กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม  เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

กรมประมงดันนวัตกรรม เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และอีก 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์ และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้โครงการฯ ยังจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนนโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยผลความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18-30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4-39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1-24.3 บาทต่อกิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,291-9,433 kCO2e ต่อรอบการเลี้ยงต่อบ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

เกษตรฯชวนร่วมงาน VIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

เกษตรฯชวนร่วมงานVIVASIA2025

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค (วีเอ็นยู ยุโรป) เตรียมจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) สุดยอดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ครบวงจร ตั้งแต่อาหารสัตว์สู่อาหารเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 17 พร้อมจัดงาน Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป การขนส่ง ระบบควบคุมความเย็น และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจปศุสัตว์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค และพิเศษสุดกับการเปิดตัวงานใหม่ล่าสุด HAN Asia (Horti Agri Next Asia ฮอร์ติ อะกริ เน็กซ์ เอเชีย) ที่เน้นสินค้าและเทคโนโลยีด้านการเกษตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2568 ที่IMPACT เมืองทองธานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ชาเลนเจอร์ 1-3 และเอ็กซิบิชั่นส์ฮอลล์ 5-7

สำหรับ VIV ASIA 2025 เป็นงานแสดงสินค้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำ การเกษตร และการแปรรูปอาหาร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลกรวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติ จากประเทศชั้นนำอย่างฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานและ
นักลงทุนกว่า 50,000 รายจากทั่วโลก งานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและเครือข่ายระดับนานาชาติ นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนากว่า 150 หัวข้อ โดยมีวิทยากรรับเชิญกว่า 300 ท่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการโรคในปศุสัตว์และสัตว์น้ำ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และการเกษตรที่ยั่งยืน และสัมมนานานาชาติ

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อลุ้นรับบัตรเข้างานมูลค่า 600 บาท ฟรีภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 คลิกที่นี่www.databadge.net/viva2025/reg/viv/?card=10004738 สามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vivasia.nl

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด.  ป้องกันการชะล้างดิน  แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย  ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

‘อัครา’มอบหมายพด. ป้องกันการชะล้างดิน แก้ปัญหาเกิดอุทกภัย ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานแบบบูรณาการในพื้นที่ต้นน้ำ โครงการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยมี นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ผู้แทนจากกรมป่าไม้ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการบูรณาการพื้นที่ต้นน้ำในเขตพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน ในพื้นที่แม่วางโมเดล จ.เชียงใหม่ ให้ลดการเกิดอุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูน้ำหลากตามนโยบายของรัฐบาล

นายอัครากล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ClimateChange) ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในช่วงก่อนฤดูฝนทางกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) จึงบูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วางแผนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากการทำงานบางพื้นที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อฟื้นฟูให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติคงความอุดมสมบูรณ์ และประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งประสานงานและลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SIVANNA COLORS LIGHT FEATHER COLLECTION เสิร์ฟเมคอัพเทรนด์ใหม่ เบาบาง ติดทนนาน แค่ทัชก็มั่นใจได้ทั้งวัน

SIVANNA COLORS LIGHT FEATHER COLLECTION เสิร์ฟเมคอัพเทรนด์ใหม่ เบาบาง ติดทนนาน แค่ทัชก็มั่นใจได้ทั้งวัน

SIVANNA COLORS LIGHT FEATHER COLLECTION เสิร์ฟเมคอัพเทรนด์ใหม่ เบาบาง ติดทนนาน แค่ทัชก็มั่นใจได้ทั้งวัน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

บริษัท ซีเวนน่า คอสเมติคส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ “SIVANNA COLORS” จัดงาน เปิดตัวเมคอัพคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “LIGHT FEATHER COLLECTION” เมคอัพสีสันใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมความเบาบาง สบายผิว ไม่หนักหน้า เม็ดสีติดแน่นทนนานตลอดวัน ครบครันงานผิว โดยเฉพาะไฮไลท์ 3 ไอเทมที่สาวๆต้องมี คุชชั่นขนนก ลิปเกรซเบาสบาย และ อายแชโดว์ขนนก โดยงานจัดขึ้นในธีม MEET THE HEAVENLY BODIES ที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับ  SIVANNA COLORS LIGHT FEATHER COLLECTION เสมือนอยู่ในดินแดนแห่งความสุขดุจสรวงสวรรค์ พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากนักแสดงนักร้องมากความสามารถ เลดี้ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล ณ ยูเนี่ยน โค-อีเว้นท์ สเปซ โซน A ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ ลาดพร้าว

 SIVANNA COLORS เป็นเครื่องสำอางแบรนด์ไทยระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 30 ปี SIVANNA COLORS ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยการใช้ส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ สีที่ใช้เป็นสีฟู้ดเกรดจึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมถึงการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล จนได้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตอบโจทย์เมคอัพกับคนเอเซีย ในราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ “การแต่งหน้าโดยเฉพาะสำหรับคนเอเชียที่อยู่ในโซนร้อนอย่างบ้านเรา การลงเมคอัพแบบหนาๆ แน่นๆ ไม่ใช่อีกต่อไป ปัจจุบันเทรนด์การแต่งหน้าคือความบางเบา แต่ติดทนนาน ให้แสตนสีชัดได้ตลอดทั้งวัน ซึ่ง “LIGHT FEATHER COLLECTION” ได้ถูกคิดค้นและพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ เป็นงานเมคอัพระดับพรีเมี่ยม สวยครบจบทั้งหน้ามีทั้ง คุชชั่น รองพื้น แป้งพัฟ แป้งฝุ่นเซ็ทเมคอัพ อายแชโดว์ ลิปสติก ไม่ว่าวันนั้นคุณต้องการเมคอัพแบบจัดเต็ม หรือในวันที่เร่งรีบมีเวลาแต่งหน้าไม่มากนัก เพียงแค่มี คุชชั่นขนนก  ลิปเกรซเบาสบาย และ อายแชโดว์ขนนก จากคอลเลคชั่นนี้ ก็ทำให้คุณออกจากบ้านได้อย่างมั่นใจ ไปพร้อมกับความรู้สึกบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ หนักหน้า ไม่ต้องเติมเมคอัพบ่อยๆ ระหว่างวัน อย่างแน่นอน

SIVANNA COLORS LIGHT FEATHER COLLECTION เปิดตัวด้วย 3 ไอเท็มที่เป็นไฮไลท์ของคอลเลคชั่น เริ่มจาก “คุชชั่นขนนก” คุชชั่นงานผิวคนไทย บางเบาแต่ปกปิด เบลอรูขุมขนให้เรียบเนียน มาใน 2 เฉดสี 01 สำหรับผิวขาวอมชมพู และ 02 สำหรับผิวสองสี แพ็กเกจพรีเมี่ยมหรูหรา ทรงกลมตลับ 2 ชั้นแยกที่วางพัฟ มีกระจกในตลับ ไอเท็มต่อมา “อายแชโดว์ขนนก” มีทั้งเนื้อแมทท์และชิมเมอร์อยู่ในตลับเดียวกัน ให้สาวๆ สร้างเสน่ห์ให้กับดวงตา ครีเอทลุคได้แบบไม่ตกเทรนด์ ได้ตามใจชอบ ที่สำคัญคือเรื่องชิมเมอร์ฉ่ำฉ่ำ ไว้ใจซีเวนน่าติดทนนานตลอดทั้งวัน และ Finish Look ของวันด้วย “ลิปเกรซเบาสบาย” ลิปเนื้อเนียนนุ่ม กลบสีปากเบลอร่องปากให้ดูเรียบเนียนมากขึ้น ช่วยให้ริมฝีปากดูมีสุขภาพดี กับ 4 เฉดสีสดใส รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เมคอัพอื่นๆ ก็มาครบทั้งคอลเลคชั่นไม่ว่าจะเป็น รองพื้น แป้งฝุ่นเซ็ทเมคอัพ แป้งคุมมัน อายไลน์เนอร์ บลัชออน มาสคาร่า ดินสอเขียนคิ้ว ลิปเวลเวทแมทท์ และลิปทินท์ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เตรียมงานผิวให้พร้อมสำหรับการแต่งหน้าอีกมากมาย

ผู้ร่วมงานนอกจากได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ทดสอบคุณภาพสัมผัสกับตาเนื้อ เหลือเชื่อถึงความบางเบาเสริมสร้างความมั่นใจ ที่มากกว่าคำว่าสวย จาก SIVANNA COLORS LIGHT FEATHER COLLECTION เป็นกลุ่มแรกแล้ว ภายในงาน “SIVANNA COLORS EVEANDBOY LIGHT FEATHER” ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้ร่วมสนุก ก่อนจะปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก เลดี้ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล ที่มาร้องเพลงเพราะๆ พร้อมเผยเทคนิคความสวยแบบฟ้าประทานให้ผู้ร่วมงานได้กลับไปลองทำตามกันอีกด้วย

สำหรับ LIGHT FEATHER COLLECTION เหล่าเมคอัพเลิฟเวอร์ หรือมือใหม่หัดแต่ง ที่ไม่อยากตกเทรนด์ สามารถสัมผัสประสบการณ์ งานเมคอัพดุจของขวัญจากสวรรค์ บางเบาไม่หนักหน้า แต่สีสันติดทนนาน แค่ทัชก็มั่นใจได้ทั้งวัน ได้แล้ววันนี้ที่ อีฟแอนด์บอย ทุกสาขา และออนไลน์ www.sivanna.com

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมส่งต่อความห่วงใย จัดกิจกรรม DIY หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมส่งต่อความห่วงใย จัดกิจกรรม DIY หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมส่งต่อความห่วงใย จัดกิจกรรม DIY หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.25 น.

เนื่องในวันมะเร็งโลกและเดือนแห่งความรัก ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งกำลังใจเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง จัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตนักศึกษาตามอัตลักษณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ส่งต่อความห่วงใยในเดือนแห่งความรัก “ภายใต้แนวคิด Hats With Heart : หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง” กิจกรรม DIY ตกแต่งหมวกไหมพรมเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ณ  CRA Hall ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทัศนีย์วรรณ พฤกษาเมธานันท์ รองคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ คุณนภสร เจริญผล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และ นักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมเปิดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตนักศึกษาตามอัตลักษณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ส่งต่อความห่วงใยในเดือนแห่งความรัก “ภายใต้แนวคิด Hats With Heart : หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง” โดยมี คุณณัฐวีณา ประสาธน์วนิช อาสาสมัครจากPlacebo Club การฟื้นฟูมะเร็งและจิตวิญญาณด้วยดนตรีบำบัด ที่มารับหน้าที่วิทยากรรับเชิญในการถ่ายทอดประสบการณ์และให้ความรู้ ในหัวข้อเรื่อง “กำลังใจจากผู้ป่วยมะเร็งสู่จิตอาสา” จากนั้นทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจรวมพลังคนละไม้คนละมือในการ DIY ตกแต่งหมวกสวย เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาทางเคมีบำบัด นำไปสวมใส่เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ และยังเป็นการเติมกำลังใจให้กันเนื่องในเดือนแห่งความรัก และเนื่องในวันมะเร็งโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันที่องค์การอนามัยโลกและสมาคมต่อต้านมะเร็งสากลกำหนดให้เป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็ง รวมถึงรณรงค์ให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทัศนีย์วรรณ พฤกษาเมธานันท์ รองคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “สำหรับกิจกรรม Hats With Heart : หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมจิตอาสาที่นักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้มาร่วมส่งต่อกำลังใจผ่านการ DIY หมวกให้กับผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อส่งเสริมรูปลักษณ์ให้ผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาตัวแล้วผมหลุดร่วงไปให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นมั่นใจขึ้น ซึ่งนักศึกษาที่มาร่วมแรงร่วมใจกันในวันนี้ต่างมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่อยากจะร่วมแบ่งปันน้ำใจ และเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งด้วยใจจริง ซึ่งหลังจากนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะร่วมกับองค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมเพื่อผู้ป่วยมะเร็งอื่นๆ อีกอย่างต่อเนื่อง”

และเมื่อหมวกใบสวยได้ถูก DIY ด้วยความตั้งใจเสร็จ สมบูรณ์แล้ว ผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการรับมอบเพื่อส่งต่อไปยังผู้ป่วยมะเร็งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตนักศึกษาตามอัตลักษณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ส่งต่อความห่วงใยในเดือนแห่งความรัก “ภายใต้แนวคิด Hats With Heart : หมวกสวยด้วยใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง” ที่อิ่มอกอิ่มใจทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างแท้จริง

038

“เอทีที แอสเสท” เปิดตัว “อาเว่ บางนา-สุขุมวิท” โครงการบ้านหรูดีไซน์ล้ำ ตอบโจทย์บ้านในฝันครอบครัวยุคใหม่

“เอทีที แอสเสท” เปิดตัว “อาเว่ บางนา-สุขุมวิท” โครงการบ้านหรูดีไซน์ล้ำ ตอบโจทย์บ้านในฝันครอบครัวยุคใหม่

“เอทีที แอสเสท” เปิดตัว “อาเว่ บางนา-สุขุมวิท” โครงการบ้านหรูดีไซน์ล้ำ ตอบโจทย์บ้านในฝันครอบครัวยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.17 น.

 ‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกันได้ โดยล่าสุด บริษัท เอทีที แอสเสท จำกัด ได้เปิดตัว อาเว่ บางนา-สุขุมวิท (AVE Bangna-Sukhumvit) โครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้นสไตล์ Boutique Modern Luxury บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ พร้อมความเป็นส่วนตัวสูงสุดเพียง 20 ยูนิต ด้วยจุดเด่นการออกแบบที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ภายใต้แนวคิด Multi-Lifestyle ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อทุกเจเนอเรชัน กับการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยของคนต่างเจเนอเรชันให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างลงตัว พร้อมสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่เหนือระดับ

หัสดี กฤษณะปิยะวรรณ Vice President of Sales & Marketing (VP of Sales & Marketing) กล่าวถึงจุดเด่นของโครงการนี้ว่า “เราออกแบบ อาเว่ บางนา-สุขุมวิท (AVE Bangna-Sukhumvit) ให้เป็นมากกว่าบ้านหรู แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อสมาชิกในครอบครัวที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันให้สามารถเชื่อมต่อกันในบ้านหลังนี้ได้ พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวและอิสระในการปรับแต่งพื้นที่ให้สะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัยตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ประกอบกับทำเลที่ตั้งที่มีความสะดวกสบาย ใกล้แหล่งแหล่งช้อปปิ้ง ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้ สถานศึกษานานาชาติ และสถานพยาบาลชั้นนำ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม ที่ครบครันสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน แต่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้ เพราะเราต้องการสร้างบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของครอบครัวยุคใหม่ ที่ทุกคนสามารถมีพื้นที่ส่วนตัวที่สมบูรณ์แบบเป็นของตนเองได้ และในขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกันได้”

หัสดี กฤษณะปิยะวรรณ 

ไฮไลท์ของโครงการ อาเว่ บางนา-สุขุมวิท (AVE Bangna-Sukhumvit) อยู่ที่การออกแบบภายใต้แนวคิด   Multi-Lifestyle ซึ่งรองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวทุกวัย โดยมีจำนวนเพียง 20 ยูนิต เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด ตัวบ้านมีพื้นที่ใช้สอย 440-460 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 ห้องนอน ที่มี Master Bedroom ขนาดใหญ่ถึง 2 ห้อง 7 ห้องน้ำ ห้องรับแขกแบบ Double Volume พร้อมสระว่ายน้ำและลิฟต์ส่วนตัว รวมถึงพื้นที่จอดรถได้สูงสุด 8 คัน อีกทั้งยังชูจุดขายด้าน Customization ให้ลูกบ้านสามารถปรับแต่งฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสระว่ายน้ำ การติดตั้งลิฟต์ การเลือกวัสดุตกแต่ง เปลี่ยนสีผนัง เปลี่ยนพื้นบริเวณชั้น 2 และชั้น 3 ที่สามารถปรับฟังก์ชั่นการอยู่อาศัยได้ตามไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านอย่างแท้จริง เพื่อให้บ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันและสุนทรียภาพในสไตล์ Boutique Modern Luxury ที่สะท้อนถึงความหรูหราและความใส่ใจในรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงที่มีความแข็งแรงทนทาน ในดีไซน์โมเดิร์นลักซ์ชัวรี่ อาทิ การใช้วัสดุผิวไม้แท้ เพื่อให้ลูกบ้านได้สัมผัสความสวยงามตามธรรมชาติของวัสดุ, ฟาซาด (Facade) เปลือกอาคาร ที่ทำจากกระเบื้องลายหินอ่อนทราเวอร์ทีน (Travertine), คานแผ่นดินอัดลายหินกาบ (Slate) และกระถางต้นไม้ หินวีเนียร์ 

นอกจากนี้เหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังยังร่วมแนะนำเคล็ดลับการเลือกบ้านหรูพร้อมมุมโปรดที่ชื่นชอบในแบบฉบับของตนเอง เริ่มจากคู่รักมากความสามารถ นิ้ง-โศภิดา และเจได-ไตรนุภาพ จิระไตรธาร เผยว่า “บ้านที่เราเลือกอยู่อาศัยจะเลือกจากพื้นที่ใช้สอยที่เพียงพอต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น โซนครัวสำหรับทำอาหาร ห้องรับแขกที่รองรับสมาชิกในบ้าน และพื้นที่ส่วนตัวสำหรับลูกชายที่ชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬา ส่วนเรื่องดีไซน์เราจะเลือกบ้านที่มีดีไซน์เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา เพิ่มความสดใสได้ด้วยการตกแต่งด้วยต้นไม้และของแต่งบ้านที่ยังคงคอนเซปต์ความเรียบหรูเหมาะกับการอยู่อาศัยในทุกวัน ซึ่งหลังจากเยี่ยมชมโครงการนี้ เราชอบที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงห้องต่างๆ และห้องนอนก็มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างสามารถวางเตียงนอนและโซฟาเพื่อทำกิจกรรมดูทีวีได้ รวมถึงการออกแบบ Walk-in Closet ที่ใช้งานได้จริงและพื้นที่ห้องนอนที่โปร่งโล่ง”

ด้าน เจได-ไตรนุภาพ จิระไตรธาร เสริมว่า “สำหรับมุมโปรดที่ครอบครัวเรามักใช้เวลาด้วยกัน จะเป็นโซนห้องนั่งเล่นที่เชื่อมกับมุมครัวที่สามารถดื่มกาแฟในตอนเช้าและอ่านหนังสือได้ รวมถึงการทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกันก็จะช่วยสร้างความใกล้ชิดในครอบครัวได้”

โศภิดา-ไตรนุภาพ จิระไตรธาร 

ถัดมาที่ดีไซเนอร์สาวสวย ปอนด์-หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เล่าว่า “ถ้าจะเลือกบ้านสักหลัง สิ่งที่เราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเลยคือโลเคชั่นที่ต้องเดินทางสะดวก เข้าออกเมืองได้ง่าย ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างห้างฯ ขนาดใหญ่ และอีกปัจจัยที่สำคัญก็คือการออกแบบบ้าน โดยเราเป็นคนชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ดูอบอุ่นและสบายตา ซึ่งอาเว่ บางนา-สุขุมวิท ตอบโจทย์เป็นอย่างมากในด้านดีไซน์ โดยเฉพาะห้องนอนที่มี Walk in Closet ขนาดใหญ่ แสงเข้าถึง ทำให้เลือกเสื้อผ้าได้ง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เรามักจะต้องแต่งตัวไปออกงานอยู่เป็นประจำ สำหรับกิจกรรมวันพักผ่อนกับครอบครัว เรามักจะใช้เวลาอยู่ในห้องรับประทานอาหารเป็นพื้นที่ที่ทุกคนในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะทำอาหาร ดริปกาแฟ หรือรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน”

หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา

ปิดท้ายด้วยนักธุรกิจสาวอย่าง ปรางค์-อภินรา ศรีกาญจนา เผยว่า “เราจะเลือกที่อยู่อาศัยจากโลเคชั่นที่ต้องเดินทางสะดวก ไปสนามบินง่าย ใกล้ทางด่วน เพราะเรามีธุรกิจที่ต้องเดินทางบ่อย และเลือกบ้านที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้ อย่างการแยกฟังก์ชั่นของห้องทำงานจากห้องนอนเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยมุมที่เรามักจะใช้เวลามากที่สุดในบ้านก็คือห้องทำงาน จะเป็นห้องที่ให้ความสำคัญมาก ห้องทำงานในแบบของเราจะต้องมีเพดานสูงและแสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาได้ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลายและช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงานของเรา”

อภินรา ศรีกาญจนา 

สัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยอย่างเหนือระดับได้แล้ววันนี้ที่  อาเว่ บางนา-สุขุมวิท (AVE Bangna-Sukhumvit) โดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมโครงการ สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Linktree หรือโทร 065-464-2626

038

คาร์เทียร์รังสรรค์ความแตกต่างสองขั้วด้วยดีไซน์ใหม่ ในคอลเลคชั่น “Clash de Cartier”

คาร์เทียร์รังสรรค์ความแตกต่างสองขั้วด้วยดีไซน์ใหม่  ในคอลเลคชั่น “Clash de Cartier”

คาร์เทียร์รังสรรค์ความแตกต่างสองขั้วด้วยดีไซน์ใหม่ ในคอลเลคชั่น “Clash de Cartier”

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.01 น.

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส เผยคอลเลคชั่นไอคอนิค “แคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier)” ในดีไซน์ใหม่

ความคลาสสิกหรือความแตกต่าง? คาร์เทียร์สร้างสรรค์ขั้วตรงข้ามอันทรงเสน่ห์ที่ทวีความโดดเด่นผ่านผลงานในคอลเลคชั่นล่าสุด

คาร์เทียร์นำเสนอดีไซน์ใหม่ในรูปแบบโครงสร้างตาข่ายสองด้าน ที่รังสรรค์ขึ้นในขนาดใหญ่กว่าเดิม และประดับด้วย
อัญมณีล้ำค่า อย่างการตกแต่งด้วยลูกปัดพลอยเสริมสร้างความสง่างาม หมุดขนาดใหญ่ดูเด่นชัดสะดุดตายิ่งขึ้น ในขณะที่หมุดทรงพีระมิด (clous de Paris) แบบฝังเพชรเต็มทุกด้านเพิ่มความเปล่งประกายเจิดจรัส

ขนาดใหญ่พิเศษ XL ตัวเรือนโรสโกลด์ และแบบลิมิเต็ดประดับอัญมณี

Clash de Cartier ได้เพิ่มขนาดและพลังให้กับเอกลักษณ์ของเมซง ผ่านเครื่องประดับขนาด XL ทั้งแหวน ต่างหู สร้อยคอ และกำไล ซึ่งดูสวยหรูยิ่งขึ้นด้วยหมุดโรสโกลด์และลูกปัด

คาร์เทียร์ยกระดับสุนทรียศาสตร์ในแบบฉบับของ Clash de Cartier ให้หรูหรายิ่งกว่าเดิม ด้วยดีไซน์อันล้ำค่าของผลงานรุ่นลิมิเต็ดล่าสุด นับตั้งแต่ปี 2019 ที่เครื่องประดับคอลเลคชั่นนี้ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเป็นครั้งแรก ได้มีการใช้วัสดุที่หลากหลายมาประดับตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นคอรัล อะเมโซไนท์ มุกตาฮิติ และล่าสุดคือคริสโซเพรส ที่มาคู่กับหมุด
โรสโกลด์และลูกปัดสีเขียวแอบซินธ์ สร้างเสน่ห์แห่งความหลากหลายให้กับแหวน ต่างหู และกำไล

สัมผัสใหม่แห่งความยืดหยุ่นในเวอร์ชั่นทองและเพชร

Clash de Cartier สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นสองเท่า ด้วยกำไลรูปแบบใหม่และสร้อยคอที่ยืดหยุ่น ในเวอร์ชั่นโรสโกลด์ ไวท์โกลด์ และฝังเพชรเต็มตัวเรือน ความแพรวพราวลื่นไหลของห่วงโซ่ที่ประกอบด้วยหมุด ลูกปัด และ คลู คาเร่ต์
(clou carré) หมุดรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสทรงโดม เผยความล้ำค่าแนบสนิทบนผิวพรรณยามสวมใส่ ความยืดหยุ่นที่น่าทึ่งนี้ เกิดจากการประกอบชิ้นส่วนหลายร้อยชิ้นด้วยมือ โดยผลงานแต่ละชิ้นใช้เวลาเกือบ 50 ชั่วโมง กว่าจะเสร็จสมบูรณ์

สัมผัสความประณีตเหนือระดับขึ้นไปอีกขั้นกับ Clash de Cartier เวอร์ชั่นประดับเพชร ที่แต่ละมุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัส (clou carré) ประดับไปด้วยเพชรเต็มทุกด้าน ยิ่งไปกว่านั้น สร้อยคอเส้นยาวในคอลเลคชั่นนี้ สามารถสวมทบรอบคอได้ถึงสองรอบ เพื่อแสดงถึงการเคลื่อนไหว การเล่นกับแสง และมอบอิสระในการสวมใส่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ กรุณาเยี่ยมชม www.cartier.com/en-th  หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH

038

จับชีพจรวงการเพลงไทย ผ่ากลยุทธ์ปลดล็อกศักยภาพศิลปินสู่ตลาดสากล

จับชีพจรวงการเพลงไทย ผ่ากลยุทธ์ปลดล็อกศักยภาพศิลปินสู่ตลาดสากล

จับชีพจรวงการเพลงไทย ผ่ากลยุทธ์ปลดล็อกศักยภาพศิลปินสู่ตลาดสากล

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.53 น.

ในโลกที่มีการสื่อสารผ่านภาษากว่าร้อยภาษา ดนตรียังคงเป็นภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างไร้พรมแดน เพราะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด จากอดีตที่การเข้าถึงดนตรีเป็นเรื่องยาก ปัจจุบันแพลตฟอร์มสตรีมมิงและโซเชียลมีเดียได้เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้หลายคนที่เคยเป็นแค่ผู้ฟังได้กลายเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลงเข้าสู่ตลาดด้วย ข้อมูลของสมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศ (IFPI) และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA) ตลาดเพลงของไทยอยู่ที่อันดับที่ 26 ของโลก และมีรายได้อยู่ที่ 107.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำของตลาดเพลงในภูมิภาคอาเซียน  อย่างไรก็ตาม การก้าวไปสู่เวทีระดับโลกไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น การได้ไปแสดงในเทศกาลดนตรีระดับสากล ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินไทยได้โชว์ศักยภาพและสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลก บทความนี้จะพาไปสำรวจทิศทางของวงการเพลงไทยในยุคดิจิทัล พร้อมเจาะลึกเส้นทางที่จะนำพาดนตรีของไทยไปสู่เวทีระดับโลกผ่านความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน รวมถึงโครงการสำคัญอย่าง Music Exchange ไปพร้อมกัน

อมตะเพลงเก่า ผสานการประยุกต์แนวดนตรีสมัยใหม่  ตอบโจทย์อุตสาหกรรมดนตรีไทยในยุคดิจิทัลอุตสาหกรรมดนตรีของไทยกำลังอยู่ในคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงและการกลับมาของกระแสความนิยม เราเห็นการรีมิกซ์ การนำเพลงเก่ามาตีความใหม่ และการผสมผสานแนวดนตรีจากยุคต่าง ๆ เข้ากับสไตล์ร่วมสมัย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการเพลงไทยเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งในแง่ของศิลปิน ผลงานเพลง อีเวนต์ คอนเสิร์ต และตลาดสินค้า Merchandise ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งของการเติบโตนั้นมาจากการกลับมาของเมโลดี้จากยุค 2000 และกระแส Y2K ที่ศิลปินรุ่นใหม่ได้นำมาประยุกต์และตีความใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ผ่านการรีมาสเตอร์ รีเมก หรือคัฟเวอร์เพลงฮิตในอดีต ซึ่งช่วยให้ดนตรีไทยในปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงผู้ฟังจากหลายเจเนอเรชันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ แนวเพลงอย่าง T-Pop, บอยแบนด์ และเกิร์ลกรุ๊ปในไทยที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เนื้อหาที่เข้าถึงอารมณ์ผู้ฟัง และการนำเสนอผ่านมิวสิกวิดีโอที่มีเรื่องราวและวิชวลที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยสร้างภาพจำและเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานได้ อีกทั้งศิลปินไทยในยุคใหม่ยังมีความกล้าในการทดลองแนวเพลงใหม่ ๆ กล้าฉีกกรอบ และเปิดรับวัฒนธรรมดนตรีที่หลากหลาย ทำให้สามารถนำเสนอผลงานที่สดใหม่และตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างน่าสนใจ ในขณะที่การเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิงและโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการขยายฐานผู้ฟังไปสู่ระดับนานาชาติ โดย 88% ของการเติบโตในอุตสาหกรรมดนตรีไทยมาจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง แม้ว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกอย่าง Spotify และ Apple Music จะมีในประเทศไทย แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง JOOX ที่ปรับปรุงสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย โดยการสร้างพันธมิตรกับศิลปินและค่ายเพลงท้องถิ่น เพื่อนำเสนอเนื้อหาดนตรีไทยที่หลากหลาย

นอกจากนี้ AI กำลังมีบทบาทสำคัญในการอุตสาหกรรมเพลง โดยเฉพาะในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของผู้ฟังในแต่ละประเทศ โดยใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการฟังของผู้ใช้และปรับแต่งเพลย์ลิสต์เฉพาะบุคคลที่ตรงกับรสนิยมและความชอบ ทำให้ผู้ฟังสามารถค้นพบเพลงใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการได้มากขึ้น และทำให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงสามารถมอบประสบการณ์ที่ตรงใจแก่ผู้ใช้งานได้มากขึ้น โดยเฉพาะเพลงที่มีท่อนฮุกติดหู หรือสามารถเต้นตามได้ ซึ่งตอบสนองพฤติกรรมของผู้ฟังในยุคนี้ที่ให้ความสำคัญกับกระแสไวรัลและการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ การสร้างประสบการณ์ทางดนตรีทั้งหมดนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินไทยสามารถสร้างฐานแฟนเพลงระดับโลก และก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทรนด์ดนตรีในอนาคต

ขณะเดียวกันในการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีไทยในยุคดิจิทัลไม่เพียงเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่เวทีดนตรีสดระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้ศิลปินไทยก้าวสู่เวทีระดับสากลได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ตลาดดนตรีสดยังคงเติบโตและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคนี้อย่างหลากหลาย เช่น HYPEFEST Hong Kong ที่ดึงดูดผู้ชมกว่า 28,000 คน เทศกาล Clockenflap ที่ประเทศฮ่องกงซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 คนต่อปี หรือจะเป็น Summer Sonic กับ Fuji Rock Festival ในประเทศญี่ปุ่นที่ดึงดูดผู้ชมเกือบ 100,000 คนในแต่ละปี เหล่านี้ล้วนเป็นสมรภูมิอย่างดีที่ศิลปินสามารถสะสมชื่อเสียงและเตรียมตัวสำหรับการก้าวสู่เวทีระดับโลก เช่น เทศกาลโคเชลลา (Coachella Valley Music and Arts Festival) หนึ่งในเทศกาลทางดนตรีที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ท้องถิ่นนับหมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับชื่อเสียงและประสบการณ์ของศิลปินให้ก้าวไปสู่ระดับสูงสุดในวงการ นอกจากนี้ การแสดงเทศกาลดนตรีในเอเชียยังช่วยให้ศิลปินได้ขยายฐานแฟนเพลงและตลาดในเอเชีย  ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่โอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

เพื่อสนับสนุนศิลปินไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับโลก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี ได้จัดทำโครงการ Music Exchange ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยผลักดันศิลปินไทยผ่านกิจกรรม “PUSH” และ “PULL” โดยการเชิญผู้จัดเทศกาลดนตรีและผู้คัดเลือกศิลปินจากต่างประเทศมาชมการแสดงของศิลปินไทย พร้อมจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงศิลปินกับผู้จัดงานระดับโลก โดยในปี 2567 โครงการ Music Exchange ได้สนับสนุนศิลปินไทยกว่า 48 ราย ให้แสดงใน 46 เทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ รวมกว่า 70 โชว์ สร้างโอกาสทางธุรกิจมากกว่า 300 ครั้ง และสร้างการมองเห็นมากกว่า 30 ล้านครั้ง ตัวอย่างศิลปินที่โดดเด่น คือ ดรีมแกลส์ (DREAMGALS) จากค่าย YUPP! ที่เพิ่งเดบิวต์ไม่นานก็ได้รับโอกาสแสดงใน HYPEFEST Hong Kong ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีศิลปินจากโครงการ เช่น เกบ วัทคิ่นส์  (Gabe Watkins) ศิลปินลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียที่มีสไตล์เพลงแนวอินดี้ป๊อปสากล ดาวรุ่งมาแรงแห่งค่าย What The Duck รวมถึง ยลภา (YONLAPA) วงอินดี้ป๊อปร็อกเมดอินเชียงใหม่ และ น้ำชา (Numcha) ณัฐธชา ชูเกษ นักร้องและนักแต่งเพลงอิสระชาวไทย ที่สร้างสรรค์บทเพลงจากประสบการณ์ชีวิต ซึ่งได้รับโอกาสจากโครงการขึ้นแสดงในงานเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ สร้างโอกาสในการขยายฐานแฟนคลับ พร้อมทั้งได้รับการติดต่อจากผู้จัดงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเปิดประตูสู่เส้นทางระดับสากลได้อย่างรวดเร็ว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “การผลักดันศิลปินไทยสู่เวทีระดับนานาชาติไม่ใช่เพียงความพยายามของตัวศิลปินเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ โครงการ Music Exchange จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสให้ศิลปินไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านการสร้างเครือข่ายและการเชื่อมโยงกับผู้จัดเทศกาลดนตรีระดับโลก”

ดร.ชาคริต พิชญางกูร

ทั้งนี้ในปี 2568 โครงการ Music Exchange จะมุ่งเน้นการขยายโอกาสให้ศิลปินไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจำนวนเทศกาลที่ศิลปินไทยเข้าร่วม และพัฒนากลยุทธ์สนับสนุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของศิลปิน เพื่อให้ศิลปินไทยไม่เพียงมีพื้นที่บนเวทีระดับโลก แต่ยังสามารถสร้างอิทธิพลทางดนตรีและวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

ศิลปินที่สนใจเข้าร่วมโครงการและไม่อยากพลาดโอกาสทองในครั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ Music Exchange ได้ที่เว็บไซต์ www.cea.or.th   และเฟซบุ๊ก Creative Economy Agency

เอ็ม บี เค และบริษัทในเครือ ตอกย้ำองค์กรหัวใจสีเขียว หนุนโครงการ ‘แยกเพื่อให้พี่ไม้กวาด’

เอ็ม บี เค และบริษัทในเครือ ตอกย้ำองค์กรหัวใจสีเขียว หนุนโครงการ ‘แยกเพื่อให้พี่ไม้กวาด’

เอ็ม บี เค และบริษัทในเครือ ตอกย้ำองค์กรหัวใจสีเขียว หนุนโครงการ ‘แยกเพื่อให้พี่ไม้กวาด’

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.42 น.

เดินหน้ามุ่งสู่การเป็นองค์กรไทยหัวใจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เอ็ม บี เค และ บริษัทในเครือ ร่วมลดปริมาณการเกิดขยะและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยการคัดแยกขยะก่อนทิ้งและนำกลับมารีไซเคิลเพิ่มมูลค่าขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด   สานต่อกิจกรรม MBK Care อาสาสร้างสุขสู่ชุมชน แยกเพื่อให้…“พี่ไม้กวาด” นำโดย ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นตัว แทนผู้บริหารมอบขวด PET จำนวนกว่า 2,400 กิโลกรัมให้กับ YOU เทิร์น PLATFORM by GC แพลตฟอร์มบริหารจัด การขยะพลาสติกครบวงจร เพื่อนำขยะเข้าสู่กระบวนการอัพไซเคิล แปรรูปหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เป็นชุดปฏิบัติ งานแถบสีสะท้อนแสงของเจ้าหน้าที่พนักงานกวาดขยะ สนับสนุนการทำงานอย่างปลอดภัยในโครงการมือวิเศษ กรุงเทพ มหานคร “แยกเพื่อให้…พี่ไม้กวาด” โดยการผลิต 1 ชุดใช้ขวด PET จำนวน 42 ขวด ซึ่งการส่งมอบขวด PET ครั้งนี้สามารถผลิตชุดได้มากกว่า  2,000 ชุด นอกจากนี้ ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์ และธุร กิจกอล์ฟในเครือเอ็ม บี เค ยังมีการติดตั้งจุดรับบริจาคขวดพลาสติกใช้แล้ว (ขวด PET) อีกด้วย

038

‘Toast to Her’เฉลิมฉลองวันสตรีสากล ส่งต่อพลังและสนับสนุนความเท่าเทียม

‘Toast to Her’เฉลิมฉลองวันสตรีสากล  ส่งต่อพลังและสนับสนุนความเท่าเทียม

‘Toast to Her’เฉลิมฉลองวันสตรีสากล ส่งต่อพลังและสนับสนุนความเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ (Avani Ratchada Bangkok) ชวนคุณมาร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากลปี 2568 เพื่อส่งต่อพลัง และสนับสนุนความเท่าเทียม รวมถึงเป็นเกียรติให้ผู้หญิงที่มีความสามารถทั่วโลก ด้วยโปรโมชั่น “Toast to Her” สุดพิเศษ

ชวนเพื่อนสาวคนรู้ใจของคุณ มาดื่มด่ำช่วงเวลาสุดพิเศษไปกับชุดน้ำชายามบ่ายอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเพลิดเพลินไปกับขนมหวาน และของว่างแสนอร่อยมากมาย ที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบคุณภาพ พิเศษยิ่งกว่า! เฉพาะสุดสัปดาห์ที่ 8 – 9 มีนาคม นี้เท่านั้น เพียงเลือกซื้อชุดน้ำชายามบ่าย รับทันทีสปาร์คกลิงไวน์ 2 แก้ว เพื่อยกระดับช่วงเวลาที่น่าจดจำของคุณ และเพื่อนสนิท เฉลิมฉลองวันสตรีสากลปีนี้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร

โปรโมชั่น “Toast to Her” ฉลองวันสตรีสากลปีนี้ระหว่างวันที่ 8 และ 9 มีนาคม 2568 ที่ เมโทร เลานจ์ ชั้น 1 โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. และสำหรับชุดน้ำชายามบ่ายนั้นมีบริการทุกวันในราคาเพียง 765 บาทสุทธิ ต่อเซต สำหรับ 2 ท่าน สามารถสำรองที่นั่งได้ที่อีเมล
dining.vrat@avanihotels.com หรือโทร. +66 2 641 1500 หรือจองผ่าน https://mhg.to/whxm9