จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ’ปลาหมอคางดำ’ก่อนประเทศไทย

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง...กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ'ปลาหมอคางดำ'ก่อนประเทศไทย

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ’ปลาหมอคางดำ’ก่อนประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.47 น.

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ”ปลาหมอคางดำ”ก่อนประเทศไทย : นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตข้ามพรมแดนนั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความน่าสนใจ เช่นเดียวกับการเข้ามาของ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตกชนิดนี้ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางชีวภาพและเศรษฐกิจของบางประเทศในแถบนี้ และประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่า “กัมพูชา” มิใช่เพียงประเทศหนึ่งที่ปลาหมอคางดำเข้ามาอาศัย หากแต่เป็น “แหล่งน้ำแรก” ในภูมิภาคนี้ที่เปิดประตูรับการมาเยือนของปลาชนิดนี้ ก่อนทีจะแพร่ขยายในประเทศไทย

การค้นหาข้อมูลเรื่องปลาหมอคางดำ แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ทำให้พบว่าความเข้าใจผิดที่ว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยก่อน อาจเป็นสิ่งที่รับรู้กันในขณะนี้ ทว่า หากเราพิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทางวิชาการระดับนานาชาติ ความจริงกลับชี้ไปในทิศทางที่แตกต่าง รายงานของ FishBase ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเกี่ยวกับปลาที่มีครีบ https://www.fishbase.se/country/1412 ในปี 2004 (พ.ศ.2547) ระบุชื่อ “กัมพูชา” ในฐานะประเทศที่มีการนำเข้าปลา Tilapia สายพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะรวมถึงปลาหมอคางดำ (S. melanotheron) แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์โดยตรงในขณะนั้น แต่บริบทและหลักฐานสนับสนุนในภายหลัง ยืนยันถึงการมีอยู่ของปลาชนิดนี้ในกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว

จากรายงานของ FishBase ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นไปได้ที่ว่าเป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลกัมพูชาในการนำเข้าปลาชนิดนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเป็นโปรตีนสำคัญ ตลอดจนเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังฟื้นตัวและต้องการแหล่งอาหารราคาถูกสำหรับประชาชน การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้กัมพูชาเป็นเสมือน “ประตูหน้าด่าน” สำหรับการเข้ามาของปลาหมอคางดำในภูมิภาค

ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย กลับปรากฏชัดเจนในช่วงปี 2012 (พ.ศ.2555) เป็นต้นมา โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล่วงเลยจากรายงานของ FishBase ที่ระบุถึงการมีอยู่ของปลาชนิดนี้ในกัมพูชาไปนานหลายปี ลำดับเวลาที่แตกต่างกันนี้เอง คือหลักฐานสำคัญที่ไม่อาจถูกมองข้ามได้ เพราะชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สูงที่ปลาหมอคางดำอาจแพร่กระจายไปประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน

สิ่งที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือ ทัศนคติที่แตกต่างกันต่อปลาหมอคางดำในทั้งสองประเทศ ในขณะที่ในประเทศไทย ปลาชนิดนี้ถูกมองว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่ในกัมพูชา พวกมันได้รับการยอมรับในฐานะ “ปลาดำ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นของกัมพูชา สร้างรายได้และเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์อาจเข้าถึงได้ยาก มุมมองที่แตกต่างนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการรับรู้และการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

จากหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนในรายงานของ FishBase และลำดับเวลาของการพบปลาหมอคางดำในประเทศไทย จึงเป็นข้อสรุปที่มีหลักฐานชี้ชัดว่า “กัมพูชา” คือประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดรับและมีการบันทึกการมีอยู่ของปลาหมอคางดำ ก่อนที่ปลาชนิดนี้จะแพร่กระจายสู่ประเทศไทย การตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ มิได้เป็นเพียงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ชีวภาพที่น่าสนใจ หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจพลวัตของการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และอาจนำไปสู่การทบทวนนโยบายและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับภูมิภาคในอนาคต

‘อธิบดีกรมชลฯ’ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

'อธิบดีกรมชลฯ'ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

‘อธิบดีกรมชลฯ’ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

วันนี้ (21 เมษายน 2568) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ Dr.Jianbin Wang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature West solution ในโอกาสที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการ และประชุมหารือการดำเนินโครงการความร่วมมือด้าน Nature-Based Solutions (NbS) ในประเทศไทย ระหว่างกรมชลประทาน และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย ณ ห้องประชุมกรมชลประทาน ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ

– 006

ทรู ชวนรู้จักตู้ ‘ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ e-Waste Vending Machine ตู้แรกในไทย วัด CO2e แบบเรียลไทม์

ทรู ชวนรู้จักตู้ ‘ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ e-Waste Vending Machine ตู้แรกในไทย วัด CO2e แบบเรียลไทม์

ทรู ชวนรู้จักตู้ ‘ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ e-Waste Vending Machine ตู้แรกในไทย วัด CO2e แบบเรียลไทม์

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า…ทุกครั้งที่คุณทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือเก่า พาวเวอร์แบงค์​ หูฟัง สายชาร์จ ฯลฯ คุณมีส่วนช่วยในการลดโลกร้อนได้มาก-น้อยแค่ไหน?  ทรู คอร์ปอเรชั่น ชวนรู้จักตู้ “ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ” e-Waste Vending Machine ตู้แรกในไทยที่คำนวณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนให้อัตโนมัติ

และเนื่องในวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน 2568 ภายใต้ธีม Our Power, Our Planet ทรู คอร์ปอร์เรชั่น ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงจากขยะ e-Waste ชิ้นเล็กๆ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี 100% เพื่อนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

3 สเต็ปง่ายๆ ทิ้งปุ๊บ รู้ปั๊บ! ช่วยโลกได้มาก-น้อย แค่ไหน ที่ตู้ “ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ”

– เลือกชนิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) ที่นำมาทิ้ง จากประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ 6 ชนิดที่ตู้ “ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ” สามารถรองรับได้ คือ โทรศัพท์มือถือเก่า แท็บเล็ต สายชาร์จ หูฟัง แบตเตอรี่มือถือ และแบตเตอรี่สำรอง (พาวเวอร์แบงค์)

– เมื่อช่องทิ้งเปิดออก ให้วางขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) ที่จุดวาง จากนั้น ตู้จะทำการคำนวณน้ำหนักพร้อมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ที่สามารถลดได้จากการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้อัตโนมัติ

– นอกจากนี้ ยังสามารถสแกน QR code เพื่อสะสมแต้มรับของรางวัลจากทรูคอฟฟี่ แถมทุกการทิ้ง ยังได้ลุ้นรับรางวัลรักษ์โลกอีกด้วย และหากตู้รับน้ำหนักสะสมครบ 15 กิโลกรัม หรือเทียบเท่าปริมาณครึ่งหนึ่งของถัง ตู้จะแจ้งเตือนทีมงานอัตโนมัติ เพื่อให้ SK tes มารับขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีต่อไป

มาทิ้งถูกที่ ดีต่อใจกันได้เลย…สะสมแต้ม ทิ้งขยะ e-Waste ครบ 4 ครั้งที่ตู้ e-Waste Vending Machine ณ True Digital Park ฝั่ง West ชั้น 1…รับทันที คูปอง True Coffee มูลค่า 100 บาท ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2568

โรงแรม เมสัน กรุงเทพฯ เปิดม่านเฉลิมฉลองสุนทรียะแห่งศิลปะตลอดปี 2568

โรงแรม เมสัน กรุงเทพฯ เปิดม่านเฉลิมฉลองสุนทรียะแห่งศิลปะตลอดปี 2568

โรงแรม เมสัน กรุงเทพฯ เปิดม่านเฉลิมฉลองสุนทรียะแห่งศิลปะตลอดปี 2568

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

โรงแรม เมสัน กรุงเทพฯ เปิดม่านเฉลิมฉลองสุนทรียะแห่งศิลปะตลอดปี 2568 ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ดื่มด่ำไปกับโลกแห่งจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์จากศิลปินทั้ง 6 ที่เชื่อมโยงมุมมองต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 09:00 – 21:00 น. ชั้น M โรงแรม เมสัน กรุงเทพฯ (สุขุมวิท 2)

Ruthorn Rujianurak

วันที่ 21 เมษายน ถึง 21 พฤษภาคม 2568

‘Discover Nova 01: Echo Forms’ ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสความงามอันลึกซึ้งของ ‘Echo Forms’ นิทรรศการเดี่ยว จาก ทู รุธร (Ruthorn) ศิลปินผู้ถ่ายทอดความทรงจำและประสบการณ์ผ่านรูปแบบที่เป็นนามธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ นิทรรศการนี้ยังเป็นการเปิดตัวคอลเล็กชั่นพิเศษ ‘Nova 01’ จาก Nova Gallery อีกด้วย เตรียมพบกับงานศิลปะที่สะท้อนก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของคุณ

ชญานิศา ศรีวิชัยนันท์

วันที่ 26 พฤษภาคม ถึง 26 มิถุนายน 2568

เตรียมพบกับนิทรรศการที่น่าจับตามองของ ชญานิศ ศิลปินผู้สร้างสรรค์สไตล์ “Feminist Fantasy” ในแบบฉบับของ ชญานิศา ศิลปินจะนำเสนอความหมายใหม่ สัญลักษณ์ที่น่าสนใจ สู่การตีความของเรื่องราว 12 นักษัตร เตรียมพบกับผลงานที่จะกระตุ้นความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณ

Arielle Sibony (Artist Residency)

วันที่ 17 กรกฎาคม ถึง 14 สิงหาคม 2568

ร่วมเป็นสักขีพยานในกระบวนการสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด ตลอดระยะเวลา 10 วัน ที่จะนำเสนอคอลเล็กชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันโดดเด่นของโรงแรมผ่านวิสัยทัศน์ทางศิลปะระดับสากล

ศุกร์ ปัญญา

วันที่ 18 สิงหาคม ถึง 18 กันยายน 2568

ร่วมดำดิ่งสู่โลกศิลปะของวรรษศุกร์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานในสไตล์ “Thai Contemporary Style” เล่าเรื่องราวตามแบบฉบับของ “ศุกร์” ที่เปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดไปสู่เรื่องราวอันน่าสนใจ เตรียมตัวที่จะตีความ สัมผัส และเชื่อมโยงกับสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อสารผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ และมาร่วมค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในผลงานกัน

นาทัชชา ขวัญเมือง

วันที่ 6 ตุลาคม ถึง 10 พฤศจิกายน 2568

สัมผัสมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ผ่านงานศิลปะของ นาทัชชา และร่วมค้นพบการเดินทางแห่งศิลปะที่ไม่เหมือนใคร ที่มีสไตล์อันโดดเด่นรอให้คุณมาสัมผัส เตรียมพบกับผลงานที่สะท้อนถึงมุมมองที่น่าสนใจและเรื่องราวที่รอการเปิดเผย

ศุภกร คณานุโกศล

วันที่ 17 พฤศจิกายน ถึง 17 ธันวาคม 2568

ปลดปล่อยจินตนาการสู่โลกแห่ง “Art Fantasy” เตรียมพบกับผลงานที่นำเสนอการแสดงออกอันทรงพลังที่จะพาคุณหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง สู่ดินแดนแห่งความฝันและจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด ศิลปินได้สร้างสรรค์เรื่องราวเหนือจริง และทัศนียภาพอันน่าอัศจรรย์ใจ ผ่านเทคนิคและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

“Art Gallery” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนถึงความหลงใหลในศิลปะของ Maison Hotel Bangkok ตลอดปี 2568 เราได้คัดสรรผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจ เพื่อนำเสนอมุมมองของศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ ไม่ว่าคุณจะคุ้นเคยกับโลกศิลปะหรือไม่ ที่นี่เปิดโอกาสให้คุณได้ดื่มด่ำกับความหลากหลายของสไตล์ แนวคิด และเรื่องราว ที่จะจุดประกายแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ และจะทำให้การเข้าพักของคุณพิเศษยิ่งกว่าเดิม

สอบถามเพิ่มเติม Tel: 02 255 0044 , Hotel Website: https://maisonhotelbangkok.com/ , Location: https://maps.app.goo.gl/Kn8GsvAYR35hYGAp6?g_st=ic , Instagram: https://www.instagram.com/maisonhotelbangkok/ , Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=61550848539719

-(016)

สคช.การันตีมืออาชีพคนจักสานทำมือ ณ เมืองอ่างทอง จากอาชีพเสริม ต่อยอดสู่ ‘งานพรีเมี่ยมระดับสากล’

สคช.การันตีมืออาชีพคนจักสานทำมือ ณ เมืองอ่างทอง จากอาชีพเสริม ต่อยอดสู่ 'งานพรีเมี่ยมระดับสากล'

สคช.การันตีมืออาชีพคนจักสานทำมือ ณ เมืองอ่างทอง จากอาชีพเสริม ต่อยอดสู่ ‘งานพรีเมี่ยมระดับสากล’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.33 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) หรือ สคช. ร่วมกับพัฒนาชุมชนจังหวัดอ่างทอง, อบต.ตลาดใหม่ และ อบต.บางเจ้าฉ่า จังหวัดอ่างทอง เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมและงานพื้นบ้าน จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน), ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายวิชาการและรักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยา ลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นายพรชัย บุญรื่น ประธานกลุ่มสานศิลป์บางเจ้าฉ่า, นางสาวฐิติพัชร์ รวยทรัพย์ ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานหวาย ตำบลบ้านใหม่ และนางปราณี จันทวร ที่ปรึกษากลุ่มจักสานผักตบชวาบ้านบางตาแผ่น ตำบลคลองวัว อำเภอเมืองจังหวัดอ่างทอง  ลงพื้นที่จัดการประเมินสมรรถนะของบุคคล เพื่อให้การรับรองว่าผู้ประกอบอาชีพจักสานมีทักษะ ความรู้เทคนิคที่เป็นไปตามที่มาตรฐานอาชีพผู้ผลิตเครื่องจักสานสำหรับงานอนุรักษ์ ระดับ 5 และอาชีพผู้ผลิตเครื่องจักสานร่วมสมัย ระดับ 6 กำหนดไว้ (ระดับ 5 เทียบเคียงได้กับวุฒิการศึกษาระดับ ปวส. และระดับ 6 เทียบเคียงวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี)

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า วันนี้มีผู้ผ่านการประเมิน รวมทั้งสิ้น 43 คน ใน 3 อำเภอ ได้แก่ การประเมิน ณ ที่ทำการ อบต. ตลาดใหม่ อ.วิเศษชัยชาญ, การประเมิน ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลบางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมจักสานจากไม้ไผ่ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอ่างทอง มีการพัฒนางานฝีมือได้ตามความต้อง การของลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่ต้อง การความเป็นเอกลักษณ์ร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลก และจุดสุดท้ายคือ การประเมิน ณ ที่ทำการกลุ่มจักสานผักตบชวาบ้านบางตาแผ่น อ.เมือง จ.อ่างทอง

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบอาชีพร่วมประเมินทักษะ ความสามารถและโชว์ผลงานของตนเอง เพื่อการันตีความเป็นมาตรฐานของคนทำงานฝีมือ ทั้งประเภทจักสานไม้ไผ่,หวาย และผักตบชวา ซึ่งอ่างทองเป็น 1 ในจังหวัดที่มีการประกอบอาชีพจักสานที่เลื่องชื่ออีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งนอกจากที่จะการันตีมืออาชีพแล้ว สถาบันและท้องถิ่น จ.อ่างทอง ยังหวังสร้างแรงจูงใจแก่คนรุ่นใหม่ในชุมชน ให้เห็นคุณค่าของสมบัติด้านภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่มีมายาวนาน และเข้ามาร่วมกันสร้างผลงาน ต่อยอดทั้งช่องทางการจัดจำหน่าย และขยายฐานการตลาด ใช้เอกลักษณ์ท้องถิ่นนำมาผลิตให้ร่วมสมัยมากขึ้น ก่อนที่จะสูญสิ้นไปกับคนรุ่นปู่ย่าตายาย

ด้าน ดร.กรกลด  คำสุข หนึ่งในผู้เชี่ยว ชาญจากวิทยาลัยอุตสาห กรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพแก่ผู้ที่ประกอบอาชีพนั้น แสดงให้เห็นว่าคนๆนั้นมีมาตรฐานในการทำงานเทียบเท่าระดับสากล ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนไปสู่ตลาดในต่างประเทศ ก็จะช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ได้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ แต่ยังเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย มีการดีไซน์ที่โดดเด่น และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

-(016)

ATOD International Dance Competition 2025 เวทีการแข่งขันเต้นนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน

ATOD International Dance Competition 2025 เวทีการแข่งขันเต้นนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน

ATOD International Dance Competition 2025 เวทีการแข่งขันเต้นนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแข่งขันเต้นนานาชาติ 2025 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ATOD International Dance Competition 2025) โดยมีหญิงเหล็กเป็นแม่งาน ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน  ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร อาทิ ซันช่า แบงค็อก, บริษัทอินโนเวทีฟ เอเชีย จำกัด, บริษัท เถ้าแก่น้อย จำกัด (มหาชน), สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3, โรงพยาบาลศิครินทร์, บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเชอรัล โปรโมชันส์ จำกัด, โรงละครอักษรา เธียเตอร์, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด พร้อมกับอีก 84 สถาบันการเต้น โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 34 เชื้อชาติ แบบฟิล์มมิ่งล่วงหน้าส่งไปยังผู้ตัดสิน ณ ประเทศออสเตรเลีย และแบบแข่งบนเวทีที่โรงละครอักษรา จำนวนกว่าพันคน ตลอด 9 วันเต็มโดยผู้รับรางวัลคะแนนรวมสูงสุด ยังจะได้ทุนสนับสนุนไปร่วมแข่งขันเต้นนานาชาติต่อที่ประเทศออสเตรเลียในเดือนกรกฎา คม ปี 2568 และได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ โรงเรียนควีนสแลนด์บัลเลต์ ประเทศออสเตรเลีย โรงเรียนมาลูปี อินโดนีเซีย และเข้าเรียนที่คณะสิงคโปร์บัลเลต์ อีกด้วย โดยเวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตรจัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 15 –วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2568  ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน และเยาวชนผู้ได้คะแนนรวมสูงสุดดังกล่าว และได้ที่ 1 และได้รางวัลเหรียญทอง จำนวน รวม 600 คน ยังได้รับเกียรติร่วมถ่ายรูปและรับฟังโอวาทและคำกล่าวแสดงความยินดีจาก พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ เยาวชนผู้ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน คะแนนรวมสูงสุด ประเภททั่วไปไม่จำกัดหลักสูตร ได้แก่ นางสาวฬียากร อัศวนิเวศน์ และเยาวชนผู้ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน คะแนนรวมสูงสุด ประเภทหลักสูตรระบำ ได้แก่ เด็กหญิงจิญา บ่ายคล้อย 

สถาบันที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน คะแนนรวมสูงสุด ประเภททั่วไปไม่จำกัดหลักสูตร และคะแนนรวมสูง สุดประเภทหลักสูตรระบำ ได้แก่ โรงเรียนแพชชั่น ด๊านซ์ โดย นางสาวจิรชยา ตันฉายงาม    

รางวัล Young Star Award 2025 ได้แก่ เด็กหญิงคุณิตา รัตนโกเศศ จากโรงเรียนสเต็ปแดนส์, เด็กหญิงบัวบูชา เอมิลี่ โรจนเขมกุล จากโรงเรียนวอชมีแดนส์, เด็กหญิงณัฏฐกานต์ คุณากรจิตติรักษ์ จากโรงเรียน บรีธแดนส์, เด็กหญิงณัฐรินทร์ วัชรชัยภินันท์ จากโรงเรียนโพเซ่แดนส์ และ อิชานิ วาเฮกอนการ์ bง เพาดหลักสce Competition 2025จากประเทศออสเตรเลีย

‘The Coffee House by DoiTung’ คาเฟ่กาแฟสเปเชียลตี้ฝีมือคนไทย

‘The Coffee House by DoiTung’ คาเฟ่กาแฟสเปเชียลตี้ฝีมือคนไทย

‘The Coffee House by DoiTung’ คาเฟ่กาแฟสเปเชียลตี้ฝีมือคนไทย

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.40 น.

ภายใต้พื้นที่พัฒนาที่สร้างความยั่งยืนให้คนบนดอยสูง กลายเป็นแหล่งกำเนิดกาแฟสายพันธุ์พิเศษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและจิตวิญญาณของผู้ คน กาแฟดอยตุงได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากไร่สู่แก้วกาแฟในเมืองหลวง สู่การเป็นส่วนหนึ่งของแลนด์มาร์คระดับประเทศ ณ โครงการ One Bangkok (วัน แบงค็อก) พร้อมเปิดประสบการณ์เหนือระดับผ่าน The Coffee House by DoiTung (เดอะ คอฟฟี่ เฮ้าส์ บาย ดอยตุง) คาเฟ่กา แฟสเปเชียลตี้ฝีมือคนไทย ตอกย้ำความสำเร็จของกาแฟไทยบนเวทีโลก

จากจุดเริ่มต้น เมื่อครั้งที่ดอยตุงเคยเผชิญกับปัญหาการปลูกฝิ่น จนได้พลิกฟื้นผืนป่ากลายมาเป็นแหล่งปลูกกาแฟชั้นเลิศในพื้นที่โครงการพัฒ นาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ภายใต้การดำเนินงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มุ่งเน้นงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้คนในชุมชนแทนการทำสิ่งที่ผิดกฎหมายจากความไม่รู้และขาดโอกาสภายใต้ปรัชญา “คนอยู่กับป่า ป่าอยู่กับคน” ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นไร่กาแฟอาราบิก้า 100% ที่อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ควบคู่ไปกับการปลูกป่า เพื่อส่งเสริมเรื่องการปลูกกาแฟคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยโครงการฯ ส่งเสริมและรับซื้อกาแฟจากเกษตรกรจะทำหน้า ที่ในการส่งเสริมการทำเกษตรประณีตที่ต้องอาศัยความใส่ใจในการดูแลผลผลิตมากกว่าการปลูกทั่วไป ก่อนจะรับซื้อกาแฟที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการฯ ที่ต้องการพัฒนาเกษตรกรในชุมชนให้สา มารถยืนได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงการในที่สุด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของมูลนิธิอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จุดแข็งของกาแฟดอยตุงที่ได้รับการยอมรับในตลาดมาโดยตลอด คือการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการผลิต ทุกเมล็ดกาแฟสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่ามาจากครัวเรือนไหน ขายให้เมื่อใด และคุณภาพของผลผลิตเป็นอย่างไร ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกแก้วที่ถึงมือลูกค้าคือกาแฟเกรด A ทำ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและวิจัยสายพันธุ์กาแฟ กระบวนการแปรรูป และมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในความภาคภูมิใจ คือ กาแฟสายพันธุ์กาโย (GAYO) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสเปเชียลตี้เกรด และยังมีสายพันธุ์อื่นๆ อาทิ คาทูร่า (Caturra) และเบอร์บอน (Bourbon) ที่ล้วนผ่านกระบวนการปลูกและคัดสรรอย่างพิถีพิถัน จนได้รับการยอมรับจากนักชิมกาแฟมืออาชีพและเคยคว้ารางวัล Cup of Excellence ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่ให้การยกย่องเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟคุณภาพเยี่ยม ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ดอยตุงและเกษตรกรในพื้นที่แม้แต่กาแฟที่ผลิตในระดับแมสของดอยตุง ก็ยังมีคุณภาพเทียบเท่ากับกาแฟสเปเชียลตี้เกรดทั้งหมดเช่นกัน

นอกจากนี้กาแฟดอยตุงยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศพัฒนาธุรกิจกาแฟโดยคำนึงถึงความยั่งยืน และการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร อาทิ Mi Cafeto, KALDI, MUJI, มหาวิทยาลัยโตเกียว, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการปลูกและแปรรูปกาแฟมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันดอยตุงยังให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วย และล่าสุดถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจ เมื่อดอยตุงในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Bangkok ไอคอนิคของประเทศไทย ผ่านคาเฟ่หรูที่นำเสนอกาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทย ภายใต้ชื่อ The Coffee House by DoiTung บอกเล่าเรื่องราวจากดอยสูงสู่กาแฟแก้วพิเศษ ผ่านรสชาติของกาแฟสายพันธุ์พิเศษที่เริ่มต้นจากแหล่งเพาะปลูกที่ดีและการจัดการแปลงที่เป็นระบบ คัดสรรสายพันธุ์กาแฟสเปเชียลตี้หลากหลายสายพันธุ์ ควบคุมกระบวนการคั่วบดโดยผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับสากล การันตีด้วยรางวัล Cup of Excellence และการยอมรับในตลาดญี่ปุ่น รวมถึงกาแฟสเปเชียลตี้ 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่ทุ่มเทพัฒนากว่า 3 ปี เพื่อให้ได้รสชาติโดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมชงอย่างพิถีพิถันโดยบาริสต้าที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี รังสรรค์ออกมาเป็นเมนูมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดริป DoiTung Specialty Drip Coffee อาทิ Typica (Dry/Natural Process) การันตีด้วยรางวัล ICP และ SEAGCC และ Gesha (Washed Process) ที่มาพร้อม Taste Note ที่โดดเด่น หรือจะเป็น Signature Drinks อาทิ Espresso Honey Tonic, Tiramisu Latte, Biscoff Latte และ Standard Coffee Menu ที่สามารถเลือกเมล็ดกาแฟได้ถึง 3 แบบ ทั้ง House Blend และ Seasonal Blend และสำหรับคนที่ไม่ใช่คอกาแฟนอกจากพระเอกของร้านคือกาแฟดอยตุง คาเฟ่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ ให้ลองมากมาย อาทิ Pink Coconut Matcha, Chocolate เป็นต้น พร้อมยังมีอาหารและขนมรสชาติเลิศให้สั่งมาทานคู่กับเครื่องดื่มอีกด้วย ท่ามกลางบรรยากาศภายในร้านสุดคลาสสิกของอินทีเรียดีไซน์สไตล์ยุโรเปียนคาเฟ่ ทำให้ผ่อนคลายทุกช่วงเวลา เหมาะกับการนั่งจิบกาแฟชิลๆ หรือนั่งทำงาน รวมทั้งมี Private Zone สำหรับการพบปะสังสรรค์หรือการประชุมแบบกึ่งทางการ พร้อมโซน Slow Bar ให้พูดคุยกับบาริสต้า เรียนรู้เรื่องราวการเดินทางของกาแฟดอยตุงได้ทั้งวัน

สัมผัสสุดยอดรสชาติแห่งความยั่งยืน สนับสนุนชุมชน พร้อมๆ ไปกับรับประสบการณ์เหนือระดับที่ The Coffee House by DoiTung ที่สุดของร้านกาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทยได้แล้ววันนี้ที่ชั้น 3 ตึก Parade โครงการ One Bangkok เปิดทุกวัน 10:00 – 21:00 น. หรือติดตามได้ที่ IG: thecoffeehouse.doitung

040

ชมโชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

ชมโชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

ชมโชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.26 น.

เปิดประสบการณ์สุดพรีเมียมด้วย “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (Bluefin Tuna)” ส่งตรงจากญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟให้ชิมได้ไม่อั้นแบบซาซิมิจนถึงเดือนพฤษภาคมนี้เท่านั้น  ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ จัดเมนูพิเศษให้ทุกท่านที่มาทานบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็นได้ชิมและชมโชว์การแล่ “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (Bluefin Tuna) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Hon-Maguro” ซึ่งเป็นปลาทูน่าสายพันธุ์ที่มีราคาสูงที่สุด เป็นปลาทะเลเลือดอุ่นที่พบในน่านน้ำเขตอบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลก คุณภาพดีทั้งในด้านรสชาติ และเนื้อสัมผัสที่นุ่ม แล่กันสดๆ ให้ชมในวันศุกร์ที่ 9 และ 23 พฤษภาคม 2568 เป็นไฮไลท์ที่ภูมิใจนำเสนอ บริการรวมใน “บุฟเฟต์นานาชาติที่มีซีฟู้ดและซูชิพรีเมียม” ทั้งหอยนางรม ปูม้า หอยหวาน กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ฯลฯ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด รสแซบ มุมข้าวต้มกุ๊ยที่มีเครื่องเคียงกับข้าวมากมายให้เลือกอิ่มอร่อย มุม Carving Station 7 วัน 7 เมนู

ห้ามพลาดกับ ขาหมูสูตรดิเอมเมอรัลด์ ข้าวต้มปลากะพง มุมส้มตำและยำต่างๆ ซุปเห็ดทรัฟเฟิล พาสต้า ซูชิฟัวกราส์ วากิว ปลาไหลญี่ปุ่น แซลมอน นอกจากนี้ยังมี เทปปันยากิ กุ้งแม่น้ำเผา เทมปุระ ฯลฯ รวมเครื่องดื่มน้ำอัดลม ชา-กาแฟ ของหวานทั้งไทย เบเกอรี่ ไอศกรีม และผลไม้ตามฤดูกาล ระหว่างเวลา 18.00 – 22.00 น.ทุกวัน รับประกันความคุ้มค่า ในราคาท่านละ 1,700++ บาท (2,001 บาทถ้วน)

โปรโมชั่นพิเศษ!! ตลอดเดือนพฤษภาคม 2568 เหลือเพียงท่านละ 1,299++ บาท (1,529 บาทถ้วน) และ “มา 4 จ่าย 3” เท่านั้น จนถึงวันที่  31 พฤษภาคมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413-4 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop  

เก็บตกภาพบรรยากาศงานอีสเตอร์’Jungceylon Easter Furry Friends’

เก็บตกภาพบรรยากาศงานอีสเตอร์'Jungceylon Easter Furry Friends'

เก็บตกภาพบรรยากาศงานอีสเตอร์’Jungceylon Easter Furry Friends’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

เก็บตกภาพบรรยากาศงานอีสเตอร์ “Jungceylon Easter Furry Friends” ที่จัดขึ้น  ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 68 ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความสดใส น่ารักของเด็กๆ กับ “เจ้าเฟอร์รี่” แก๊งกระต่ายขนปุกปุยหลากหลายสีสัน และ 2 คู่ซี้จอมป่วน “พี่ไข่สุดซ่าส์” กับ “พี่บันนี่แสนซน” ที่มาเดินแจกรอยยิ้มสร้างความสนุกสนาน และมอบเสียงหัวเราะให้กับเด็กๆ และนักท่องเที่ยวที่มาเดินช้อปปิ้งภายในศูนย์การค้าฯ พร้อมสนุกกับกิจกรรม “เพ้นท์หน้าน้องหนู” ที่ช่วยสร้างบรรยากาศของเทศกาลอีสเตอร์ให้น่ารักครึกครื้นกับความเพลิดเพลิน และความสนุกกับการเป็นกระต่ายน้อยในจินตนาการของเหล่าเด็กๆ และสำหรับน้องๆ หนูๆ ที่ยังไม่ได้มาเก็บภาพความประทับใจแสนน่ารักกับบรรดาแก๊งเฟอร์รี่แล้วละก็ ยังสามารถมาถ่ายภาพกันได้ถึงสิ้นเดือนเมษายน 68 นี้นะคะ

Maison Valentino เปิดตัวแคมเปญ Fall 25 ผ่านแนวคิด ‘The Poetics of Everyday’

Maison Valentino เปิดตัวแคมเปญ Fall 25 ผ่านแนวคิด ‘The Poetics of Everyday’

Maison Valentino เปิดตัวแคมเปญ Fall 25 ผ่านแนวคิด ‘The Poetics of Everyday’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เราใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนรุนแรง ยุคที่ภาพต่างๆเหมือนกำลังตะโกนใส่เรา ยุคที่คำพูดถาโถมเราอย่างไม่หยุดยั้ง ความวุ่นวายที่เอ่อล้นทำให้สายตาเราพล่ามัว และนำไปสู่วิกฤตแห่งการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ

ด้วยความปั่นป่วนนี้ เราจึงจำเป็นต้องมองหาแนวทางแห่งการตระหนักรู้ เป็นจริยธรรมสำหรับสายตาที่ไม่เพียงแค่มอง และการมีอยู่ที่ไม่ใช่เพียงการอยู่ เพื่อที่จะสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด ท่วงท่าที่ดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ ที่ต่างแฝงอยู่ในกิจวัตรประจำวันวันของเรา และล้วนเชื่อมโยงเราเข้ากับการดำเนินไปของชีวิต

การเติมความพิเศษให้กับความธรรมดาในแต่ละวันและพยายามใช้ชีวิตราวกับเป็นบทกวีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องอาศัยบางสิ่งที่แปลกออกไป บางสิ่งที่เข้ามาหยุดชะงักเราจากความเร่งรีบที่จะกระทำสิ่งต่างๆ เราจำเป็นต้องเราจำเป็นต้องชะลอความเร็วและหยุดนิ่ง นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันจินตนาการถึงมุมมองที่หยุดนิ่ง นั่นคือมุมมองที่สามารถสำรวจความลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความธรรมดา กล้องที่ตั้งอยู่กับที่จับภาพการดำเนินไปของชีวิต ประตูที่เปิดออก ถนน บาร์ และการทักทายเพียงเสี้ยวนาทีที่เกิดขึ้นซ้ำๆในยามเช้าที่ดูเหมือนกันไปหมด

อเลสซานโดร มิเคเล (Alessandro Michele) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Valentino กล่าวว่า “สิ่งที่ฉันอยากจะนำเสนอคือ การเอาชนะความเฉื่อยชาของการรับรู้ การดำรงอยู่ในการเปลี่ยนแปลงอันเงียบงันของวันและเวลา การโอบรับความมหัศจรรย์ของสิ่งที่มีอยู่ด้วยจิตใจที่อ่อนโยน และการเลือกที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีชีวิต ชีวิตประจำวันไม่ใช่เพียงฉากหลังที่มีชีวิตขึ้นเพียงเมื่อมีสิ่งที่พิเศษก้าวเข้ามา หากแต่แท้จริงแล้วคือโครงสร้างลับๆที่รองรับการมีอยู่ของตัวเราบนโลกนี้ เป็นกรอบของแสงสว่างและการรับรู้ถึงความสุขที่แฝงอยู่ในสิ่งเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอะไรเลยอย่างความธรรมดาของเรา”