โป๊ปฟรานซิสเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้ง เหตุเสมหะสะสม

โป๊ปฟรานซิสเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้ง เหตุเสมหะสะสม

4 มี.ค. 2568 05:00 น.

โป๊ปฟรานซิสเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้ง เหตุเสมหะสะสม

โป๊ปฟรานซิสมีอาการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้งในวันจันทร์ และต้องกลับไปใช้เครื่องช่วยหายใจอีกครั้ง โดยวาติกันยืนยันว่าพระองค์ยังทรงตื่นตัว และร่วมมือกับการรักษาเป็นอย่างดี

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 3 มี.ค. 2568 โดยระบุว่า พระองค์ประสบภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้ง (acute respiratory failure) อันเป็นผลจากการสะสมอย่างมีนัยสำคัญของเสมหะในหลอดลม จนทำให้ทางเดินหายใจแคบลง

แถลงการณ์ของวาติกันบอกอีกว่า ในช่วงเช้า โป๊ปฟรานซิสต้องรับการตรวจส่องกล้องหลอดลม ซึ่งแพทย์ทำการดูดสารคัดหลั่งที่ก่อตัวสะสมออกไป จากนั้นในช่วงบ่าย โป๊ปฟรานซิสต้องกลับไปใช้หน้ากากออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจแบบไม่สอดท่ออีกครั้ง ซึ่งตลอดวันพระองค์ยังคงตื่นตัว และให้ความร่วมมือกับการรักษาเป็นอย่างดี

“นี่เป็นช่วงบ่ายที่ซับซ้อน” แหล่งข่าวในวาติกันบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เมื่อเย็นวันจันทร์ “การสะสมของเสมหะอันเป็นผลจากโรคปอดบวม ทำให้เกิดอาการไอและการหดเกร็ง เนื่องจากหลอดลมพยายามขับเสมหะที่ทำให้ระคายเคืองออกไป”

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า วิกฤติทางเดินหายใจเฉียบพลันซึ่งกินระยะเวลาช่วงหนึ่งของตอนบ่าย ยุติลงแล้ว และโป๊ปฟรานซิส พระชนมายุ 88 พรรษา กำลังทรงพักผ่อน ขณะที่ผลการตรวจเลือดยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง และแพทย์ยังไม่มีการทำนายโรคใดๆ

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. หลังมีอาการปอดอักเสบ โดยผลการตรวจพบว่าพระองค์มีอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง โดยในวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. วาติกันใช้คำว่าโป๊ปฟรานซิสอยู่ในอาการวิกฤติเป็นครั้งแรก แต่อาการของพระองค์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนออกจากภาวะวิกฤติได้เมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม โป๊ปฟรานซิสเกิดอาการหดเกร็งของหลอดลม (bronchospasm) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ทำให้เกิดการอาเจียนและอาการทางเดินหายใจทรุดลงเฉียบพลัน ทำให้ต้องรับออกซิเจนผ่านทางหน้ากากเพื่อช่วยเรื่องการหายใจ และทีมแพทย์ต้องติดตามผลที่ตามมาจากเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อัดเซเลนสกี “ไม่ต้องการสันติ” หลังบอกดีลกับรัสเซียยังอีกยาวไกล

ทรัมป์อัดเซเลนสกี “ไม่ต้องการสันติ” หลังบอกดีลกับรัสเซียยังอีกยาวไกล

4 มี.ค. 2568 03:40 น.

ทรัมป์อัดเซเลนสกี “ไม่ต้องการสันติ” หลังบอกดีลกับรัสเซียยังอีกยาวไกล

โดนัลด์ ทรัมป์ อัดเซเลนสกี ไม่ได้ต้องการสันติ หลังผู้นำยูเครนระบุว่าข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียยังอีกยาวไกล ชี้เป็นแถลงการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 มี.ค. 2568) โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน มีแถลงการณ์หลังประชุมร่วมกับผู้นำชาติยุโรป เพื่อยืนยันการสนับสนุนยูเครนในอนาคต ซึ่งหลังจากนั้น ผู้นำยูเครนก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียนั้นยังอยู่ห่างไกลมากๆ

แต่ดูเหมือนถ้อยแถลงดังกล่าวจะสร้างความไม่พอใจให้แก่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้พยายามผลักดันการทำข้อตกลงยุติสงครามในยูเครนกับรัสเซีย โดยเขาโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเขาเองในวันจันทร์ (3 มี.ค.) ว่า นี่เป็นถ้อยแถลงที่เลวร้ายที่สุดที่ผู้นำยูเครนจะสามารถพูดออกมาได้

“อเมริกาจะไม่อดทนกับเรื่องนี้ไปอีกนานนัก” นายทรัมป์ระบุ “มันคือสิ่งที่ผมพูดมาตลอด ชายคนนี้ไม่ได้ต้องการให้มีสันติ ตราบเท่าที่เขายังได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา”

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์อ้างด้วยว่า ยุโรปบอกอย่างชัดเจนในการประชุมร่วมกับเซเลนสกีว่า พวกเขาไม่สามารถรับประกันสันติภาพให้ยูเครนได้หากไม่มีความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ “บางทีนั่นคงไม่ใช่ถ้อยแถลงที่ดีนักในแง่ของการแสดงความเข้มแข็งต่อต้านรัสเซีย พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่?”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของยูเครนในการต่อต้านการโจมตีของรัสเซีย แต่หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เขาก็พยายามเข้าหารัสเซียมากขึ้น เพื่อหาทางยุติสงครามโดยเร็วที่สุดตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ แม้ว่ายูเครนจะไม่ได้ดินแดนที่เสียไปกลับคืนมาก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายเคียฟไม่อาจยอมรับ

ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายมาถึงจุดต่ำสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ก.พ. 2568 เมื่อเซเลนสกีโต้เถียงกับนายทรัมป์และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระหว่างการเจรจาข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์แร่ธาตุหายาก จนสุดท้ายการลงนามข้อตกลงก็ไม่เกิดขึ้น และการแถลงข่าวร่วมถูกยกเลิก

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีหลังจากนั้นยังคงแสดงความขอบคุณสหรัฐฯ สำหรับความช่วยเหลือตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังแข็งแรงเพียงพอให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือยูเครนต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 2 ศพ เหตุรถพุ่งชนผู้คนในเยอรมนี คนขับโดนรวบ คาดลงมือคนเดียว

ดับแล้ว 2 ศพ เหตุรถพุ่งชนผู้คนในเยอรมนี คนขับโดนรวบ คาดลงมือคนเดียว

4 มี.ค. 2568 02:10 น.

ดับแล้ว 2 ศพ เหตุรถพุ่งชนผู้คนในเยอรมนี คนขับโดนรวบ คาดลงมือคนเดียว

เหตุคนร้ายขับรถชนผู้คนในเมืองทางตะวันตกของเยอรมนีทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย โดยผู้ก่อเหตุถูกจับกุมตัวได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุรถยนต์พุ่งชนผู้คนในเมืองมานน์ไฮม์ ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มี.ค. 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2 ศพแล้ว มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 5 ราย ขณะที่ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน เป็นชาวเยอรมันวัย 40 ปี โดยไม่พบหลักฐานว่ามีคนอื่นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย

ตามการเปิดเผยของตำรวจเมืองมานน์ไฮม์ รถยนต์คันหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฝูงชนในย่านใจกลางเมือง ซึ่งกำลังมีการจัดงานคาร์นิวัล มีการตั้งแผงขายอาหารและเครื่องเล่นมากมาย ในเวลาประมาณ 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย โดย 5 รายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส

นายโทมัส ชโทรบล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพในเหตุการณ์นี้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมเป็นชาวเยอรมันอายุ 40 ปี มาจากรัฐไรน์ลันด์-พลาทิเนต ซึ่งอยู่ติดกัน พร้อมยืนยันว่าชายคนนี้ “ใช้รถยนต์เป็นอาวุธ”

นายชโทรบล์ระบุว่า ไม่มีหลักฐานว่าเหตุการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับงานคาร์นิวัลที่กำลังจัดขึ้นในเมือง รวมถึงไม่พบว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง หรือความเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มก่อการร้าย แรงจูงใจในการก่อเหตุจึงอาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ส่วนตัวของเขา อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าตอนนี้การสืบสวนยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

ทั้งนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เยอรมนีเผชิญเหตุโจมตีมาแล้วหลายครั้ง เช่นเมื่อเดือนก่อนก็เกิดเหตุรถพุ่งชนผู้คนในเมืองมิวนิก ทำให้แม่กับลูกสาววัย 2 ขวบเสียชีวิต ส่วนคนร้ายเป็นผู้ขอลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานอายุ 24 ปี ถูกจับกุมตัวได้แล้ว

เมื่อเดือนมกราคม ชายชาวอัฟกานิสถานอายุ 28 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงชายวัย 41 ปี กับเด็กชายวัย 2 ขวบ เสียชีวิตที่สวนสาธารณะในเมืองอชัฟเฟินบวร์ก

ในเดือนธันวาคม 2567 ผู้ขอลี้ภัยชาวซาอุดีอาระเบียผู้ต่อต้านอิสลาม ขับรถพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาสในเมืองมัคเดอบวร์ก มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 299 ราย

ก่อนหน้านั้นในเดือนสิงหาคม ชายชาวซีเรียซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มไอซิส ใช้มีดไล่ทำร้ายคนในเมืองโซลิงเกน จนมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ก็มีตำรวจนายหนึ่งถูกแทงเสียชีวิตที่เมืองมานน์ไฮม์แห่งเดียวกันนี้ โดยการพิจารณาคดีผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกันเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ สั่ง จนท.หยุดปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อรัสเซีย

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ สั่ง จนท.หยุดปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อรัสเซีย

4 มี.ค. 2568 01:20 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ สั่ง จนท.หยุดปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อรัสเซีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระงับปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่กระทำต่อรัสเซีย คาดเกี่ยวข้องกับความพยายามยุติสงครามในยูเครน

สำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ รายงานเมื่อ 3 มี.ค. 2568 ว่า กองบัญชาการทหารไซเบอร์ของสหรัฐฯ ออกคำแนะนำใหม่ ระบุให้เจ้าหน้าที่หยุดปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ของอเมริกันที่กระทำต่อรัสเซีย ตามคำสั่งของนาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่

รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลของการมีคำสั่งดังกล่าว และยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาจะหยุดปฏิบัติการนานเพียงใด ในขณะที่กระทรวงกลาโหมก็ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพยายามผลักดันทางการทูตเพื่อยุติสงครามในยูเครน โดยนับตั้งแต่รับตำแหน่งนายทรัมป์ผ่อนคลายจุดยืนที่สหรัฐฯ มีต่อรัสเซียลงอย่างมาก เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงยุติสงครามให้ได้โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม การหยุดปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อรัสเซียทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเข้มแข็งของสหรัฐฯ ในการตอบโต้การโจมตีทางไซเบอร์จากฝ่ายรัสเซีย

ด้าน “The Record” เว็บไซต์ข่าวสารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผู้เป็นเจ้าแรกที่รายงานเรื่องการระงับปฏิบัติการทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ เตือนว่า คำสั่งของนายเฮกเซธอาจรวมถึงปฏิบัติการที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมความเข้มแข็งด้านการป้องกันข้อมูลดิจิทัลของยูเครนด้วย และอาจทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ‘ประชุมสองสภา’ ของจีน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ 'ประชุมสองสภา' ของจีน

3 มี.ค. 2568 23:18 น.

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ‘ประชุมสองสภา’ ของจีน

(ภาพจาก ซินหัว)

การประชุม 2 สภาของจีนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วในสัปดาห์นี้ โดยเป็นการประชุมที่ได้รับการจับตาไปทั่วโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ

สำนักข่าวซินหัวรายงานในวันที่ 3 มี.ค. 2568 ว่า ช่วงต้นเดือนมีนาคมนับเป็นสัญญาณการเริ่มต้นฤดูทางการเมืองของ “การประชุมสองสภา” ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุด และคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน

ทั้งสองสภามีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และจัดการประชุมเต็มคณะทุกปี โดยสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ชุดที่ 14 มีสมาชิกเกือบ 3,000 คน ส่วนคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีนมีสมาชิกมากกว่า 2,000 คน

สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติเป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจสูงสุด นอกจากทำหน้าที่ในฐานะสภานิติบัญญัติระดับสูงสุดแล้ว ยังมีอำนาจเลือกตั้งคณะผู้นำประเทศ รวมถึงอนุมัติงบประมาณรัฐบาล แผนการพัฒนาระดับชาติ และอื่นๆ อีกด้วย

สภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีนเป็นสถาบันสำคัญของความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และการปรึกษาหารือทางการเมือง จัดเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาเฉพาะทางในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการของจีน โดยสมาชิกสภาฯ จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบายและประเด็นสำคัญระดับชาติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา

การประชุมประจำปีของทั้งสองสภามักจัดขึ้นคู่กันในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “การประชุมสองสภา” โดยปีนี้ การประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติเริ่มต้นวันที่ 5 มี.ค. ส่วนการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีนเริ่มต้นวันที่ 4 มี.ค.

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของการประชุมสองสภา ได้แก่ เป้าหมายการเติบโตประจำปีของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งจะมีการเผยแพร่ตัวเลขผ่านรายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาล ณ การเปิดประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ รวมถึงตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ เช่น อัตราส่วนการขาดดุลต่อจีดีพีและเป้าหมายเงินเฟ้อ และพันธกิจการพัฒนาของทั้งปี

การประชุมสองสภายังจะตรวจสอบทบทวนแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับชาติของปี 2025 รวมถึงงบประมาณรัฐบาล ซึ่งจะฉายภาพอันชัดเจนของการจัดลำดับความสำคัญทางนโยบาย เป้าหมายการพัฒนาต่างๆ และยุทธศาสตร์ทางการคลังของจีน

นอกจากนี้ การประชุมประจำปีของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจะออกหรือแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายแพ่ง กฎหมายกำกับดูแล และกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ โดยปีนี้สมาชิกสภาฯ จะพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติและสภาผู้แทนประชาชนท้องถิ่นทุกระดับ ซึ่งนับเป็นการแก้ไขครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ประกาศใช้เมื่อปี 1992

สมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจะทบทวนรายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการถาวรประจำสภาฯ และประกาศแผนงานนิติบัญญัติประจำปี ด้านหัวหน้าศาลประชาชนสูงสุดและอัยการประชาชนสูงสุดจะนำเสนอรายงานการปฏิบัติงานแยกกัน เพื่อชี้แจงรายละเอียดผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานตุลาการและอัยการ

ขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลอาวุโสจะพบปะสื่อมวลชนนอกรอบการประชุมสองสภา ซึ่งคาดว่าการแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนจุดยืนและนโยบายการต่างประเทศของจีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

เซเลนสกีชี้ ดีลยุติสงครามยังอีกยาวไกล เชื่อสหรัฐฯ จะช่วยยูเครนต่อ

เซเลนสกีชี้ ดีลยุติสงครามยังอีกยาวไกล เชื่อสหรัฐฯ จะช่วยยูเครนต่อ

3 มี.ค. 2568 23:02 น.

เซเลนสกีชี้ ดีลยุติสงครามยังอีกยาวไกล เชื่อสหรัฐฯ จะช่วยยูเครนต่อ

ผู้นำยูเครนยอมรับว่าข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียนั้นยังอีกยาวไกล แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังดีพอให้อเมริกาช่วยเหลือยูเครนต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เดินทางออกจากกรุงลอนดอนแล้วเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 2 มี.ค. 2568 หลังร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำชาติยุโรปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อยืนยันการสนับสนุนยูเครนในอนาคต ตามหลังการปะทะคารมอย่างดุเดือดกับโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในวันศุกร์

เซเลนสกีกล่าวในคืนวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียนั้นยังห่างไกลมากๆ อย่างไรก็ตาม เขาคาดว่าประเทศของเขาจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อ แม้การเจรจาข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์แร่ธาตุหายากกับสหรัฐฯ เพิ่งจะล่มไม่เป็นท่าก็ตาม

“ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของเรา (กับสหรัฐฯ) จะดำเนินต่อไป เพราะมันเป็นมากกว่าความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว” เซเลนสกีกล่าว “ผมเชื่อว่ายูเครนมีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาที่เข้มแข็งเพียงพอให้กระแสความช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป”

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา เซเลนสกีร่วมการประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำชาติยุโรปสานต่อและเพิ่มการสนับสนุนยูเครน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากฝ่ายสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีท่าทีเอนเอียงเข้าหาฝ่ายรัสเซียอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เซเลนสกียังคงเน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับรัสเซีย โดยเขาขอบคุณสหรัฐฯ อีกครั้งผ่านข้อความที่โพสต์บน X และว่ากระบวนการทางการทูตเพื่อสันติภาพจะรวมทั้งยูเครน, ชาติยุโรป และสหรัฐฯ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

หุ้น Mixue พุ่งแรง เทรดวันแรกตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้นเกือบ 30%

หุ้น Mixue พุ่งแรง เทรดวันแรกตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้นเกือบ 30%

3 มี.ค. 2568 14:02 น.

หุ้น Mixue พุ่งแรง เทรดวันแรกตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้นเกือบ 30%

ราคาหุ้นของ มี่เสวี่ย กรุ๊ป (Mixue Group) ซึ่งเป็นเครือร้านชาไข่มุกและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของจีน พุ่งขึ้นเกือบ 30% ในวันแรกของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หลังจากบริษัทระดมทุนได้ 444 ล้านดอลลาร์ ในการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO)

ราคาหุ้นของ มี่เสวี่ย กรุ๊ป (Mixue Group) ซึ่งเป็นเครือร้านชาไข่มุกและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของจีน พุ่งขึ้นเกือบ 30% ในวันแรกของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หลังจากบริษัทระดมทุนได้ 444 ล้านดอลลาร์ ในการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO)

ทั้งนี้ Mixue ขายหุ้น 17 ล้านหุ้นในการทำ IPO ที่ราคาคงที่ 202.5 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น โดยหุ้นเริ่มซื้อขายที่ 262 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น และขึ้นแซงหน้าดัชนีฮั่งเส็งของตลาดหุ้นฮ่องกง ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.8%

ตามเอกสารที่ Mixue ยื่น นักลงทุนรายย่อยจองซื้อหุ้นมากกว่า 5,258 เท่า ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในงวดนั้น ทำให้เป็นหนึ่งใน IPO ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฮ่องกง สื่อรายงานว่านักลงทุนรายย่อยในฮ่องกงได้ยื่นขอบัญชีมาร์จิ้นมูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อซื้อหุ้น Mixue ในระหว่างกระบวนการสำรวจความต้องการซื้อตราสารหนี้จากผู้ลงทุนสถาบัน

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับ Mixue เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Guming ซึ่งราคาหุ้นร่วงลง 10% ในวันซื้อขายวันแรกในฮ่องกงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์

Mixue มักถูกมองว่าเป็นเครือข่ายบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องดื่มเย็น ชานมไข่มุก และไอศกรีม ที่ใหญ่ที่สุดในจีน อย่างไรก็ตาม Mixue ดำเนินการในลักษณะคล้ายซัพพลายเออร์วัตถุดิบมากกว่าแบรนด์เครื่องดื่มแบบดั้งเดิม โดย Mixue ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1997 ในฐานะร้านไอศกรีมเล็กๆ ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน และเติบโตจนกลายเป็นแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ที่มีร้านมากกว่า 45,000 ร้านทั่วโลกภายในเดือนกันยายน 2024 ซึ่งแซงหน้าร้านสตาร์บัคส์ ที่มี 40,576 ร้านทั่วโลก

Mixue พึ่งพาระบบแฟรนไชส์เป็นอย่างมาก โดยร้านมากกว่า 99% ดำเนินการโดยแฟรนไชส์ซี ซึ่งต่างจากสตาร์บัคส์ ที่บริหารร้านโดยตรง 53% โมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้สูง ใน 9 เดือนแรกของปี 2024 Mixue รายงานผลกำไรสุทธิ 3,490 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจาก 3,190 ล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามเอกสารการยื่น IPO โดยกำไรนี้มาจากการขายเครื่องดื่มในราคาเฉลี่ยเพียง 6 หยวน ต่อแก้ว

ความลับของความสำเร็จอยู่ที่รูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งสร้างรายได้จากการขายวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ให้กับแฟรนไชส์ซีหลายพันราย โดยได้รับการสนับสนุนจากความสามารถในการผลิตที่แข็งแกร่ง

เอกสารชี้ชวนของ Mixue แสดงให้เห็นว่ายอดขายสินค้าและอุปกรณ์คิดเป็น 97.6% ของรายได้รวมของ Mixue ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 ในขณะที่ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์มีส่วนสนับสนุนเพียง 2.4% เท่านั้น Mixue พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานมากกว่ารายได้จากแฟรนไชส์แบบดั้งเดิม

นอกจากนั้น สโนว์คิง มาสคอตมนุษย์หิมะแสนน่ารักของ Mixue ซึ่งสวมมงกุฎและเสื้อคลุมสีแดง มีบทบาทสำคัญในความนิยมของแบรนด์

Mixue ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มร้านค้าใหม่ 8,582 แห่งในปี 2023 และอีก 7,737 แห่งใน 9 เดือนแรกของปี 2024 โดยเฉลี่ยแล้วมีร้านค้าใหม่ 28 แห่งต่อวัน ในทางกลับกันสตาร์บัคส์ เปิดร้านใหม่เพียง 377 แห่งในไตรมาสที่สิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2024

การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้รับการสนับสนุนจากห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการแนวตั้งของ Mixue บริษัทผลิตส่วนผสมเครื่องดื่มประมาณ 60% ภายในบริษัท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มสดของจีน นอกจากนี้ บริษัทยังรับประกันการจัดหาส่วนผสมเครื่องดื่ม วัสดุบรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ 100% จากแบรนด์ของตัวเอง

ฐานการผลิตทั้ง 5 แห่งของ Mixue ในประเทศจีนผลิตน้ำตาล นม ชา และกาแฟในปริมาณมหาศาล ในปี 2023 เพียงปีเดียว บริษัทผลิตน้ำตาลได้ 244,666 ตัน คิดเป็น 1.8% ของผลผลิตทั้งหมดในจีน ปริมาณดังกล่าวทำให้ Mixue สามารถรักษากลยุทธ์ราคาต่ำไว้ได้ในขณะที่ยังคงควบคุมคุณภาพได้.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สุดเศร้า วีรบุรุษแขนทองคำที่ช่วยชีวิตเด็กกว่า 2.4 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว

สุดเศร้า วีรบุรุษแขนทองคำที่ช่วยชีวิตเด็กกว่า 2.4 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว

3 มี.ค. 2568 12:41 น.

สุดเศร้า วีรบุรุษแขนทองคำที่ช่วยชีวิตเด็กกว่า 2.4 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว

ชายชาวออสเตรเลีย หนึ่งในผู้บริจาคโลหิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากพลาสมาในเลือดของเขาช่วยชีวิตทารกได้มากกว่า 2.4 ล้านคน ได้เสียชีวิตลงแล้ว

เจมส์ แฮร์ริสัน “ชายผู้มีแขนทองคำ” เสียชีวิตลงอย่างสงบขณะนอนหลับในบ้านพักคนชราในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ด้วยอายุรวม 88 ปี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยครอบครัวของเขาเพิ่งเปิดเผยข่าวนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

แฮร์ริสัน เป็นที่รู้จักในออสเตรเลียในฐานะ “ชายผู้มีแขนทองคำ” หรือวีรบุรุษแขนทองคำ เนื่องจากเลือดของเขามีแอนติบอดีชนิดพิเศษที่เรียกว่า Anti-D ซึ่งใช้ในการผลิตยาที่ให้แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงที่ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันทำร้ายลูกในครรภ์

องค์กร Australian Red Cross Blood Service องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในออสเตรเลียที่ดำเนินงานภายใต้ สภากาชาดออสเตรเลียได้แสดงความอาลัยต่อการจากไปของเขา โดยระบุว่า แฮร์ริสันให้คำมั่นว่าจะเป็นผู้บริจาคโลหิต หลังจากที่เขาเคยได้รับการถ่ายเลือดจำนวนมากระหว่างการผ่าตัดใหญ่ที่หน้าอกเมื่อเขาอายุ 14 ปี

โดยเขาเริ่มบริจาคพลาสมาเมื่ออายุ 18 ปี และทำเช่นนั้นทุกๆ  2 สัปดาห์เรื่อยมา จนกระทั่งอายุถึง 81 ปี เนื่องจากเขาอายุเกินเกณฑ์ที่จะบริจาคโลหิตแล้ว

สุดเศร้า วีรบุรุษแขนทองคำที่ช่วยชีวิตเด็กกว่า 2.4 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว

ในปี 2005 เขาได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้บริจาคพลาสมามากที่สุดในโลก และเขาครองตำแหน่งนี้จนถึงปี 2022 เมื่อมีชายชาวอเมริกันทำลายสถิติดังกล่าว

เทรซีย์ เมลโลว์ชิพ ลูกสาวของแฮร์ริสันกล่าวว่า พ่อของเธอภูมิใจมากที่ได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมาย โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือความเจ็บปวดใดๆ พ่อมักจะบอกเสมอว่า “มันไม่เจ็บเลย และชีวิตที่คุณช่วย อาจเป็นชีวิตของคุณเองก็ได้”  โดยเมลโลว์ชิพ และหลานสองคนของแฮร์ริสัน ต่างก็เคยได้รับการฉีดวัคซีน Anti-D เช่นกัน

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน Anti-D ช่วยป้องกันทารกในครรภ์จาก โรคเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิด ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อเซลล์เม็ดเลือดแดงของแม่ไม่เข้ากับเซลล์เม็ดเลือดของทารกที่กำลังเติบโต ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่มองว่าเซลล์ของทารกเป็นสิ่งแปลกปลอมและสร้างแอนติบอดีขึ้นมาทำลายเซลล์เหล่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิด ภาวะโลหิตจางรุนแรง หัวใจล้มเหลว หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้

ก่อนที่ Anti-D จะถูกพัฒนาขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1960 ทารกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิด (Haemolytic Disease of the Fetus and Newborn หรือ HDFN) จะมีโอกาสเสียชีวิตถึง 1 ใน 2 ราย

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุใดเลือดของแฮร์ริสันจึงมี Anti-D ในปริมาณสูง แต่มีรายงานบางฉบับระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับการถ่ายเลือดจำนวนมากที่เขาได้รับเมื่ออายุ 14 ปี

ตามข้อมูลจาก Australian Red Cross Blood Service หรือที่รู้จักกันในชื่อ Lifeblood ปัจจุบัน มีผู้บริจาค Anti-D น้อยกว่า 200 คนในออสเตรเลีย โดยจำนวนนี้สามารถช่วย คุณแม่และทารกมากถึง 45,000 คนในแต่ละปี 

Lifeblood กำลังทำงานร่วมกับ สถาบันวิจัย Walter and Eliza Hall ของออสเตรเลีย เพื่อเพาะเลี้ยงแอนติบอดี Anti-D ในห้องทดลอง โดยการจำลองเซลล์เม็ดเลือดและเซลล์ภูมิคุ้มกันจากแฮร์ริสันและผู้บริจาคคนอื่นๆ

นักวิจัยที่เกี่ยวข้องหวังว่าในอนาคต Anti-D ที่ผลิตในห้องทดลองจะสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ทั่วโลกได้ โดยการพัฒนายาใหม่จาก Anti-D เป็นเป้าหมายสูงสุดที่นักวิทยาศาสตร์มุ่งหวังมายาวนาน แต่ปัญหาสำคัญคือการหาผู้บริจาคที่เต็มใจบริจาคอย่างสม่ำเสมอ และสามารถผลิตแอนติบอดีได้ในปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพสูง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บริจาคเลือด

สภาอิหร่านมีมติถอดถอนรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หลังเงินเฟ้อพุ่ง ค่าเงินตก

สภาอิหร่านมีมติถอดถอนรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หลังเงินเฟ้อพุ่ง ค่าเงินตก

3 มี.ค. 2568 12:35 น.

สภาอิหร่านมีมติถอดถอนรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หลังเงินเฟ้อพุ่ง ค่าเงินตก

รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านถูกสภาลงมติด้วยเสียงข้างมาก ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางความไม่พอใจอย่างกว้างขวางจากประชาชนเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น

วันที่ 3 มีนาคม 2568 นายอับโดลนาเซอร์ เฮมมาติ ถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน หลังจากที่สมาชิกรัฐสภา 182 คนจากทั้งหมด 273 คนลงมติไม่เห็นชอบกับเขา ท่ามกลางความไม่พอใจอย่างกว้างขวางจากประชาชนเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจนน่าวิตก และค่าเงินที่ตกต่ำ การลงมติของรัฐสภามีขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีสายกลาง มาซูด เปเซชเคียน เข้ารับตำแหน่ง

สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานว่า ในปี 2558 เงินเรียลอิหร่านมีมูลค่า 32,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อถึงเวลาที่นายเปเซชเคียนเข้ารับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม เงินเรียลได้ร่วงลงมาเหลือประมาณ 600,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้ค่าเงินลดลงอีก โดยอัตราซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราในกรุงเตหะราน อยู่ที่ประมาณ 950,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์ การที่รัฐบาลสั่งลดค่าเงินเรียลทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนเนื่องมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลนาวรูซ ที่กำลังใกล้เข้ามาในเดือนนี้

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

'ม็อบชาวนา'มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! เตรียมบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน พร้อมจ่ายเยียวยาพื้นที่รับน้ำ300บาทต่อไร่4เดือน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2568 ที่หน้ากองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ถนนราชดำเนิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกจำนวนกว่า 1,000 คน จากพื้นที่ 12 จังหวัด นัดรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อปราศรัยเรียกร้องขอความช่วยเหลืออุดหนุนราคาข้าวเปลือกนาปรังปี 2568 โดยขอให้ขายข้าวเปลือกความชื่น 15% ขายให้ได้ราคา 11,000 บาทต่อตัน หลังราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงเยียวยาผลกระทบจากปัญหาที่เป็นพื้นที่รับน้ำไร่ละ 300 บาท จำนวน 4 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ส่งหนังสือเรียกร้องมาแล้วหลายครั้ง แต่ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือไม่ตรงจุด วันนี้จึงเดินทางมาทวงถามมาตรการที่คาดหวังว่าจะได้รับความเห็นจากรัฐบาลอีกครั้ง

โดยนายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย แกนนำชาวนา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กลุ่มชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก ได้พยายามยื่นข้อเรียกร้องมานานกว่า 1 เดือน แต่การที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 10 ไร่ มองว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำมาก และขายในราคาต่ำกว่าต้นทุน หากวันนี้ ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน อาจจะมีการประชุมกลุ่มชาวนา เพื่อยกระดับความเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ร.ต.ท.เจริญ  เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยอมรับว่า การที่ราคาข้าวไทยตกต่ำ เป็นผลมาจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว 5%  และประเทศผู้นำเข้าอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ชะลอการนำเข้าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ สวนทางกับชาวนาที่หันมาปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น และได้ผลผลิตจำนวนมาก ปัจจุบันสมาคมผู้ส่งออกฯ ก็พยามเร่งหาตลาดใหม่ๆ เพื่อช่วยระบายข้าวส่วนเกิน และเห็นการที่ชาวนาออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรังปีนี้ ให้ได้ 11,000 บาทต่อตัน จะไม่ส่งผลดี เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเห็นว่า สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งช่วยเหลือชาวนา คือการลดต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้ข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย พบว่า ราคาข้าวเปลือกทั่วประเทศ ขณะนี้ ลดลงจากช่วง 3 เดือนก่อนมาก โดยราคาข้าวความชื้น 15% จ.อยุธยา วันที่ 3 ม.ค.2568  รับซื้อตันละ  9,400-9,800 บาท  ข้าวความชื้น 25% ราคา 8,200-8,600 บาทต่อตัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 3 มี.ค.2568 ข้าวเปลือกความชื้น 15% ราคา 8,200- 8,600 บาทต่อตัน ส่วนข้าวความชื้น 25% ราคา 7,000-7,400 บาทต่อตัน ซึ่งชาวนา มองว่าราคานี้ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง