‘ภูมิธรรม’ชิ่ง!โยนถาม‘กต.’ปมเชิญ‘มิน อ่อง หล่าย’ร่วมประชุม BIMSTEC

‘ภูมิธรรม’ชิ่ง!โยนถาม‘กต.’ปมเชิญ‘มิน อ่อง หล่าย’ร่วมประชุม BIMSTEC

‘ภูมิธรรม’ชิ่ง!โยนถาม‘กต.’ปมเชิญ‘มิน อ่อง หล่าย’ร่วมประชุม BIMSTEC

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

‘ภูมิธรรม’โยนถาม‘กต.’ หลังไทยเชิญ‘มิน อ่อง หล่าย’ร่วมประชุม BIMSTEC อัดกลับ‘กัณวีร์’โกหกหลายเรื่อง หลังไม่เห็นด้วย ห่วงฟอกขาวเผด็จการ

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก(บก.ทบ.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ออกมาแสดงความเห็นด้วยและตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยกรณีเชิญ พลเอกอาวุโส  มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ร่วมประชุม BIMSTEC อาจทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ในภาพลักษณ์ฟอกเขาให้ผู้นำเผด็จการ ว่า เรื่องนี้ต้องไปถามกระทรวงการต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายกัณวีร์ ได้ออกมาประท้วงในเรื่องนี้ ทำให้นายภูมิธรรม พูดออกมาว่า “นายกัณวีร์ อีกแล้ว โกหกตนมาตั้งหลายเรื่องแล้ว“ ขอให้ไปถามกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเป็นภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศ ยังไม่แจ้งมา ทางกระทรวงกลาโหม ก็ยังไม่รับรู้ยังไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนและกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) ประกาศยกระดับการชุมนุม หาก ครม. ผ่านร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ร้องอุทานออกมาว่า “อุ้ย คุณจตุพร พูดแต่ละครั้งไม่เคยตรงกัน คุณยังเชื่ออีกหรือ”

สะพัดดีล‘เปลี่ยนนายกฯ’! ภูมิธรรมสยบลือ ชี้ไร้ความหมาย ไร้สัญญาณปรับ ครม.

สะพัดดีล‘เปลี่ยนนายกฯ’! ภูมิธรรมสยบลือ ชี้ไร้ความหมาย ไร้สัญญาณปรับ ครม.

สะพัดดีล‘เปลี่ยนนายกฯ’! ภูมิธรรมสยบลือ ชี้ไร้ความหมาย ไร้สัญญาณปรับ ครม.

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

‘ภูมิธรรม’โต้ข่าว‘ดีลเปลี่ยนตัวนายกฯ’ ไร้ความหมาย ไม่มีสัญญาณ‘ปรับ ครม.’ ย้ำไม่กังวล‘ศาลรัฐธรรมนูญ’รับเรื่องถอนออกตำแหน่ง ปมคดี‘ฮั้ว สว.’

28 มีนาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังจบศึกจากซักฟอก ว่า ตนถูกถามเรื่องนี้เป็นครั้งที่ 20 แล้ว ก็ยังไม่เห็นว่ามีการปรับ ครม.เลย ถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และได้พูดชัดเจนแล้วว่าไม่มีการปรับ ครม. ยังทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม ถึงกลับยิ้ม แล้วตอบว่า ดีลอีกแล้ว ดีลระดับประเทศ ดีลไปก็ไม่มีความหมาย

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา หลังเข้าชื่อถอนตนออกจากตำแหน่ง กรณีรับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. เป็นคดีพิเศษ นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากเข้าใจเรื่องข้อกฎหมายจะรู้ว่า สว.ยื่นเรื่องผ่านองค์กร และไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการซื้อขายเสียง แต่มีการพูดถึงการไปครอบงำและละเมิด ซึ่งในแง่ของข้อกฎหมายไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ และศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับไปวินิจฉัย ซึ่งต้องไปดูในเรื่องของรายละเอียด ในส่วนของตนไม่กังวลอะไร เพราะเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เมื่อมีผู้มายื่นให้ตรวจสอบก็รับไปพิจารณา หากไม่ทำอะไรเลยก็จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ไม่ได้เกิดจากการที่เราไปคิดกันเอง และแย่งเขามาทำ แต่มันมีการเสนอมา

“ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการ กคพ. ก็ต้องเรียกประชุม โดยระหว่างนั้นก็มีการโต้แย้งว่าอยู่ในอำนาจหรือไม่ เราก็ต้องทำอย่างรอบคอบ และมีการให้กลับไปทบทวน ว่าเข้าข่ายปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ จากนั้นก็มีการแยกเรื่อเลือกตั้งของ สว.ให้ไปอยู่อำนาจของ กกต. ในขณะที่ กคพ.รับเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนมั่นใจว่าบริสุทธิ์ไม่มีปัญหา จากนี้ไปก็ให้เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ” นายภูมิธรรม กล่าว

ปล่อยแน่ 4 ลูกเรือไทย! ‘ภูมิธรรม’เผยเหตุลากยาว เพราะคดีเข้าสู่ระบบ

ปล่อยแน่ 4 ลูกเรือไทย! 'ภูมิธรรม'เผยเหตุลากยาว เพราะคดีเข้าสู่ระบบ

ปล่อยแน่ 4 ลูกเรือไทย! ‘ภูมิธรรม’เผยเหตุลากยาว เพราะคดีเข้าสู่ระบบ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

ปล่อยแน่ 4 ลูกเรือไทย “ภูมิธรรม” เผยเหตุลากยาวเพราะคดีเข้าสู่ระบบ ระบุ กองทัพ-กต. ร่วมประสานงาน 

วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสภาบริหารแห่งรัฐ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ออกคำสั่ง 27/2025 เรื่องอภัยโทษพร้อมปล่อย4 ลูกเรือประมงไทยว่า เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกองทัพ กับ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้ประสานงานกันมาตลอดในทุกระดับ มีการใช้ช่องทางผู้ช่วยทูตทหารประจำกรุงร่างกุ้ง ในระดับกองทัพก็มีการหารือกันระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพของสองชาติ รวมถึงหน่วยงานระดับอำนวยการอย่าง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ศร.ชล.  ถือเป็นการประสานงานจากความสัมพันธ์อันดีที่มีกันมาตลอด 

“ความจริงก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนจากที่ตกลงกัน แต่กระบวนการที่พูดคุยในตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการชายแดนท้องถิ่นคุยกันแล้วจะจบ แต่ระหว่างพูดคุยนั้น ปรากฏว่ามีการส่งตัวลูกเรือเข้าสู่ระบบแล้ว จึงต้องไปจัดการตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น เราก็เข้าใจ แต่ก็ไม่อยากไปชี้แจงอะไรเพิ่มเติม เพราะไม่รู้กระบวนการจะยาวนานแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก ซึ่งเราก็คุยกันตลอด และมีสัญญาณที่ดี แต่ชัดเจนแล้วว่ามีการนิรโทษกรรมและปล่อยตัว ทั้งนี้หากมีการกระทำผิดซ้ำเขาก็จะบวกความผิดเก่าไปด้วย เข้าใจว่าวันนี้น่าจะปล่อยตัว ถ้าคลาดเคลื่อนเรื่องวัน เวลา ก็นิดหน่อยเท่านั้น ต้องพูดเผื่อไว้ก่อน เพราะหากบอกว่าวันนี้มาแล้วไม่มา ก็จะมีปัญหาอีก “ นายภูมิธรรม ระบุ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯขอบคุณ’เมียนมา’ อภัยโทษปล่อยตัว 4 ลูกเรือประมงไทย สั่ง’รมว.ต่างประเทศ’เร่งรับตัวกลับ

โซเชียลร้อนฉ่า! อินฟลูฯ’รอยตุ๊’เปิดศึกดีดปาก‘ฟ้าคราม’ สับสนเอาแต่ใจโจมตี‘พีระพันธุ์’

โซเชียลร้อนฉ่า! อินฟลูฯ'รอยตุ๊'เปิดศึกดีดปาก‘ฟ้าคราม’ สับสนเอาแต่ใจโจมตี‘พีระพันธุ์’

โซเชียลร้อนฉ่า! อินฟลูฯ’รอยตุ๊’เปิดศึกดีดปาก‘ฟ้าคราม’ สับสนเอาแต่ใจโจมตี‘พีระพันธุ์’

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

โซเชียลร้อนฉ่า! อินฟลูฯ’รอยตุ๊’เปิดศึกดีดปาก‘ฟ้าคราม’ สับสนเอาแต่ใจโจมตี‘พีระพันธุ์’

28 มีนาคม 2568 “รอยตุ๊” นายนพดล พรหมภาษิต เจ้าของเพจ Roytu np ซึ่งเป็นกลุ่มเชียร์ลุง ออกมาโพสต์ข้อความต่อว่านายชวิศร์ ชูประทุม หรือ “ฟ้าคราม” อินฟลูเอนเซอร์สายการเมือง กรณีออกมาวิพากษ์การทำงานของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ดังนี้…

#ไม่มีอะไรยากถ้าทุกอย่างเป็นกระแส คือประโยคที่ ฟ้าคราม ได้กล่าวไว้

ฟังฟ้าครามพูดใน tiktok live ตั้งแต่ต้นจนจบ

เพราะรักน้องพี่จึงขอวิจารณ์ตรงๆ

1. สัมผัสได้ว่าความรู้ทางการเมืองของฟ้าครามยังแค่ระดับครึ่งๆกลางๆ (intermediate)

2. พี่ว่าฟ้าครามกำลังหลงตัวเองอย่างหนัก (Narcissistic) เข้าขั้นน่าเป็นห่วง .. อันนี้เป็นห่วงจริงๆ

3. สิ่งที่ฟ้าครามได้พูดพาดพิงคุณพีระพันธุ์รวมถึงท่านอื่นๆในพรรครทสช. จนอาจจะเรียกได้ว่าโจมตี ทั้งหมดเหมือนจะมี hidden อะไรบางอย่าง หรือไม่ ?

…..

ฟ้าครามมีความรู้เรื่องพลังงานและกฎหมายพลังงานระดับไหนถึงกล้าที่จะโจมตีนโยบายและร่างกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ชื่อ ”พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค“ ?

ฟ้าครามประหนึ่ง

A. เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง งอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจหรือโดนพ่อแม่ขัดใจ

B. ยิ่งดูๆไปเหมือนน้องกำลังสับสนอะไรบางอย่างในชีวิต

สุดท้าย พี่ว่าฟ้าครามกำลังตกหลุมที่ตัวเองขุดไว้เอง และก็คงไม่มีใครช่วยฉุดขึ้นมาได้

#นี่คือการวิจารณ์โดยสุจริต

*หมายเหตุ : โปรดแสดงความคิดเห็นกันอย่างสุภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นคดีความ

แปลกใจที่ฟ้าครามพุ่งเป้าไปที่ ระบบสำรองน้ำมันแห่งชาติเพื่อให้เป็นระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve:SPR)

เรื่องนี้ถ้าคุณพีระพันธุ์ทำสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ในเรื่องเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก

คนที่จะเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลคือทุนพลังงานต่างหาก

ฟ้าครามมาโจมตีเรื่องนี้ที่คุณพีกำลังจะทำ.. ทำไม ?

เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเลียหรือเชียร์ “พีระพันธุ์” เพราะเราไม่ได้/ไม่มีผลประโยชน์อะไรอันใด คณะทำงานรัฐมนตรี ที่ปรึกษากรรมาธิการเราก็ลาออกมาตั้งนานแล้ว ในพรรคก็ไม่ได้ไปช่วยงานอะไร

เหตุผลที่เราถอยออกมาก็เพราะต้องการเป็นแค่ voter ที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

และสิ่งที่เราวิพากษ์วิจารณ์ก็ตามเนื้อผ้าล้วนๆ

สำหรับ “รอยตุ๊” เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายการเมืองชื่อดัง ที่มีจุดยืนสนับสนุนนายพีระพันธุ์ และพรรค รทสช. ส่วนนายชวิศร์ ชูประทุม หรือ “ฟ้าคราม” เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายการเมืองที่มีจุดยืน “เชียร์ลุงตู่” ซึ่งเดิมก็เชียร์พรรค รทสช. แต่ระยะหลังแยกตัวออกมา และมักจะจัดรายการวิพากษ์การทำงานของนายพีระพันธุ์ และพรรค รทสช.เป็นประจำ จนทำให้อินฟลูเอนเซอร์สายการเมือง ทั้งในเฟส และ tiktok ที่สนับสนุนนายพีระพันธุ์ ออกมาเปิดศึกกับ “ฟ้าคราม” บ่อยครั้ง

‘ทวี’ปัดหนีประชุม ครม. รับ’สส.มุสลิม’ เห็นว่า ‘กาสิโน’ ขัดหลักศาสนา แต่ขอดูรายละเอียดก่อน

'ทวี'ปัดหนีประชุม ครม. รับ'สส.มุสลิม' เห็นว่า 'กาสิโน' ขัดหลักศาสนา แต่ขอดูรายละเอียดก่อน

‘ทวี’ปัดหนีประชุม ครม. รับ’สส.มุสลิม’ เห็นว่า ‘กาสิโน’ ขัดหลักศาสนา แต่ขอดูรายละเอียดก่อน

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.00 น.

‘รมว.ยุติธรรม’ ปัดชิ่ง ‘ประชุมครม.’ หนีไฟเขียว ‘กม.สถานบันเทิงครบวงจร’ ยันมีภารกิจก่อนอยู่แล้ว รับขัดหลักศาสนา แต่ขอดูรายละเอียดก่อน

วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการลาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการพิจารณา และเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือไม่ว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่เนื่องจากก่อนหน้านั้นประมาณ 2 สัปดาห์ มีคนไทยใน 10 จังหวัด ถูกกักอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เพราะหนังสือเดินทางขาดเหมือนเป็นการหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งเรื่องนี้มีการทำงานร่วมกันมานาน จึงไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่าจะมีประชุม ครม.ในวันที่ 27 มี.ค. ซึ่งต้องนำตัวคนไทยกลับมาในวันที่ 27 มี.ค. ตนจึงได้ลาประชุมไว้ก่อนวาระการประชุมจะมา

เมื่อถามว่าส่วนจุดยืนเรื่อง เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ของพรรคประชาชาติ เป็นอย่างไร พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สส. มุสลิมในสภาฯ ที่ไม่ใช่แค่พรรคประชาชาติก็มองว่าขัดกับหลักศาสนา เมื่อกฎหมายเข้าในสภาฯ ก็จะเป็นดุลพินิจของสส. อยู่แล้ว โดยต้องดูในทุกมาตรา เพราะกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความเห็นมาหลายรอ อย่างครั้งที่แล้วพิจารณารายงานเรื่องนี้ พรรคประชาชาติ ก็ได้ขออนุญาตพรรคร่วมรัฐบาลในส่วนของ สส. ที่เป็นมุสลิม

เมื่อถามถึงจุดยืนในเรื่องนี้ มองว่าจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขอดูในตัวกฎหมายก่อน แต่รวมๆในสมัยที่ยังเป็นการศึกษาเรื่องนี้ เห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับกาสิโนจะขัดกับหลักศาสนา แต่ก็ต้องขอดูในรายละเอียดก่อน

‘ทวี’ยักไหล่ไม่กังวล ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย คดีฮั้วเลือก สว.

'ทวี'ยักไหล่ไม่กังวล ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย คดีฮั้วเลือก สว.

‘ทวี’ยักไหล่ไม่กังวล ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย คดีฮั้วเลือก สว.

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

‘ทวี’ ยักไหล่ไร้กังวล ‘ศาลรธน.’ รับคำร้องฝ่าฝืนจริยธรรมแทรกแซงรับทำ ‘คดีฮั้วเลือกสว.’ ยันทำถูกกม. เดินหน้าตรวจสอบต่อ แฉกลับ ‘ปธ.วุฒิฯ’ คนเซ็น มีชื่อในโพยฮั้ว ติงข้อกล่าวหาเหมือนไปวินิจฉัยแทน

วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 0 รับคำร้องของประธานวุฒิสภา และสว.รวม 92 คน ขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และพ.ต.อ.ทวี เหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงว่า ไม่มีความกังวล กระบวนการที่ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ชอบศาลฯจึงมีมติ 8 ต่อ 0 รับคำร้อง ถ้าไม่รับไม่ได้ เราต้องเคารพในศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรามั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่และทำตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่ทำให้คณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)ถูกฟ้อง และศาลฎีกาเคยบอกไว้ว่า กคพ. เป็นคณะกรรมการโดยกฎหมาย ความเห็นที่ออกมาจึงไม่สามารถนำฟ้องร้องทางแพ่งได้ แต่กรณีนี้เป็นการร้องด้านจริยธรรม

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมาตนเพิ่งได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญ พบว่าผู้เซ็นคำร้องเป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่ออยู่ในโพยฮั้ว โดยปกติการฟ้องร้องคดีหากเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนควรจะให้ผู้อื่นเซ็น  อย่างไรก็ตามฝ่ายกฎหมายได้ทำหนังสือขอรายชื่อ สว.ที่เป็นผู้ร้องทั้งหมด เพราะในคำร้องมีแต่รายเซ็นไม่มีชื่อ เพื่อนำไปตรวจสอบว่าสว.ทั้ง 92 คน เป็นคนที่อยู่ในโพยฮั้วเลือก สว. หรือไม่ เพื่อจัดทำคำชี้แจงภายใน 15 วันแต่ถ้าเอกสารบางอย่างยังไม่ได้ก็ต้องขอขยายเวลาเพิ่ม

“คำร้องของสว.มีหลายประเด็นคาดเคลื่อน แต่ถ้าจะบอกพูดเท็จก็แรงไป เช่น อ้างว่าผมเคยอยู่พรรคเพื่อไทยมาก่อนเหมือนพยายามจับโยงเพื่อทำให้เข้าใจคาดเคลื่อน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า การกล่าวหาว่าเป็นการใช้อำนาจแทรกแซกฝ่ายนิติบัญญัติน่าจะเข้าใจผิด เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ทำหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้เข้าไปช่วยเหลือในคดีฮั้วเลือกสว. ซึ่งเรามีหนังสืออยู่ในมือแล้ว ส่วนจะใช้เป็นข้อต่อสู้ด้วยหรือไม่ขอดูก่อน และในคำร้องหลายประเด็นมีการไปวินิจฉัยแทนศาลรัฐธรรมนูญในหลายเรื่อง ดังนั้นจึงอยากเห็นข้อเท็จจริงก่อนทำคำชี้แจง อย่างไรก็ตามส่วนตัวเคารพศาล แต่ก็มีหน้าที่ในการทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงให้ศาลวินิจฉัย

‘ทวี’ฉุน! ถามกลับคาใจใคร? ฝ่ายค้านก็อภิปรายแล้ว ปมชั้น 14 โบ้ยถามหน่วยตรวจสอบ

'ทวี'ฉุน! ถามกลับคาใจใคร? ฝ่ายค้านก็อภิปรายแล้ว ปมชั้น 14 โบ้ยถามหน่วยตรวจสอบ

‘ทวี’ฉุน! ถามกลับคาใจใคร? ฝ่ายค้านก็อภิปรายแล้ว ปมชั้น 14 โบ้ยถามหน่วยตรวจสอบ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

‘รมว.ยุติธรรม’ รีบถามกลับเปิดเวชระเบียน ‘ทักษิณ’ เพื่อใคร?! ชี้ ‘ฝ่ายค้าน-แพทยสภา’ ก็อภิปราย-เอาข้อมูล’ ปม‘ชั้น14’ไปแล้ว ยันไม่มีหน้าที่ชี้มูล โบ้ยถามหน่วยตรวจสอบ ปัดพัลวันไม่เคยได้ยิน ‘ยิ่งลักษณ์’ จะตามรอยกลับไทย

วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีการตรวจสอบการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หลังนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ พร้อมเปิดเผยเวชระเบียน โดยถามกลับว่า เปิดเพื่อใครแพทยสภา ก็เอาไปแล้ว ชื่อฝ่ายตรวจสอบก็ดำเนินการแล้ว จึงต้องส่งให้ฝ่ายตรวจสอบ คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และแพทยสภา 

เมื่อถามว่าทั้ง2องค์กรนี้ได้รับเวชระเบียนแล้วหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องไปถามทั้ง 2 องค์กร เพราะโดยหลัก ผู้มีอำนาจตรวจสอบจะดูพยานหลักฐานว่ามีแค่ไหนจึงจะไต่สวนได้ 

เมื่อถามว่าถ้ามีความคาใจมากๆ แล้วครอบครัวของนายทักษิณ หรือฝ่ายค้าน รวมถึงสังคมพร้อมจะเปิดเผย ทำได้หรือไม่ รมว.ยุติธรรม ถามกลับทันทีว่า คาใจใคร เพราะฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่ไม่มีหน้าที่ ไปชี้ถูกชี้ผิดใคร ซึ่งในรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ป.ป.ช. และแพทยสภาเป็นคนชี้มูลในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเวชระเบียนใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มีหน้าที่ และอำนาจต้องไปเปิด ต้องไปถามเอง 

เมื่อถามถึงกรณีที่เร็วๆนี้ แพทยสภาจะมีการลงมติและหากผลออกมามีข้อพิรุธ สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นป.ป.ช.ได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ให้ไปถาม ป.ป.ช. ว่าจะใช้ได้หรือไม่ เพราะถ้าเป็นเรื่องแพทย์ ก็เป็นส่วนของแพทยสภา ส่วนตัวไม่กังวล เพราะทำตามกฎหมาย หน้าที่และอำนาจ ไม่มีอะไรที่ทำนอกเหนือ 

เมื่อถามถึงการกลับมาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้

‘วิโรจน์’บุกสรรพากร บี้วินิจฉัยทางการ‘อิ๊งค์’ใช้ตั๋วPN ส่อเลี่ยงภาษีหรือไม่

‘วิโรจน์’บุกสรรพากร บี้วินิจฉัยทางการ‘อิ๊งค์’ใช้ตั๋วPN ส่อเลี่ยงภาษีหรือไม่

‘วิโรจน์’บุกสรรพากร บี้วินิจฉัยทางการ‘อิ๊งค์’ใช้ตั๋วPN ส่อเลี่ยงภาษีหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.41 น.

‘วิโรจน์’บุกสรรพากร บี้วินิจฉัยทางการ‘อิ๊งค์’ใช้ตั๋วPN ส่อเลี่ยงภาษีหรือไม่

28 มีนาคม 2568 ที่กรมสรรพากร นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินหน้ายุทธการโรยเกลือหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยื่นร้องกรมสรรพากรให้ตรวจสอบนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตั๋ว P/N) ในการซื้อหุ้น เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง หลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีที่ผิดกฎหมาย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีการรับให้

นายวิโรจน์ ระบุว่า จะต้องมีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ และเป็นลายลักษณ์อักษร การกระทำในลักษณะแบบนี้ เข้าข่ายนิติกรรมอำพราง เจตนาที่แท้จริงคือ การรับให้หุ้นจากบุคคลในครอบครัว แต่กลับใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อทำนิติกรรมอำพรางเปลี่ยนเจตนาการรับให้ เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี 5% ใช่หรือไม่ เนื่องจากนางสาวแพทองธาร ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นผู้นำประเทศ เป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นฝ่ายบริหาร เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียต่อสาธารณะ แม้นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร จะออกมาชี้แจงว่า สามารถทำได้ แต่เป็นการชี้แจงในลักษณะที่เชื่อว่า เป็นการทำธุรกรรมซื้อขายจริง ๆ แต่ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นนิติกรรมอำพราง

อธิบดีกรมสรรพากรชี้แจงในลักษณะว่า หากมีการชำระเงินตามตั๋ว P/N ผู้ขายที่เป็นบุคคลในครอบครัว หากมีกำไรจากการขายหุ้นก็ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ประเด็นข้อสงสัยต่อสาธารณะคือ นี่ไม่ใช่การซื้อขายจริง ๆ ใช่หรือไม่ เป็นเพียงการทำธุรกรรมซื้อขายทิพย์ เพื่อปิดบังเจตนาที่แท้จริงที่เป็นการรับให้หุ้นจากครอบครัว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า การวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นทางการ จึงมีความสำคัญมาก เพราะประชาชนทั่วไปมีความสงสัย หากประชาชนทำตามนายกรัฐมนตรี กรมสรรพากรจะอนุญาตให้ทำใช่หรือไม่ จะไม่มีการเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่ หากนายกรัฐมนตรีทำได้ ประชาชนทั่วไปก็จะต้องทำได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเรื่องโอนหุ้นอย่างเดียว แต่หมายถึงทรัพย์สินอื่นใดด้วย

ส่วนวิธีพิสูจน์ในการซื้อขายหุ้น จะต้องดูพฤติกรรมและเจตนา คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรสามารถตรวจสอบ และสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงได้ ตนเองจึงทำหนังสือ เพื่อขอให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการตามมาตรา 13 สัตต (3) ของประมวลรัษฎากร ขอให้วินิจฉัยกรณีของนายกรัฐมนตรี ออกมาอย่างเป็นทางการ และลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นแนวปฏิบัติของประชาชนทั่วไป

นายวิโรจน์ ยกตัวอย่าง พ่อค้าแม่ค้า ขายก๋วยเตี๋ยวขายแกง มีเจ้าหน้าที่ไปหา เพื่อขอให้จ่ายภาษี อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเบอร์ ที่มีรายได้จากการรีวิวสินค้า และส่วนแบ่งจากโฆษณา ก็ถูกเร่งรัดการจัดเก็บภาษี ขณะที่กรณีพ่อค้าแม่ขายที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม

นายวิโรจน์ ชี้ว่า การให้ความเห็นของอธิบดีกรมสรรพากร ท่านเองอาจจะปักใจเชื่อโดยส่วนตัวว่าเป็นการซื้อขายกันจริง ๆ โดยไม่ได้ฉุกคิด แต่ขอชวนให้ท่านฉุกคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากนายกรัฐมนตรี ทำได้ประชาชนคนอื่นอาจจะทำบ้าง อะไรก็ตามเป็นช่องว่างทางกฎหมาย มีหลักคิดอยู่ 2 เรื่อง

เรื่องแรก คนที่ทำหากรู้สึกว่าเราทำถูกกฎหมายก็พร้อมเปิดเผยและแสดงตัวต่อสาธารณะ แต่การมีพฤติกรรมหลบๆ ซ่อนๆ เพราะตนเองมีความระแวงว่าอาจจะผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย ก็สู้ได้ เพราะสามารถตีความตามตัวบทกฎหมาย และลายลักษณ์อักษร ให้ทนายโต้ ก็มีแนวโน้มว่าจะชนะ แต่ที่ไม่กล้าแสดงตัว เพราะหวาดระแวง

เรื่องที่สอง อะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ต่อสาธารณะยิ่งทำได้ยิ่งดี กรณีนายกรัฐมนตรี หากทำได้ถูกต้อง แล้วทุกคนทั้งประเทศที่มีความมั่งมีทำบ้าง สาธารณะและรัฐจะได้ประโยชน์ สุดท้ายจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการจัดเก็บรายได้

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุยื่นบัญชีทรัพย์ต่อสำนักงานคณะการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว แต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ได้หมายความว่า การชำระภาษีถูกต้องครบถ้วน ตนเองทำใจเป็นกลาง อยากได้คำวินิจฉัยจากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร หากตีความว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะประชาชนทำได้ ประชาชนคนอื่นก็ทำได้ แต่หากมองว่า มีความเสียหายในการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน หมายความว่า ต่อจากนี้ไปภาษีรับได้ ไม่สามารถจัดเก็บได้เลยใช่หรือไม่

สำหรับกรณีบุคคลในครอบครัวของนายกรัฐมนตรีเป็นประชาชนคนหนึ่ง เรื่องนี้มีเรื่องค่าอากร หากเป็นสัญญาเงินกู้ และการเป็นหนี้ระดับร้อยล้านพันล้าน จะมีค่าอากรที่เสียจำนวน 9 ฉบับ รวมเป็นเงิน 90,000 บาท หากมีการใช้ตั๋ว P/N ค่าอากรจะตกอยู่ที่ฉบับละ 3 บาท รวม 9 ฉบับ 27 บาท ซึ่งการเลือกใช้ตั๋ว P/N ก็เพื่อประหยัดค่าอากร ไม่ผิดกฎหมายแต่ เป็นการบริหารภาษี แบบดุดันไม่เกรงใจใคร

นายวิโรจน์ กล่าวว่า คงต้องให้เวลาอธิบดีกรมสรรพากรทำงาน หลังจากนี้จะใช้กลไกของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ในการติดตามความคืบหน้า โดยจะเชิญอธิบดีไปชี้แจง และผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ด้วย

นายวิโรจน์ อธิบายว่า การใช้ตั๋ว P/N เป็นเครื่องมือทางการเงินไม่ได้ผิดอะไร การให้เครดิตระยะสั้น สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ ตกลงแล้วกรณีนี้ เจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายจริงหรือไม่ หรือเป็นการซื้อขายทิพย์ ซื้อขายเป็นรูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หรือไม่ โดยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เรื่องนี้ดูแค่ปลายทางไม่ได้ ต้องดูถึงพฤติการณ์ อาจจะต้องย้อนดูถึงการยักย้ายถ่ายเทหุ้นของนายกรัฐมนตรีกับคนอื่น ๆ ด้วย จะได้ดูว่าพฤติการณ์ ในลักษณะนี้น่าจะเป็นการซื้อขายกันจริง ๆ หรือที่ผ่านมา มีการยักถ่ายเทหุ้นกันบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรก็จะตีความได้ว่า อาจจะเป็นนิติกรรมอำพราง ที่ผ่านมาเคยชำระค่าซื้อขายหุ้นกันหรือไม่ หรือไม่เคยมีการชำระเงินกันเลย และตั๋ว P/N เก่า ๆ ที่ยังไม่มีการชำระเงิน ยังคงเก็บเอาไว้หรือไม่ หรือสูญหายไปแล้ว ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร สามารถเรียกเอกสารเหล่านั้น กลับมาตรวจสอบได้ทั้งหมด

“สิ่งที่น่ากลัวถ้าผมไม่อภิปรายเรื่องนี้คือ ปีหน้านายกรัฐมนตรี จะมีการวางแผนมาชำระตั๋ว P/N หรือไม่ ซึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรี ระบุว่าปีหน้าจะมีการชำระ หรืออาจจะคิดอยู่แล้วแต่ไม่ได้บอกใคร พอผมถาม ก็เลยบอกว่าความลับที่ฉันซ่อนไว้ไม่เคยบอกใคร ก็อดใจไม่ไหวก็เลยต้องบอกต่อสภาฯ ก็สะท้อนเจตนาที่จะทำให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตีความที่แท้จริงได้ว่าเจตนาที่แท้จริงเป็นการรับให้หรือซื้อขายจริง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ” นายวิโรจน์ ระบุ

ทั้งนี้ ไม่อยากเอาเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะปัจจุบันบริบททางกฎหมายเปลี่ยนไป ในยุคของนายทักษิณ ยังไม่มีภาษีการรับให้ ดังนั้น การเปลี่ยนมือ การให้โดยเสน่หา อาจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสม แต่ต้องยอมรับว่า กฎหมายในยุคนั้นกับยุคนี้ไม่เหมือนกัน ปัจจุบันมีการปรับปรุง เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายแล้ว จะถูกหรือผิดเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

นายวิโรจน์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี อยู่ในวิสัยที่รู้ว่านี่คือช่องว่างทางกฎหมาย คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี พบช่องว่างทางกฎหมาย ในฐานะที่ถืออำนาจรัฐ สามารถมีข้อสั่งการต่อระบบราชการได้ ควรเปิดช่องว่างหามาตรการแก้ไข หรือจะหาประโยชน์จากช่องว่างนั้นเสียเอง หากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางว่า สามารถทำได้รับรองว่าถูกต้องดื้อๆ ในปีภาษีถัดไปจะพบกับความเสียหายแน่นอน ภาษีการรับให้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อมีคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งอธิบดีกรมสรรพากร และคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร จะต้องมีความรับผิดทางกฎหมาย เพราะสุดท้ายภาษีรับให้จัดเก็บไม่ได้เลย

“ประชาชนจะโอนหุ้น โอนที่ดินให้ลูก บอกว่าใช้วิธีตั๋ว P/N หรือใช้เครื่องมือการอื่นใดที่ไม่มีกำหนดชำระและอัตราดอกเบี้ย สุดท้ายประเทศจัดเก็บภาษีไม่ได้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะต้องมีการเอาผิดกับอธิบดีกรมสรรพากร และคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ปรากฏชื่อวินิจฉัย” นายวิโรจน์ ระบุ

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ตนเองไม่ได้มีปัญหาความเข้มงวดของกรมสรรพากร แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเสมอภาค ไม่ใช่ว่าพ่อค้าแม่ค้า อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเบอร์ตามติด แต่กลับนายกรัฐมนตรี ปล่อยปละละเลย

ส่วนกรณีที่นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร เป็นลูกชายของนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายทักษิณนั้น ความใกล้ชิดไม่ใช่ปัญหา เชื่อว่าอธิบดีกรมสรรพากร และบิดารู้จักคนเยอะ แต่การจะบอกว่าการรู้จักคนเยอะแล้วต้องเอื้อประโยชน์ก็เป็นการกล่าวหาเกินไป จะให้ท่านไม่รู้จักใครก็เป็นไปไม่ได้ คงต้องให้เวลาท่าน การกระทำและการตัดสินใจใช้อำนาจของท่านจะเป็นเครื่องพิสูจน์ และบอกกับประชาชนว่า ประชาชนจะไว้ใจ ในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรได้หรือไม่

นอกจากนั้น นายวิโรจน์ พร้อมด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.พรรคประชาชน และ นายเลาฟั้ง บัณฑิต เทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางต่อไปยังกรมที่ดิน เพื่อยื่นหนังสือขอให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม เทมส์วัลเลย์ เขาใหญ่ ตามประเด็นที่ นายธีรัจชัยได้อภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหานายกรัฐมนตรี ว่ามีการประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บนพื้นที่ต้นน้ำหรือไม่

สับเละ’ทักษิณ’!!! ‘รุจิระ’ชำแหละนโยบายพูดเอามัน-ขายฝัน’ซื้อหนี้ประชาชน’

สับเละ'ทักษิณ'!!! 'รุจิระ'ชำแหละนโยบายพูดเอามัน-ขายฝัน'ซื้อหนี้ประชาชน'

สับเละ’ทักษิณ’!!! ‘รุจิระ’ชำแหละนโยบายพูดเอามัน-ขายฝัน’ซื้อหนี้ประชาชน’

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2568 รุจิระ บุนนาค คอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมนิสต์ ในหัวข้อ “ซื้อหนี้ประชาชน ขายฝันอีกแล้ว”

ระบุว่า  “จะซื้อหนี้ประชาชนทั้งหมดออกจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโรให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำมาหากินใหม่”

เป็นวาทะของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นแนวคิดสร้างฝันให้แก่ประชาชนไทย ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ในกลุ่มผู้ประสบปัญหาหนี้ท่วมหัวแทบจะเอาตัวไม่รอด


ความหมายของวาทะดังกล่าว ยังหมายถึง การซื้อหนี้ประชาชนที่ไม่จำกัดวงเงินหนี้และอดีตนายกฯทักษิณ จะหาเงินจากบริษัทเอกชนมาซื้อหนี้ประชาชน โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน

ปัจจุบันหนี้ประชาชนพุ่งสูงถึง 16.3 ล้านล้านบาท หรือราว 89% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อซื้อหนี้ประชาชนตามคำพูดดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้พูด พูดเพื่อเอามัน ให้ถูกใจผู้ฟังแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของสถาบันการเงินทั้งหลาย ต่างมีความเห็นพ้องกันว่า หากไม่ใช้เงินภาครัฐมาซื้อหนี้ แนวคิดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย และอาจเป็นการสร้างนิสัยไร้วินัยทางการเงิน ทำให้ประชาชนเคยชินกับการเป็นหนี้แล้วไม่ต้องจ่ายคืนหรือไม่?

ผลสุดท้ายอาจจะตกเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชนทั้งประเทศ และภาระของงบประมาณในอนาคตอย่างแน่นอน

ล่าสุด นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า การซื้อหนี้ประชาชน จะเป็นการซื้อหนี้ในวงเงินที่ไม่เกิน 100,000 บาท เท่านั้น และจัดหางบประมาณเพื่อดำเนินการ จึงเป็นการย้อนแย้งกับความเห็นของอดีตนายกฯทักษิณ ราวกับว่า เมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค หรือ สทร. ได้ให้ความเห็น จึงจำเป็นต้องสนองตอบ แม้จะไม่สามารถทำได้ทั้งหมดก็ตาม

นอกจากนี้ นายพิชัย ยังกล่าวอีกว่าแนวความคิดซื้อหนี้ประชาชนนั้น ตนมีแนวความคิดนี้ นานแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการสอดรับกันและไม่ให้ตกขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย

การแก้หนี้เสีย (Non Performing Loan หรือ NPL) ต้องมีการลดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ หากไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ต้องยอมรับเป็นหนี้สูญ ลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ดำเนินการในระบบธนาคารอยู่แล้ว

แนวนโยบายซื้อหนี้ประชาชนดังกล่าว เป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมากกว่าหนี้ภาคธุรกิจ จึงแตกต่างจากแนวคิดแก้วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ บสท. เพื่อบริหารหนี้เสียของสถาบันการเงิน

ในแวดวงการเงิน วิธีการหรือโมเดลนี้ไม่ได้ใหม่ แต่เป็นวิธีที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ดำเนินการมานาน โดยการเข้าซื้อหนี้เสีย ในราคาต่ำกว่ายอดจริง ก่อนเจรจากับลูกหนี้ใหม่ เพื่อให้ได้ยอดเงินที่เหมาะสมและสามารถชำระได้ ซึ่งหากการบริหารได้ดีตามแผน ย่อมเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เป็นหนี้ควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ แต่เป็นการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้และลดยอดหนี้ โดยจะต้องปฏิบัติตามแผนการชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน

หากการซื้อหนี้ประชาชนแล้วดำเนินการแก้ปัญหาโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ เช่น ลูกหนี้จะขาดวินัยทางการเงิน, ลูกหนี้อาจก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้น เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเต็มจำนวน, อาจเกิดปัญหาหนี้ซ้ำซ้อนขึ้นอีกมากมายในอนาคต

สิ่งสำคัญที่บรรดาลูกหนี้จะต้องระลึกไว้อยู่เสมอ คือ เมื่อมีหนี้ต้องใช้หนี้และหากเจ้าหนี้ติดต่อมาไม่ควรหลบหนี แต่ควรเจรจาต่อรองขอผ่อน
ชำระหนี้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

‘รงค์’โบกมือลา‘บิ๊กป้อม’ ไขก๊อกพ้นสมาชิก‘พปชร.’ลั่นไม่ได้ทิ้งพรรคเพราะตกต่ำ

‘รงค์’โบกมือลา‘บิ๊กป้อม’ ไขก๊อกพ้นสมาชิก‘พปชร.’ลั่นไม่ได้ทิ้งพรรคเพราะตกต่ำ

‘รงค์’โบกมือลา‘บิ๊กป้อม’ ไขก๊อกพ้นสมาชิก‘พปชร.’ลั่นไม่ได้ทิ้งพรรคเพราะตกต่ำ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

‘รงค์’โบกมือลา‘บิ๊กป้อม’ ลั่นไม่ได้ทิ้ง‘พรรค พปชร.’เพราะตกต่ำ ขอตัดสินใจก่อนซบพรรคไหน ชี้ตอนนี้ขอทำการเมืองนอกสภาฯ เผย‘น้องสุรินทร์ พิศสุวรรณ’ลงแทน

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรงค์ บุญสวยขวัญ อดีตสส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่าในวันนี้ตนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้ว แม้ตนจะอยู่กับพรรพลังประชารัฐมาตั้งแต่ปี 62 และเป็นสส.ทำหน้าที่ในสภาฯอย่างเต็มที่ และทำงานในพื้นที่ ได้โอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยตนเอานิติบัญญัติไปพัฒนาเมืองนครศรีฯ ไม่ว่าจะเป็นคลอง โครงการถนนวงแหวน และคลองผันน้ำเลี่ยงเมือง เป็นต้น และโครงการที่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท ตนเอาลงไปในพื้นที่จำนวนมาก ถือว่าตนเป็นคนที่ใช้นิติบัญญัติในการพัฒนาเมือง

ทั้งนี้ ขอขอบคุณพรรคพลังประชารัฐที่ให้โอกาส แต่วันนี้เนื่องจากเงื่อนไขทางการเมืองและบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป พรรคพลังประชารัฐก็ปรับกลยุทธ์ ซึ่งอาจจะไม่สัมพันธ์กับบุคลิกแบบตนที่จะวางการเลือกตั้งในสมัยหน้า พรรคอาจจะหาคนอื่นได้ดีกว่า ตนจึงลาออกและไปตามวิถีทาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง

“ผมไม่ได้ทิ้งพรรคเพราะพรรคตกต่ำอะไร  ผมยังขอบคุณพรรคพลังประชารัฐ แต่ด้วยเงื่อนไขและบริบทที่เปลี่ยนพรรคอาจหาคนอื่นมาแทนตน ตนจึงไปตามวิถีทางที่สัมพันธ์กัน และผมยังเชื่อว่าการเมือง ไม่ใช่การเมืองแบบฐานบ้านใหญ่ พรรคฐานบ้านใหญ่นำพาแต่ก่อให้เกิดการมีปัญหาในเชิงคุณภาพของประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นภาษี สิ่งเสพติด ก็มาจากฐานบ้านใหญ่ แต่ผมต้องการให้พัฒนาประชาธิปไตยไปสู่อีกแบบหนึ่ง โดยใช้ฐานนโยบายที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ดังนั้น ผมจึงอยากทำการเมืองนอกสภาและยังอยู่กับชาวนคร และรับใช้พี่น้องในฐานะนักการเมือง”นายรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า ได้บอกลาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้วหรือไม่ นายรงค์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ให้คนมาบอกตนว่าจะเอาคนอื่นมาแทน แต่ตนก็ต้องบอกลาเป็นปกติ เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ ส่วนคนที่จะมาแทนตนนั้น โดยมารยาทตนคงพูดไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่ให้พรรคพลังประชารัฐดำเนินการต่อไปดีกว่า ส่วนตนจะไปอยู่พรรคไหนนั้นขอพิจารณาก่อน เพราะเหลือเวลาอีกถึง 2 ปีกว่าจะเลือกตั้ง

ทั้งนี้มีรายงานว่าบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐวางตัวไว้ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแทนนายรงค์คือ นางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง ที่เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเมื่อปี 66 และเป็นน้องสาวของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ​