โจรฉกกระเป๋า รมว.ความมั่นคงสหรัฐฯ กลางร้านอาหารในวอชิงตัน สูญเงินสด พาสปอร์ต บัตรเข้า-ออกกระทรวงฯ

โจรฉกกระเป๋า รมว.ความมั่นคงสหรัฐฯ กลางร้านอาหารในวอชิงตัน สูญเงินสด พาสปอร์ต  บัตรเข้า-ออกกระทรวงฯ

22 เม.ย. 2568 09:21 น.

โจรฉกกระเป๋า รมว.ความมั่นคงสหรัฐฯ กลางร้านอาหารในวอชิงตัน สูญเงินสด พาสปอร์ต บัตรเข้า-ออกกระทรวงฯ

คริสตี โนม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ถูกขโมยกระเป๋าขณะรับประทานอาหารค่ำในร้านดังใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สูญทรัพย์สินหลายรายการ รวมถึงเงินสดกว่า 3,000 ดอลลาร์ พร้อมพาสปอร์ต และตราเข้าออกกระทรวงฯ ขณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเร่งไล่ล่าคนร้าย

วันที่ 21 เมษายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า คริสตี โนม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ตกเป็นเหยื่อโจรกรรมขณะรับประทานอาหารค่ำกับครอบครัวที่ร้าน “Capital Burger” ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเธอได้ยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชนระหว่างเข้าร่วมงานอีสเตอร์ที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่ายังไม่สามารถติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาได้

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง พบว่ากล้องวงจรปิดภายในร้านจับภาพชายผิวขาวนิรนาม สวมหน้ากากอนามัย เดินเข้ามาหยิบกระเป๋าของรัฐมนตรี ออกจากร้านไปอย่างแนบเนียน

โดยภายในกระเป๋ามีทรัพย์สินสำคัญจำนวนมาก อาทิ ใบขับขี่ ยา พาสปอร์ต กุญแจอพาร์ตเมนต์ ตราบัตรผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของกระทรวง เช็คเปล่าหลายใบ กระเป๋าเครื่องสำอาง และเงินสดราว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 110,000 บาท

โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่า รัฐมนตรีโนมเดินทางมาพร้อมกับลูกและหลานหลายคนในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ และถอนเงินสดจำนวนมากมาเพื่อใช้ในการพาครอบครัวรับประทานอาหาร ทำกิจกรรม และซื้อของขวัญในช่วงวันหยุด

ด้านหน่วยสืบราชการลับได้เริ่มการสอบสวนทันที พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวของเช็คและธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุโจรกรรมครั้งนี้.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสขอให้ฝังพระศพของพระองค์อย่างเรียบง่าย

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสขอให้ฝังพระศพของพระองค์อย่างเรียบง่าย

22 เม.ย. 2568 04:31 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสขอให้ฝังพระศพของพระองค์อย่างเรียบง่าย

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสขอให้ฝังพระศพของพระองค์อย่างเรียบง่าย ที่มหาวิหารแห่งหนึ่งนอกนครรัฐวาติกัน ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษที่พระศพของพระสันตะปาปาไม่ถูกฝังในวาติกัน

เมื่อ 21 เม.ย. 2568 สำนักวาติกันเผยแพร่คำสั่งเสียของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมายุ 88 พรรษา โดยพระองค์ปรารถนาให้ฝังร่างของพระองค์ในสุสานอย่างเรียบง่าย ในผืนดินของมหาวิหารซานตา มาเรีย มาจอรี ในกรุงโรม โดยที่ป้ายหลุมศพสลักเพียง 1 คำคือ ชื่อของพระองค์ในภาษาลาติน

“สุสานต้องอยู่ในผืนดิน อย่างเรียบง่าย ไม่มีการประดับตกแต่งเป็นพิเศษ และสลักไว้เพียงคำว่า Franciscus” โป๊ปฟรานซิสระบุในพินัยกรรมซึ่งเผยแพร่โดยสำนักวาติกัน

โป๊ปฟรานซิสระบุด้วยว่า พระองค์เลือกที่จะถูกฝังร่างไว้ที่มหาวิหารซานตา มาเรีย มาจอรี (Santa Maria Maggiore) เพราะที่แห่งนี้มีความหมายกับพระองค์เป็นการส่วนตัว เนื่องจากพระองค์ไปสวดมนต์ภาวนาที่นั่นเป็นประจำ

หากพระศพของโป๊ปฟรานซิสถูกฝังที่มหาวิหารซานตา มาเรีย มาจอรี พระองค์จะกลายเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกในรอบมากกว่า 100 ปี ที่พระศพถูกฝังนอกนครรัฐวาติกัน โดยโป๊ประบุในพินัยกรรมว่า พระองค์มีผู้อุปการะคนหนึ่งจัดการค่าใช้จ่ายในการฝังพระศพให้แก่พระองค์แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สส.รีพับลิกันโผล่คนแรก หนุนปลด “พีท เฮกเซธ” จากรัฐมนตรีกลาโหม

สส.รีพับลิกันโผล่คนแรก หนุนปลด “พีท เฮกเซธ” จากรัฐมนตรีกลาโหม

22 เม.ย. 2568 03:37 น.

สส.รีพับลิกันโผล่คนแรก หนุนปลด “พีท เฮกเซธ” จากรัฐมนตรีกลาโหม

ดอน เบคอน กลายเป็น สส.รีพับลิกันคนแรก ที่ออกมาสนับสนุนให้ปลดนายพีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมออกจากตำแหน่ง ปมทำข้อมูลรั่วไหลผ่านกลุ่มแชต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 เม.ย. 2568 ว่า นายดอน เบคอน กลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครีพับลิกันคนแรกที่ออกมาสนับสนุนการปลดนายพีท เฮกเซธ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างเปิดเผย และเกิดกรณีอื้อฉาวหลายอย่างเกี่ยวกับรัฐมนตรีรายนี้

นายเฮกเซธกำลังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีอื้อฉาวต่างๆ รวมถึงกรณีที่บรรณาธิการของสำนักข่าวแอตแลนติกถูกเชิญเข้ากลุ่มแชทของแอปพลิเคชัน Signal ด้วยความผิดพลาด จนได้เห็นการสนทนาและข้อมูลเกี่ยวกับแผนการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน โดยที่ในกลุ่มดังกล่าวมีนายเฮกเซธอยู่ด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนของกระทรวงกลาโหมถูกพักงาน และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม เกี่ยวกับการทำงานของเพนตากอน นอกจากนั้น นายเฮกเซธยังถูกแฉอีกว่า เขาส่งข้อมูลอ่อนไหวของกองทัพลงในกลุ่มแชทของแอป Signal อีกกลุ่ม ที่มีภรรยากับน้องชายของเขาอยู่ด้วย

นายเบคอนกล่าวเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นว่า “กองทัพควรภูมิใจในตัวเองเสมอในเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติการ หากรายงานเหล่านั้นเป็นความจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ล้มเหลวในด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการ และนั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

“หากเดโมแครตทำแบบนี้ เราคงเรียกร้องให้ปลดจากตำแหน่งไปแล้ว ผมไม่ชอบการเสแสร้ง เราควรให้อเมริกันเป็นที่ 1 เมื่อเป็นเรื่องความปลอดภัย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : axios

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์จากอาการสโตรกและหัวใจล้มเหลว

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์จากอาการสโตรกและหัวใจล้มเหลว

22 เม.ย. 2568 02:25 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์จากอาการสโตรกและหัวใจล้มเหลว

วาติกันเปิดเผยสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของโป๊ปฟรานซิส โดยระบุว่าพระองค์จากไปเพราะภาวะสมองขาดเลือดหรือสโตรก หลังจากหัวใจล้มเหลว

เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 21 เม.ย. 2568 สำนักวาติกันเผยแพร่แถลงการณ์ซึ่งลงนามโดยศาสตราจารย์ อันเดรีย อาร์กันเจลี ผู้อำนวยการสำนักงานสุขภาพและอนามัยแห่งนครรัฐวาติกัน ระบุว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากสมองขาดเลือด (สโตรก) หลังเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

แถลงการณ์บอกอีกว่า ยังมีอาการป่วยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการสิ้นพระชนม์ของโป๊ปฟรานซิส รวมถึงภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้, ภาวะความดันโลหิตสูงที่หลอดเลือดแดงใหญ่ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสต้องประทับที่โรงพยาบาลเจเมลลีในกรุงโรมนานถึง 5 สัปดาห์ เพื่อรักษาอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง จากนั้นพระองค์ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ส่งผลให้เกิดอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง

ทีมแพทย์ผู้ถวายการรักษาระบุว่า ระหว่างการรักษาอาการของโป๊ปฟรานซิสเคยวิกฤตจนเป็นอันตรายต่อชีวิตของพระองค์ถึง 2 ครั้ง และพวกเขาเคยพิจารณาจะหยุดการรักษาเพื่อให้พระองค์จากไป แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจฝืนรักษาต่อ โดยพยายามใช้ยากับการบำบัดทุกอย่างที่เป็นไปได้ แม้จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดความเสียหายต่ออวัยวะอื่นๆ ก็ตาม

โป๊ปฟรานซิสได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ในวันที่ 23 มี.ค. หลังจากมีอาการทรงตัวต่อเนื่อง และพระองค์เสด็จกลับไปรักษาต่อที่อาคาร “คาซา ซานตา มาร์ตา” (Casa Santa Marta) ในวาติกัน โดยโป๊ปปรากฏพระองค์หลายครั้งในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนถึงวันอีสเตอร์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โป๊ปฟรานซิสปรากฏพระองค์และมีแถลงการณ์อำนวยพรคริสตศาสนิกชนเนื่องในวันอีสเตอร์ จากระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม ก่อนที่หลายชั่วโมงต่อมาสำนักวาติกันจะประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โป๊ปฟรานซิส เรียกร้องยุติสงคราม พระราชดำรัสวันอีสเตอร์ครั้งสุดท้าย

โป๊ปฟรานซิส เรียกร้องยุติสงคราม พระราชดำรัสวันอีสเตอร์ครั้งสุดท้าย

22 เม.ย. 2568 00:18 น.

โป๊ปฟรานซิส เรียกร้องยุติสงคราม พระราชดำรัสวันอีสเตอร์ครั้งสุดท้าย

โป๊ปฟรานซิสทรงเรียกร้องให้ยุติสงครามในฉนวนกาซา ยูเครน และซูดาน ในพระราชดำรัสวันอีสเตอร์ครั้งล่าสุด ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์

ในพิธีกรรมวันอีสเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสปรากฏพระองค์จากระเบียงหลักของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เพื่อมอบคำอวยพรเนื่องในวันอีสเตอร์ให้แก่คริสตศาสนิกชนจำนวนนับพันนับหมื่นคนซึ่งมารวมตัวกันที่จัตุรัส และอีกหลายล้านคนทั่วโลก

แต่พระวรกายของโป๊ปฟรานซิส ซึ่งเพิ่งออกโรงพยาบาลได้ไม่นาน หลังรับการรักษาโรคปอดบวมมาหลายสัปดาห์ ยังคงอ่อนแรงจนอ่านแถลงการณ์ที่เตรียมมาได้เพียงไม่กี่ประโยค พระองค์จึงให้ผู้ช่วยอ่านแถลงการณ์แทน โดยทรงขอให้ประชาชนเฉลิมฉลองกับชีวิต ท่ามกลางเสียงครวญแห่งความตายที่กำลังดังขึ้นทั่วโลก

โป๊ปฟรานซิสทรงรับตำแหน่งประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกในปี 2556 ในยุคที่โลกสงบสุขกว่านี้ รัสเซียยังไม่ควบรวมไครเมีย สงครามกลางเมืองในซีเรียยังคงนองเลือดแต่ไม่ได้ลากมหาอำนาจเข้าร่วม การอพยพเข้าสู่ยุโรปยังไม่ถูกมองว่าเป็นวิกฤต

ในแถลงการณ์วันอีสเตอร์ โป๊ปฟรานซิสระบุชื่อ 11 ประเทศและ 6 ดินแดนที่ตอนนี้ถูกทำลายเพราะความขัดแย้งในขณะที่โลกกำลัง

“ช่างเป็นความกระหายต่อความตาย ต่อการฆ่าฟันที่มากมายเหลือเกิน ในแต่ละวันเราได้เห็นความขัดแย้งมากมายเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ในโลกของเรา … การดูถูกเหยียดหยามมากมายแค่ไหนกันที่เกิดขึ้นกับผู้เปราะบาง ผู้ถูกละเลย และผู้อพยพทั้งหลาย!” แถลงการณ์ของโป๊ปฟรานซิสระบุ

พระองค์ยังมอบอวยพรให้แก่ชุมชนชาวคริสต์ในเลบานอนและซีเรีย ขอให้มีการหารืออย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขภาวะอดอยากในเยเมน ขอให้สันติสุขเกิดในซูดานและซูดานใต้ ทรงสวดมนต์ภาวนาให้แก่ผู้เคราะห์ร้ายจากความรุนแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และว่าการหยุดยิงที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมียนมา คือสัญญาณแห่งความหวังเล็กๆ

โป๊ปฟรานซิสยังขอให้เกิดความสันติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในยูเครน และประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา “ความขัดแย้งอันเลวร้ายยังคงทำให้เกิดการเสียชีวิตและการทำลายล้าง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

วาติกันเตรียมตั้งพระศพโป๊ปฟรานซิส ให้ผู้คนถวายความเคารพในวันพุธนี้

วาติกันเตรียมตั้งพระศพโป๊ปฟรานซิส ให้ผู้คนถวายความเคารพในวันพุธนี้

21 เม.ย. 2568 23:19 น.

วาติกันเตรียมตั้งพระศพโป๊ปฟรานซิส ให้ผู้คนถวายความเคารพในวันพุธนี้

สำนักงานวาติกันเริ่มเผยแพร่กำหนดการต่างๆ เกี่ยวกับขั้นตอนพิธีศพของพระสันตะปาปาฟรานซิสออกมาแล้ว โดยจะเริ่มตั้งพระศพให้ประชาชนได้ถวายความเคารพในวันพุธนี้

เมื่อ 21 เม.ย. 2568 สำนักวาติกันออกแถลงการณ์ระบุว่า พระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) จะถูกเชิญลงบรรทมในหีบพระศพในเวลา 20.00 น. วันจันทร์ที่ 21 เม.ย. 2568 นี้ตามเวลาท้องถิ่น ที่อาคาร โดมุส แซงเต มาร์เธ (Domus Sanctae Marthae)

พระคาร์ดินัล เควิน โจเซฟ ฟาร์เรลล์ กาแมร์เลนโกแห่งคริสตจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ตอนนี้เป็นรักษาการผู้นำวาติกันชั่วคราว จะเป็นผู้รับผิดชอบยืนยันการสิ้นพระชนม์ของโป๊ปฟรานซิส และอัญเชิญพระศพลงบรรทมในหีบพระศพ โดยที่ครอบครัวของโป๊ปและเจ้าหน้าที่อาวุโสคนอื่นๆ ของวาติกันจะเข้าร่วมในพิธีด้วย

ต่อมานายมัตเตโอ บรูนี ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายสื่อของวาติกันเปิดเผยว่า วาติกันจะตั้งพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถวายความเคารพ ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร ในเช้าวันพุธที่ 23 เม.ย. 2568

โดยคาดกันว่าพระศพของโป๊ปฟรานซิสจะประดิษฐานอยู่ในหีบพระศพ แทนการตั้งบนแท่นสูงแบบดั้งเดิม สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงเน้นความเรียบง่าย

หลังจากนี้จากธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา พระราชพิธีพระศพจะจัดขึ้นราว 4 – 6 วันหลังการสิ้นพระชนม์ ตามด้วยพิธีกรรมเพิ่มเติมอีก 9 วันในโบสถ์ต่าง ๆ ทั่วกรุงโรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

21 เม.ย. 2568 17:59 น.

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

  • คริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “Sede Vacante” (อาสนวิหารว่าง) หรือการที่ตำแหน่งพระสันตะปาปาว่างลง ซึ่งพระคาร์ดินัลอาวุโสจะเข้ามารับหน้าที่ดูแลภารกิจประจำวัน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่
  • camerlengo ยังได้รับมอบหมายให้ทำลาย “แหวนชาวประมง” ซึ่งเป็นแหวนตราประทับทองคำที่หล่อขึ้นเป็นพิเศษสำหรับพระสันตะปาปาองค์ใหม่แต่ละพระองค์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ในการปิดผนึกเอกสาร เดิมทีการทำลายแหวนดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่ในปัจจุบัน การทำลายแหวนต่อหน้าพระคาร์ดินัลในการประชุม Sede Vacante ครั้งแรก เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของพระสันตะปาปา
  • การประชุมลับของพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกพระสันตปาปา หรือที่เรียกว่า Conclave มาจากคำภาษาละติน 2 คำ ได้แก่ Cum (ด้วย) และ Clave (กุญแจ) หรือแปลว่า “ด้วยกุญแจ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระคาร์ดินัลต้องอยู่ภายในห้องจนกว่าจะเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ได้

การสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปาฟรานซิสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้ฟื้นคืนประเพณีเก่าแก่ที่สืบต่อกันมายาวนานให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่โดยพระคาร์ดินัล แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม โดยกระบวนการดังกล่าวจะดำเนินไปดังต่อไปนี้

เมื่อพระสันตปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ ตามที่สำนักวาติกันประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกจะเริ่มพิธีกรรมอันซับซ้อนที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดของตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์หนึ่ง และนำไปสู่การเริ่มต้นของตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป

Sede Vacante

คริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “Sede Vacante” (อาสนวิหารว่าง) หรือการที่ตำแหน่งพระสันตะปาปาว่างลง ซึ่งพระคาร์ดินัลอาวุโสจะเข้ามารับหน้าที่ดูแลภารกิจประจำวัน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่

ซึ่งก็คือพระคาร์ดินัล ซึ่งเรียกกันว่า “คาเมอร์เลงโก” (Camerlengo) หรือ เลขาธิการพระราชวังพระสันตะปาปา ในกรณีนี้คือพระคาร์ดินัล เควิน ฟาร์เรลล์ ชาวไอริช-อเมริกัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยโป๊ปฟรานซิส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019

เขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงคนเดียวในลำดับชั้นของคริสตจักรที่ยังคงดำรงตำแหน่ง โดยพระคาร์ดินัลคนอื่นๆ ทั้งหมดต้องลาออกหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา ตามธรรมเนียมแล้ว บทบาทหลักของเขาคือการรับรองการสิ้นพระชนม์ ซึ่งเมื่อทำสำเร็จแล้ว เขาจะเคาะหน้าผากของพระสันตะปาปาสามครั้งด้วยค้อนเงินพิเศษ และเรียกชื่อเกิดของพระองค์

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

camerlengo ยังได้รับมอบหมายให้ทำลาย “แหวนชาวประมง” (Fisherman’s Ring) ซึ่งเป็นแหวนตราประทับทองคำที่หล่อขึ้นเป็นพิเศษสำหรับพระสันตะปาปาองค์ใหม่แต่ละพระองค์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ในการปิดผนึกเอกสาร เดิมทีการทำลายแหวนดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่ในปัจจุบัน การทำลายแหวนต่อหน้าพระคาร์ดินัลในการประชุม Sede Vacante ครั้งแรก เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของพระสันตะปาปาเท่านั้น

แหวนชาวประมงวงแรกปรากฎขึ้นเมื่อปี 1265 ในสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 4 (Pope Clement IV) สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 183 ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของวาติกันที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พระคาร์ดินัลผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในการประชุมเลือกสมเด็จพระสันตะปาปา (The Papal Conclave) ของการประชุมคณะพระคาร์ดินัล จะได้รับแหวนทองซึ่งสลักรูปนักบุญปีเตอร์ สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์แรกในอิริยาบถกำลังเหวี่ยงแหจับปลา สลักคู่กับพระนามของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ปัจจุบันไว้ที่บริเวณหัวแหวน

ในอดีตแหวนชาวประมงนี้นอกจากจะเป็นตราประจำพระองค์สมเด็จพระสันตะปาปาแล้ว ยังถูกใช้เพื่อเป็นตราประทับบนเอกสารควบคู่กับการลงลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาอีกด้วย และเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ลง วาติกันจะมีการประกอบพิธีทำลายแหวน โดยคาเมอร์เลงโก ด้วยการใช้ฆ้อนทุบทำลายแหวนให้ยุบตัวลง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์นั้น นอกจากนี้ พิธีทำลายแหวนยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการป้องกันการแอบอ้างนำตราประจำพระองค์ไปใช้โดยมิชอบอีกด้วย กระทั่งในปี 1842 แหวนไม่ได้ถูกใช้เพื่อเป็นตราประทับอีกต่อไป เนื่องจากมีการจัดทำตราประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาขึ้นมาต่างหาก แต่ยังคงเป็นแหวนประจำพระองค์แห่งพระสันตะปาปา

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

พิธีเน้นความเรียบง่าย


พระคาร์ดินัลจากทั่วโลกจะจัดการประชุมที่เรียกว่า “การประชุมใหญ่” หรือการชุมนุมของผู้แทนนิกายเยซูอิตจากทั่วทุกมุมโลก พวกเขาจะตัดสินใจเกี่ยวกับวันที่ฝังพระศพ ซึ่งจะต้องจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 หลังจากการสิ้นพระชนม์ และเกี่ยวกับการจัดงาน “novemdiales” (ภาษาละตินแปลว่า “เก้าวัน”)  ซึ่งเป็นเวลา 9 วันแห่งการไว้ทุกข์

พระสันตะปาปาฟรานซิสที่สิ้นพระชนม์ จะได้รับการฝังพระบรมศพในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในนครวาติกัน แต่พระองค์ขอให้ฝังพระบรมศพในมหาวิหารซานตามาเรียมัจจอเร ในกรุงโรม

พระศพของพระองค์จะถูกบรรจุไว้ในโลงศพเดียวที่ทำจากไม้และสังกะสี ซึ่งถือเป็นการแหกกฎเดิม โดยพระสันตะปาปาองค์ก่อนๆ จะถูกบรรจุในโลงศพ 3 โลงที่ทำจากไม้สน ตะกั่ว และต้นเอล์ม โดยวางซ้อนกัน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงพิธีศพสะท้อนถึงบทบาทของพระสันตปาปาฟรานซิสในฐานะ “ศิษยาภิบาลและสาวกของพระคริสต์ ไม่ใช่ของบุคคลที่มีอำนาจในโลกนี้” ได้ดีกว่า 

โลงพระศพของพระสันตปาปาฟรานซิสจะถูกจัดวางไว้เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้สักการะในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เป็นการยุติการวางโลงพระศพของพระสันตปาปาบนแท่นยกสูง ซึ่งมีเบาะรองนั่งตามประเพณี

การประชุมเลือกพระสันตะปาปา

การประชุมใหญ่ยังเป็นวิธีที่ดีในการคัดกรอง “ปาปาบิลิ” หรือทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งของพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยการประชุมใหญ่สามัญจะกำหนดวันประชุมลับเพื่อเลือกพระสันตะปาปา ซึ่งจะเริ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15 วัน และไม่เกิน 20 วัน หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา

ภายใต้ระบบที่ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 13 การประชุมลับของพระคาร์ดินัล จะให้พระคาร์ดินัลที่มีอายุต่ำกว่า 80 ปี ประชุมกันเป็นการส่วนตัวเพื่อเลือกพระสันตะปาปาองค์ต่อไปจากบรรดาพระคาร์ดินัลด้วยกัน

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

ปัจจุบันมี “ผู้เลือกตั้งพระสันตะปาปา” ที่เรียกว่า “คาร์ดินัล” 135 คน โดย 108 คนได้รับการแต่งตั้งโดยพระสันตะปาปาฟรานซิส ในจำนวนนี้ 53 คน มาจากยุโรป 20 คน มาจากอเมริกาเหนือ 18 คน มาจากแอฟริกา 23 คนมาจากเอเชีย 4 คนมาจากโอเชียเนีย และ 17 คนมาจากอเมริกาใต้

การประชุมลับของพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกพระสันตปาปา หรือที่เรียกว่า Conclave มาจากคำภาษาละติน 2 คำ ได้แก่ Cum (ด้วย) และ Clave (กุญแจ) หรือแปลว่า “ด้วยกุญแจ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระคาร์ดินัลต้องอยู่ภายในห้องจนกว่าจะเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ได้

ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา Conclave ทั้งหมดจัดขึ้นที่โบสถ์น้อยซิสทีน ซึ่งเป็นอัญมณีแห่งยุคเรอเนซองส์ที่ประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงของไมเคิลแองเจโล

พระคาร์ดินัลผู้เลือกตั้งไม่อาจติดต่อหรือสนทนากับใครก็ตามนอกที่ประชุม ไม่ว่าจะทางไปรษณีย์ วิทยุ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย หรือวิธีอื่นใด และการแอบฟังถือเป็นความผิดซึ่งจะต้องถูกลงโทษด้วยการขับออกจากคริสตจักรโดยอัตโนมัติ (latae sententiae) มีเพียงพระคาร์ดินัลผู้เลือกตั้งสามคนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สื่อสารกับโลกภายนอกกรณีที่เกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรง

จะมีการลงคะแนนเสียง 2 ครั้งในตอนเช้า และ 2 ครั้งในตอนบ่ายของทุกวัน จนกว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใดคนหนึ่งจะได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3

เมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมแต่ละครั้ง บัตรลงคะแนนเสียงจะถูกเผาในเตาข้างโบสถ์ ทำให้มีควันลอยขึ้นมาเหนือพระราชวังอัครสาวก

ควันจะเปลี่ยนเป็นสีดำหลังจากลงคะแนนเสียงไม่ผ่านในแต่ละครั้ง และจะเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อลงคะแนนเสียงผ่าน
ระฆังของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์จะดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาว

หลังพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์ จะมีการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่อย่างไร?

Habemus papam!

เมื่อได้รับเลือกแล้ว พระสันตะปาปาองค์ใหม่จะถูกนำเข้าไปในห้องเก็บเครื่องหอมขนาดเล็กที่โบสถ์น้อยซิสติน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “sala delle lacrime” หรือห้องแห่งน้ำตา ซึ่งพระองค์สามารถไตร่ตรองถึงอนาคตของพระองค์ได้

คณบดีคณะพระคาร์ดินัล ซึ่งปัจจุบันคือพระคาร์ดินัลโจวานนี บัตติสตา เร จะถามพระสันตะปาปาองค์ใหม่ว่าพระองค์ยอมรับการได้รับเลือกหรือไม่ และพระองค์ต้องการใช้ชื่อใด จากนั้นพระองค์ก็จะกลายเป็นบิชอปแห่งโรมและพระสันตะปาปาทันที

พระสันตะปาปาองค์ใหม่ได้รับการช่วยเหลือให้สวมอาภรณ์ของพระองค์ (เตรียมชุดไว้สามชุด โดยแต่ละชุดมีขนาดแตกต่างกัน) และพระคาร์ดินัลก็ถวายความเคารพพระองค์ทีละคน

ไม่นานหลังจากนั้น พระองค์ก็ปรากฏตัวบนระเบียงของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์จากนั้น พระองค์ก็ทรงให้พร Urbi et Orbi อันเป็นพรสำคัญที่ประทานให้ในวาระสำคัญๆ ทั้งนี้ Urbi et Orbi มีความนัยหมายถึงกรุงโรมและโลก อันเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ในฐานะบิชอปแห่งโรมและประชุมแห่งศาสนจักร

คาร์ดินัลมัคนายกอาวุโส ซึ่งปัจจุบันคือเรนาโต ราฟฟาเอเล มาร์ติโน จะกล่าวประโยคที่มีชื่อเสียงเป็นภาษาละตินว่า “Habemus Papam!” (เรามีพระสันตะปาปาแล้ว!).

ที่มา FRANCE 24

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

22 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกรมการข้าว ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม และประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

โดยที่ประชุมได้ร่วมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานภายในกรมการข้าว และติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตามแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปี 2568 ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 รวมไปถึงติดตามความคืบหน้างานด้านการก่อสร้างในระดับภูมิภาค โดยอธิบดีกรมการข้าวได้เน้นย้ำให้การจัดซื้อจัดจ้างต้องไปเป็นตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบ ตลอดจนการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการข้าวจะต้องปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาเป็นหลักอีกด้วย

-(016)

‘สมุทรสาคร’ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

'สมุทรสาคร'ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

‘สมุทรสาคร’ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

22 เมษายน 2568 ที่บริเวณคลองพิทยาลงกรณ์ ท่าเทียบเรือประมง โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศจังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัด พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดเทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม 

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งที่ผ่านมา จังหวัดสมุทรสาคร มีการกำจัดปลาหมอคางดำแล้ว จำนวน 1,937,998 กิโลกรัม ภายใต้แผนปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำของกรมประมง ทั้งหมด 7 มาตรการ โดยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ภายใต้มาตรการที่ 7 เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ อนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับสัตว์น้ำที่นำมาปล่อยในครั้งนี้ เป็นพันธุ์กุ้งกุลาดำจำนวน 500,000 ตัว จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร และยังมีเกษตรกรชาวประมงได้นำลูกปูม้า และปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง จากโครงการธนาคารปูมาร่วมปล่อย เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในคลองพิทยาลงกรณ์และคลองสาขา ให้ประชาชนในพื้นที่ได้อาศัยเป็นแหล่งทำมาหากินต่อไป 

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำของกรมประมง ทั้ง 7 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการที่ 1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด มาตรการที่ 2.การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง มาตรการที่ 3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ มาตรการที่ 4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน มาตรการที่ 5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ มาตรการที่ 6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ มาตรการที่ 7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ

.025

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ ของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นางสาวเกษร จำปา ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการสำรวจและทำแผนที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ ของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายรัตนะ สวามีชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ ผู้แทนสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สํานักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

– 006