ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีสุรายุโรป 200% หลัง EU เก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีสุรายุโรป 200% หลัง EU เก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ

14 มี.ค. 2568 03:39 น.

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีสุรายุโรป 200% หลัง EU เก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะตั้งกำแพงภาษีสุรายุโรปจำนวน 200% เพื่อตอบโต้ที่สหภาพยุโรปมีมาตรการตอบโต้การเก็บภาษีเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมของเขา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มี.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า รัฐบาลของเขาจะตั้งภาษีศุลกากรกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำเข้ามาจากสหภาพยุโรปในอัตรา 200% ถ้า EU ไม่ยกเลิกการตั้งกำแพงภาษีสุราสหรัฐฯ 50% ที่พวกเขาประกาศในวันพุธที่ผ่านมา

“หากกำแพงภาษีนี้ไม่ถูกนำออกไปในทันที อีกไม่นานสหรัฐฯ จะกำหนดภาษีศุลกากรอัตรา 200% ต่อไวน์, แชมเปญ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดที่มาจากฝรั่งเศสและชาติสมาชิก EU อื่นๆ ทั้งหมด” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ “นี่จะเป็นเรื่องดีสำหรับธุรกิจไวน์และแชมเปญในสหรัฐฯ”

การตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปนี้ เริ่มขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีเหล็กกล้า (steel) กับอะลูมิเนียมทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% เมื่อเวลาเที่ยงคืนเข้าสู่วันพุธที่ผ่านมา (12 มี.ค.) ทำให้ EU ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ มูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านยูโร โดยจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนเมษายน

ด้านฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ส่งออกไวน์เข้าสู่สหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด ประณามการทำสงครามการค้าของสหรัฐฯ โดยนายโลรองต์ แซงต์-มาร์แตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระบุผ่าน X ว่า “ทรัมป์กำลังขยายสงครามการค้าที่เขาเป็นฝ่ายเริ่ม และประเทศของผมจะต่อสู้กลับไป” “เราจะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่และจะปกป้องอุตสาหกรรมของเราเสมอ”

ส่วนนายโอลอฟ กิล โฆษกฝ่ายการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมทันที และว่าพวกเขาต้องการเจรจาเพื่อไม่ให้มีการตั้งกำแพงภาษีอีกในอนาคต เพราะผลลัพธ์ของมันมีแต่เสียกับเสีย และเราต้องการผลลัพธ์แบบวิน-วิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปูตินเห็นด้วย สงครามยูเครนต้องยุติ แต่ยังไม่รับข้อตกลงหยุดยิง 30 วัน

ปูตินเห็นด้วย สงครามยูเครนต้องยุติ แต่ยังไม่รับข้อตกลงหยุดยิง 30 วัน

14 มี.ค. 2568 02:30 น.

ปูตินเห็นด้วย สงครามยูเครนต้องยุติ แต่ยังไม่รับข้อตกลงหยุดยิง 30 วัน

ปูตินยอมรับ การต่อสู้ในยูเครนต้องยุติ แต่ยังไม่รับข้อเสนอหยุดยิง 30 วันที่ฝ่ายสหรัฐฯ เสนอ อ้างยังมีอีกหลายเรื่องที่จำเป็นต้องหารือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวในวันพฤหัสบดีที่ 13 มี.ค. 2568 ว่า การต่อสู้ในยูเครนต้องยุติ แต่การหยุดยิงควรนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และกำจัดต้นตอของปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤตินี้ ซึ่งหมายถึงกรณีที่เขากล่าวหานาโตว่า พยายามขยายอิทธิพล กับเรื่องอธิปไตยของยูเครน

ปูตินย้ำด้วยว่า ความคิดเรื่องการหยุดยิงเป็นเรื่องดีและพวกเขาก็สนับสนุน แต่ยังมีปัญหาอีกหลายอย่างที่ต้องหารือ รวมถึง หากหยุดยิงแล้วสถานการณ์ในแคว้นคูสค์ กับพื้นที่แนวหน้าความยาวกว่า 1,000 กม.จะเป็นอย่างไร, ใครจะเป็นผู้ประเมินว่าการหยุดยิงถูกบังคับใช้อย่างถูกต้องและประเมินอย่างไร แล้วยูเครนจะสามารถสะสมอาวุธและฝึกทหารเพิ่มได้หรือไม่

ฝ่ายรัสเซียบอกด้วยว่า เขาอาจจะโทรศัพท์คุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียยืนยันว่า เรื่องนั้นคงไม่เกิดขึ้นในวันนี้ (13 มี.ค.)

อีกด้านหนึ่งที่สหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้อนรับนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการนาโต ที่ทำเนียบขาว ซึ่งระหว่างคุยกันนั้นนายทรัมป์แย้มว่า เขาอยากพบกับประธานาธิบดีปูติน เพื่อหาทางยุติการต่อสู้ในยูเครน โดยตอนนี้นาย สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ไปอยู่ในมอสโกแล้ว เพื่อหารือกับฝ่ายรัสเซีย และหวังว่ารัสเซียจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

นายทรัมป์แสดงความเห็นเกี่ยวกับแถลงการณ์ของนายปูตินเรื่องการหยุดยิงด้วยว่า นี่เป็นแถลงการณ์ที่ดูมีหวังมาก แต่มันยังไม่สมบูรณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

เชนหม้อไฟจีนชื่อดัง ชดเชยลูกค้า 10 เท่า หลังคลิป 2 โจ๋ฉี่ลงหม้อว่อนเน็ต

เชนหม้อไฟจีนชื่อดัง ชดเชยลูกค้า 10 เท่า หลังคลิป 2 โจ๋ฉี่ลงหม้อว่อนเน็ต

14 มี.ค. 2568 00:31 น.

เชนหม้อไฟจีนชื่อดัง ชดเชยลูกค้า 10 เท่า หลังคลิป 2 โจ๋ฉี่ลงหม้อว่อนเน็ต

ไห่ตี้เหลา เชนหม้อไฟชื่อดังของจีน ประกาศชดเชยลูกค้า 10 เท่า หลังมีคลิป 2 วัยรุ่นฉี่ลงหม้ออาหารในร้านสาขาเซี่ยงไฮ้ถูกเผยแพร่และกระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไห่ตี้เหลา เชนร้านหม้อไฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ออกแถลงการณ์ขอโทษลูกค้าหลังมีคลิปถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตแสดงให้เห็นวัยรุ่น 2 คนปัสสาวะลงไปในหม้ออาหารของตัวเอง โดยทางบริษัทประกาศจะคืนเงินและชดเชยให้ลูกค้ากว่า 4,100 คนที่มาทานอาหารในร้านสาขาเซี่ยงไฮ้แห่งหนึ่ง

คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายในห้องอาหารส่วนตัวภายในหนึ่งในร้านสาขาเซี่ยงไฮ้ของไห่ตี้เหลา ถูกแชร์ลงบนโลกออนไลน์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนถ่ายคลิป อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นอายุ 17 ปีทั้ง 2 คน ซึ่งขณะเกิดเหตุอยู่ในสภาพเมามาย ถูกตำรวจจับกุมตัวได้หลังเกิดเหตุไม่นาน

ตามการเปิดเผยของ ไห่ตี้เหลา แผนกจัดการของบริษัทพบเห็นคลิปวิดีโอดังกล่าวหลายวันหลังจากมันถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ และใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์จึงจะพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่สาขาใด เนื่องจากในนครเซี่ยงไฮ้มีสาขาของไห่ตี้เหลาอยู่หลายสิบแห่ง

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามีใครมาใช้บริการต่อแล้วใช้งานห้องส่วนตัวดังกล่าว แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าหม้อไฟในกรณีนี้ผ่านการล้างและฆ่าเชื้อก่อนจะนำไปให้บริการแก่ลูกค้ารายถัดไปหรือไม่ ทำให้ทาง ไห่ตี้เหลา ตัดสินใจเปลี่ยนหม้อไฟและอุปกรณ์ทานอาหารทั้งหมด และดำเนินการฆ่าเชื้อหม้อดินเผาและของใช้อื่นๆ แล้วด้วย

นอกจากนั้น แถลงการณ์ของ ไห่ตี้เหลา ระบุอีกว่า ลูกค้ากว่า 4,100 คนที่มาทานอาหารในร้านสาขาที่เกิดเหตุระหว่างวันที่ 24 ก.พ. ถึง 8 มี.ค. จะได้รับการคืนเงินเต็มจำนวน พร้อมด้วยเงินชดเชยจำนวน 10 เท่าของค่าอาหารดังกล่าว

ไห่ตี้เหลา เผยด้วยว่า พวกเขาจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด ขณะที่รายงานเบื้องต้นระบุว่าพวกเขาได้ยื่นฟ้องร้องคดีแพ่งต่อวัยรุ่นผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีการเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า ถัง กับ อู๋ แล้วในวันจันทร์ที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจญี่ปุ่นจับกลุ่มชาย 7 คน กามลูกสาวตัวเอง อัดคลิปมาแบ่งกัน

ตำรวจญี่ปุ่นจับกลุ่มชาย 7 คน กามลูกสาวตัวเอง อัดคลิปมาแบ่งกัน

13 มี.ค. 2568 23:22 น.

ตำรวจญี่ปุ่นจับกลุ่มชาย 7 คน กามลูกสาวตัวเอง อัดคลิปมาแบ่งกัน

ตำรวจญี่ปุ่นตามจับได้แล้ว 7 คน ชายผู้ต้องสงสัยล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวตัวเอง และอัดคลิปนำภาพลามกอนาจารมาแชร์ลงกลุ่มแชทออนไลน์

สื่อของประเทศญี่ปุ่นหลายสำนักรวมถึง เกียวโด นิวส์, เอ็นเอชเค และ มาอินิจิ ชิมบุน รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดไอจิ จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 7 ราย นับจนถึงวันที่ 11 มี.ค. 2568 โดยเป็นผู้ชายในกลุ่มเดียวกันที่ถูกกล่าวหาว่า ข่มขืนลูกสาวหรือลูกเลี้ยงของตัวเอง แล้วอัดคลิปวิดีโอตอนก่อเหตุมาลงบนโลกออนไลน์

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวน ชาย 7 คนนี้มีอายุในช่วง 30-50 ปี อาศัยอยู่ทั้งในจังหวัดไอจิและสถานที่อื่นๆ โดยพวกเขาถูกกล่าวหาว่า ข่มขืนกระทำชำเรา และละเมิดกฎหมายต่อต้านการค้าประเวณีผู้เยาว์ และต่อต้านการสร้างสื่อลามกอนาจารผู้เยาว์

ในกลุ่มนี้ มีชาย 4 คนถูกกล่าวหาว่า อัดคลิปวิดีโอขณะลงมือล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวหรือลูกเลี้ยงอายุระหว่าง 6-14 ปี ณ ตอนเกิดเหตุ และแชร์คลิปดังกล่าวภายในกลุ่มของพวกเขาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ขณะที่อีก 3 คน เป็นเจ้าของภาพลามกอนาจารผู้เยาว์

การจับกุมชายกลุ่มนี้เริ่มขึ้นหลังจากเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2567 ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในฐานะผู้ต้องสงสัยข่มขืนกระทำชำเราผู้เยาว์ และผลการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของเขาทำให้ตำรวจพบกลุ่มลับที่มีการแบ่งปันภาพลามกอนาจารกัน

ตำรวจคาดว่ากลุ่มออนไลน์ดังกล่าว เป็นที่รวมตัวของกลุ่มชายผู้ชื่นชอบการร่วมประเวณีกับญาติสนิท เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกันประมาณเดือนธันวาคม 2566 และผู้ต้องสงสัยทั้ง 7 คนเริ่มรู้จักกันผ่านเว็บไซต์ออนไลน์อื่น และหนึ่งในนั้นเป็นผู้บริหารจัดการกลุ่มแชทนี้

ภายในกลุ่มแชท ตำรวจพบการแสดงความเห็นมากมายที่บ่งชี้ว่า ผู้ต้องสงสัยบางคนฝึกฝนลูกสาวให้เป็นทาสบำเรอกามตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ และข่มขู่ไม่ให้นำเรื่องไปบอกแม่หรือคนอื่นๆ ทำให้ตำรวจไอจิเชื่อว่า ชายกลุ่มนี้ล่วงละเมิดลูกสาวหรือลูกเลี้ยงตัวเองอย่างต่อเนื่องหรือเป็นประจำ

เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีผู้ชายคนอื่นๆ อีกหลายคนที่เข้าร่วมกลุ่มนี้ และกำลังดำเนินการสืบสวน เพื่อดำเนินการจับกุมต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mainichi

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

'นฤมล -อิทธิ' ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราด เดินหน้าสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์กว่า 3,000 ไร่ พร้อมมุ่งดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน ขานรับข้อสั่งการนายกฯ 

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะด้านการเกษตร เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงมอบประกาศเกียรติคุณ และปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรกว่า 1,200 ราย เข้าร่วม ณ ศาลาอเนกประสงค์วัดเทพนิมิต ต.เทพนิมิต อ.เขาสมิง จ.ตราด

นางนฤมล กล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกผลไม้ที่สำคัญและมีชื่อเสียง อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด และยางพารา ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกปริมาณมาก ดังนั้นเกษตรกรจึงมีความต้องการใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการเพาะปลูด จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อาทิ การกระจายน้ำ ท่อต่อขยายระบบ ส่งน้ำ และการก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ซึ่งโครงการดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในแผนเพื่อเสนอของบกลางแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากมีงบเหลือจ่ายปีนี้เพียงพอ ได้กำชับให้กรมชลประทานจัดสรรงบเพื่อดำเนินการโครงการเร่งด่วนก่อน เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องจังหวัดตราดโดยเร็วที่สุด

นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำวัดเทพนิมิต-บ้านมุมสงบ ตำบลเทพนิมิต อำเภอเขาสมิง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำจากแม่น้ำเขาสมิงไปยังอ่างเก็บน้ำวังสมโภชน์ โดยมีแผนการก่อสร้างในปี 2570 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 4.1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของจังหวัดตราด

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ในปี 2568 นั้น นางนฤมล  กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ 5 กระทรวง บูรณาการทำงานร่วมกันบริหารจัดการผลไม้ที่มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้ดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมาตรฐานการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมการตลาดการบริโภคภายในประเทศ กระทรวงคมนาคม เตรียมพร้อมด้านระบบขนส่งสินค้า ให้มีประสิทธิภาพคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำกับดูแลโปรษณีย์ไทยทำโครงการช่วยส่งผลไม้จากสวนไปยังผู้บริโภคโดยตรง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนุบสนุนอีกด้วย

“สำหรับปัญหาการปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียมในทุเรียนไทยนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ เราได้เพิ่มมาตรการเข้มข้น และได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำกับติดตามควบคุมมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้ในโรงคัดบรรจุอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น ยังได้ประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น โดยแปรรูปจากทุเรียนผลสด เพื่อให้มีตลาดรองรับมากยิ่งขึ้น”

ขณะที่สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร จ.ตราด ดังนี้  1. ทุเรียน พื้นที่เพาะปลูก 126,718 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนเมษายน 2568 จำนวนผลผลิต 132,237 ตัน 2. เงาะ พื้นที่เพาะปลูก 47,190 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผลผลิต 107,490 ตัน และ 3. มังคุด พื้นที่เพาะปลูก 39,701 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผลผลิต 50,261 ตัน ราคา 64.30 บาท/กก. 

โอกาสนี้ นางนฤมล ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ นางแสวง พจนานนท์ และนายพิพัฒน์ พจนานนท์ ที่ได้อุทิศที่ดินเพื่อให้กรมชลประทานใช้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านแก่งหิน ตำบลวัดตะเคียน อำเภอเขาสมิง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างความมั่นคงทางน้ำให้แก่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้มอบป้ายและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อาทิ มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 50 ราย มอบป้ายโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร มอบป้ายโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. มอบใบรับรอง GAP พืช จำนวน 10 ราย มอบเงินอุดหนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจน มอบผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน พันธุ์สัตว์น้ำและถุงยังชีพปศุสัตว์ เป็นต้น

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันและมอบวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน แก่อาสาปศุสัตว์ รวมทั้งปล่อยขบวนรถเจ้าหน้าที่และอาสาปศุสัตว์ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ที่ลานทองฟาร์ม ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงรายว่าได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาปศุสัตว์ ให้มีขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันทางด้านการส่งออก จึงจัดสรรงบประมาณปี 2567 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกินในโค กระบือ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ให้กับกรมปศุสัตว์ ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว 7,850,000 โดสซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกร และเตรียมความพร้อมสินค้าปศุสัตว์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

สำหรับ จ.เชียงราย เป็นพื้นที่นำร่องการสร้างพื้นที่ปลอดโรค (Regionalization) และการสร้างคอกกักเพื่อการส่งออกตามแผนของกรมปศุสัตว์ เพื่อผลักดันการส่งออกโค กระบือมีชีวิต ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ของเกษตรกร เป็นการเปิดช่องทางการค้าเส้นทางใหม่ โดย จ.เชียงราย ได้รับการจัดสรรวัคซีน 78,330 โดส ครอบคลุมประชากรโคและกระบือทั้งหมด นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ ยังมีแผน Kick Off โครงการฯ ครั้งที่ 2 ที่ จ.ตาก

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา เรื่องความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแนวทางการดำเนินการทั้งหมดที่ครอบคลุมและมีการบูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยภายในอาเซียน โดยประกอบด้วยข้อบทสำคัญ 18 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Coordinating Committee; AFSCC) การดำเนินการจัดทำพิธีสาร และการกำหนดให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มอบสัตยาบันสารแก่เลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567ความตกลงฯ มีการลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศแล้ว

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า เมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งจากหน่วยงานด้านเกษตร การค้า และสุขภาพ 10 ประเทศ โดยมีหน้าที่กำกับดูแลและทบทวนการดำเนินการของความตกลงฯ ประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องของอาเซียน รวมถึงพิจารณาและเห็นชอบข้อเสนอสำหรับการจัดทำพิธีสารในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ด้านเศรษฐกิจอาเซียน และด้านการพัฒนาสาธารณสุข

‘นฤมล’ลงพื้นที่รุดผลักดัน มะพร้าวน้ำหอมสงขลามูลค่าสูง

‘นฤมล’ลงพื้นที่รุดผลักดัน  มะพร้าวน้ำหอมสงขลามูลค่าสูง

‘นฤมล’ลงพื้นที่รุดผลักดัน มะพร้าวน้ำหอมสงขลามูลค่าสูง

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ต.ชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม รวมถึงตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ดูการปรับเปลี่ยนแปลงนาข้าวเป็นมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย “สงขลามหานคร” ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเสริมศักยภาพผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ 2,000 ไร่ ในปีนี้ รวมถึงจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ จัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงออกผลผลิต เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันพืชมูลค่าสูง อาทิ ตาลโตนด กาแฟโรบัสต้า และอื่นๆ ให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ซึ่งเหมาะสม และจัดหาตลาดรองรับตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับ จ.สงขลา ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 11,575 ไร่ มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 5,733 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในคาบสมุทรสทิงพระ (อ.สทิงพระ อ.กระแสสินธุ์ อ.ระโนด และ อ.สิงหนคร) เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งทะเล มีแหล่งน้ำธรรมชาติมีระบบชลประทานที่ดี สภาพภูมิประเทศ และดินที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอม จ.สงขลา มีรสชาติหอมหวานเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ และพื้นที่ราบลุ่มบริเวณทะเลสาบสงขลา ส่งเสริมเกษตรกรให้ได้รับความรู้และมีทักษะบริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ พัฒนาคุณภาพสินค้าและตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัจจุบันมีกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม 4 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 152 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 624.5 ไร่ มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.2 (เทียบกับปี 2563) ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15.7 เกษตรกรผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP รวม 113 ราย ในพื้นที่ 310 ไร่ สามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี ได้ปีละประมาณ 59 ล้านผล เกษตรกรกรมีรายได้สุทธิรวม 6.29 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังส่งเสริมตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จ.สงขลา ซึ่งมีการรวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมการแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนดในพื้นที่ 14 กลุ่ม เกษตรกร 148 ราย

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ถกคกก.แก้ปัญหาสินค้าเกษตร

รองปลัดฯเตรียมพร้อม  ถกคกก.แก้ปัญหาสินค้าเกษตร

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ถกคกก.แก้ปัญหาสินค้าเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) โดยมี นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รายงานการดำเนินงานในส่วนที่รับผิดชอบต่อที่ประชุม พร้อมศึกษากฎระเบียบ EUDR เพื่อสามารถนำไปถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร และมีการพิจารณาการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU DeforestationRegulation: EUDR) ตลอดจนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ในอนาคต

สำหรับโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาแนวทางและจัดทำข้อเสนอกรอบนโยบายและแผนปฏิบัติการ ระดับชาติในการปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์กฎระเบียบ จัดทำข้อเสนอ กรอบนโยบายระดับชาติของประเทศไทยในการปฏิบัติตาม EUDR เพื่อผลักดันและกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายด้านสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนให้สินค้าเกษตรของไทยปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า สามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ทันกำหนดบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’พร้อมคณะตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.จันทบุรี’ ในวาระติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'พร้อมคณะตรวจเยี่ยม'ส.ป.ก.จันทบุรี' ในวาระติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’พร้อมคณะตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.จันทบุรี’ ในวาระติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.24 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ตรวจเยี่ยมส.ป.ก.จันทบุรี ในวาระติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก.ตรวจเยี่ยม ส.ป.ก.จันทบุรี ในวาระลงพื้นที่ติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด โดยมี นายโชคชัย เมืองขวา นายช่างสำรวจอาวุโส รักษาราชการแทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรค ณ ห้องประชุม ส.ป.ก.จันทบุรี

ในการนี้ เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ส.ป.ก.ได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน แนวทางการแก้ไขปัญหา และกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ยุติธรรม มีความสามัคคี พร้อมทั้งให้ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานสำเร็จตามแผนงาน บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

– 006