ด่วน ! สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สิ้นพระชนม์แล้ว

ด่วน ! สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สิ้นพระชนม์แล้ว

21 เม.ย. 2568 15:15 น.

ด่วน ! สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สิ้นพระชนม์แล้ว

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ยากไร้และผู้ปฏิรูปศาสนจักรคาทอลิก สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา

สำนักวาติกันประกาศข่าวเศร้า ยืนยันการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งทรงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นพระสันตะปาปาชาวลาตินอเมริกาพระองค์แรกเมื่อปี 2013 โดยพระองค์ยังทรงเป็นหนึ่งในพระสันตะปาปาที่มีพระชนมายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานแน่ชัดถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ หลังจากที่พระองค์เพิ่งเสด็จออกจากโรงพยาบาลในกรุงโรมเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เนื่องจากทรงเผชิญภาวะปอดบวมขั้นรุนแรงในปอดทั้งสองข้าง

ก่อนหน้านี้ ทีมแพทย์ของพระองค์กล่าวว่า อาการของพระองค์ทรงคงที่แล้ว ทำให้สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านพักคาซา ซานตา มาร์ตา ภายในนครวาติกันได้ โดย 2 สัปดาห์หลังจากออกจากโรงพยาบาล พระองค์ก็สร้างความปลาบปลื้มให้กับเหล่าสาธุชน ด้วยการเสด็จไปปรากฏพระองค์อย่างไม่คาดคิดที่จัตุรัสนักบุญเปโตร.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โป๊ป

เกาหลีใต้เร่งปราบ สินค้าต่างประเทศสวมป้าย เมดอิน โคเรีย หวังเลี่ยงภาษีทรัมป์

เกาหลีใต้เร่งปราบ สินค้าต่างประเทศสวมป้าย เมดอิน โคเรีย หวังเลี่ยงภาษีทรัมป์

21 เม.ย. 2568 14:43 น.

เกาหลีใต้เร่งปราบ สินค้าต่างประเทศสวมป้าย เมดอิน โคเรีย หวังเลี่ยงภาษีทรัมป์

เกาหลีใต้เร่งปราบปรามการปลอมแปลงสินค้าต่างชาติ สวมป้ายเป็นสินค้าผลิตจากเกาหลี เพื่อเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มาจากจีน

หน่วยงานศุลกากรเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 21 เม.ย. ว่าจากการสอบสวนพิเศษได้ตรวจพบการละเมิดแหล่งกำเนิดสินค้ามูลค่ารวม 29.5 พันล้านวอน หรือกว่า 964 ล้านบาท ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดย 97% ของการละเมิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ 

โดยเมื่อเปรียบเทียบกับทั้งปี 2024 ที่ผ่านมานั้น มีมูลค่าการละเมิดรวมอยู่ที่ 34.8 พันล้านวอนหรือราว 939.6 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 62% เป็นสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระบุว่า อาจมีความพยายามเพิ่มขึ้นจากบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะจากจีน ที่พยายามใช้เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ และมีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ เพื่อเป็นช่องทางเลี่ยงภาษีและข้อจำกัดต่างๆ หลังจากที่ทรัมป์ได้เริ่มกำหนดอัตราภาษีสูงกับสินค้าหลายประเภทและประเทศต่างๆ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม

โดยในเดือนนี้ ทรัมป์ได้กำหนดภาษี 25% กับเกาหลีใต้ ก่อนจะระงับไว้ก่อนเป็นเวลา 3 เดือน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีกับจีนสูงถึง 145% จากการตอบโต้กันไปมาระหว่างสองประเทศ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าการตอบโต้ดังกล่าวได้กระทบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ผลการสอบสวนล่าสุดพบว่า มีวัสดุแคโทดซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน มูลค่า 3.3 พันล้านวอน ถูกนำเข้าจากจีนและส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยปลอมแปลงว่าเป็นสินค้าจากเกาหลีใต้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม ก่อนที่นโยบายภาษีของทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ 


นอกจากนี้ในเดือนมีนาคม พบว่ามีกล้องวงจรปิดมูลค่า 19.3 พันล้านวอน ถูกนำเข้าจากจีนในรูปแบบชิ้นส่วน แล้วนำมาประกอบใหม่ในเกาหลีใต้เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของสหรัฐฯ ต่ออุปกรณ์สื่อสารจากจีน ซึ่งล่าสุดทางศุลกากรเกาหลีใต้ได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบและป้องกันการส่งออกที่ผิดกฎหมาย และมีแผนจะจัดทำมาตรการตอบสนองที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องบริษัทในประเทศแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ลดโทษจำคุกเหลือ 30 ปี เจ้าแม่อสังหาฯ เวียดนาม คดีฟอกเงิน 5.63 แสนล้าน

ลดโทษจำคุกเหลือ 30 ปี เจ้าแม่อสังหาฯ เวียดนาม คดีฟอกเงิน 5.63 แสนล้าน

21 เม.ย. 2568 14:04 น.

ลดโทษจำคุกเหลือ 30 ปี เจ้าแม่อสังหาฯ เวียดนาม คดีฟอกเงิน 5.63 แสนล้าน

นางเจือง มี ลาน เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์เวียดนามชาวเวียดนามที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ในคดีฟอกเงินมูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.63 แสนล้านบาท ได้รับการลดโทษเหลือ 30 ปีในการอุทธรณ์ หลังจากที่เธออ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “อุบัติเหตุ”

นางเจือง มี ลาน เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์เวียดนามชาวเวียดนามที่ถูกจำคุกตลอดชีวิต ในคดีฟอกเงินมูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.63 แสนล้านบาท ได้รับการลดโทษเหลือ 30 ปีในการอุทธรณ์ หลังจากที่เธออ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “อุบัติเหตุ”

นางเจือง มี ลาน เคยแพ้คดีฟ้องร้องโทษประหารชีวิตในคดีอื่น ซึ่งเธอถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ในข้อหายักยอกเงินกู้เป็นมูลค่ากว่า 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาท จากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล (Saigon Commercial Bank) ซึ่งถือเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับที่ 5 ของเวียดนาม และการยักยอกทรัพย์มูลค่า 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 9.88 แสนล้านบาท

ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าไม่มีเหตุผลในการลดโทษของเธอ แต่กล่าวว่าเธอสามารถหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตได้หากเธอส่งคืนทรัพย์สินที่ขโมยมาจำนวน 3 ใน 4 

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (21 เม.ย.) ศาลอุทธรณ์ในนครโฮจิมินห์ตัดสิว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เธอได้รับในคดีอาญาสามกระทงในการพิจารณาคดีครั้งที่สองในเดือนตุลาคม จะลดลงเหลือ 30 ปี ในการกล่าวต่อศาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางลานบรรยายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “อุบัติเหตุ”

นางลานวัย 68 ปีถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฟอกเงิน 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค้าขายข้ามพรมแดนผิดกฎหมาย 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เธอยังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงพันธบัตรเป็นมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างการพิจารณาคดี ศาลได้ตัดสินว่านางลานเป็น “ผู้วางแผนที่ก่ออาชญากรรมโดยใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายแรงเป็นพิเศษ”

ในการพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2024 นางลานถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานยักยอกเงิน 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อัยการกล่าวว่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงดังกล่าวมีมูลค่ารวม 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของเวียดนามในปี 2023

นางลานถือหุ้นธนาคาร SCB เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ในเอกสาร แต่ศาลสรุปว่าเธอควบคุมมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างมีประสิทธิผลผ่านครอบครัว เพื่อน และพนักงาน ทำให้ผู้คนหลายหมื่นคนที่ลงทุนเงินออมในธนาคารสูญเสียเงิน และทำให้เกิดการประท้วง.

ที่มา  CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

คลื่นยักษ์ออสเตรเลียซัดคนลงทะเล ดับแล้วกว่า 7 ศพ

คลื่นยักษ์ออสเตรเลียซัดคนลงทะเล ดับแล้วกว่า 7 ศพ

21 เม.ย. 2568 11:56 น.

คลื่นยักษ์ออสเตรเลียซัดคนลงทะเล ดับแล้วกว่า 7 ศพ

เด็กชายวัย 9 ขวบที่ติดอยู่ระหว่างก้อนหินบนชายหาดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ กลายเป็นผู้เสียชีวิตคนที่ 7 ที่จมน้ำในออสเตรเลียในช่วงสุดสัปดาห์อีสเตอร์ หลังคลื่นขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง

เด็กชายวัย 9 ขวบที่ติดอยู่ระหว่างก้อนหินบนชายหาดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ กลายเป็นผู้เสียชีวิตคนที่ 7 ที่จมน้ำในออสเตรเลียในช่วงสุดสัปดาห์อีสเตอร์ โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากคลื่นสูงซัดผู้คนที่อยู่บนก้อนหินลงสู่มหาสมุทร และมีผู้สูญหาย 2 ราย

สตีเวน เพียร์ซ ซีอีโอของ Surf Live Saving ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่ กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ ABC ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์จมน้ำที่ “เลวร้ายที่สุด” เท่าที่เคยมีการบันทึกมาในช่วงสุดสัปดาห์วันอีสเตอร์ เพียร์ซกล่าวว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ควรเป็นสุดสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความรื่นเริงและกิจกรรมทางศาสนา แต่กลับเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก

ทีมฉุกเฉินสามารถกู้ร่างของเด็กชายกลับมาได้ที่ชายหาดเมืองเซาท์ เวสต์ ร็อก ซึ่งอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ไปทางเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร แต่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนหน้านี้ในวันที่ 20 เม.ย. เฮลิคอปเตอร์พบพ่อและลูกชายลอยอยู่ในน้ำใกล้หาดวัตตามอลลา ทางใต้ของซิดนีย์ ลูกชายวัย 14 ปีได้รับการช่วยชีวิต แต่ในเวลาต่อมาพบว่าพ่อของเด็กเสียชีวิต ขณะเดียวกัน ตำรวจในรัฐวิกตอเรียยังคงค้นหาชายวัย 41 ปีที่หายตัวไปใกล้กับเมืองซานเรโมเมื่อวันศุกร์

องค์กร Surf Live Saving รัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้วมากกว่า 150 รายนับตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. ซึ่งเป็นวันศุกร์ประเสริฐ นายเพียร์ซกล่าวว่า ปัจจัยต่างๆ  เช่น อุณหภูมิที่สูง ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และคลื่นทะเลที่อันตรายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของนิวเซาท์เวลส์และรัฐวิกตอเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น แม้ว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นในวันจันทร์ แต่ทางการก็ขอให้ผู้ที่เดินทางไปตามชายฝั่งใช้ความระมัดระวัง

แอนโธนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัวของเหยื่อ และกล่าวว่า “ทุกคนโปรดระมัดระวัง โดยเฉพาะครอบครัวต่างๆ โปรดระวังบุตรหลานของคุณ” 

ตามรายงานขององค์กร Royal Life Saving Australia มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 323 รายทั่วประเทศในปีที่สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2024 ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงผู้เสียชีวิตในแม่น้ำและลำธาร รวมถึงชายหาด เกือบร้อยละ 40 ของการเสียชีวิต เกิดขึ้นในรัฐนิวเซาท์เวลส์.

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สื่อแฉ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ แชร์แผนถล่มฮูตีผ่านแชตที่มีคนในครอบครัว

สื่อแฉ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ แชร์แผนถล่มฮูตีผ่านแชตที่มีคนในครอบครัว

21 เม.ย. 2568 11:15 น.

สื่อแฉ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ แชร์แผนถล่มฮูตีผ่านแชตที่มีคนในครอบครัว

สื่อหลายสำนักรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดแผนปฏิบัติการโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมนเมื่อเดือนมี.ค. ผ่านกลุ่มแชตส่วนตัวบนแอปพลิเคชันซิกแนล (Signal) ซึ่งมีทั้งภรรยา น้องชาย และทนายความส่วนตัว

แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าวเปิดเผยกับรอยเตอร์ ว่านายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดแผนปฏิบัติการโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมนเมื่อเดือนมี.ค. ผ่านกลุ่มแชตส่วนตัวบนแอปพลิเคชันซิกแนล (Signal) ซึ่งมีทั้งภรรยา น้องชาย และทนายความส่วนตัว

การเปิดเผยการแชตครั้งที่สองในซิกแนล ทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ระบบส่งข้อความของเฮกเซธเพื่อแบ่งปันรายละเอียดด้านความมั่นคงที่มีความละเอียดอ่อน  โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกขับออกจากกระทรวงกลาโหมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากการสอบสวนการรั่วไหลของข้อมูลภายใน

ในแชตครั้งที่สอง เฮกเซธได้เปิดเผยรายละเอียดการโจมตีที่คล้ายกับที่นิตยสาร The Atlantic เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่เจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร ถูกเพิ่มชื่อเข้าไปในการสนทนาบนแอปซิกแนลโดยบังเอิญ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่าการแชตครั้งที่สองมีผู้เข้าร่วมประมาณ 12 คน และถูกสร้างขึ้นระหว่างขั้นตอนการยืนยันของเขาเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการบริหารมากกว่าการวางแผนทางการทหารโดยละเอียด และการสนทนาดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการโจมตีทางอากาศ

เจนนิเฟอร์ ภรรยาของเฮกเซธ อดีตโปรดิวเซอร์ของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ได้เข้าร่วมการประชุมที่ละเอียดอ่อนกับเจ้าหน้าที่กลาโหมต่างประเทศ ตามภาพที่กระทรวงกลาโหมได้โพสต์เป็นสาธารณะ โดยในระหว่างการประชุมของนายเฮกเซธมีกับรัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม พบว่าภรรยาของเขานั่งอยู่ด้านหลังเขา ส่วนพี่ชายของเฮกเซธเป็นผู้ประสานงานของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิกับกระทรวงกลาโหม

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าสื่อ “กำลังใช้ความไม่พอใจของอดีตเจ้าหน้าที่ที่ถูกปลด เป็นแหล่งที่มาเพียงแหล่งเดียวของข่าวนี้” “สื่อที่เกลียดชังทรัมป์ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการทำลายล้างทุกคนที่ยึดมั่นในวาระของประธานาธิบดีทรัมป์ เราประสบความสำเร็จมากมายสำหรับนักรบชาวอเมริกันแล้ว และจะไม่มีวันยอมแพ้”

การเปิดเผยล่าสุดเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่แดน คาลด์เวลล์ หนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของเฮกเซธ ถูกนำตัวออกจากกระทรวงกลาโหม หลังจากถูกระบุตัวตนระหว่างการสอบสวนการรั่วไหลของข้อมูลในกระทรวงกลาโหม แม้ว่าคาลด์เวลล์จะไม่เป็นที่รู้จักเท่าเจ้าหน้าที่อาวุโสคนอื่นๆ ของกระทรวงกลาโหม แต่เขามีบทบาทสำคัญสำหรับเฮกเซธ และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบุคคลสำคัญของกระทรวงกลาโหม จากข้อมูลในแชตแรกของซิกแนล

หลังจากการลาออกของคอลด์เวลล์ เจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาอย่าง ดาริน เซลนิก ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของเฮกเซธ และโคลิน แคร์โรลล์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของรองรัฐมนตรีกลาโหม สตีฟ ไฟน์เบิร์ก ก็ถูกพักงานและถูกไล่ออกเมื่อวันที่ 18 เม.ย.

ที่มา  Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกิดเหตุวางเพลิงในอาคารอพาร์ตเมนต์ กรุงโซล เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุวางเพลิงในอาคารอพาร์ตเมนต์ กรุงโซล เสียชีวิต 3 ศพ

21 เม.ย. 2568 11:09 น.

เกิดเหตุวางเพลิงในอาคารอพาร์ตเมนต์ กรุงโซล เสียชีวิต 3 ศพ

ไฟไหม้อาคารพักอาศัยสูง 21 ชั้นกลางกรุงโซล ชาวบ้านหนีตายจ้าละหวั่น ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บ 11 ราย คาดว่าคนร้ายลอบวางเพลิงด้วยการพ่นไฟเผาก่อนหนีลอยนวล ตำรวจเกาหลีใต้ระดมกำลังออกล่าตัวทั่วเมือง

วันที่ 21 เมษายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่อาคารพักอาศัยสูง 21 ชั้นในเขตบงชอนดง กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเวลา 08.17 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเช้าวันที่ 21 เมษายน โดยตำรวจระบุว่าเป็นเหตุวางเพลิงที่ก่อโดยชายชาวเกาหลีใต้อายุประมาณ 60 ปี ซึ่งใช้อุปกรณ์ดัดแปลงจากเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงให้กลายเป็นเครื่องพ่นไฟ ก่อนจะจุดไฟเผาอาคารจากชั้น 4

รายงานข่าวระบุว่า จากนั้นเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้อยู่อาศัยหลายรายพยายามหนีเอาชีวิตรอดออกทางหน้าต่าง โดยมีอย่างน้อย 3 รายพลัดตกจากอาคารเสียชีวิต ขณะที่อีก 11 คนได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้ 5 คนอาการสาหัส และ 2 คนอยู่ในกลุ่มที่กระโดดลงมาจากตึกเพื่อหนีไฟ

หลังจุดไฟเผาตึก มือวางเพลิงได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ และจนถึงขณะนี้ยังคงลอยนวล เจ้าหน้าที่ตำรวจโซลระดมกำลังออกตามล่าตัว พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั่วเมือง และเร่งสอบสวนแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยยังไม่สามารถระบุชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวได้แน่ชัด ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือมีปัญหาทางจิตหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการก่อเหตุวางเพลิงในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่ผู้คนกำลังเตรียมตัวออกไปทำงาน.

ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ หนุ่มจีนจัดงานวิวาห์กับเจ้าสาว 2 คน ขัดต่อกม.จีน

ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ หนุ่มจีนจัดงานวิวาห์กับเจ้าสาว 2 คน ขัดต่อกม.จีน

21 เม.ย. 2568 10:17 น.

ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ หนุ่มจีนจัดงานวิวาห์กับเจ้าสาว 2 คน ขัดต่อกม.จีน

หนุ่มจีนสร้างความฮือฮา ร่อนการ์ดเชิญงานแต่งงานโดยมีเจ้าสาว 2 คน ชาวเน็ตวิจารณ์ยับขัดต่อศีลธรรมและกฎหมายสมรสของจีน สุดท้ายสถานที่จัดงานทราบเรื่องจึงขอยกเลิกจัดงาน

นี่เป็นข่าวงานแต่งงานที่กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ของจีนในเวลานี้ เมื่อเจ้าบ่าวรายหนึ่งได้โพสต์การ์ดเชิญงานแต่งงานของเขาโดยมีรูปของเขาถูกเจ้าสาวยืนประกบถึง 2 คน

โดยในการ์ดระบุ เชิญแขกมาร่วมพิธีแต่งงานแบบสามคนในวันที่ 19 เมษายนและยังแนบวิดีโอของทั้งสามคนในชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวอีกด้วย

ซึ่งทันทีที่มีการเผยภาพงานแต่งแบบชายหนึ่ง หญิงสองออกมา เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นร้อนทันที โดยชาวเน็ตจำนวนมากตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามกฎหมาย และกล่าวว่าอาจละเมิดกฎหมายสมรสของจีน

เรื่องราวบานปลายไปใหญ่โต ถึงขั้นที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งเจ้าบ่าวชี้แจงว่าผู้หญิงสองคนนั้นคือ “อดีตภรรยา” และอีกคนคือ “คู่หมั้น” ของเขา จึงไม่ใช่งานแต่งแบบสามีหนึ่ง ภรรยาสอง อย่างที่เข้าใจกัน และชายคนดังกล่าวก็ออกมายืนยันในภายหลังว่า เขาจะแต่งงานเฉพาะกับคู่หมั้นของเขาเท่านั้น

เจ้าหน้าที่จึงได้ออกคำเตือน แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ เพราะทางเจ้าบ่าวและเจ้าสาวทั้งสองอ้างว่า พวกเขาเพียงแค่มาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งด้วยกันเป็นความสนุกสนานเท่านั้น เจ้าบ่าวจะจดทะเบียนสมรสกับคู่หมั้นคนปัจจุบันเพียงคนเดียว จึงถือว่ายังไม่มีความผิดทางกฎหมาย ส่วนการถ่ายรูปแต่งงานร่วมกันก็ไม่ผิดกฎหมาย พวกเขาจึงไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ ในขณะนี้

ด้านสถานที่จัดงานแต่งงานในเมืองปี้เจี๋ย ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางผู้จองสถานที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าจะเป็นงานแต่งแบบสามคน และพนักงานเพิ่งทราบเรื่องหลังจากเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล เมื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูล ทางผู้บริหารจึงตัดสินใจยกเลิกการจองก่อนถึงวันแต่งงาน 2 วัน โดยยังไม่มีรายงานว่า เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ย้ายสถานที่ไปจัดงานที่ใดหรือไม่

ทั้งนี้ กฎหมายสมรสของจีนยึดหลัก “การมีคู่ครองเพียงหนึ่งคน” เป็นหลักพื้นฐาน หากการจัดงานแต่งงานครั้งนี้เป็นการจัดฉากหรือโฆษณาเกินจริง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานรบกวนความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ และมีผลทางกฎหมายตามมาได้เช่นกัน.

ที่มา : MSN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แต่งงาน

ฝรั่งเศสจัดพิธีอีสเตอร์ที่วิหาร “นอเทรอดาม” ครั้งแรกหลังฟื้นฟูจากไฟไหม้ครั้งใหญ่

ฝรั่งเศสจัดพิธีอีสเตอร์ที่วิหาร "นอเทรอดาม" ครั้งแรกหลังฟื้นฟูจากไฟไหม้ครั้งใหญ่

21 เม.ย. 2568 09:54 น.

ฝรั่งเศสจัดพิธีอีสเตอร์ที่วิหาร “นอเทรอดาม” ครั้งแรกหลังฟื้นฟูจากไฟไหม้ครั้งใหญ่

ฝรั่งเศสจัดพิธีอีสเตอร์ ที่วิหารนอเทรอดาม ใจกลางกรุงปารีส นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากการบูรณะนานหลายปีจากเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ เมื่อปี 2019 โดยผู้ศรัทธาหลั่งไหลร่วมพิธีอย่างล้นหลาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความหวัง

วันที่ 20 เมษายน 2568 ทางการกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองอีสเตอร์นานาชาติขึ้นเป็นครั้งแรกที่มหาวิหารนอเทรอดาม (Notre-Dame Cathedral) นับตั้งแต่เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี 2019 ที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อหลังคาและยอดหอคอยของวิหารเก่าแก่แห่งนี้

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การนำของบาทหลวงใหญ่ โลรองต์ อุลริช แห่งปารีส โดยมีผู้นำและผู้ศรัทธาจากคริสต์นิกายต่าง ๆ มารวมตัวกันเพื่อร่วมสวดมนต์และแสดงพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้โถงสถาปัตยกรรมกอธิคที่เพิ่งได้รับการบูรณะใหม่อย่างวิจิตร

ทั้งนี้ มหาวิหารนอเทรอดามกลับมาเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้อีกครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 หลังใช้เวลากว่า 5 ปีในการบูรณะครั้งใหญ่ ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงสร้างหลังคา หอระฆัง และองค์ประกอบทางศิลปะทางศาสนาที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2019 โดยพิธีในวันอีสเตอร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีพในความเชื่อคริสต์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นฟูจิตวิญญาณของผู้คนและมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง.

ผู้นำอิสราเอลลั่น “ไม่มีทางเลือก” ต้องสู้ในกาซาต่อ และทำลายฮามาส

ผู้นำอิสราเอลลั่น “ไม่มีทางเลือก” ต้องสู้ในกาซาต่อ และทำลายฮามาส

21 เม.ย. 2568 07:05 น.

ผู้นำอิสราเอลลั่น “ไม่มีทางเลือก” ต้องสู้ในกาซาต่อ และทำลายฮามาส

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลลั่น ไม่มีทางเลือกนอกจากสู้ในกาซาต่อ เพื่อทำลายฮามาสให้สิ้นซาก และช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกจับเอาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 เม.ย. 2568 ว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของประเทศอิสราเอล ออกมากล่าวอีกครั้งในคืนวันเสาร์ว่า อิสราเอลไม่มีทางเลือกนอกจากต้องต่อสู้ในฉนวนกาซาต่อไป และจะไม่ยุติสงครามก่อนการทำลายกลุ่มฮามาส, ปลดปล่อยตัวประกัน และรับประกันว่าดินแดนนี้จะไม่เป็นภัยต่ออิสราเอลอีก

นายเนทันยาฮูเผยว่า กลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของอิสราเอลที่ขอให้พวกเขาปล่อยตัวประกันครึ่งหนึ่ง แลกกับการหยุดยิงชั่วคราว ขณะที่กลุ่มฮามาสระบุว่า พวกเขาจะปล่อยตัวประกันเพื่อแลกกับการที่อิสราเอลถอนทหาร และการหยุดยิงระยะยาวเท่านั้น

นายเนทันยาฮูให้คำมั่นว่า เขาจะยกระดับการกดดันกลุ่มฮามาส แม้ว่ากลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้จะยื่นข้อเสนอเพื่อปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด แลกกับการหยุดยิงถาวร แต่ฝ่ายอิสราเอลปฏิเสธ

“การยุติสงครามภายใต้เงื่อนไขยอมแพ้เช่นนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณถึงศัตรูของอิสราเอลทั้งหมดว่า การลักพาตัวชาวอิสราเอลจะสามารถทำให้อิสราเอลคุกเข่ายอมแพ้ได้”

ผู้นำอิสราเอลกล่าวย้ำด้วยว่า เขาจะทำให้แน่ใจว่า อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ นายเนทันยาฮูกำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เพียงมาจากครอบครัวของตัวประกันกับผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ยังมาจากอดีตทหารและทหารกองกำลังสำรองของอิสราเอล ที่ตั้งคำถามเรื่องสานต่อสงครามหลังอิสราเอลฉีกข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมีนาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews , the dailybeast

รบอิหร่านหากเจรจาล่ม?

รบอิหร่านหากเจรจาล่ม?

21 เม.ย. 2568 05:11 น.

รบอิหร่านหากเจรจาล่ม?

แม้รัฐบาลสหรัฐฯจะเปิดการเจรจารอบใหม่กับรัฐบาลอิหร่านเรื่องการยับยั้งโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ส่งสัญญาณให้ชาวโลกเห็นว่าต้องการใช้กระบวนการทาง การทูตระงับความขัดแย้ง

แต่กรณีนี้ก็ก่อให้เกิดคำถามเช่นกันว่า หากการทูตไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ แล้วอะไรที่จะเกิดขึ้นตามมา? เพราะในช่วงการบริหารสมัยแรกของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้แสดงความแข็งกร้าวกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ผู้นำบารัค โอบามา ปิดดีลไปเมื่อปี 2558

จากนั้นจึงตามมาด้วยปฏิบัติการลอบสังหารนายพลกอเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบหัวกะทิของอิหร่าน และขยายนโยบายคว่ำบาตรอิหร่าน ตลอดจนเสริมหน่วยรบของสหรัฐฯเข้าไปในตะวันออกกลาง

ใช่หรือไม่กับคำตอบที่ว่า เจรจาล่มเมื่อไร จะกลายเป็นเหตุผลให้สหรัฐฯใช้กำลัง?

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ความมั่นคงประเมินไว้เบื้องต้นว่า กองทัพสหรัฐฯมีแนวทางการโจมตีโครงการนิวเคลียร์อยู่ 2 ประการ หนึ่งคือเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพอากาศสหรัฐฯกับกองทัพอากาศอิสราเอล สองคือผลักดันให้กองทัพอากาศอิสราเอลจัดการโซโล่ โจมตีอิหร่านไปเลย

ในอดีตที่ผ่านมา การตอบโต้ของกองทัพอิหร่านจะมีขึ้นแบบนอกกรอบ นั่นคือการใช้เครือข่ายความมั่นคงในภูมิภาคดำเนินการโจมตี เพื่อลดความเชื่อมโยงกับอิหร่านโดยตรง เพียงแต่สถานการณ์ ณ ตอนนี้ ได้ทำให้ศักยภาพเหล่านั้นถูกบั่นทอนไปอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังติดอาวุธเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอนอยู่ในสภาพบอบช้ำอย่างหนักจากการสู้รบกับอิสราเอลเมื่อปีที่ผ่านมา กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซากลายเป็นตุ่นมุดดิน ขณะที่พันธมิตรซีเรีย ก็ถูกศัตรูของอิหร่านจัดการเปลี่ยนรัฐบาล เชิดอดีตกองกำลังรัฐอิสลาม (IS) ขึ้นมาบริหารประเทศแทน

มีแนวโน้มสูงหรือไม่ที่กองทัพอิหร่านจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองในการเผชิญหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการยากที่จะต่อกรกับอาวุธขั้นสูงอย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบพรางเรดาร์รุ่น B-2 หรือแม้กระทั่งเครื่องบินรบอเนกประสงค์พรางเรดาร์อย่างเอฟ-35 ที่ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์ทำลายเป้าหมายใต้ดินอย่างแม่นยำ

แต่แน่นอนก็ใช่ว่าจะหมดหนทางเสียทีเดียว อิหร่านยังสามารถใช้อิทธิพลกดดันชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรกับตะวันตก หรือใช้กลยุทธ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัดเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และก๊าซธรรมชาติกว่า 30% ของโลกได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งย่อมทำให้การค้าโลกวุ่นวายเข้าไปอีก!?


ตุ๊ ปากเกร็ด