤษฎีใหม่-วนเกษตร’ จากพื้นที่แห้งแล้งสู่แปลงแห่งความอุดมสมบูรณ์

มหัศจรรย์‘เกษตรทฤษฎีใหม่-วนเกษตร’ จากพื้นที่แห้งแล้งสู่แปลงแห่งความอุดมสมบูรณ์

มหัศจรรย์‘เกษตรทฤษฎีใหม่-วนเกษตร’ จากพื้นที่แห้งแล้งสู่แปลงแห่งความอุดมสมบูรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรคือที่ดินและแหล่งน้ำ เพื่อให้การทำเกษตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพึ่งพาตนเองและมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปีจากการปลูกพืชหลากหลายชนิด รวมถึงจากการเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วนวนเกษตร หมายถึงการทำเกษตรที่จำลองสภาพป่าธรรมชาติ ในแปลงจะมีทั้งไม้ยืนต้น ไม้ขนาดกลาง ไม้พุ่ม พืชอาหาร สมุนไพร ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้แล้วยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

มีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือการเปิดเผยของ นายทองเพชร คลังแสง เกษตรกรหมู่ 2 บ้านวังน้ำขาว ต.วังน้ำขาว อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ถึงที่มาของความสนใจในวนเกษตรและเกษตรทฤษฎีใหม่ เพราะในขณะที่เกษตรกรจำนวนมากเริ่มจากประสบปัญหาจากเกษตรเชิงเดี่ยว ทั้งต้นทุนค่าปุ๋ย-ค่ายาที่มีแต่จะแพงขึ้น และเมื่อผลผลิตราคาตกต่ำรายได้ก็ไม่พอกับรายจ่ายจึงค่อยปรับเปลี่ยน แต่นายทองเพชร เล่าว่า ที่ดินที่ตนมีอยู่นั้นไม่เหมาะกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาตั้งแต่แรก เนื่องจากเป็นพื้นที่แห้งแล้งดินไม่ดี และเกษตรทฤษฎีใหม่ได้พลิกโฉมพื้นที่นี้ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

จากพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ 30 งาน 50 วา แบ่งมาทำวนเกษตร 10 ไร่ มีสระเก็บน้ำ 2 แห่ง บ่อบาดาลอีก 1 แห่ง ปลูกทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น สะเดา สัก พยุง ไม้เต็ง ไม้รัง พืชกินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ไผ่ซางหม่น มะม่วง ดีปลี พริกไทย มะนาว มะกรูด มะขามเปรี้ยวผักใหญ่ เลี้ยงไก่ไข่ สุกร ปลานิล ปลาดุก ช่วยให้มีรายได้ 220,000 บาทต่อปี ส่วนการทำปุ๋ยหมักยังลดรายได้จ่ายได้ 8,000 บาทต่อปี

“ปัจจุบันป่าหัวไร่ปลายนาภายในแปลงมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น สภาพดินมีความร่วนซุย มีไส้เดือนจำนวนมาก และมีกล้าไม้ขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่ง ส.ป.ก. ได้เข้ามาสนับสนุนให้ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นและแจกกล้าไม้ปลูกในแปลง ทำให้พื้นที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์” นายทองเพชร กล่าว

ก.เกษตรฯประชุมอนุฯ ปรับโครงสร้างระบบผลิตการเกษตร

ก.เกษตรฯประชุมอนุฯ ปรับโครงสร้างระบบผลิตการเกษตร

ก.เกษตรฯประชุมอนุฯ ปรับโครงสร้างระบบผลิตการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (13 มี.ค.) นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม AEOC ชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้ มีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.ผลการชำระหนี้ของเกษตรกรตามโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร (ผกก.) และโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 , 2.ความก้าวหน้าการจำหน่ายหนี้สูญของเกษตรกรลูกหนี้โครงการ ผกก. และ คปร.

3.มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน2562 ขอขยายระยะเวลาการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร (ผกก.) และโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) 4.การประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรในโครงการ ผกก. และ คปร. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567

5.มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 , 6.การเสนอจำหน่ายหนี้สูญของเกษตรกรในโครงการ คปร. และ ผกก. เพิ่มเติม จำนวน 16 ราย และ 7.แนวทางการติดตามเร่งรัดการชำระหนี้และช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้โครงการ ผกก. และ คปร. ในระยะต่อไป

015

ก.เกษตรฯติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

ก.เกษตรฯติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

ก.เกษตรฯติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

‘นฤมล’ ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด หวังดันให้สำเร็จ เพื่อกักเก็บน้ำให้เกษตรกรไว้ใช้ เผย เตรียมนำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมาในพื้นที่เพิ่มเติม

วันนี้ (13 มี.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองภักดีรำไพ) โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ประตูระบายน้ำปากคลองภักดีรำไพ ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อร่วมรับฟังปัญหาในพื้นที่และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของ จ.จันทบุรี ในทุกมิติ เพื่อยกระดับรายได้ และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกผลไม้ของไทย โดยทางจีนมีท่าทีพึงพอใจกับการปรับใช้มาตรการดูแลผลไม้ส่งออกของไทย โดยหลังจากนี้ จะมีการเจรจากับทางการจีนเพิ่มเติม เพื่อขอให้ช่วยปลดล็อค การขนส่งผลไม้ทุกชิปเม้นท์ของประเทศไทย อันเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ ได้วางแผนจัดทำโรงงานแปรูปยางพาราของจังหวัดจันทบุรี เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรในพื้นที่ให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย รวมถึงฝากกระทรวงพาณิชย์ช่วยจัดหาตลาดรองรับผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันสินค้าล้นตลาด และราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาลนี้ อีกทั้งคณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ หามาตรการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลของไทย ซึ่งจะนำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมาดำเนินการที่ จ.จันทบุรี เพิ่มเติม

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้ติดตามโครงการต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด เพื่อกักเก็บน้ำให้กับพี่น้องชาว จ.จันทบุรี มากขึ้น เพราะอาชีพหลักของที่นี่ คืออาชีพเกษตรกร หากมีแหล่งน้ำเพียงพอก็จะสามารถช่วยภาคเกษตรได้ โดยตนพูดคุยกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วว่าอยากจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จ แต่พื้นที่ๆ  ขออนุญาตไป ได้กลับมาน้อยกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้อยู่มาก เพราะได้มาประมาณ 26% จากทั้งหมด 100% จึงจะต้องมีการไปหารือกับนายเฉลิมชัย อีกครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นพื้นที่น้อยแบบนี้สร้างไปก็จะไม่เกิดประโยชน์

ส่วนทาง รมช.เกษตรฯ (นายอิทธิ ศิริลัทธยากร) วันนี้ ก็ไปพบกับผู้ประกอบการทุเรียน เพื่อติดตามเตรียมความพร้อมการตรวจรับรองสารปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) ในทุเรียนสด ซึ่งตอนนี้มีมาตรการเข้มข้นในการตรวจสอบทุเรียนก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน จึงต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวสวนทุเรียนด้วย แต่ขณะนี้ปัญหาดังกล่าวก็คลี่คลายลงไปเยอะแล้ว เพราะได้ดำเนินการตามมาตรการที่ตั้งเอาไว้

ในส่วนของการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำนั้น ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และกรมประมงเองก็มี 7 มาตรการในการดำเนินการ ซึ่งผ่านที่ประชุม ครม.ไปแล้ว ส่วนงบประมาณก็ยังมีเพียงพอในการดำเนินการ

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.นฤมล นำคณะผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 200 ราย ปัจจัยการผลิต จำนวน 300 ชุด ท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ จำนวน 50 ชุด รวมถึงพันธุ์ปลากระพงขาว จำนวน 6,000 ตัว แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองภักดีรำไพ) สามารถควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Z.57 ไม่ให้เกิน 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำจากคลองภักดีรำไพ เทือกเขาสระบาป ต.พลับพลา ต.คลองนารายณ์ และ ต.หนองบัว ไม่ให้น้ำไหลเข้าเขตเศรษฐกิจตัวเมืองจันทบุรี ด้วยการระบายน้ำออกสู่ทะเล อีกทั้งสามารถเก็บกักน้ำสำหรับใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งรองรับการใช้อุปโภค-บริโภคของชาวจันทบุรี และครอบคลุมพื้นที่ทำการเกษตรในฤดูแล้งได้กว่า 5,000 ไร่

015

กางตัวเลขให้เห็นชัดๆ เกษตรกรชาวพิจิตรเผยผลดี‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ปลูกหลากหลายได้อะไรบ้าง

กางตัวเลขให้เห็นชัดๆ เกษตรกรชาวพิจิตรเผยผลดี‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ปลูกหลากหลายได้อะไรบ้าง

กางตัวเลขให้เห็นชัดๆ เกษตรกรชาวพิจิตรเผยผลดี‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ปลูกหลากหลายได้อะไรบ้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

นายวิชิต สิงห์อนันต์ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 5 ต.บึงนาราง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร เป็นอีกหนึ่งคนที่เผยว่า จากเดิมที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ได้ปรับเปลี่ยนสู่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยในปี 2562 ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่จัดโดย ส.ป.ก.จังหวัดพิจิตร จึงหันมาทำเกษตรแบบหลากหลายในรูปแบบวนเกษตร ทั้งการปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น อย่างสักทอง พยุง ประดู่ สะเดา พะยอม ยางนา กระถินเทพา ปลูกไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น มะขามป้อม พุทรานมสด กล้วย อินทผลัม พริกไทย เป็นต้น อีกทั้งยังเลี้ยงปลาช่อนและปลานิล

การแบ่งพื้นที่ 20 ไร่ จากทั้งหมด 32 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา มาทำวนเกษตร ผลผลิตที่ได้รับ เช่น มะขามเทศ รายได้ 80,000 บาทต่อปี พุทรา 2 แสนบาทต่อปี ข้าว 120,000 บาทต่อปี อินทผลัม 2 หมื่นบาทต่อปี มะม่วง 4 หมื่นบาทต่อปี ฝรั่งกิมจู 15,000 บาทต่อปี รวมทั้งหมด 475,000 บาทต่อปี นอกจากนั้นยังมีรายได้อื่นๆ เช่น การขายพันธุ์พืชๆ การทำน้ำหมัก และการเผาถ่าน

“มีการทำน้ำหมักและสารชีวภัณฑ์ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ มีเห็ดจากสวนป่าเบญจพรรณ มีสินค้าแปรรูปอย่างไซรปอินทผลัม มะม่วงกวน” นายวิชิต ระบุ

ก.เกษตรฯติวเข้มโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก

ก.เกษตรฯติวเข้มโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก

ก.เกษตรฯติวเข้มโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.34 น.

‘อิทธิ’ ติวเข้มผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก เข้มงวดตรวจสอบคุณภาพผลผลิตปลอดการปนเปื้อน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ

วันนี้ (13 มี.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายการส่งออกผลไม้ แก่ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออกฤดูกาลผลิตปี 2568” โดยมี นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี รองผู้ว่าฯ จันทบุรี นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือก (ทุเรียนและมังคุด)  ในพื้นที่ภาคตะวันออก และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 500 คน ที่โรงแรมนิวแทรเวิลลอด์จ อ.เมือง จ.จันทบุรี ว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ มีนโยบายในการกำกับดูแลผลไม้ให้เป็นไปตามมาตรฐานปราศจากศัตรูพืชกักกัน เพื่อลดปัญหาการแจ้งเตือนจากประเทศปลายทาง ซึ่งขณะนี้ปัญหาการปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) และสารแคดเมียมในทุเรียนสดส่งออกไปจีน นับว่ามีผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกผลไม้ของไทยทางการจีน จึงเพิ่มความเข้มงวดและออกกฎระเบียบในการควบคุมการนำเข้าการจำหน่ายผลไม้นำเข้าจากประเทศไทย ซึ่งหากมีการตรวจพบการปนเปื้อน BY2 และสารแคดเมียมในผลทุเรียนสดและถูกระงับการนำเข้าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการส่งออกผลไม้ของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกร

นายอิทธิ กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบและมีภารกิจในการกำกับดูแล การตรวจติดตามโรงงานผลิตสินค้าพืชให้ได้มาตรฐานเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และรับรองสุขอนามัยพืชให้เป็นไปตามเงื่อนไขในพิธีสารส่งออกไปจีนอย่างเข้มงวด เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้ตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงกระบวนการส่งออกสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ เน้นย้ำในเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรการ 4 ไม่เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยปี 2568 ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่สวมสิทธิ์ และ 4.ไม่มีสี-ไม่มีสารเคมีต้องห้าม โดยมีเป้าหมาย “Set Zero” การใช้สีการใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด รวมถึงมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารตกค้าง BY2 ซึ่งนับเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเรื่องคุณภาพและมาตรฐานกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรในโรงคัดบรรจุการกำกับดูแลผลไม้ให้เป็นไปตามมาตรฐาน จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผลไม้ปฏิบัติได้ตามมาตรฐานและตามประกาศหลักเกณฑ์ที่กำหนดและมีการบูรณาการ และสนับสนุนจากทุกภาคส่วนผลไม้ที่ส่งออกไปก็จะมีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานส่งเสริมภาพลักษณ์สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้ผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ การส่งออกผลไม้ของไทยก็จะราบรื่น เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ราคาดี ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายอิทธิ กล่าว

ด้านอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกผลไม้ปัญหาผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดรวมถึงปัญหาด้านกักกันพืชที่ไม่เป็นไปตามพิธีสารการตรวจพบศัตรูพืช ทั้งโรคแมลงและการตรวจพบสารตกค้างในผลผลิตที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก เพื่อลดการแจ้งเตือนการปฏิเสธและตีกลับสินค้าจากประเทศผู้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย อีกทั้งเพื่อให้การเผยแพร่ข้อเท็จจริงในสื่อต่างๆ และการรับรู้ข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยการชี้แจงให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุได้รับทราบและเข้าใจในหลักเกณฑ์กฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตรวจติดตามเฝ้าระวังและควบคุมการส่งออกผลไม้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันรวมถึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น และหารือข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาช่วยให้การส่งออกผลไม้ภาคตะวันออกปี 2568 เป็นไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพจึงมีความมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุได้มีความเข้าใจในกระบวนการและขั้นตอนต่างๆในการส่งออกผลไม้สามารถบริหารจัดการโรงคัดบรรจุได้ตามมาตรฐาน มกษ.9047-2560 รวมถึงประกาศและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6 ) ลงพื้นที่ตรวจติดตามตามมาตรการ Big Cleaning นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2568 เป็นต้นมา รวมทั้งจัดงานมหกรรม Big Cleaning Day ทุเรียนภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่โรงคัดบรรจุเกาฟงและโรงคัดบรรจุบริเวณโดยรอบ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนของโรงคัดบรรจุให้มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานตรวจสอบคุณภาพทุเรียนตามหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070-2566) โดย สวพ.6 ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนมังคุดและสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่จัดฝึกอบรมเรื่องการพัฒนาทักษะผู้ควบคุมคุณภาพผลผลิตประจำโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกปี 2568 จำนวน 2 รุ่น ให้กับผู้ควบคุมคุณภาพประจำโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออกโดยจะดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2568 ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 6 ซึ่งขณะนี้มีโรงคัดบรรจุให้ความสนใจแจ้งความประสงค์เข้ารับการฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก

015

ชาวบ้านกาฬสินธุ์!! รวมกลุ่มปลูกพืช ‘ผสมผสานแปลงใหญ่’ สู้ภัยแล้ง

ชาวบ้านกาฬสินธุ์!! รวมกลุ่มปลูกพืช ‘ผสมผสานแปลงใหญ่’ สู้ภัยแล้ง

ชาวบ้านกาฬสินธุ์!! รวมกลุ่มปลูกพืช ‘ผสมผสานแปลงใหญ่’ สู้ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ชาวบ้าน 3 ตำบลในอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ใช้น้ำชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) พลิกผืนนาที่เคยทำนาปรังในฤดูแล้ง ที่ต้นทุนสูง ราคาข้าวตกต่ำ เป็นแปลงปลูกพืชผักผสมผสาน ‘แปลงใหญ่’ หลายชนิด เก็บผลผลิตทั้งยอด  ดอก ผล จำหน่ายขายในชุมชน สร้างรายได้เดือนละกว่า 15,000 บาท

วันที่ 13 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ในฤดูแล้ง พื้นที่ใช้น้ำชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) หลายอำเภอ ที่นอกจากจะมีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและทำนาปรังเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังพบว่าในพื้นที่ ต.ลำคลอง ต.ลำปาว และต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ เกษตรกรได้รวมกลุ่มปลูกพืชผักสวนครัวผสมผสาน ‘แปลงใหญ่’  สร้างร้ายได้ตลอดปี โดยมีการปลูกพืชฤดูแล้ง อายุสั้น ใช้น้ำน้อย อายุ 3-4 เดือนเก็บผลผลิต เช่น พืชกระกูลแตง ฟักทอง บวบ ข้าวโพด ถั่วลิสง  พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว สามารถเก็บขายได้ทั้งส่วนของยอด ใบ ดอก ผล รายได้อย่างน้อยวันละ 300 บาท ตกเดือนละ 15,000 บาททีเดียว

นายสมจิตร อายุ 54 ปี อยู่ที่หมู่ 3 เกษตรชาวบ้านหาดทอง ต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมตนเคยไปทำงานรับจ้างทั่วไปและขับวินมอเตอร์ไซค์ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลานับ 20 ปี พักหลังรายได้ไม่แน่นอน ขณะที่รายจ่ายส่วนตัวประจำวันสูงมาก จึงคิดว่ากลับมาตั้งหลักทำการเกษตรที่บ้านดีกว่า เพราะมีช่องทางทำมาหากินมากมาย ไม่มีวันอดตายหากขยัน โดยเฉพาะมีความพร้อมทั้งที่ทำกินและแหล่งน้ำจากคลองชลประทานเขื่อนลำปาว

นายสมจิตร กล่าวอีกว่า จากบริบทของพื้นที่เขต ต.ลำคลอง ต.ลำปาว และต.บึงวิชัย อยู่ในทำเลดี มีแหล่งน้ำดังกล่าว จึงเป็นแหล่งปลูกพืชผักสวนครัวตลอดปี ผลผลิตจำหน่ายในตลาดชุมชน และมีพ่อค้าแม่ค้าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มารับซื้อถึงที่  นำส่งตามตลาดสด  ตลาดไทย และตลาดทั่วไป ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ หรือแหล่งผลิตพืชผักกลุ่มใหญ่ที่สุดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ สำหรับตนซึ่งมีแรงงานคนเดียว ใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ปลูกข้าวโพด และฟักทอง โดยฤดูแล้งปีนี้ปลูกข้าวโพด 3 รุ่น และฟักทอง 2 รุ่น ช่วงกำลังติดดอกออกผล สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน เช่น ผลผลิตของฟักทองเก็บขายได้ทั้งยอด ดอกตัวผู้ และผล

‘สำหรับดอกฟักทองนั้น นิยมลวกจิ้มน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงต้มซุป แกงอ่อม รสชาติหวาน มัน อร่อย โดยจะเก็บดอกตัวผู้ไปขายในหมู่บ้าน 30 ดอก/มัด ขายมัดละ 10 บาท มีรายได้วันละ 200-300 บาท ส่วนผลนิยมเก็บผลแก่ขายในราคา กก.ละ 15 บาท หรือบรรจุถุงขายถุงละ 10 กก.ราคา 150 บาท ข้าวโพดก็ขายทั้งฝักดิบและต้มสุก  3 ฝักราคา  20 บาท หรือแล้วแต่จะตกลงกันได้  หากปีนี้ได้กำไรดี ฤดูแล้งปีหน้าก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก และเพิ่มชนิดพืชผักให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าทำง่าย ไม่ยุ่งยาก ได้อยู่กับครอบครัว’ นายสมจิตรกล่าว

ด้าน นายเลิง อายุ 54 ปี เกษตรกรบ้านโนนตูม ม.4 กล่าวว่า ฤดูแล้งทุกปีตนเคยทำนาปรัง ประสบปัญหาต้นทุนสูง ทั้งค่ารถไถ ค่าปุ๋ยเคมี ค่ารถเกี่ยว ราคาขายข้าวเปลือกตกต่ำ ไม่คงที่ ขาดทุนทุกปี บางปีประสบปัญหาภัยแล้ง ต้นข้าวเกิดโรคระบาด ก็ยิ่งขาดทุนและเสียโอกาสสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเพื่อนเกษตรกรพื้นที่ข้างเคียงปลูกพืชผักแปลงใหญ่รายได้ดี เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จึงหันมาปลูกพืชผักบ้าง โดยเปลี่ยนแปลงนามาเป็นแปลงปลูกพืชตระกูลแตงและถั่วลิสง  อายุสั้น ใช้น้ำน้อย หากประสบภัยแล้งพืชผลก็ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก พบว่าสะดวก สบาย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรดีกว่าปลูกข้าวนาปรัง

‘ทั้งนี้ ได้ใช้พื้นที่ 2 ไร่ ปลูกแตงไทย และถั่วลิสง ทุกวันนี้มีรายได้จากการเก็บแตงไทยขาย เฉลี่ยรายได้วันละ 300 บาท  1 เดือนมีรายได้ประมาณ 15,000 บาท บวกลบต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ดีกว่าทำนาปรังและปลูกพืชชนิดอื่น ที่สำคัญไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยคอกบำรุง ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ พืชผลก็เจริญเติบโต ให้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ ทุกวันนี้เก็บผลผลิตขาย มีรายได้ตลอดทั้งเดือน ทั้งนี้ ในส่วนของการปลูกพืชผักหลากหลายของกลุ่มเกษตรกรเรา 3 ตำบล ยังถือเป็นการเอาชนะภัยแล้ง เพราะเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรค ที่สำคัญรายได้ดี ดีกว่าปลูกข้าวนาปรังหลายสิบเท่าก็ว่าได้’ นายเลิง กล่าว ///-026

‘สิ่งแวดล้อมดี-มีรายได้ในทุกๆวัน’ เกษตรกรชัยนาทเผยประโยชน์วนเกษตร-เกษตรทฤษฎีใหม่

‘สิ่งแวดล้อมดี-มีรายได้ในทุกๆวัน’ เกษตรกรชัยนาทเผยประโยชน์วนเกษตร-เกษตรทฤษฎีใหม่

‘สิ่งแวดล้อมดี-มีรายได้ในทุกๆวัน’ เกษตรกรชัยนาทเผยประโยชน์วนเกษตร-เกษตรทฤษฎีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

นางสำเริง แสนจักร เกษตรกรหมู่ 7 บ้านหนองไม้แก่น ต.สะพานหิน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท เผยที่มาของการแบ่งพื้นที่ 5 ไร่ จากทั้งหมด 40 ไร่ 67 วา มาทำวนเกษตรตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ว่า แต่ก่อนทำเกษตรเชิงเดี่ยว ในช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย นำมาสู่การเพิ่มความหลากหลายให้แปลงเกษตร ปลูกผักหวานป่า ไม้ไผ่ สัก ประดู่ ยางนา ไพล น้อยหน่า เพื่อสร้างระบบนิเวศขึ้นในแปลง ส่วนพื้นที่อีกประมาณ 35 ไร่ แบ่งปลูกมันสำปะหลัง 18 ไร่ อ้อยโรงงาน 12 ไร่ และข้าว 5 ไร่ มีรายได้จากการเกษตร 3 แสนบาทต่อปี

“ยังมีการเลี้ยงสัตว์เพิ่ม เช่น วัว ไก่ เป็ด ปลาชนิดต่างๆ จนถึงปัจจุบันต้นไม้มีความอุดมสมบูรณ์ เจริญเติบโตสร้างร่วมเงา ส่วนพืชชนิดอื่นๆ ก็สามารถสร้างรายได้ในทุกๆ วัน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นางสำเริง กล่าว

ทั้งนี้ เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรคือที่ดินและแหล่งน้ำ เพื่อให้การทำเกษตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพึ่งพาตนเองและมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปีจากการปลูกพืชหลากหลายชนิด รวมถึงจากการเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง ดังกรณีของ นางสำเริง มีสระน้ำในแปลงเกษตร 2 แห่ง ส่วนวนเกษตร หมายถึงการทำเกษตรที่จำลองสภาพป่าธรรมชาติ ในแปลงจะมีทั้งไม้ยืนต้น ไม้ขนาดกลาง ไม้พุ่ม พืชอาหาร สมุนไพร ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้แล้วยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ นายสัตวแพทย์ชาติชาย ยิ้มเครือ ปศุสัตว์จังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายการปฏิบัติงานฯ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ คลองภักดีรำไพอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

ในการนี้กรมปศุสัตว์ได้มอบปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ท่อนพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ได้มีการแจกไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ด้านปศุสัตว์ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานด้วย

– 006

มบส.จัดกิจกรรมเดิน – วิ่ง การกุศล บ้านสมเด็จ ครั้งที่ 4 BSRU Run #4 ‘จีน – ไทย ใช่อื่นไกล สายสัมพันธ์ 50 ปี’

มบส.จัดกิจกรรมเดิน – วิ่ง การกุศล บ้านสมเด็จ ครั้งที่ 4 BSRU Run #4 ‘จีน - ไทย ใช่อื่นไกล สายสัมพันธ์ 50 ปี’

มบส.จัดกิจกรรมเดิน – วิ่ง การกุศล บ้านสมเด็จ ครั้งที่ 4 BSRU Run #4 ‘จีน – ไทย ใช่อื่นไกล สายสัมพันธ์ 50 ปี’

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมกับสำนักกิจการนักศึกษา จัดงานเดิน – วิ่ง บ้านสมเด็จฯ ครั้งที่ 4 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมสุขภาพให้แก่คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและบุคคลทั่วไป รายได้จากการจัดการงานสนับสนุนเป็นทุนการศึกษากองทุนเพื่อการศึกษาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรภาคีสนับสนุนการจัดงาน พร้อมผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษาศิษย์เก่า – ศิษย์ปัจจุบัน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.ประเภทเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ  Fun Run ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร (ไม่มีการแข่งขัน)

เส้นทาง : จุดเริ่มต้น มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซอยอิสรภาพ 15 – เลี้ยวขวาเข้าถนนอิสรภาพ (ขาเข้า) สี่แยกบ้านแขกตรงไปตามถนนอิสรภาพ – ถึงทางแยกประตูไทยซิกซ์ เลี้ยวขวา เข้าถนนลาดหญ้า มุ่งหน้าวงเวียนใหญ่ วนรอบซ้าย เข้าถนนประชาธิปก เข้าสี่แยกบ้านแขกเลี้ยวซ้าย – เข้าถนนอิสรภาพ (ขาเข้า) เลี้ยวซ้ายเข้าซอยอิสรภาพ 15 จุดสิ้นสุด มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา

2. ประเภทแข่งขันวิ่ง Mini Marathon ระยะทาง 10.2 กิโลเมตร

เส้นทาง : จุดเริ่มต้น มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซอยอิสรภาพ 15 – เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอิสรภาพ (ขาออก) ทางแยกโพธิ์สามต้นตรงไป ผ่านกองบัญชาการกองทัพเรือ – ถึงทางแยกพรานนก เลี้ยวซ้าย เข้าถนนพรานนก มุ่งหน้าทางแยกไฟฉาย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจรัญสนิทวงศ์ (ขาเข้า) ถึงทางแยกท่าพระ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรเกษม (ขาเข้า) ต่อเนื่องทางแยกบางยี่เรือ ตรงไปตามถนนอินทร-พิทักษ์ มุ่งหน้าเข้าวงเวียนใหญ่ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนประชาธิปก ถึงสี่แยกบ้านแขกเลี้ยวซ้าย – เข้าถนนอิสรภาพ (ขาเข้า) เลี้ยวซ้ายเข้าซอยอิสรภาพ 15 จุดสิ้นสุด มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ค่าสมัครเข้าร่วม บุคคลทั่วไป ทุกระยะ 500 บาท  ได้รับเสื้อและเหรียญรางวัล เมื่อเข้าเส้นชัย , นักเรียน นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทุกระยะ 300 บาท ได้รับเสื้อและเหรียญรางวัล เมื่อเข้าเส้นชัย , VIP สนับสนุนการแข่งขัน (ไม่ต้องวิ่ง) 1,000 บาท ได้รับเสื้อแบบพิเศษ (คอปก)

ช่องทางการสมัครเข้าร่วม  สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์   http://dsad.bsru.ac.th/bsrurun  พร้อมชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 126-0-92942-5 ชื่อบัญชี โครงการเดิน-วิ่ง การกุศลบ้านสมเด็จ ครั้งที่ 4

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร  0 2473 7000 ต่อ 1313 หรือ 1018 , Facebook Fanpage : BSRU RUN   https://www.facebook.com/BSRU.RUN2019  , TikTok   BSRURUN

กำหนดการแข่งขัน

เวลา    03.45 น.    ลงทะเบียน

เวลา    04.15 น.    พิธีเปิดการแข่งขัน

เวลา    04.30 น.    Warm up

เวลา    05.00 น.    ปล่อยตัวนักวิ่ง 10.2 กิโลเมตร

เวลา    05.15 น.    ปล่อยตัวนักวิ่ง 4.5 กิโลเมตร

เวลา    07.00 น.    Cut Off ทุกรายการ

เวลา    07.30 น.    พิธีมอบถ้วยรางวัล  *มีอาหารบริการนักวิ่ง เมื่อเข้าเส้นชัย

-(016)