เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.59 น.

บุกทำเนียบ!…กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี คัดค้านมติ ครม. 3 มีนาคม 2568 ชี้ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติสอง มาตรฐาน

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน นำโดย นายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และ นายชนะศักดิ์ จุมพลอนันต์ นายกสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ สมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป และเกษตรกรกว่า 200 คน นัดรวมตัวบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่มีการทบทวนและเห็นชอบเรื่องระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอก่อนหน้านี้ โดยในประเด็นโครงสร้างระบบบริหารโครงการนมโรงเรียน ที่มีการแบ่งกลุ่มพื้นที่จาก 5 เขต พื้นที่เป็น 7 เขตพื้นที่ และการเพิ่มวัตถุประสงค์ของโครงการนมโรงเรียน จำนวน 4 ข้อ ซึ่งอ้างว่าเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความยั่งยืนในอาชีพ และสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา มีตลาดนมโรงเรียนรองรับนั้น เป็นการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ โดยเป็นการกระทำที่ไม่เห็นความสำคัญของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต ไม่เคยร้องขอดอกเบี้ยต่ำจากรัฐ ไม่เคยร้องขอเงินสนับสนุนให้เปล่า และไม่เคยเลี่ยงภาษี แต่กลับถูกละเลย และเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานจากภาครัฐมาโดยตลอด

การยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อขอความช่วยเหลือในการทบทวนยกเลิกมติ หรือดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน และผู้ประกอบการโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนภาคเอกชน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ต่อไป และสามารถเข้าถึงงบประมาณของรัฐที่มีวัตถุประสงค์หลัก ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้งประเทศ เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีติดภารกิจในวันนี้ จึงมอบหมายให้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับเรื่องแทน

“พวกเราขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดดำเนินการแก้ไขโดยด่วน และเพื่อให้การบริหารโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนมีประสิทธิภาพและให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568 นี้ ขอให้ท่านสั่งการให้ใช้ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อให้เด็กนักเรียน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้ประเทศ และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้รับความเป็นธรรม ตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการอย่างแท้จริง ” นายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ กล่าว

จากนั้นกลุ่มเกษตรกรได้เดินทางต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือต่อ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้ติดภารกิจไม่สามารถออกมารับเรื่องได้ จึงมอบหมายให้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยหนังสือเรียกร้องต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบถึงผลกระทบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 7,000 ครัวเรือน และเรียกร้องให้มีทบทวนมติดังกล่าว พร้อมถอดบทเรียนจากการบริหารจัดการนมโรงเรียนในปี 2567 ซึ่งมีเกษตรกรได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนปี 2568 โดยขอให้ภาครัฐเปิดเผยผลการประชาพิจารณ์ต่อสาธารณชน และนำผลการประชาพิจารณ์มาใช้ในการพิจารณาดำเนินการ

“หลังจากที่เรารับทราบถึงมติคณะรัฐมนตรีที่มีการทบทวนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงโคนมโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรภาคเอกชน วันนี้มติคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์ รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา ส่งผลให้พวกเราที่ผลิตนมได้ 49% ของทั้งประเทศ ได้รับความเดือดร้อน ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มไม่ซื้อนมจากพวกเรา ทำให้พวกเราเดือดร้อน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ควรถูกแบ่งแยก เราไม่อยากเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมชนชั้นสองของประเทศไทย เราภูมิใจกับอาชีพพระราชทาน เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากภาครัฐเลย และเราให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องโควิด การป้องกันโรคระบาด หรือต้นทุนที่สูงในการเลี้ยงโคนม เกษตรกรก็อดทนมาโดยตลอด เราลงทุนพัฒนาเพื่อการแข่งขันกันมาก่อนหน้านี้ และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้รัฐต้องนำนมผงจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่ดีและมีคุณภาพ ผู้ประกอบการที่ซื้อน้ำนมดิบ เขายังเข้าถึงงบประมาณของรัฐ แต่ในขณะที่ภาคเอกชนที่ซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร 54 แห่ง รวมจำนวน 928.014 ตัน/วัน หรือคิดเป็น 49% ของทั้งประเทศ กลับได้รับสิทธิที่เหลือจากภาครัฐ และสหกรณ์ ซึ่งมีปริมาณซื้อน้ำนมดิบในประเทศน้อยกว่าภาคเอกชน เราจึงมาขอความเป็นธรรมและอยากเห็นกระทรวงเกษตรฯ ให้ความเป็นธรรม และความเสมอภาคกับพวกเราด้วย” นายวสันต์ จีนหลง กล่าวทิ้งท้าย

กสศ.เดินหน้าสร้างสายพานอาชีพสู่ประชากรวัยแรงงานนอกระบบ

กสศ.เดินหน้าสร้างสายพานอาชีพสู่ประชากรวัยแรงงานนอกระบบ

กสศ.เดินหน้าสร้างสายพานอาชีพสู่ประชากรวัยแรงงานนอกระบบ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.40 น.

ผนึกกำลังทีมวิจัยประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และ System Change Evaluation ถอดบทเรียนโมเดลการทำงานลดความเหลื่อมล้ำ โดยใช้ ‘การศึกษา’ เป็นเครื่องมือ  การพัฒนาคนเชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ สังคม การเรียนรู้ และศักยภาพชุมชน 
 
     กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้ความสำคัญกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษาและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ประชากรวัยแรงงานเท่านั้นที่มีความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังเป็นพ่อแม่ของเด็กและเยาวชนที่มีฐานะยากลำบากด้วย การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษารวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการมีงานทำจะนำไปสู่การประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพที่จะสามารถทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตได้ 
 
     “เยาวชนที่ออกจากระบบการศึกษาและแรงงานนอกระบบ เป็นกลุ่มทรัพยากรมนุษย์ที่รายได้ต่ำและอ่อนแอที่สุดในระบบเศรษฐกิจของไทย”

การพัฒนาประชากรวัยแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการศึกษาและรายได้น้อย หากมีการลงทุนพัฒนาอย่างเป็นระบบจะมีมูลค่าสูงมาก จากงานวิจัยของธนาคารโลก พบว่า หากไทยยังมีประชากรที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตต่ำ ไทยจะสูญเสียทางมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาลคิดเป็น 20% ของ GDP นอกจากนี้รายได้ของประชากรวัยแรงงานที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตต่ำ แตกต่างกันถึง 6,300 บาทต่อเดือน หากไทยมีรูปแบบมาตรการทำงานการพัฒนาประชากรวัยแรงงานที่ดี จะช่วยยกระดับรายได้ให้แก่ประชาชนได้

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า กสศ. มุ่งพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาและแรงงานนอกระบบที่ยากจนหรือด้อยโอกาส โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบการเรียนรู้ที่เสริมพลัง (Empower) สร้างความเชื่อมั่น และที่สำคัญคือ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นตนเองเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ และมีศักดิ์ศรีในตนเอง โดยใช้รูปแบบการจัดการศึกษาหรือว่าการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนนอกระบบการศึกษาและแรงงานนอกระบบ ให้สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ โดยสร้างการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตและสร้างรายได้เพื่อการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ก้าวสู่ปีที่ 7 (โครงการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2562-ปัจจุบัน) ที่ดำเนินการมาและยังเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการหาองค์ความรู้และต้นแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นที่นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้การศึกษาหรือการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนที่เชื่อมโยงกับมิติเศรษฐกิจ สังคม การเรียนรู้ และศักยภาพชุมชน สามารถแก้ปัญหาความยากจนตามยุคสมัยได้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย 
 
     “เราสามารถสร้างสายพานอาชีพให้ทั้งหมู่บ้านได้ เมื่อเราเข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้หรือสร้างอาชีพให้พวกเขาแล้ว เราเห็นคนกลุ่มนี้มีทักษะที่สูงขึ้นและมากกว่าทักษะ คือการสร้างความสัมพันธ์ให้กับชุมชน เช่น เราไปส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ให้กับชุมชนหนึ่ง เราพบว่ามีคนเป็นโรคซึมเศร้า พอเราใช้เรื่องของทักษะอาชีพเข้าไปส่งเสริมความสามารถที่เขามีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ก็พบว่าสิ่งที่ได้มากกว่าการสร้างรายได้ให้เขาคือช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจให้บุคคลนั้นหายจากการเป็นซึมเศร้าได้ค่ะ และพบว่าชุมชนมีการเกื้อหนุนกันไม่ต่างคนต่างอยู่ ทุกคนหันมาทำงานด้วยกัน ลดปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายลงในชุมชนด้วย ส่งต่อโอกาสให้ลูกหลานได้เข้าไปเรียนหนังสือ ตัวอย่างแบบนี้มันทำให้เห็นว่าการที่เราไปส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ไม่ได้มอบแค่เรื่องของทักษะ หรือว่าการศึกษาเท่านั้น แต่มันได้อย่างอื่นที่ที่สามารถต่อยอได้หลายๆ มิติด้วยแต่เหมือนเป็นประตูไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้ด้วยค่ะ” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว

นายเศรษฐภูมิ บัวทอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเครื่องมือด้านการประเมินผลตอบแทนทางสังคม วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนข้อค้นพบสำคัญ รวมถึงการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการลงทุนในโครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change) ของหน่วยจัดการเรียนรู้ต้นแบบซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรณีศึกษาในฐานะที่ทำงานต่อเนื่องกับ กสศ. มากกว่า 1 ปี ผ่านเครื่องมือวิจัย Social Return of Investment (SROI) ซึ่งปีนี้ กสศ. ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการหนึ่งที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศน์แห่งการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทของทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นโอกาสที่ที่จะได้ร่วมขับเคลื่อนไปกับ กสศ. เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
 
     “ด้วยรูปแบบกลไกการเปลี่ยนผ่านของโลกยุคปัจจุบัน สังคมไทยก็เช่นกันมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว และด้วยมิติของความต้องการของผู้เรียนหรือมิติปัญหาสังคมแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันออกไป ทำให้การทำวิจัยและประเมินผลครั้งนี้ต้องการที่จะหาคำตอบว่ามิติการขับเคลื่อนของ กสศ. ต่อโครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานให้กับกลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษาและแรงงานนอกระบบจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมุ่งไปสู่กลไกลการขับเคลื่อนขยายโอกาสในการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมั่นใจว่า สิ่งที่ กสศ. ได้ดำเนินการหลายปีต่อเนื่องจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้แน่นอน”

ดร.นฤมล นิราทร ประธานกรรมการ มูลนิธิ เอ.ที.ดี. เพื่อนผู้ยากไร้และประธานอนุกรรมการวิชาการจัดงานสมัชชากรุงเทพ และกรรมการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ และคณะทำงานกำกับทิศทางโครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ. กล่าวว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างน่าเห็นใจ ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างทางด้านเศรษฐกิจและสังคมซับซ้อนทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานะแบบนี้ การได้รับการส่งเสริมโอกาสด้านการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพจะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่รอดในสังคม ในฐานะที่ได้ทำงานกับกลุ่มแรงงานนอกระบบเจาะจงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าพวกเขาต้องการได้รับการส่งเสริมด้านการเรียนรู้และสร้างอาชีพเพื่อพึ่งพาตนเอง หรือสร้างรายได้เพื่อการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงอยากให้ กสศ. ดึงกลุ่มแรงงานนอกระบบในพื้นที่ กทม. เข้ามาอยู่ในสมการการขับเคลื่อนของการส่งเสริมโอกาสร่วมกับกลุ่มแรงงานนอกระบบในจังหวัดอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาค

“อยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาออกแบบการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานครให้เป็นไปในลักษณะการทำงานแบบเชิงลึก ระยะยาวและต่อเนื่อง อยากให้มีโครงการลักษณะนี้เพราะจะส่งผลดีต่อผู้คนชุมชนในกรุงเทพฯ เท่าที่ลงพื้นที่ไปสำรวจหลายพื้นที่ไม่ได้จัดตั้งให้เป็นหลักเป็นแหล่งไม่มีกรรมการชุมชน เช่น ชุมชนหลังวัด ดังนั้นจึงอยากทำให้คนกลุ่มนี้มีพื้นที่ในการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้และมีงานทำไปสู่การประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพที่พึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตได้” ดร.นฤมล กล่าว

‘found & found’ปล่อยโปร ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม ฉลอง 2 สาขาใหม่ สีลมเอจ และ พระราม 4

'found & found'ปล่อยโปร ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม ฉลอง 2 สาขาใหม่ สีลมเอจ และ พระราม 4

‘found & found’ปล่อยโปร ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม ฉลอง 2 สาขาใหม่ สีลมเอจ และ พระราม 4

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

สายบิวตี้เตรียมตัว! “found & found” ปล่อยโปรฉลองเปิดตัว 2 สาขาใหม่ล่าสุด สีลมเอจ และ พระราม 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SIMPLE. EASY. EVERYSKIN.” จุดเช็คอินสวยสะดวกที่มาพร้อมกับโปรโมชันพิเศษ ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม

-ช้อปคุ้มที่ 1 ซื้อสินค้ารวมมูลค่า  490 บาท/ใบเสร็จ รับส่วนลด 60 บาท

-ช้อปคุ้มที่ 2 ซื้อสินค้ารวมมูลค่า 790 บาท/ใบเสร็จ รับส่วนลด 120 บาท

-ช้อปคุ้มที่ 3 ซื้อสินค้ารวมมูลค่า 990 บาท/ใบเสร็จ รับกระเป๋าลิมิเต็ด เอดิชั่น Pompom Bag  มูลค่า 250 บาท ฟรีทันที

เตรียมลิสต์ให้พร้อมแล้วมาช้อปกันให้สนั่น พบกับดีลสุดคุ้มให้คุณสวยครบจบในที่เดียว กับไอเทมญี่ปุ่น และเกาหลีสุดฮิต อาทิ กันแดด Beauty of Joseon  มาส์กหน้า Quality 1st Mask สกินแคร์จากเกาหลีอย่าง COSRX หรือ Dr.G รวมไปถึงแบรนด์ CICA หรือ Prieclat U จากญี่ปุ่น ก็เลือกได้ตามใจ โปรโมชันลดแรง   7 วัน เริ่ม 25-31 มีนาคม 2568 นี้เท่านั้น!!

ปักหมุดด่วน! ที่ร้าน found & found สาขา สีลมเอจ ณ ศูนย์การค้าสีลมเอจ ชั้น 2 และ สาขาพระราม 4 ณ PTT Station พระราม 4 ( กล้วยน้ำไทย) แล้วมา ช้อปกับแคมเปญสุดคุ้ม สู่มิติใหม่ของของเฮลท์แอนด์บิวตี้รีเทลสุดทันสมัย สำหรับลูกค้าที่สนใจมาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับ found & found สามารถสมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ ช้อปสินค้าภายในเดือนเกิด รับส่วนลด 10% และสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายก่อนใคร พร้อมอัปเดตข่าวสารกิจกรรม และดีลปัง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทาง Line: @foundnfound หรือ https://bit.ly/foundnfound-line  

SOE Medical จัดงาน’SOE Medical Starry Night’ขอบคุณลูกค้าและพาร์ทเนอร์

SOE Medical จัดงาน'SOE Medical Starry Night'ขอบคุณลูกค้าและพาร์ทเนอร์

SOE Medical จัดงาน’SOE Medical Starry Night’ขอบคุณลูกค้าและพาร์ทเนอร์

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

SOE Medical ตอกย้ำความเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ คัดสรรเครื่องมือแพทย์ทั่วไปและเครื่องมือแพทย์ทางด้านความงาม จัดงาน “SOE Medical Starry Night” งานเลี้ยงขอบคุณสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อแสดงความขอบคุณพาร์ทเนอร์และลูกค้าคนสำคัญ พร้อมเผยวิสัยทัศน์ใหม่ เตรียมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยด้วยนวัตกรรมระดับโลก ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯการจัดงาน “SOE Medical Starry Night” ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีแห่งการขอบคุณ ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทรนด์ และทิศทางใหม่ของวงการเวชศาสตร์ความงาม โดยมีการมอบรางวัลเพื่อยกย่องพาร์ทเนอร์ที่มีบทบาทในการเติบโตของ SOE Medical และร่วมกันผลักดันมาตรฐานใหม่ให้กับวงการความงามไทยด้วย

เปิดเวที “Aqualuna Clinical Introduction: The Science Behind The Filler”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการแนะนำผลิตภัณฑ์ Aqualuna Filler ฟิลเลอร์เจเนอเรชันใหม่จากประเทศจีน ที่ได้รับการรับรองจาก อย. และเตรียมเข้าสู่การวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลศิริราช ได้แก่

  •  ผศ. พญ.ธัญญา เตชะพิเชฐวนิช

  •  อ.พญ.พิชญา มณีประสพโชค ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Bloomage Biotech ประเทศจีน นำโดย

  •  Dr. Wu Donghu และ

  •  Ms. Cheng Liu

ที่ให้เกียรติมาร่วมแชร์ข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์และเทคนิคการใช้งาน ก่อนการเริ่มต้นการทำวิจัย Clinical Study Paper และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้

จับกระแส Personal Branding กับ CK Cheong สร้างแบรนด์หมอให้โตในโลกดิจิทัล

อีกหนึ่งช่วงที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน คือ การบรรยายโดย คุณซีเค เจิง (CK Cheong) CEO จาก Fastwork แพลตฟอร์มดิจิทัลชื่อดัง กับหัวข้อ “Personal Branding and Social Media for Aesthetic Doctors” ที่เจาะลึกกลยุทธ์การสร้างตัวตนในยุคโซเชียล พร้อมแชร์เครื่องมือที่แพทย์และคลินิกสามารถนำไปต่อยอด เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในยุคที่ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นมีความสำคัญไม่แพ้ทักษะ

ปิดท้ายค่ำคืนด้วยความประทับใจจากมินิคอนเสิร์ต “อะตอม ชนกันต์”

ท่ามกลางแสงดาวและบรรยากาศอันอบอุ่น SOE Medical ได้จัดมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินคุณภาพ “อะตอม ชนกันต์” เพื่อขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน พร้อมประกาศความตั้งใจเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ และพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจความงามไทยอย่างยั่งยืน

สำนักงานปลัดกระทรวง อว.จับมือกองทุน CMDF ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน

สำนักงานปลัดกระทรวง อว.จับมือกองทุน CMDF ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน

สำนักงานปลัดกระทรวง อว.จับมือกองทุน CMDF ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

พิธีลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กับสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (กองทุน CMDF) และสถาบันอุดมศึกษา โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน ร่วมลงนาม และมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา 9 แห่งพร้อมนักวิจัยที่ได้รับทุนวิจัยเข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.(โยธี)

ทั้งนี้ ในพิธีลงนามได้มีการเปิดตัวนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนที่ได้รับทุนจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และ กองทุน CMDF ประกอบด้วย ศรัณย์ พิมพ์งาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,นวรัตน์ เต็มสัมฤทธิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,ผศ.อุมาวดี เดชธำรงค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น,ปฐมชัย กรเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มาเลิศ ด่านกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, พิมพ์แพร รุจิรเมธา มหาวิทยาลัยทักษิณ, ผศ.ภคพร วัฒนดำรงค์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ผศ.อดิศักดิ์ โชติธรรมธรา มหาวิทยาลัยนเรศวร, เอณัฐฐา สุริยะโอภาชัย มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ และติณณ์ลภัล ชูพันธ์ ใจวัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า การให้ทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน ถือเป็นปีแรกที่มีการให้ทุนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับหรือศูนย์กลางด้านตลาดทุน โดยปีนี้มีนักวิจัยให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และกองทุน CMDF คัดเลือกไว้จำนวน 10 ทุน ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำงานวิจัย 2 ปี เพื่อนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอด ที่สำคัญการให้ทุนยังถือเป็นการสนับสนุนให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ และสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาตลาดทุนของไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย

ด้าน จักรชัย  บุญยะวัตร กล่าวว่า ความร่วมมือนี้จะเป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ สนับสนุนทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตของนักวิจัยรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง และสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นักวิจัยรุ่นใหม่ เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาปรับใช้ในการวิเคราะห์และวิจัยตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความรู้และทักษะของนักวิจัยเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นในตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที การสนับสนุนและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคต แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

ขณะที่  กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับ กองทุน CMDF ได้สร้างและพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2567 ในการให้การสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการพัฒนานักวิจัยด้านตลาดทุนของประเทศไทยร่วมกัน ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและตอบโจทย์การพัฒนาตลาดทุนไทยได้อย่างแท้จริง โดยจะให้การสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันในรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก(Matching Fund) แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนซึ่งเป็นบุคลากรของสถาบัน การศึกษาภายใต้สังกัดของกระทรวง อว.

‘LINE THAILAND AWARDS 2024’ ฉลองความสำเร็จวงการธุรกิจ การตลาดดิจิทัลไทย

'LINE THAILAND AWARDS 2024' ฉลองความสำเร็จวงการธุรกิจ การตลาดดิจิทัลไทย

‘LINE THAILAND AWARDS 2024’ ฉลองความสำเร็จวงการธุรกิจ การตลาดดิจิทัลไทย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

LINE THAILAND AWARDS 2024 งานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดย LINE ประเทศไทย ในบรรยากาศกาล่าดินเนอร์สุดหรู เพื่อเฉลิมฉลองและเชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการใช้โซลูชันธุรกิจบนแพลตฟอร์ม LINE โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารแบรนด์ชั้นนำและองค์กรระดับแนวหน้าของเมืองไทย มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องนภาลัย บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ค่ำคืนนี้เป็นเวทีแห่งเกียรติยศที่มอบรางวัลให้แก่แบรนด์ องค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และเอเจนซี่ที่แสดงศักยภาพอันโดดเด่นในแวดวงธุรกิจดิจิทัล โดยมีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 40 รางวัล แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ รางวัลสุดยอดแบรนด์และองค์กรผู้สร้างสรรค์ผลงานการตลาดดิจิทัลยอดเยี่ยมแห่งปีจำนวน 6 รางวัล และรางวัลสุดยอดแบรนด์และองค์กรผู้ใช้งานโซลูชันต่างๆ บนแพลตฟอร์ม LINE ได้อย่างยอดเยี่ยมในแต่ละอุตสาหกรรมรวม 34 รางวัล ซึ่งครอบคลุมธุรกิจสำคัญของไทย นับเป็นค่ำคืนแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความสำเร็จของภาคธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อน

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความชื่นชมและมิตรภาพจากเหล่าผู้บริหารระดับสูง นักการตลาดผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำเอเจนซี่ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความสำเร็จ ซึ่งได้รับการเติมเต็มด้วยการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชื่อดัง “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ที่มาร่วมสร้างโมเมนต์แห่งความประทับใจ ส่งเสริมให้ค่ำคืนนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบของการเฉลิมฉลอง LINE THAILAND AWARDS 2024 ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งเกียรติยศสำหรับองค์กรผู้ขับเคลื่อนวงการดิจิทัลไทย แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างมาตรฐานใหม่แห่งนวัตกรรม ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและสง่างาม

-(016)

นิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ ม.หอการค้าไทย จัดพิธีมอบรางวัล ‘THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025’ ยกย่ององค์กรธุรกิจที่มีความเป็นเลิศ

นิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ ม.หอการค้าไทย จัดพิธีมอบรางวัล 'THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025' ยกย่ององค์กรธุรกิจที่มีความเป็นเลิศ

นิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ ม.หอการค้าไทย จัดพิธีมอบรางวัล ‘THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025’ ยกย่ององค์กรธุรกิจที่มีความเป็นเลิศ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

นิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025 ยกย่ององค์กรธุรกิจที่มีความเป็นเลิศ

นิตยสาร BUSINESS+ โดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดพิธีมอบรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025” เข้าสู่ปีที่ 13 ภายใต้แนวคิด “Beating the Unpredictable : เอาชนะทุกความท้าทายที่ไม่อาจคาดเดาได้” รางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้แก่บริษัทและองค์กรที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมและโดดเด่นในแต่ละด้าน มีรางวัลทั้งหมด 16 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลในประเภทอุตสาหกรรม 9 รางวัล และ 7 รางวัลในประเภทความเป็นเลิศ  โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล และให้เกียรติปาฐกถาพิเศษในงาน พร้อมด้วย รศ. ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล รองอธิการบดีอาวุโสสายงานธุรกิจองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และท่านผู้บริหารองค์กรที่ได้รับรางวัลเข้าร่วมงาน โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจขององค์กรที่ได้รับรางวัล

นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานมอบรางวัล Thailand Top Company Awards 2025 ว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสจัดงาน Thailand Top Company Awards 2025 เพื่อประกาศเกียรติคุณและรางวัลแห่งความภาคภูมิใจให้แก่สุดยอดองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของประเทศ” โดยงานนี้เป็นปีที่ 13 ที่นิตยสาร BUSINESS+ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Beating the Unpredictable: เอาชนะทุกความท้าทายที่ไม่อาจคาดเดาได้”

นายบุญเลิศ กล่าวต่อว่า “ในปัจจุบันสภาวะโลกร้อน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก การปรับกลยุทธ์ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารองค์กรต่างๆ”

โอกาสนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัล Thailand Top Company Awards 2025 นี้ จะเป็นกำลังใจให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในการยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนและเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต”

รองศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล รองอธิการบดีอาวุโส สายงานธุรกิจองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า  การจัดงานพิธีมอบรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025” ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและนิตยสาร BUSINESS+ โดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกันคัดเลือกสุดยอดองค์กรธุรกิจไทยที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมในแต่ละกลุ่มบริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านธุรกิจของประเทศและระดับอาเซียน มุ่งเน้นในการสร้างผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และนักบริหารธุรกิจที่มีคุณภาพ และพร้อมรับมือกับความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาผู้บริหารที่มีคุณธรรมจริยธรรมและสามารถขับเคลื่อนองค์กรและประเทศได้อย่างยั่งยืน 

สำหรับรายชื่อองค์กรที่ได้รับรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2025”  ได้แก่

รางวัลประเภทอุตสาหกรรม

1.             อุตสาหกรรมประกันชีวิต ได้แก่ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

2.             อุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

3.             อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ได้แก่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

4.             อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ จำกัด

5.             อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

6.             อุตสาหกรรมขนส่ง และโลจิสติกส์ ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

7.             อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)

8.             อุตสาหกรรมจัดจำหน่าย ได้แก่ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

9.             อุตสาหกรรมธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ประเภทความเป็นเลิศ

10.          BEST CUSTOMER EXPERIENCE AWARD ได้แก่ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด

11.          BEST FINANCIAL SERVICES OF THE YEAR ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย

12.          BEST TRADE SERVICE BANK OF THE YEAR ได้แก่ Bank of China (Thai) Public Company Limited

13.          CUSTOMER FOCUS AWARD ได้แก่ บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

14.          FAST-GROWING COMPANY AWARD ได้แก่ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

15.          MOST ADMIRED BRAND AWARD ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

16.          RISING STAR ได้แก่ VDESIGN HAIR BY VIBHAVADI

-(016)

‘มาดามอ้อม’ ร่วมงาน MASTER CLASS UNLOCK THE SECRETS OF BEAUTY ARTISTRY! ไขความลับของศิลปะความงาม

‘มาดามอ้อม’ ร่วมงาน MASTER CLASS  UNLOCK THE SECRETS OF BEAUTY ARTISTRY! ไขความลับของศิลปะความงาม

‘มาดามอ้อม’ ร่วมงาน MASTER CLASS UNLOCK THE SECRETS OF BEAUTY ARTISTRY! ไขความลับของศิลปะความงาม

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

เรียกว่า เป็นงานที่เป็นกันเองและอบอุ่น อย่างมากจริงๆ สำรับงาน  MASTER CLASS  UNLOCK THE SECRETS OF BEAUTY ARTISTRY! จากสถาบัน Grooming ระดับโลก “ICA ACADEMY”

ไขความลับของศิลปะความงาม โดย Mrs. Limbo Makeup artist ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ ชื่อดัง ที่อยู่เบื้องหลัง luxury Standard เคาน์เตอร์แบรนด์ ระดับโลก มาเปิด Master class ครั้งแรกที่ประเทศไทย โดยงานนี้ ได้นำเคล็ดลับ ของโลก Make up มาให้คนไทยได้สัมผัส การสร้าง Standard ของแบรนด์เครื่องสำอางหรู ระดับโลก ร่วมด้วย “บอล บุรีวัฒน์”  วีไอพี มาสเตอร์ เมคอัพ อาร์ติสท์  มาร่วม โชว์การ รังสรรค์ ความงามบนใบหน้า และเผยเคล็ดลับ ความงามแบบ เอ็กซ์คลูซีฟ ให้กับ บรรดาแขกผู้มีเกียรติอีกด้วย และสาวๆยังจะได้ ทำความรู้จักกับเครื่องสำอาง สุดหรู LIMBOSS BEAUTY ที่ผสานความสวยงามแบบ High Fashion Accessory เข้ากับ นวัตกรรมล้ำสมัย งานนี้สาวๆ สายลักซ์ชูรี่ความงาม ต่างไม่พลาดงานนี้   ไม่ว่าจะเป็น “มาดาม อ้อม สุกัญญา โปรจักCelebrity  in Cannes Film Festival, พอร์ช ศิรปภัสร์ เบญญวัชรเศษฐ์ Mrs. Asia Nobel queeninternational 2017,หมวย รัมณีย์ อภิชัยโชติรัตน์ Mrs. Tourism Universe 2023 ,เจ็ง วิไลลักษณ์ และแขกผู้มีเกียรติ คับคั่ง เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ที่ผ่านมา  ณ เอ็มโพเรียม ทาวเวอร์ 24F

-(016)

Tod’s เผยโฉมกระเป๋า Magenta คอลเลกชันโดดเด่นสำหรับฤดูกาล Spring Summer 2025

Tod’s เผยโฉมกระเป๋า Magenta คอลเลกชันโดดเด่นสำหรับฤดูกาล Spring Summer 2025

Tod’s เผยโฉมกระเป๋า Magenta คอลเลกชันโดดเด่นสำหรับฤดูกาล Spring Summer 2025

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

Tod’s เผยโฉมกระเป๋า Magenta คอลเลกชันกระเป๋าใหม่โดดเด่นสำหรับฤดูกาล Spring Summer 2025 ผสานดีไซน์การออกแบบที่เรียบหรูเข้ากับความสดใส โดยกระเป๋า Magenta ใบนี้มาพร้อมอะไหล่โลหะ Barretta Bar ทรงยาวแนวนอนอันโดดเด่นสง่างาม

โดยชื่อของกระเป๋าใบนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากย่านมาเจนตา (Magenta) อันหรูหราในกรุงมิลาน กระเป๋าใบนี้ถ่ายทอดความงดงามเหนือกาลเวลาและความทันสมัยได้อย่างลงตัว ย่านมาเจนตานี้ เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ถูกออกแบบมาสำหรับชนชั้นกลางของมิลานในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอย่างโบสถ์ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Church of Santa Maria delle Grazie) ซึ่งเป็นที่เก็บผลงาน The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดา วินชี กระเป๋า Magenta ได้รับแรงบันดาลใจจากการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างอดีตและปัจจุบัน สะท้อนถึงทั้งประเพณีและความงามที่ทันสมัย

กระเป๋าทั้งรุ่น Magenta บัคเก็ต และ คลัตช์ มาพร้อมกับอะไหล่โลหะอันประณีตอย่าง Barretta ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเปิดปิด ผ่านตัวล็อค ‘แท็บ’ ขนาดเล็กสองอัน ส่งเสริมการเคลื่อนไหวที่ราบรื่นและสง่างาม เมื่อกดลงบนตัวล็อคจะสามารถปลดล็อกบาร์เพื่อให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย กระเป๋าทั้งสองรุ่นผลิตจากหนังลูกวัวที่มีคุณภาพเยี่ยม มอบสัมผัสนุ่มแบบหนังนัปป้าพร้อมกับผิวสัมผัสกึ่งเงา ผสานความหรูหราเข้ากับการใช้งานที่ทันสมัย คอลเลกชันกระเป๋านี้ยังมีให้เลือกในหนังขานกกระจอกเทศสุดพิเศษ ซึ่งโดดเด่นด้วยพื้นผิวที่เป็นเอกลักษณ์และความทนทานสูงกระเป๋าแต่ละใบต้องใช้หนังหลากหลายชิ้นในขั้นตอนการผลิต มากกว่า 15 ชิ้นสำหรับกระเป๋ารุ่นบัคเก็ต และ 18 ชิ้นสำหรับรุ่นคลัตช์ สะท้อนถึงความหายากและงานฝีมือชั้นเยี่ยมที่อยู่เบื้องหลังผลงานอันประณีตนี้ นอกจากนี้ เฉพาะในรุ่น บัคเก็ต ยังมีตัวเลือกในหนังนกกระจอกเทศและหนังจระเข้แบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย

038

หมอท้อป จิตแพทย์ไทย ร่วมแสดงผลงานนิทรรการนานาชาติที่ญีปุ่น

หมอท้อป  จิตแพทย์ไทย ร่วมแสดงผลงานนิทรรการนานาชาติที่ญีปุ่น

หมอท้อป จิตแพทย์ไทย ร่วมแสดงผลงานนิทรรการนานาชาติที่ญีปุ่น

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ หรือหมอท็อป จิตแพทย์หนุ่มผู้มีใจรักในงานศิลปะ  ไม่เพียงแต่เป็นนักสะสมงานศิลปะ แต่ยังเป็นจิตแพทย์ที่วาดภาพได้อีกด้วย ล่าสุดได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงผลงานภาพวาดในงานนิทรรศการนานาชาติ  26th NPO International Calligraphy and Painting Exchange Exhibition ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2568 ณ Tokyo National Museum หรือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะมหานครโตเกียว พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโตเกียว ในสวนสาธารณะ Ueno (อูเอโนะ)

งานนิทรรศการนานาชาติ  26th NPO International Calligraphy and Painting Exchange Exhibition เป็นการร่วมมือจากหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ไทย สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย โรมาเนีย  เยอรมนี ลิทัวเนีย รวม 13 ประเทศ  (20 สาขา) มีศิลปินเข้าร่วม 250 ท่าน และ 450 ชิ้นนำผลงานสู่สายตาสาธารณชน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม     

038