DHL ระงับส่งของมูลค่าเกิน 800 ดอลลาร์ ให้ลูกค้าในสหรัฐฯ

DHL ระงับส่งของมูลค่าเกิน 800 ดอลลาร์ ให้ลูกค้าในสหรัฐฯ

21 เม.ย. 2568 04:58 น.

DHL ระงับส่งของมูลค่าเกิน 800 ดอลลาร์ ให้ลูกค้าในสหรัฐฯ

ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส ในเครือไปรษณีย์เยอรมนี ประกาศระงับการส่งพัสดุที่มีมูลค่าเกิน 800 ดอลลาร์ให้แก่ลูกค้าในสหรัฐฯ หลังทรัมป์เปลี่ยนข้อบังคับด้านศุลกากร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส” (DHL Express) ในเครือบริษัทไปรษณีย์เยอรมนี หรือ “ดอยช์ โพสต์” (Deutsche Post) ประกาศระงับการส่งพัสดุประเภทจากธุรกิจถึงผู้บริโภค สำหรับพัสดุที่มีมูลค่ามากกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ลูกค้าในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2565 เป็นต้นไป ไม่ว่าต้นทางจะมาจากที่ใดก็ตาม

ดีเอชแอลระบุว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องปรับการให้บริการเป็นเพราะ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกข้อบังคับทางศุลกากรใหม่ โดยให้สินค้าที่มีมูลค่าเกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางศุลกากรอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมที่ตรวจเฉพาะของที่มีมูลค่าเกิน 2,500 ดอลลาร์ขึ้นไป

ดีเอชแอลเผยอีกว่า การส่งพัสดุประเภทธุรกิจถึงธุรกิจจะไม่ถูกยกเลิก แต่อาจต้องเผชิญกับความล่าช้า เนื่องจากมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้กระบวนการตรวจสอบและปล่อยสินค้านานขึ้น ขณะที่การส่งพัสดุประเภทจากธุรกิจถึงผู้บริโภค ที่ของมีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้

ทางบริษัทยืนยันด้วยว่า นี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ดีเอชแอล เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ยุติการยกเว้นภาษีศุลกากร สำหรับพัสดุขนาดเล็กซึ่งส่งออกมาจากจีน ภายใต้กฎซึ่งเรียกกันว่า “ดี มินิมิส” (de minimis) คือการที่สหรัฐอนุญาตให้พัสดุหรือสินค้า ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถเข้าประเทศได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม

ภายใต้คำสั่งของนายทรัมป์ พัสดุจากจีนที่ส่งเข้าสู่สหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 90% ของมูลค่าของ หรือเก็บ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น เริ่มตั้งแต่ 2 พ.ค.นี้เป็นต้นไป และการเก็บค่าธรรมเนียมเป็น 150 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 1 มิ.ย.

ดีเอชแอลยืนยันเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พวกเขาจะยังคงส่งพัสดุทางเรือจากฮ่องกงไปยังสหรัฐฯ ต่อไป โดยจะปฏิบัติตามข้อบังคับด้านศุลกากรของสหรัฐฯ และจะทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อช่วยพวกเขาทำความเข้าใจ และปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 พ.ค.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เครื่องบินโบอิ้งถูกส่งจากจีนกลับสหรัฐฯ เซ่นปมสงครามภาษีทรัมป์

เครื่องบินโบอิ้งถูกส่งจากจีนกลับสหรัฐฯ เซ่นปมสงครามภาษีทรัมป์

21 เม.ย. 2568 03:24 น.

เครื่องบินโบอิ้งถูกส่งจากจีนกลับสหรัฐฯ เซ่นปมสงครามภาษีทรัมป์

เครื่องบิน 737 Max ถูกส่งกลับจากจีนไปยังโรงงานของบริษัทโบอิ้ง ในสหรัฐฯ ท่ามกลางการทำสงครามภาษีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบิน 737 Max ของบริษัทโบอิ้ง ถูกสายการบิน “เซียะเหมิน แอร์” (Xiamen Air) ส่งกลับไปยังฐานการผลิตของบริษัทในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เม.ย. 2568 เป็นอีกหนึ่งมาตรการตอบโต้ของจีน ในการทำสงครามภาษีกับสหรัฐฯ

โบอิ้ง 737 Max ที่ถูกส่งกลับมีการลงสีชื่อสายการบิน เซียะเหมิน แอร์ บนตัวเครื่องแล้ว โดยมันต้องเดินทางไกลถึง 8,000 กม. เพื่อยังซีแอตเทิล และต้องแวะเติมน้ำมัน 2 ครั้งที่เกาะกวมกับเกาะฮาวาย

เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นหนึ่งในโบอิ้ง 737 Max หลายลำที่รออยู่ในโรงงานประกอบเครื่องบินของโบอิ้ง ในเมืองจงซาน เพื่อรอการส่งมอบให้แก่สายการบินของจีน แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนสูงถึง 145% จนทำให้แดนมังกรตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 125%

ด้วยกำแพงภาษีดังกล่าว สายการบินของจีนที่จะรับมอบเครื่องบินจากโบอิ้งจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มปริมาณมหาศาล เนื่องจากเครื่องบิน 737 Max ลำใหม่มีราคาตามท้องตลาดอยู่ที่ราว 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการส่งเครื่องบินกลับไปยังสหรัฐฯ โดยทั้งโบอิ้งและสายการบินเซียะเหมิน ไม่ตอบรับคำขอแสดงความคิดเห็นจากสื่อ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า รัฐบาลจีนออกคำสั่งให้สายการบินในประเทศหยุดรับมอบเครื่องบินที่สั่งซื้อมาจากบริษัทโบอิ้งของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้มาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และขอให้สายการบินจีนหยุดซื้อชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินจากบริษัทของสหรัฐฯ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด ด.ญ.เคนยาวัย 14 ปี ถูกสิงโตลักไปจากบ้าน พบอีกที่กลายเป็นศพ

สลด ด.ญ.เคนยาวัย 14 ปี ถูกสิงโตลักไปจากบ้าน พบอีกที่กลายเป็นศพ

21 เม.ย. 2568 02:49 น.

สลด ด.ญ.เคนยาวัย 14 ปี ถูกสิงโตลักไปจากบ้าน พบอีกที่กลายเป็นศพ

เกิดเหตุสิงโตลักพาตัวเด็กหญิงอายุ 14 ปี ไปจากเขตที่อยู่อาศัยชานกรุงไนโรบี ของเคนยา ก่อนเจ้าหน้าที่จะตามรอยจนพบศพของเด็กหญิง แต่ยังจับตัวสิงโตที่ก่อเหตุไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 เม.ย. 2568 อ้างการเปิดเผยจากสำนักงานบริการสัตว์ป่าเคนยา (KWS) ว่า เด็กหญิงวัย 14 ปี ถูกสิงโตลากไปจากเขตกลุ่มอาคารที่อยู่อาศัยใกล้กับทุ่งเลี้ยงสัตว์ซาวันนาห์ (Savannah Ranch) ซึ่งติดกับอุทยานแห่งชาติไนโรบี

เด็กอีกคนที่เห็นเหตุการณ์เป็นผู้แจ้งเหตุกับผู้ใหญ่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของ KWS จะถูกส่งมายังที่เกิดเหตุบริเวณชานกรุงไนโรบี และตามรอยเจ้าสิงโตไปจนถึงริมแม่น้ำเอ็มบากาธี (Mbagathi) และพบศพของเด็กหญิงที่ถูกสิงโตลักพาตัวไป แต่ไม่พบสิงโตตัวที่ก่อเหตุ

อย่างไรก็ตาม KWS ระบุว่า พวกเขาได้วางกับดักและระดมทีมออกคนหาสิงโตตัวนี้แล้ว นอกจากนั้นยังใช้มาตรการป้องกันต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุโจมตีแบบนี้ขึ้นอีก

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติไนโรบีเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาพันธุ์ รวมถึง สิงโต, ควาย, ยีราฟ, เสือดาว และเสือชีตาห์ ตั้งอยู่ห่างจากย่านใจกลางกรุงไนโรบีเพียง 10 กม.เท่านั้น

อุทยานแห่งนี้มีรั้วล้อมอยู่ 3 ด้าน เพื่อไม่ให้สัตว์ป่าหลงเข้าไปในเมือง แต่เปิดพื้นที่ทางทิศใต้เอาไว้ เพื่อให้สัตว์สามารถอพยพเข้าหรือออกจากอุทยานได้ตามฤดูกาล

เนื่องจากอุทยานอยู่ใกล้กับเขตเมือง การเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับสิงโตจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสิงโตที่มาล่าปศุสัตว์หรือสัตว์เลี้ยง และกรณีสิงโตทำร้ายคนจนถึงแก่ชีวิตไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ

น.ส.พอลลา คาฮุมบู หัวหน้าองค์กรอนุรักษ์สัตว์ “WildlifeDirect” ออกมาเรียกร้องให้ KWS พัฒนาการประเมินความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น และสื่อสารเรื่องความเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของสัตว์ป่าตามเวลาจริง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง ซาวันนาห์ แรนช์ ที่เด็กหญิงอายุ 14 ปีถูกสังหาร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลอ้าง “ความเข้าใจผิด” ทำทหารยิงถล่มขบวนรถฉุกเฉินดับ 15 ศพ

อิสราเอลอ้าง “ความเข้าใจผิด” ทำทหารยิงถล่มขบวนรถฉุกเฉินดับ 15 ศพ

20 เม.ย. 2568 23:45 น.

อิสราเอลอ้าง “ความเข้าใจผิด” ทำทหารยิงถล่มขบวนรถฉุกเฉินดับ 15 ศพ

กองทัพอิสราเอลเผยผลสืบสวนเหตุทหารถล่มขบวนรถฉุกเฉินดับ 15 ศพในกาซา ระบุเป็นเพราะความเข้าใจผิดและทัศนวิสัยย่ำแย่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 เม.ย. 2568 ว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เปิดเผยผลการสืบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่ทหารของพวกเขา ยิงโจมตีขบวนรถฉุกเฉินในกาซาเมื่อเดือนก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ โดย IDF ระบุว่า “ความเข้าใจผิดเชิงปฏิบัติการ” เป็นสิ่งที่นำไปสู่เหตุสลดที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 23 เม.ย. 2568 ขบวนรถฉุกเฉินของสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) กับรถยนต์ของสหประชาชาติและรถดับเพลิงอีกอย่างละ 1 คัน ถูกทหารอิสราเอลยิงโจมตี จนทำให้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเสียชีวิต 14 ศพ เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเสียชีวิต 1 ศพ

ในแถลงการณ์ IDF ระบุว่า ทหารของพวกเขาเปิดฉากโจมตีโดยเชื่อว่าพวกเขากำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากกองกำลังฝ่ายศัตรู และผลการสืบสวนพบว่า ผู้เสียชีวิต 6 รายเป็นสมาชิกกลุ่มฮามาส และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า มีการสังหารในลักษณะเหมือนการประหารชีวิตเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม IDF ไม่ได้เปิดเผยหลักฐานใดๆ ที่บอกว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 6 รายเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาส และการโจมตีเกิดขึ้นในขณะที่ขบวนรถเปิดไฟสัญญาณบอกว่าเป็นรถฉุกเฉิน และติดป้ายหน่วยงานที่สังกัดอย่างชัดเจน

รายงานของ IDF ระบุด้วยว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ฝ่ายอิสราเอลเรียกว่า เป็น “เขตการต่อสู้ที่อันตรายและเป็นปรปักษ์” และผู้บัญชาการในพื้นที่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอย่างปัจจุบันทันด่วนและชัดเจน หลังขบวนรถขับเคลื่อนเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

IDF กล่าวโทษ “ความเข้าใจผิดเชิงปฏิบัติการ” ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของเหตุการณ์นี้ และโทษ “ทัศนวิสัยที่ย่ำแย่” ทำให้ผู้บัญชาการในพื้นที่ไม่สามารถจำแนกได้ว่าขบวนรถที่วิ่งเข้ามาใกล้เป็นรถพยาบาล ขณะที่การสังหารเจ้าหน้าที่สหประชาชาติคือการละเมิดคำสั่งระหว่างการต่อสู้

ทั้งนี้ ในตอนแรกกองทัพอิสราเอลอ้างว่า ทหารของพวกเขาตัดสินใจเปิดฉากยิงเพราะขบวนรถวิ่งเข้าหาอย่างน่าสงสัยท่ามกลางความมืดโดยไม่เปิดไฟหน้า หรือสัญญาณไฟใดๆ และเป็นการเดินรถที่ไม่ได้มีการประสานหรือตกลงกับกองทัพเอาไว้ล่วงหน้า

แต่ในเวลาต่อมา มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอหลักฐาน ซึ่งหนึ่งในผู้เสียชีวิตถ่ายเอาไว้ก่อนเกิดเหตุหลายนาที แสดงให้เห็นว่า ขบวนรถเปิดไฟหน้าและสัญญาณฉุกเฉินอย่างชัดเจน ทำให้กองทัพออกมายอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาด

กองทัพอ้างด้วยว่าที่นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ศพไปฝังไว้ใต้ผืนทรายหลังเกิดเหตุก็เพื่อปกป้องศพจากสัตว์ป่า ส่วนรถในขบวนถูกนำออกไปแล้วนำไปฝังในวันต่อมาเพื่อเปิดถนน โดยศพของเจ้าหน้าที่ถูกพบในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครน-รัสเซียโบ้ยกันยับ อ้างอีกฝ่ายยังโจมตี ละเมิดหยุดยิงวันอีสเตอร์

ยูเครน-รัสเซียโบ้ยกันยับ อ้างอีกฝ่ายยังโจมตี ละเมิดหยุดยิงวันอีสเตอร์

20 เม.ย. 2568 22:37 น.

ยูเครน-รัสเซียโบ้ยกันยับ อ้างอีกฝ่ายยังโจมตี ละเมิดหยุดยิงวันอีสเตอร์

ทางการยูเครนกับรัสเซียต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่ายังคงดำเนินการโจมตีอีกหลายร้อยครั้ง ละเมิดการหยุดยิงวันอีสเตอร์ซึ่งประกาศโดยนายปูติน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวอ้างในวันอาทิตย์ที่ 20 เม.ย. 2568 ว่า รัสเซียพยายามสร้างภาพ “หยุดยิง” ในขณะที่ยังคงมีปฏิบัติการทางทหารในหลายพื้นที่ของยูเครน และทหารของพวกเขาได้ตอบโต้ศัตรูตามความเหมาะสม

เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ (19 เม.ย.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จู่ๆ ก็ประกาศหยุดยิงในยูเครนเนื่องในวันอีสเตอร์ โดยจะเริ่มมีผลในเวลา 18.00 น. วันเดียวกันนี้ตามเวลามอสโก จนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ โดยฝ่ายยูเครนระบุว่า พวกเขาจะปฏิบัติตามหากรัสเซียหยุดโจมตีจริงๆ

อย่างไรก็ตามในเช้าวันอาทิตย์ เซเลนสกีออกมากล่าวว่า ในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการหยุดยิงวันอีสเตอร์ที่ว่า กองทัพรัสเซียมีการยิงปืนใหญ่โจมตี 387 ครั้ง และบุกจู่โจมอีก 19 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีการใช้โดรนโจมตีอีก 290 ครั้ง แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

“มอสโกพยายามสร้างภาพความน่าประทับใจของการหยุดยิงโดยรวม แต่ในบางพื้นที่ พวกเขาไม่ได้ละทิ้งความพยายามในการรุกคืบและสร้างความเสียหายแก่ยูเครน” เซเลนสกีกล่าว “ในทุกที่ นักรบของเรากำลังตอบสนองอย่างที่ศัตรูสมควรได้รับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การต่อสู้อย่างเฉพาะเจาะจง”

ด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียยืนยันว่า กองทัพของพวกเขาทั้งหมดปฏิบัติตามประกาศหยุดยิงของประธานาธิบดีปูติน และเป็นฝ่ายกองทัพยูเครนต่างหากที่ละเมิดการหยุดยิงนี้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า ทหารยูเครนยิงอาวุธโจมตีเข้าใส่ที่มั่นของทหารรัสเซีย 444 ครั้ง และโจมตีทางอากาศด้วยโดรนอีกกว่า 900 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและทำให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตในหมู่พลเรือนด้วย แต่ทางการรัสเซียไม่เปิดเผยรายละเอียด

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า การประกาศหยุดยิงอย่างกระทันหันของนายปูติน ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนจะถึงเวลาบังคับใช้ อาจไม่สามารถให้การโจมตีของทั้ง 2 ฝ่ายหยุดลงทั้งหมดในทันทีได้ แต่ฝ่ายยูเครนยอมรับเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์การต่อสู้ในพื้นที่แนวหน้าเงียบสงบลงมาก

และถึงแม้ว่านายเซเลนสกีจะกล่าวหาว่า รัสเซียยังโจมตีในบางพื้นที่ของยูเครน แต่ในช่วงเที่ยงคืนวันเสาร์ ไม่มีรายงานว่า โดรนหรือเครื่องบินรบของรัสเซียอยู่ในน่านฟ้าของยูเครนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีเพียงรายงานว่า เรือติดเครื่องยิงมิสไซล์ของรัสเซียถูกส่งไปประจำการในทะเลดำเท่านั้น

อนึ่ง คำสั่งหยุดยิงของนายปูตินเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าสหรัฐฯ จะยุติความพยายามเป็นตัวกลางผลักดันข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย แสดงให้เขาเห็นว่าต้องการสันติภาพจริงๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

เกษตรกรสองสามีภรรยาชาวอำเภอสิเกา จ.ตรัง ยึดอาชีพเลี้ยงนกกระทาขายไข่และขายนกมานานถึง 24 ปีแล้ว เคล็ดลับคือเปิดเพลงเพื่อชีวิตให้นกกระทาฟังทุกเช้า-เย็นวันละ 4-5 ชั่วโมง ทำนกอารมณ์ดี ไข่ใหญ่ไข่ดก อายุยืน ขายสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 บาท ทำยอดจองล่วงหน้าเต็มทุกวันจนคนในหมู่บ้านไม่เคยได้กิน

วันนี้ 21 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ 5 ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง นายโกมล กับ นางดรุณี ไชยบุตร สองสามีภรรยา  ซึ่งยึดอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงนกกระทาไว้กว่า 3,500 ตัว โดยในแต่ละวันสามารถเก็บไข่นกกระทาขายได้ไม่ต่ำกว่า 1,600 ฟอง ขายฟองละ 1.10 บาทหรือร้อยละ 110 บาท ทำบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งใน จ.ตรังและจังหวัดใกล้เคียง  แห่จองแน่นจนมีไม่พอขาย จนต้องสลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะไข่นกกระทาของที่นี่ ให้ลูกใหญ่ ไข่ดกและเก็บขายได้ทุกวัน

ส่วนเคล็ดลับคือการที่เกษตรกร เปิดเพลงเพื่อชีวิตให้นกกระทาฟังทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นวันละ 4-5 ชั่วโมง เพราะเชื่อว่าจะทำให้นกอารมณ์ดี ไม่ตื่นตกใจคน ไม่เครียด จึงมีอายุยืน แม้บางตัวปลดระวางไปแล้ว ก็ยังออกไข่ให้เก็บขายได้  ซึ่งเพลงที่เปิดเลือกเป็นเพลงเพื่อชีวิต เพราะเจ้าของชื่นชอบ เวลาเข้ามาเก็บไข่และให้อาหารนก ก็จะได้ฟังพร้อมกันทั้งนกทั้งคน ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและอารมณ์ดีไปด้วยกัน

ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงนกกระทาเป็นรายได้เสริมมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้ไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมในยูทูป และทดลองทำตาม ด้วยการเปิดเพลงให้นกฟัง ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด จึงเปิดเพลงให้ฟังเป็นประจำทุกวัน ทั้งยังอยู่ห่างไกลจากเพื่อนบ้าน จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวน

นอกจากนี้ เกษตรกรยังเพาะลูกนกขายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยลูกนกกระทาอายุ 1 วัน ขายตัวละ 5 บาท อายุ 15 วันตัวละ 12 บาท อายุ 40 วันตัวเมียขายตัวละ 25 บาท ตัวผู้ 10 บาท และนกปลดระวางอายุ 50 วันขึ้นไป จะขายตัวละ 13-15 บาท สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 60,000-70,000 บาท ดีกว่าการทำสวนยางพาราหลายเท่า  ส่วนมูลนก ใช้ทำปุ๋ยในสวนผัก สวนมะนาว และสวนผลไม้ต่าง ๆ โดยมีไม่พอขาย ซึ่งเกษตรกรรายใดสนใจติดตามได้ทาง FB ดรุณี ไชยบุตรหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-4319290

ด้าน นายโกมล ไชยบุตร อายุ 52 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงนกกระทา กล่าวว่า ตอนนี้เปิดเพลงเพื่อชีวิตให้ฟังตั้งแต่ตอนเช้า หยุดเปิดก็ตอนออกจากฟาร์ม ทำให้นกอารมณ์ดีขึ้นไม่ตกใจง่าย ผลตอบรับปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วแต่ยังทำขึ้นไปไม่ได้ตามที่ต้องการ ปีนี้มีปริมาณนกเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้ามาจากหลายพื้นที่ส่วนใหญ่จากต่างจังหวัด เช่น กระบี่ สงขลา ภายในจังหวัดก็มีอยู่ 2-3 รายที่มาเอาประจำ แต่ละวันมีไข่นกกระทาไม่เพียงพอ แต่ละฟาร์มก็ให้ไม่พอต้องหมุนกัน ผลัดเปลี่ยนลูกค้ากันให้ได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องการ แต่ละวันสร้างรายได้เฉพาะไข่นกอยู่ที่วันละ 1,800 บาท

แต่ถ้าคิดรายได้ทั้งขายตัวนกและไข่นกก็จะได้ประมาณ 60,000-70,000 บาทในช่วงนี้ โดยมีคนมาศึกษาดูงานหลายราย ตอนนี้มีนกทั้งหมด 3,500 ตัว เป็นนกไข่ประมาณ 2,000 ตัว และนกเนื้อประมาณ 1,500 ตัว โดยให้ไข่ประมาณ 1,600- 1,700 ฟองต่อวัน และขายร้อยละ 110 บาท  ส่วนนกปลดระวางขายตัวละ 15 บาท นกเนื้อขายตัวละ 13 บาท ///-026

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.07 น.

20 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของเกษตรชาว จ.กาฬสินธุ์ ช่วงรอยต่อฤดูแล้งกับฤดูฝน ที่เริ่มจะมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว ส่งผลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่เพาะปลูกตามแปลงเกษตรทั่วไป แตกกิ่งใบและเจริญเติบโตตามฤดูกาล เช่นเดียวกับผักชะอม หรือผักขา (ภาษาถิ่นอีสาน) ที่นิยมเพาะปลูกกันมากตามพื้นที่ที่เคยว่างเปล่า ที่สวน ที่กำลังแตกกอ ชูยอดอวบสีเขียวขจี ให้เจ้าของมาเด็ดยอดไปมัดขาย และรับประทานเป็นผักสด หรือเครื่องเคียงประกอบอาหาร โดยเปลี่ยนมูลค่าในตัวเองจากยอดผักพื้นบ้านเป็นเงินตรา ว่ากันว่าหากคำนวณในภาพรวม มีราคาหลักหมื่นหลักแสนบาทต่อวันเลยทีเดียว

นางทองม้วน กล่อมจิตร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 9 บ้านท่าสีดา ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผักชะอม หรือผักขา เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของตำบลลำพาน รองจากการทำนาปลูกข้าว ซึ่งปลูกกันมากที่บ้านดงเมือง บ้านท่าสีดา และบ้านท่าสินธุ์  สร้างรายได้เสริมสำหรับผู้ใช้พื้นที่ปลูกน้อย แต่เป็นอาชีพหลักสำหรับคนที่ใช้พื้นที่ปลูกบริเวณ ใช้ต้นกล้าปลูกครั้งเดียว แต่สามารถเก็บผลผลิตคือส่วนของยอดอ่อน สำหรับรับประทานและเพื่อการค้าขายได้นานกว่า10 ปี นอกจากนี้ยังทนฝน ทนแล้ง ไม่มีศัตรูพืชรบกวน โดยเฉพาะมีรายได้ทุกวัน แรก ๆ ตลาดจำหน่ายที่ตลาดเกษตร ตลาดสดทุ่งนาทอง ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมามีพ่อค้า แม่ค้าคนกลาง มารับซื้อถึงที่ โดยนำส่งตลาดไทรังสิต และตลาดนัด ตลาดสดทั่วไป

นางทองม้วนกล่าวอีกว่า สำหรับตนใช้พื้นที่สวนประมาณ 3 งาน ปลูกผักชะอมมาประมาณ 5 ปี มีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท เพราะทำตามแรงคนสูงอายุ ไม่ได้ใช้พื้นที่ปลูกมากเหมือนคนอื่น ขณะที่บางคนใช้พื้นที่ปลูก 5 ไร่ 10 ไร่ มีรายได้จากการเก็บยอดผักชะอมขายวันละ 10,000 บาททีเดียว ทั้งนี้ การปลูกผักชะอมในพื้นที่ และมีการต่อยอดขยายผล ขยายพันธุ์ในพื้นที่ ต.ลำพาน จนถึงปัจจุบันดังกล่าว เริ่มจากเจ้าหน้าที่เกษตรได้เข้ามาส่งเสริมพืชทางเลือกใหม่ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เพิ่ม ที่ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่าง ข้าวนาปี หรือ ข้าวนาปรัง อย่างเดียว โดยเริ่มเข้ามาส่งเสริมครั้งแรกที่บ้านดงเมืองเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อเห็นว่าได้ผลและมีตลาดรองรับผลผลิต เกษตรกรให้ความสนใจก็เริ่มมีการขายพื้นที่ แบ่งพื้นที่สวน พื้นที่นามาเป็นแปลงเพาะปลูกผักชะอม ทำให้พื้นที่ ต.ลำพาน มีชื่อเสียงด้านเป็นแหล่งปลูกผักชะอมหรือผักขาแห่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

“อย่างครอบครัวตนเคยทำนาปี ถึงฤดูแล้งทำนาปรัง ปลูกข้าวโพดและพืชผักสวนครัวบ้าง  ระยะหลังต้นทุนทำนาสูงขึ้น และราคาขายข้าวเปลือกไม่แน่นอน ผลผลิตไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งค่าปุ๋ย ค่ารถไถ ค่ารถเกี่ยวข้าว ประกอบกับมีอายุมากขึ้น เรี่ยวแรงทำนาลดลง จึงหันมาปลูกผักชะอมเป็นอาชีพเสริม โดยซื้อต้นกล้าผักชะอมมาต้นละ 10 บาท  ซึ่งปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่เปลืองน้ำ ไม่เปลืองปุ๋ย อายุ 6 เดือนเริ่มเก็บผลผลิตคือยอดอ่อนขาย การเก็บเกี่ยวก็ไม่เหนื่อย เก็บยอดตอนเช้าหรือเก็บได้ตลอดทั้งวันตามออเดอร์ หรือตามที่สะดวก ถือเป็นการออกกำลังไปในตัว และรู้สึกเพลิดเพลินไปด้วยซ้ำ เพราะทุกยอดคือบาทเงินสิบเงินร้อยทั้งนั้น โดยจะขายเป็นกำหรือมัดละ 10 บาทเท่านั้น เก็บขายได้ทุกวัน หากไม่ขาดน้ำ บำรุงดีเก็บยอดขายได้ทุกฤดูกาลตลอดปี” นางทองม้วนกล่าว

สำหรับผักชะอม หรือภาษาอีสานเรียก “ผักขา” ซึ่งบางคนมีเรียกชื่อให้ใหม่ โดยล้อเลียนจากคำว่า “ขา” ว่า “ผักพูดเพราะ” นั้น ถือเป็นผักพื้นบ้านที่สร้างมูลค่า ได้มากกว่าคำว่าผักสดหรือผักพื้นบ้าน เพราะนอกจากจะนิยมเด็ดส่วนของยอดผักชะอมหรือผักขา มารับประทานกันแบบสดๆกับอาหารประเภทส้มตำ ลาบ ก้อย ป่น ขนมจีน หรือเป็นเครื่องเคียงประกอบอาหาร ประเภทไข่เจียว แกงส้มปลา แกงใส่หน่อไม้ หรือแกงไข่มดแดง ที่ให้รสชาติอร่อยอีกด้วย ทั้งนี้ ถึงมีคุณลักษณะส่วนตัวของผักชะอมจะมีกลิ่นฉุน แต่กลับให้รสชาติที่ออกเปรี้ยว มัน อร่อย บางคนที่ชื่นชอบเปิบอาหารที่มีผักชะอมเป็นส่วนประกอบ ถึงกับยกนิ้วให้ว่าเป็นสุดยอดผักพื้นบ้านที่ถูกปาก ถูกคอ ถูกใจ แถมยังสร้างอาชีพและรายได้มูลค่ารวมอย่างน่าทึ่ง ไม่ต่ำว่าวันละหลายหมื่นถึงแสนบาทดังกล่าว

.025

ไอคอนสยาม เชิญชมนิทรรศการ บุษบกเกริน (จำลอง) เชิดชูภูมิปัญญาช่างไทยโบราณและแสดงศักยภาพของช่างหัตถศิลป์ไทยรุ่นใหม่

ไอคอนสยาม เชิญชมนิทรรศการ บุษบกเกริน (จำลอง) เชิดชูภูมิปัญญาช่างไทยโบราณและแสดงศักยภาพของช่างหัตถศิลป์ไทยรุ่นใหม่

ไอคอนสยาม เชิญชมนิทรรศการ บุษบกเกริน (จำลอง) เชิดชูภูมิปัญญาช่างไทยโบราณและแสดงศักยภาพของช่างหัตถศิลป์ไทยรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ไอคอนสยาม เชิญชมนิทรรศการ บุษบกเกริน (จำลอง) สถาปัตยกรรมทรงปราสาทในประวัติศาสตร์ไทย เชิดชูภูมิปัญญาช่างไทยโบราณและแสดงศักยภาพของช่างหัตถศิลป์ไทยรุ่นใหม่

“บุษบก” สถาปัตยกรรมทรงปราสาทที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานสิ่งที่ควรสักการะ เช่นพระพุทธรูป พระเจดีย์ หรือแม้แต่บุษบกธรรมาสน์ที่ไว้ใช้สำหรับพระสงฆ์ แต่บุษบกวังหน้า ที่เริ่มขึ้นเมื่อยุคสมัยของรัชกาลที่ 1 นั้น ถือเป็นเอกอุ แห่งสยามซึ่งกลายเป็นตำนานแห่งความงดงามทางโครงสร้างของสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมไทย เพราะมีโครงสร้างที่แยบยลและซับซ้อน มีขั้นตอนอันประณีตมากมายหลากหลายเทคนิค

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ ไทยคราฟต์สตูดิโอ จัดแสดงนิทรรศการ บุษบกเกริน ซึ่งเป็นการจำลองบุษบก จากบุษบกเกรินวังหน้า ที่สร้างขึ้นเพื่อประจำพระที่นั่งท้องพระโรงวังหน้า หรืออีกอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่าพระที่นั่ง ราชบัลลังก์ ที่ใช้ประทับออกว่าราชการ มีการทำนุบำรุง และอนุรักษ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (ปัจจุบันใช้คำเรียกว่าบุษบกเกริน) ปัจจุบันองค์จริงตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร (วังหน้า) ซึ่งบุษบกจำลองนี้สร้างสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือจากไทยคราฟต์สตูดิโอ ความพิเศษของงานชิ้นนี้ สร้างโดยใช้ไม้สักแท้ทั้งหมด  ขึ้นโครงสร้างแบบโบราณไม่ใช้ตะปู ประดับกระจก ตามแบบโบราณ ลวดลายแกะสลักด้วยไม้โมก และประกอบด้วยชั้นประดับยักษ์ ชั้นประดับครุฑ ชั้นประดับเทพพนม ปิดทองคำแท้ทั้งองค์ ออกแบบตามขนาดและลวดลายที่ถอดแบบมาจากภายในพระบรมมหาราชวัง  โดยการสร้างสรรค์บุษบกนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากความภาคภูมิใจ ในความเป็นช่างฝีมือไทย และการยกย่องภูมิปัญญาของการสร้างอย่างช่างไทยโบราณ งานช่างสิบหมู่ ซึ่งมีองค์ความรู้ ชั้นเชิงอันแยบยลประณีตและถ่ายทอดองค์ความรู้ สู่ช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่มีใจรักและศรัทธาในภูมิปัญญาของครูผู้ให้ความรู้อย่างแท้จริง โดยไอคอนสยาม และไทยคราฟท์สตูดิโอ ได้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมความงดงาม เพื่อเผยแพร่และรักษามรดกภูมิปัญญาทางศิลปะไทยให้คงอยู่ และเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

การชมนิทรรศการบุษบกเกรินที่ไอคอนสยามไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสถึงความงดงามของศิลปะไทย แต่ยังเพิ่มประสบการณ์ใหม่ผ่านกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์จากแบรนด์ divana ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์น้ำหอม และ Luxury Spa ซึ่งได้เลือกกลิ่น Queen Of The Night หนึ่งในกลิ่นที่โดดเด่นที่สุด จาก Collection Phenomenon คอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดจาก divana ที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันช่วยเติมเต็มบรรยากาศให้การชมบุษบกมีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

กลิ่นหอมนี้นำเสนอความสง่างามและลึกลับจากดอกไม้ไทย 8 ชนิดที่ส่งกลิ่นหอมในยามค่ำคืน ช่วยสร้างความสงบและความสุขุมให้กับผู้สัมผัส การรับรู้กลิ่นนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นประสาทสัมผัส แต่ยังสร้างจินตนาการและความทรงจำที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้ชมสามารถดื่มด่ำกับศิลปะและวัฒนธรรมไทยในมิติใหม่

การได้สัมผัสกลิ่นหอมในนิทรรศการนี้เปรียบเสมือนการเดินทางผ่านเวลาและอารมณ์ สร้างความรู้สึกที่อบอุ่นและสงบในขณะเดียวกัน กลิ่น Queen Of The Night ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ครบถ้วนและน่าจดจำสำหรับผู้เข้าชม

ไอคอนสยาม ขอเชิญทุกท่านร่วมชมงามงดงามของ “บุษบกเกริน”  งานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่หาชมได้ยาก โดยจะจัดแสดงให้ชมตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2568 ณ บริเวณ Walk Way ชั้น M ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการศิลปะเล่าเรื่อง บันทึกความฝัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ‘DAP Thesis Exhibition 1st: In to the Chapter’

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการศิลปะเล่าเรื่อง บันทึกความฝัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร 'DAP Thesis Exhibition 1st: In to the Chapter'

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการศิลปะเล่าเรื่อง บันทึกความฝัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ‘DAP Thesis Exhibition 1st: In to the Chapter’

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.42 น.

DAP Thesis Exhibition 1st: In to the Chapter ศิลปะเล่าเรื่อง บันทึกความฝัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วันนี้ – 23 เม.ย.68 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8  ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เชิญชมนิทรรศการ “DAP Thesis Exhibition 1st”   การแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาสาขาประยุกตศิลปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจัดโดยกลุ่มนักศึกษา Dec Applied Art และจัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้แนวคิด “In to the Chapter” ที่เปรียบผลงานศิลปะ เสมือนหนังสือที่บรรจุเรื่องราวต่างๆ ที่ศิลปินแต่ละคนได้บอกเล่าผ่านผลงานของตนเอง 

โดยนิทรรศการนี้รวบรวมผลงานกว่า 50 ชิ้น ที่สะท้อนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวคิดของศิลปินรุ่นใหม่ โดยแต่ละผลงานเปรียบเสมือนบทหนึ่งในหนังสือเล่มใหญ่ที่บันทึกเรื่องราว ความฝัน อารมณ์ และการเรียนรู้ของพวกเขา ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรม, ประติมากรรม, ศิลปะไทย, ศิลปะสิ่งทอ, ภาพพิมพ์, Functional art และรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย นิทรรศการนี้เป็นมากกว่าการแสดงผลงานศิลปะ แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ ศิลปินรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง และให้ผู้ชมได้สัมผัสกับศิลปะในมุมที่ลึกซึ้งและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

สำหรับพิธีเปิดโครงการนิทรรศการศิลปนิพนธ์จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 เมษายน 2568 ได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวให้โอวาทและเปิดนิทรรศการ DAP Thesis Exhibition 1st โดยมีผู้บริหารไอคอนสยาม คุณสมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ให้การต้อนรับ นอกจากนี้ภายในงานนักศึกษาและผู้เข้าร่วมงาน ยังได้รับฟังการบรรยายจาก คุณปารณีย์ ศรีเจริญ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท Platform จำกัด ที่ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การทำงาน พร้อมแนะนำเส้นทางอาชีพสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต ภายใต้โครงการ “Grad and Glow Arts Thesis Showcase”

ไอคอนสยาม ขอเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ In to the Chapter ผลงานนักศึกษา สาขาประยุกตศิลปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดให้ชมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 23 เมษายน 2568 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 

RBSO Russian Tour ปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย

RBSO Russian Tour ปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย - รัสเซีย

RBSO Russian Tour ปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.38 น.

วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (Royal Bangkok Symphony Orchestra – RBSO) ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างภาคภูมิใจ หลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการออกทัวร์แสดงคอนสิร์ตครั้งแรกในสหพันธรัฐรัสเซีย เนื่องในโอกาสปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย โดยร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ตลอดสี่ทศวรรษของวง RBSO

การแสดง RBSO Russian Tour จัดแสดงในหอแสดงดนตรี St. Petersburg Philharmonia นครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568 และ หอแสดงดนตรี Zaryadye Concert Hall กรุงมอสโก เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568 วง RBSO ได้นำเสนอผลงานเพลงของผู้ประพันธ์ชาวไทย ร่วมด้วยสองศิลปินเดี่ยวชาวรัสเซีย ดมิทรี มาสลีฟ นักเปียโน และไกด์ คาซาเซียน ศิลปินเดี่ยวไวโอลิน อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ศิลปินศิลปาธร เปิดการแสดงด้วยบทโหมโรง “Siam Soundscapes” ผลงานการประพันธ์ของ ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินแห่งชาติ บทเพลงนี้มีแนวความคิดหลักในการนำเสนอคือ นำเสียงดนตรีจากราชอาณาจักรไทยหลาย ๆ ภูมิภาคมาประยุกต์และเรียงร้อยกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียว โดยสื่อความหมายว่าพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ปกครองประเทศอย่างยิ่งใหญ่

ไฮไลต์ของรายการผลงานการประพันธ์โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “Le Mariage de minuit – Fantaisie pour piano et orchestre” สำหรับเปียโนและวงออร์เคสตร้า บรรเลงเดี่ยวโดยนักเปียโนชื่อดังชาวรัสเซีย ดมิทรี มาสลีฟ และบทเพลง Concerto for Violin and Orchestra “Nefreretta” บรรเลงเดี่ยวโดยนักไวโอลินชื่อดังชาวรัสเซีย ไกด์ คาซาเซียน บทพระนิพนธ์เพลง “Le Mariage de minuit – Fantaisie pour piano et orchestre” ได้แสดงความโดดเด่นของเปียโนร่วมกับออร์เคสตร้าในแบบ piano concerto มีการใช้เทคนิคดนตรีร่วมสมัยที่หลากหลาย บทเพลงมีความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการประพันธ์ แต่ก็มีทำนองที่ไพเราะจับต้องได้ ส่วนบทพระนิพนธ์ Concerto for Violin and Orchestra “NEFRETTA” มีทั้งหมด 4 กระบวน ใช้บันไดเสียงและเสียงประสานที่แสดงภาพของดินแดนในจินตนาการ ตลอดจนให้เครื่องตีมีบทบาทสำคัญทั้งเพลง

เปิดการแสดงในครึ่งหลังด้วยบทเพลง “Fantasy on the Themes of His Majesty King Bhumibol Adulyadej” บทเพลงนี้เป็นการเรียบเรียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 มาไว้ในแบบซิมโฟนี ประกอบด้วยทั้งหมด 4 กระบวนตามมาตรฐานของดนตรีตะวันตก โดยผู้ชมการแสดงทั้งสองเมืองยืนปรบมืออย่างกึกก้องในหอแสดงทั้งเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และมอสโก วง RBSO ได้แสดงเพลงพิเศษมอบให้ผู้ชมด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” ซึ่งเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

วง RBSO ได้รับการต้อนรับด้วยความอบอุ่นจากท่านผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก โดยได้จัดงานเลี้ยงรับรองต้อนรับคณะ ณ เรือนรับรองเมืองเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ในการกล่าวต้อนรับของท่านผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ได้แสดงความห่วงใยชาวไทยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย และได้แสดงความสำนึกในพระกรุณาที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธออนุญาตให้วง RBSO เดินทางมาแสดงในครั้งนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพียงหนึ่งวัน ขณะเดียวกัน นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ได้เน้นย้ำว่าการแสดงดนตรีในครั้งนี้เป็นการนำเสนออัตลักษณ์และความภูมิใจทางวัฒนธรรมของไทยอย่างแท้จริง

การแสดงคอนเสิร์ตของ RBSO ในสองเมืองเอกของรัสเซียในครั้งนี้ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชมชาวรัสเซียซื้อบัตรเข้าชมเต็มโรง และ มีบุคคลสำคัญของไทย และรัสเซียเข้าชมเป็นจำนวนมาก อาทิ นายยูริ โควัลชุค สุลกิตติมศักดิ์ประจำนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐ รัสเซีย นายอเล็กซานเดอร์ เบโกลฟ ผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก รวมถึงนายเยฟเจนี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำกรุงเทพ กล่าวยกย่องว่าเป็น ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและรัสเซีย ดนตรีมีพลังอันลึกซึ้งในการเชื่อมโยงผู้คนเกินกว่าภาษาใดๆ และสามารถเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศได้อย่างแท้จริง ผู้ชมและสื่อรัสเซีย อาทิ Izvestia กล่าวชื่นชมว่าวง RBSO ได้นำเสนอกลิ่นอายแห่งโลกตะวันออกที่ผสมผสานกับขนบธรรมเนียมดนตรีของตะวันตกได้อย่างลงตัว และกล่าวเสริมว่า การแสดงดนตรีครั้งนี้เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างอารยธรรม นายยูริ โควัลชุค กงสุลกิติ กล่าว

การแสดง RBSO Russian Tour ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างชื่อเสียงของวง RBSO บนเวทีโลก แต่ยังตอกย้ำพลังของดนตรีในความเป็นภาษาสากลอีกด้วย รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ ได้แสดงความรู้สึกหลังจบการแสดงคอนเสิร์ต ด้วยความสำเร็จของการแสดงครั้งนี้ วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ได้ตอกย้ำบทบาทของวงในฐานะทูตวัฒนธรรมของไทยและเป็นวงออร์เคสตร้าที่มีมาตรฐานสากลพร้อมเปล่งประกายบนเวทีนานาชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ