เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก

เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก

26 เม.ย. 2568 16:48 น.

เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก

แม้จะเลิกรากันไป แต่ยังคงสถานะความเป็นพ่อและแม่ที่ดีให้กับลูกชาย สำหรับ นิวเคลียร์ หรรษา และ ดีเจเพชรจ้า วิเชียร ซึ่งนอกจากสถานะความเป็นพ่อและแม่แล้ว ทั้งคู่ยังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันอีกด้วย

และเมื่อแยกย้ายกันไป ทั้งคู่ต่างก็เริ่มต้นความรักครั้งใหม่อีกครั้ง สำหรับนิวเคลียร์นั้นก็คบหากับบ๊อบบี้ ส่วนเพชรจ้านั้นก็เพิ่งเปิดตัวแฟนสาวรุ่นน้อง เนปจูน ไปเมื่อไม่นานมานี้

ล่าสุด ทำเอาชาวเน็ตคอมเมนต์กันรัวๆ เมื่อได้เห็นโมเมนต์น่ารักๆ เมื่อ นิวเคลียร์พาบ๊อบบี้ มาเจอเพชรจ้าและน้องเนปจูน 

เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก
เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก
เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก

นอกจากนี้ยังมีคลิปที่เพชรจ้าถามเนปจูนว่า เป็นไงครับ เจอพี่นิวครั้งแรก ตื่นเต้นมั้ยครับ ซึ่งเนปจูนนั้นได้แต่ยิ้ม เพชรจ้าตามต่อว่า พี่นิวใจดีใช่มั้ยครับ เนปยิ้มและพยักหน้า ก่อนที่เพชรจ้าจะบอกว่า วันนี้ก็ได้เจอกันแล้วนะครับ แม่นิวกับน้องเนป 

ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่ารักมากๆ ทุกคนพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง ทำเอาชาวเน็ตชื่นชมในความน่ารักของทั้ง 2 คู่ ว่าแม้จะเลิกรากันไป ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และ บ๊อบบี้ก็เข้ากับเพชรจ้าได้เป็นอย่างดี ส่วนเนปจูนนั้นก็เข้ากับนิวเคลียร์ได้ดีเช่นกัน

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก
เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก
เปิดโมเมนต์ นิวเคลียร์-บ๊อบบี้ มาเจอ เพชรจ้า-เนปจูน ชาวเน็ตชมครอบครัวนี้น่ารักมาก

แอน อรดี-บอย ศิริชัย เล่าโดนทำของใส่ พร้อมวิธีแก้ เตือนรุ่นน้องให้ระวังอย่าทำแบบตน

แอน อรดี-บอย ศิริชัย เล่าโดนทำของใส่ พร้อมวิธีแก้ เตือนรุ่นน้องให้ระวังอย่าทำแบบตน

26 เม.ย. 2568 13:31 น.

แอน อรดี-บอย ศิริชัย เล่าโดนทำของใส่ พร้อมวิธีแก้ เตือนรุ่นน้องให้ระวังอย่าทำแบบตน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แอน อรดี ได้เล่าว่า เธอนั้นเคยเจอเหตุการณ์โดนทำของใส่ และล่าสุด แอน และ บอย ศิริชัย ได้มาร่วมยินดีกับพี่สาวที่น่ารักอย่าง ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ ในโอกาสเปิดตัวร้านบาร์โฮสต์ HAVEN68 ธุรกิจแรก ณ ร้าน HAVEN68 ซอยรัชดา 14 โครงการ MANSION7 NIGHT ALIVE จึงได้เปิดใจกับสื่อที่มารอสัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า 

– เรื่องโดนทำของใส่ มันมีอยู่แล้วสิ่งที่เรามองไม่เห็นบางทีมันก็ใช่ว่าจะไม่มี

– สังเกตจากตัวเองว่ามันไม่ปกติด้วยอารมณ์เหมือนร่างกายผิดปกติ แต่ว่ามีโอกาสไปหาหมอเหมือนกัน ทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางพระอาจารย์

– อาการที่ผิดปกติคืออารมณ์ ตกเย็นจะมีไข้ ตัวรุมๆ บางทีมันควบคุมไม่ได้

แอน อรดี-บอย ศิริชัย เล่าโดนทำของใส่ พร้อมวิธีแก้ เตือนรุ่นน้องให้ระวังอย่าทำแบบตน

– บอยเล่าว่า ตอนนั้นคิดว่าเป็นโรคแพนิกหรือซึมเศร้า ต้องให้กำลังใจแอน ถ้าอารมณ์ไม่ดี หรือบางครั้งมีความรู้สึกบางอย่างที่ปกติก็จะมองผ่าน มีหน้าที่ให้กำลังใจเขา ไม่ใช่รองรับอารมณ์ พยายามทำให้เขาสามารถไปทำงานได้แบบแฮปปี้

– รู้ตอนไหนว่าโดนของ ช่วงนั้นขอหัวหน้าวงออกมาพักแล้วเพราะว่าเสียงมันไม่ไหว อยู่ดีๆ มันก็หายไปโดยไม่มีสาเหตุ ทั้งที่ไม่ได้กินของมัน ดูแลตัวเองมาดีตลอด เพราะใช้เสียงทุกวัน

– บางทีรู้สึกใจเต้นสั่นๆ อยู่เรื่อยๆ มันผิดปกติ เลยตัดสินใจโทรหาพระอาจารย์ ท่านบอกว่าถ้างั้นมาอาบน้ำมนต์ไหม ไปอาบน้ำมนต์ประมาณ 2 รอบค่อยรู้สึกดีขึ้น อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

– แอนเสริมไปหาหมอปกติด้วย ไปส่องกล้องเลยดูเส้นเสียงว่าเป็นอะไร หมอบอกไม่ได้เป็นอะไร มันอักเสบปกติ ไม่ได้มีอะไรแปลกไปมากกว่านั้น

– ส่วนพระอาจารย์บอกว่า ถ้าในช่วงไหนที่ร่างกายหรือจิตเรามันอ่อน อาจจะโดนได้ ด้วยความที่ตนก็เคยมีประเด็นหลายๆ อย่างที่ผ่านมา ตนเป็นเด็กทำบางอย่างไม่ถูก อาจจะออกมาโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวหรือขอขมาก่อน ที่ผ่านมาตนออกมาจากวงหมอลำค่อนข้างหลายครั้ง ด้วยความที่หมอลำมีครูบาอาจารย์ของเขาอยู่แล้ว ถ้าเราไม่บอกกล่าวดีๆ มันก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน ก็เลยเชื่อว่าตรงนั้นน่าจะย้อนมาหาตัวเอง

– หลังจากนั้นมาตนก็ขอขมาพ่อกับแม่ก่อนอันดับแรก ล้างเท้าท่านบ่อยๆ ขอขมาพ่อแม่ แล้วไหว้ท่านบ่อยๆ หลังจากนั้นก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าถ้าสมมติจะไปไหน ก็จะจบด้วยดี ขอดีๆ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามแต่ แล้วยิ่งมาอยู่กับพี่บอย เขาจะพาหนูสวดมนต์ขอขมาพ่อกับแม่อยู่บ่อยๆ มันก็เลยไม่ค่อยมีเรื่องแบบนั้น ทุกวันนี้ดีขึ้นแล้ว

– บอยบอกว่า ปกติตนจะสวดมนต์ทุกเช้าทุกเย็นตามวิถีของหมอลำ ด้านหลังเวทีจะมีห้องพระ เดินสายไปกับคาราวานหลังเวทีตนจะมีห้องพระ ทำรถตู้คอนเทนเนอร์เป็นห้องพระ สวดมนต์เช้าเย็นไหว้พระ

– ถามว่ามีคนไม่ชอบ อิจฉาเรา เลยทำของใส่ไหม แอนบอกว่าไม่ได้คิดตรงนั้น คิดว่าที่ผ่านมาตนทำไม่ถูกต้อง บางที่ออกมาบางวงออกมา

– บอยเสริมว่าเป็นการออกจากวงโดยที่ไม่บอกกล่าวมากกว่า ต้องอยู่ให้จบฤดูกาล

– แอนบอกว่า ทุกวันนี้ถ้าได้มีโอกาสได้ไปออกรายการไหน จะพูดเสมอว่าถ้ารุ่นน้องที่เขาจะมาเป็นหมอลำจะอยู่ในวงการนี้ ก็จะแนะนำทุกคนว่าอย่าทำเหมือนตน เพราะเคยมีประสบการณ์มาแล้วว่าตนทำไม่ถูกต้อง

– คิดว่าเรื่องที่โดนของเกี่ยวกับคายอ้อหมอลำด้วย ถามว่าตอนนี้หายขาดไหม ตนว่าไม่มีเลย เพราะว่าด้วยความที่ตนถือพระคุณพ่อแม่ด้วย ขอพรท่าน เอาตีนซิ่นชายผ้าถุงของคุณยายและของคุณแม่พกติดตัวไว้ตลอด

– บางทีถ้ารู้สึกไม่สบายใจ บางทีมีแฟนคลับเอาของกินมาให้ บางทีตนเผลอกินถ้าไม่สบายใจก็จะเอาผ้าถุงมาคลุมก่อน 3 รอบ

– บอยบอกว่ามันความเชื่อมันเป็นวิถีแบบพ่อแม่ปู่ย่าตายายเรา

– ยืนยันว่า ไม่ใช่เพราะตัวเองดัง คนเลยหมั่นไส้ อิจฉาจนถึงขั้นทำของใส่

– บอยเล่าว่า ตัวเองก็เคยโดน เหมือนทำให้เรารัก ความรู้สึกมันเป็นความเชื่อหรือรู้สึกไปเองไม่รู้ แต่ว่าเราเป็นคนอีสานแล้วอยู่ในวิถีหมอลำมันจะรู้สึก มันจะลมออกหู เหมือนกับกำหนดตัวเองไม่ได้ ลมออกหู หน้าชา แล้วนอนไม่หลับ แล้วก็คิดถึง

– บอยเคยโดนสมัยเป็นเด็ก อายุ 15-16 ปี โดนเสน่ห์ แม่พาไปลอดใต้เครือกล้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว


คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

แอน อรดี-บอย ศิริชัย เล่าโดนทำของใส่ พร้อมวิธีแก้ เตือนรุ่นน้องให้ระวังอย่าทำแบบตน

ประมูลจดหมาย เขียนก่อน “ไททานิก” อับปาง ทะลุ 13.38 ล้าน

ประมูลจดหมาย เขียนก่อน "ไททานิก" อับปาง ทะลุ 13.38 ล้าน

27 เม.ย. 2568 13:25 น.

ประมูลจดหมาย เขียนก่อน “ไททานิก” อับปาง ทะลุ 13.38 ล้าน

จดหมายที่เขียนโดยผู้โดยสารเรือไททานิก ไม่กี่วันก่อนที่เรือจะอับปางลง ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 300,000 ปอนด์ หรือราว 13.38 ล้านบาท ในงานประมูลในสหราชอาณาจักร 

จดหมายที่เขียนโดยผู้โดยสารเรือไททานิก ไม่กี่วันก่อนที่เรือจะอับปางลงในมหาสมุทรแอตแลนติก ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 300,000 ปอนด์ หรือราว 13.38 ล้านบาท ในงานประมูลในสหราชอาณาจักร

จดหมายของพันเอกอาร์ชิบัลด์ เกรซี ถูกประมูลโดยผู้ซื้อที่ไม่เปิดเผยชื่อจากสหรัฐฯ ที่บริษัทประมูล Henry Aldridge and Son ในเทศมณฑลวิลต์เชียร์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 เม.ย.) ซึ่งสูงกว่าที่คาดว่าจะประมูลได้ 60,000 ปอนด์ ถึง 5 เท่า

จดหมายฉบับดังกล่าวได้รับการอธิบายว่าเป็น “คำทำนาย” เนื่องจากบันทึกของพันเอกเกรซีที่บอกกับคนรู้จักว่าเขาจะ “รอการเดินทางของเขาที่จะสิ้นสุดลง” ก่อนที่จะตัดสิน “เรือที่สร้างมาอย่างดีลำนี้”

จดหมายฉบับดังกล่าวลงวันที่ 10 เมษายน 1912 ซึ่งเป็นวันที่เขาขึ้นเรือไททานิกในเมืองเซาท์แธมป์ตัน และ 5 วันก่อนที่เรือจะอับปางลงหลังจากชนภูเขาน้ำแข็งทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก

พันเอกเกรซีเป็นหนึ่งในผู้โดยสารและลูกเรือประมาณ 2,200 คน บนเรือไททานิกที่กำลังมุ่งหน้าไปนครนิวยอร์ก มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้มากกว่า 1,500 คน

พันเอกเกรซี ซึ่งเป็นผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เขียนจดหมายจากห้องโดยสาร C51 จดหมายถูกส่งเมื่อเรือเทียบท่าที่ควีนส์ทาวน์ ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1912 และประทับตราไปรษณีย์ที่กรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 12 เมษายนด้วย

ผู้ดำเนินการประมูลที่อำนวยความสะดวกในการขาย กล่าวว่าจดหมายฉบับนี้มีราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับจดหมายอื่นๆ ที่เขียนบนเรือไททานิก

ทั้งนี้ บันทึกของพันเอกเกรซีเกี่ยวกับการจมของเรือถือเป็นบันทึกที่มีชื่อเสียงที่สุด ต่อมาเขาได้เขียนหนังสือชื่อ The Truth About The Titanic ซึ่งเล่าถึงประสบการณ์ของเขาบนเรือเดินทะเลที่ประสบเหตุร้าย เขาเล่าว่าเขาเอาชีวิตรอดมาได้ ด้วยการปีนขึ้นเรือชูชีพที่พลิกคว่ำในน้ำทะเลที่เย็นยะเยือก

เขากล่าวว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ไปถึงเรือชูชีพในตอนแรกเสียชีวิตจากความเหนื่อยล้าหรือความหนาวเย็น แม้ว่าพันเอกเกรซีจะรอดชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนั้นได้ แต่สุขภาพของเขาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติและอาการบาดเจ็บทางร่างกายที่เขาได้รับ

เขาเข้าสู่อาการโคม่าเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1912 และเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานสองวันต่อมา.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รถยนต์พุ่งใส่ฝูงชน งานเทศกาลในแคนาดา ตาย-เจ็บหลายราย

รถยนต์พุ่งใส่ฝูงชน งานเทศกาลในแคนาดา ตาย-เจ็บหลายราย

27 เม.ย. 2568 12:25 น.

รถยนต์พุ่งใส่ฝูงชน งานเทศกาลในแคนาดา ตาย-เจ็บหลายราย

มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หลังจากที่คนขับรถพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่งานเทศกาลลาปูลาปู ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อคืนวันเสาร์

มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หลังจากที่คนขับรถพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่งานเทศกาลลาปูลาปู ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อคืนวันเสาร์

ตำรวจเมืองแวนคูเวอร์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่ามีคนขับรถพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่ถนนอีสต์ 41st และถนนเฟรเซอร์ หลังเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจกล่าวว่าคนขับรถถูกควบคุมตัวแล้ว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่ากลุ่มคนเดินถนนถูกรถชนในช่วงเทศกาลลาปูลาปูประจำปี ซึ่งเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ ภาพที่ไม่ได้รับการตรวจสอบจากโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นรถตำรวจ รถพยาบาล และรถดับเพลิงหลายคันอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยผู้ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่บนพื้น

นายเคน ซิม นายกเทศมนตรีเมืองแวนคูเวอร์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขาตกใจและเสียใจกับ “เหตุการณ์อันน่าสยดสยอง” ที่เกิดขึ้นในงานวันลาปูลาปู “เราจะพยายามให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด แต่ในเวลานี้ ตำรวจเมืองแวนคูเวอร์ได้ยืนยันแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตหลายรายและได้รับบาดเจ็บหลายราย”  “เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบและชุมชนชาวฟิลิปปินส์ในเมืองแวนคูเวอร์ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อนี้”

ในโพสต์บน X สำนักงานตำรวจเมืองแวนคูเวอร์กล่าวว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมขณะที่การสืบสวนดำเนินต่อไป.

ที่มา CBC News

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย ช่วยมินิดัชชุนด์ หลงป่า 529 วัน

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย ช่วยมินิดัชชุนด์ หลงป่า 529 วัน

27 เม.ย. 2568 11:30 น.

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย ช่วยมินิดัชชุนด์ หลงป่า 529 วัน

สุนัขมิเนเจอร์ ดัชชุนด์ ถูกพบว่ารอดชีวิตอยู่บนเกาะแคนเกอรู นอกชายฝั่งออสเตรเลีย หลังจากมันหายตัวไปในป่ากว่า 529 วัน

สุนัขมิเนเจอร์ ดัชชุนด์ ถูกพบว่ารอดชีวิตอยู่บนเกาะแคนเกอรู นอกชายฝั่งออสเตรเลีย หลังจากมันหายตัวไปในป่ากว่า 529 วัน หลังจากหน่วยช่วยเหลือสัตว์ป่าแคนกาลา ได้พยายามเพื่อค้นหาสุนัขที่มีชื่อว่า “วาเลอรี” อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เจ้าของพบเห็นมันครั้งสุดท้ายในทริปตั้งแคมป์ในเดือนพฤศจิกายน 2023

จอร์เจีย การ์ดเนอร์ และโจชัว ฟิชล็อค แฟนหนุ่มของเธอ ทิ้งวาเลอรีไว้ในคอกกั้น ที่บริเวณตั้งแคมป์ชั่วครู่ขณะที่ทั้งคู่ไปตกปลา เมื่อพวกเขากลับมา สุนัขก็หายไป โดยเจ้าวาเลอรีสามารถรอดชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดและงูพิษได้ตลอดระยะเวลา 529 วันที่มันอยู่ในป่า

หน่วยช่วยเหลือสัตว์ป่ากล่าวในโพสต์โซเชียลมีเดียว่า “หลังจากพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหลายสัปดาห์ วาเลอรีได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรงดี”

หน่วยช่วยเหลือสัตว์ป่า กล่าวว่าอาสาสมัครใช้เวลาค้นหาวาเลอรีนานกว่า 1,000 ชั่วโมง โดยเดินทางกว่า 5,000 กม. ความพยายามดังกล่าวยังรวมถึงการใช้กล้องวงจรปิดและกรงดักสัตว์พร้อมระบบประตูรีโมทที่เต็มไปด้วยอาหาร เสื้อผ้าของการ์ดเนอร์ และของเล่นของวาเลอรีจากบ้าน

ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังจากที่วาเลอรีหายตัวไป นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ สังเกตเห็นเธออยู่ใต้รถที่จอดอยู่ ซึ่งทำให้สุนัขตกใจและวิ่งหนีเข้าไปในป่าพรุ หลายเดือนต่อมา ชาวเกาะรายงานว่าเห็นปลอกคอสีชมพูที่เชื่อว่าเป็นของวาเลอรี ซึ่งทำให้จาเร็ด คาร์แรน ผู้อำนวยการของแคนกาลาประหลาดใจมาก “ในบรรดาสุนัขทั้งหมด ผมคิดว่าสุนัขตัวนี้จะเป็นตัวสุดท้ายที่รอดชีวิตที่นั่น แต่พวกมันมีประสาทรับกลิ่นที่ดี”

นางการ์ดเนอร์ส่งเสื้อยืดที่เธอสวมให้กับเจ้าหน้าที่กู้ภัย ซึ่งช่วยนำไปสู่การจับวาเลอรี โดยสร้าง “เส้นทางกลิ่น” ไว้ภายในกับดักสุนัขขนาดใหญ่

ในวิดีโอความยาว 15 นาทีบนโซเชียลมีเดีย จาเร็ดและลิซา คาร์แรน ผู้อำนวยการของแคนกาลาและหน่วยอาสาสมัครกู้ภัย ได้อธิบายว่าการกู้ภัยแบบ “รถไฟเหาะ” เกิดขึ้นได้อย่างไร นายคาร์แรนกล่าวว่าพวกเขาต้องรอจนกว่าวาเลรีจะอยู่ในกับดักที่ถูกต้องและสงบลงเพียงพอที่จะแน่ใจว่ามันจะไม่พยายามหลบหนีอีก

นายคาร์แรน กล่าวว่า “มันเดินตรงไปที่มุมด้านหลังของกับดักซึ่งเป็นจุดที่เราต้องการให้มันอยู่ ฉันกดปุ่ม และโชคดีที่ทุกอย่างทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ” “ผมรู้ว่าผู้คนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เช่น ‘ทำไมมันถึงใช้เวลานานมาก’ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เบื้องหลัง”

นางคาร์แรนกล่าวว่าเธอสวมเสื้อผ้าของ นส.การ์ดเนอร์ เจ้าของของมัน ขณะที่เธอเดินเข้าไปหาวาเลรี และนั่งอยู่กับเธอจนกระทั่งสุนัข “สงบลงอย่างสมบูรณ์”

การ์ดเนอร์กล่าวบนโซเชียลมีเดียหลังจากการช่วยเหลือวาเลรีที่รอคอยมานานว่า “สำหรับทุกคนที่เคยสูญเสียสัตว์เลี้ยง ความรู้สึกของคุณมีค่าและอย่าหมดหวัง “บางครั้งสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับคนดี”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เหตุระเบิดท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 18 ศพ บาดเจ็บกว่า 750

เหตุระเบิดท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 18 ศพ บาดเจ็บกว่า 750

27 เม.ย. 2568 10:52 น.

เหตุระเบิดท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 18 ศพ บาดเจ็บกว่า 750

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านที่เมืองบันดาร์ อับบาส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 18 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 750 ราย 

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านที่เมืองบันดาร์ อับบาส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 18 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 750 ราย เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือชาฮิด ราจี เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านเริ่มการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์รอบที่สามกับสหรัฐฯ ในโอมาน แต่ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองมีความเชื่อมโยงกัน

ฮอสเซน ซาฟารี โฆษกขององค์กรจัดการวิกฤตของอิหร่าน ระบุว่าเหตุระเบิดเกิดจากการจัดเก็บสารเคมีในตู้คอนเทนเนอร์ที่ชาฮิด ราจี ที่ไม่เหมาะสม “ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมจัดการวิกฤตได้ออกคำเตือนไปยังท่าเรือแห่งนี้ระหว่างที่เยี่ยมชม และได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตราย” อย่างไรก็ตามโฆษกรัฐบาลอิหร่านกล่าวว่าแม้ว่าสารเคมีอาจทำให้เกิดการระเบิดได้ แต่ก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน สั่งให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวและส่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยไปยังสถานที่เกิดเหตุ โดยรัฐมนตรีกล่าวว่ากำลังดำเนินการดับไฟและป้องกันไม่ให้ไฟลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ช่องข่าวทางการของอิหร่านเผยแพร่ภาพกลุ่มควันสีดำและส้มขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นเหนือท่าเรือภายหลังจากการระเบิด และอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งที่มีประตูถูกเปิดออกและมีกระดาษและเศษซากกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

ท่าเรือชาฮิด ราจี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นศูนย์กลางตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่ของประเทศ สื่ออิหร่านรายงานว่า แรงระเบิดทำให้กระจกหน้าต่างแตกในรัศมีหลายกิโลเมตร และได้ยินที่เกาะเกชม์ ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ห่างจากท่าเรือไปทางใต้ 26 กิโลเมตร

ก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์ของรัฐรายงานว่าการจัดการวัสดุไวไฟอย่างไม่ถูกต้องเป็น “ปัจจัยหนึ่ง” ที่ทำให้เกิดการระเบิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการวิกฤตในพื้นที่กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า การระเบิดเกิดขึ้นหลังจากตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้ที่เก็บไว้ที่ท่าเรือเกิดระเบิด

ขณะที่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์พยายามดับไฟ เจ้าหน้าที่ศุลกากรของท่าเรือกล่าวว่า รถบรรทุกกำลังอพยพออกจากพื้นที่ และลานตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดการระเบิดน่าจะมี “สินค้าอันตรายและสารเคมี” เจ้าหน้าที่กล่าวว่ากิจกรรมที่ท่าเรือถูกระงับหลังจากการระเบิด

เหตุการณ์ร้ายแรงหลายเหตุการณ์ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยหลายเหตุการณ์ ถูกระบุว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ ซึ่งรวมถึงไฟไหม้โรงกลั่น การระเบิดของแก๊สที่เหมืองถ่านหิน และเหตุการณ์ซ่อมแซมฉุกเฉินที่บันดาร์อับบาส ซึ่งทำให้คนงานเสียชีวิตหนึ่งคนในปี 2023

ทางการอิหร่านระบุว่าโรงงานน้ำมันไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดเมื่อวันเสาร์ บริษัทกลั่นและจำหน่ายปิโตรเลียมแห่งชาติอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า เหตุดังกล่าว “ไม่ส่งผลกระทบกับโรงกลั่น ถังน้ำมัน อาคารจำหน่าย และท่อส่งน้ำมัน”.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทั่วโลกอาลัย โป๊ปฟรานซิส พิธีปลงพระศพ สมพระเกียรติ สมถะเรียบง่าย

ทั่วโลกอาลัย โป๊ปฟรานซิส พิธีปลงพระศพ สมพระเกียรติ สมถะเรียบง่าย

27 เม.ย. 2568 08:50 น.

ทั่วโลกอาลัย โป๊ปฟรานซิส พิธีปลงพระศพ สมพระเกียรติ สมถะเรียบง่าย

สำนักวาติกันจัดพิธีมิสซาปลงพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ อย่าง สมพระเกียรติ ท่ามกลางพระราชวงศ์ ผู้นำระดับโลก ตัวแทนจากนานาชาติ ร่วมถึงคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกทั่วโลก ร่วมน้อมรำลึกและไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนอัญเชิญพระศพประทับบนรถ เคลื่อนไปประกอบพิธีฝัง ณ มหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร ตามพระประสงค์ เป็นการเน้นย้ำถึงความสมถะและเรียบง่าย จากนั้นจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศพิธีปลงพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสหรือโป๊ปฟรานซิส ประมุขแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ ที่ประทับในนครรัฐวาติกัน กรุงโรม ประเทศอิตาลี และเมื่อวันที่ 26 เม.ย. สำนักวาติกันกำหนดจัดพิธีปลงพระศพอย่างสมพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยพิธีเริ่มต้นในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน ออกมาด้านนอกเพื่อประกอบพิธีมิสซาปลงพระศพ ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ โดยมีพระคาร์ดินัลจิโอวานนี บัตติสตา เร หัวหน้าคณะพระคาร์ดินัล เป็นผู้นำในการประกอบพิธีที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที

พิธีมิสซาปลงพระศพองค์ประมุขแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นอกจากมีพระคาร์ดินัล จำนวน 250 รูป บิชอปกว่า 750 รูป นักบวชกว่า 4,000 รูป เข้าร่วมพิธีแล้ว ยังมีพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ เช่น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ เจ้าฟ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ และเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารี พระวรชายา รวมถึงผู้นำจากทั่วโลกกว่า 130 ประเทศ เข้าร่วมพิธี เช่น น.ส.จอร์จา เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายฮาเวียร์ มิเลย์ ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีคริสต์ศาสนิกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น ซึ่งสื่อต่างประเทศประมาณการณ์ว่าน่าจะมีมากกว่า 200,000 คน โดยผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนสามารถจับจองที่นั่งภายในจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ได้ประมาณ 50,000 คน ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าไปภายในได้ จะรวมตัวอยู่โดยรอบบริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในอาการสำรวม และร่วมร้องบทสวดที่เป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ควบคู่ไปกับการสวดมนต์ในระหว่างประกอบพิธี ที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ตามพระประสงค์ของพระองค์

เมื่อเสร็จสิ้นการประกอบพิธีมิสซาปลงพระศพ ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ มีการเคลื่อนพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสกลับเข้าไปภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เพื่อจัดรูปขบวนก่อนอัญเชิญพระศพของพระองค์ขึ้นประทับบนรถ เพื่อเคลื่อนไปยังมหา วิหารซานตา มารีอา มาจจอเร หนึ่งใน 4 วิหารเอกของกรุงโรม อันเป็นสถานที่ฝังพระศพสมเด็จพระ สันตะปาปาฟรานซิส ห่างจากจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ไปราว 6 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางที่ขบวนอัญเชิญพระศพเคลื่อนผ่านไปนั้น มีประชาชนจำนวนมากได้มายืนร่วมไว้อาลัยพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายตามจุดต่างๆ โดยเริ่มจากประตูฝั่งตะวันตกของนครรัฐวาติกัน ขบวนเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นขบวนได้ และข้ามแม่น้ำไทเบอร์ไปตามถนนกอร์โซ วิตโตริโอ เอมานูเอล ผ่านจัตุรัสเวเนเซีย เคลื่อนตัวต่อไปบนถนนเวีย เดอี ฟอรี อิมเปเรียลี ผ่านโคลอสเซียมมุ่งหน้าต่อไปบนถนนเวีย ลาบิกานา ตามด้วยถนนเวีย เมรูลานา

เมื่อขบวนอัญเชิญพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มาถึงมหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร มีการประกอบพิธีฝังพระศพ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้เปิดให้สาธารณชนรับชม โดยเป็นการฝังพระศพลงพื้นดิน และเป็นไปอย่างเรียบง่าย ขณะที่สุสานของพระองค์ตั้งอยู่ระหว่างแท่นบูชาพอลีน ชาเปล และแท่นบูชาสฟอร์ซา ชาเปล ทำด้วยหินอ่อน ไม่มีการตกแต่งใดๆ ตามที่ทรงสั่งเสียไว้ มีเพียงการสลักพระนามของพระองค์ในภาษาละตินว่า “ฟรานซิสคัส” พร้อมนำไม้กางเขนที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเคยใช้ไว้ที่สุสานของพระองค์ด้วย ทั้งนี้ สำนักวาติกันระบุว่า หลังพิธีฝังพระศพเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะได้ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 27 เม.ยนี้เป็นต้นไป รวมถึงจะมีการไว้ทุกข์เป็นเวลา 9 วัน

ก่อนหน้านี้ สำนักวาติกันได้อัญเชิญพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มาประดิษฐานที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน พร้อมเปิดให้คริสต์ศาสนิกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าถวายสักการะพระศพของพระองค์ที่บรรจุอยู่ในโลงไม้ที่เปิดฝาไว้ ภายในมหาวิหารระหว่างวันที่ 23-25 เม.ย. โดยมีผู้คนเดินทางมาอย่างคับคั่งรวมทั้ง 3 วันมากกว่า 250,000 คน ก่อนสิ้นสุดการเปิดให้ประชาชนถวายสักการะพระศพในเวลา 19.00 น.ของวันที่25เม.ย.

จากนั้นในเวลา 20.00 น.ของคืนเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ประกอบพิธีปิดหีบพระศพภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยมีการใช้ผ้าไหมสีขาวคลุมปิดพระพักตร์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงสวมอาภรณ์สีแดง หมวกไมเตอร์สีขาว และที่พระหัตถ์คล้องลูกประคำ รวมถึงนำกระเป๋าบรรจุเหรียญเกียรติยศต่างๆใส่ลงไปในหีบศพ ก่อนปิดฝาโลงสีเงินที่ทำจากสังกะสี ด้านบนมีไม้กางเขนตราแผ่นดิน และแผ่นโลหะสลักพระนาม

ทั้งนี้ โลงพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มีการปรับเปลี่ยนแบบไปจากเดิมที่จะใช้โลงพระศพ 3 โลง โดยโลงแรกทำจากไม้สนไซเปรส ขณะที่อีกโลงทำจากตะกั่ว ส่วนโลงที่ 3 ทำมาจากไม้โอ๊ก แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์เลือกใช้เพียงโลงเดียว ทำมาจากไม้และสังกะสี เป็นการเน้นย้ำถึงความสมถะและเรียบง่าย รวมถึงสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงมีพระประสงค์ให้ฝังพระศพที่มหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร กรุงโรม เนื่องจากพระองค์ทรงมีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ โดยทรงมาสวดภาวนาที่มหาวิหารแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง และถือเป็นการฝังพระศพสมเด็จพระสันตะปาปา นอกนครรัฐวาติกัน เป็นครั้งแรกในรอบ 122 ปี ต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13

ต่อมาสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแมตทีโอ ปิอันเตโดซี รมว.มหาดไทยของอิตาลี เปิดเผยว่า มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาอย่างน้อย 400,000 คน เดินทางมาเข้าร่วมพิธีพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน โดยมีการต่อแถวยาวเหยียดไปตามถนนในกรุงโรม ทั้งนี้ การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวมากกว่าจำนวนที่สำนักวาติกันระบุก่อนหน้านี้ว่ามีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมพิธีพระศพ ประมาณ 250,000 คน

พิธีปลงพระศพ

พิธีปลงพระศพ

27 เม.ย. 2568 07:02 น.

พิธีปลงพระศพ


พระคาร์ดินัลจิโอวานนี บัตติสตา เร หัวหน้าคณะ พระคาร์ดินัล เป็นผู้นำประกอบพิธีปลง พระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาทอลิก (ภาพเล็ก) ที่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ท่ามกลางพระราชวงศ์ และผู้นำทั่วโลกร่วมพิธี ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน กรุงโรม ประเทศอิตาลี.

เกาหลีเหนือเปิดตัว “เรือพิฆาต” ลำใหม่ โวติดตั้งอาวุธสุดทรงพลัง

เกาหลีเหนือเปิดตัว “เรือพิฆาต” ลำใหม่ โวติดตั้งอาวุธสุดทรงพลัง

27 เม.ย. 2568 06:06 น.

เกาหลีเหนือเปิดตัว “เรือพิฆาต” ลำใหม่ โวติดตั้งอาวุธสุดทรงพลัง

เกาหลีเหนือเปิดตัวเรือพิฆาตลำใหม่ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าติดตั้งอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ท่ามกลางความกังวลว่า เปียงยางอาจร่วมมือทางทหารกับรัสเซียมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของประเทศเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีเปิดตัวเรือรบลำใหม่ชื่อว่า “ชเว ฮยอน” (Choe Hyon) ตามชื่อของนักต่อสู้ต่อต้านญี่ปุ่นผู้ล่วงลับในอดีต ที่อู่ต่อเรือนัมโป (Nampho) โดยเป็นเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตัน ซึ่งใช้เวลาในการสร้างนานกว่า 1 ปี

ขนาดที่ใหญ่โตของเรือลำนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ชเว ฮยอน สามารถติดตั้งได้ทั้งขีปนาวุธประเภทยิงจากเรือรบสู่ภาคพื้น และขีปนาวุธจากเรือรบสู่อากาศ โดยที่สื่อของสหรัฐฯ ที่รายงานเรื่องเกาหลีเหนือโดยเฉพาะอย่าง NK News รายงานว่า เรือพิฆาตลำนี้น่าจะติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีพิสัยใกล้เอาไว้

ขณะที่ตามรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) สื่อหลักของเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน กล่าวว่า ตอนนี้กองทัพเรือเกาหลีเหนือสามารถทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการป้องกันประเทศ และเป็นส่วนประกอบในการป้องปรามทางนิวเคลียร์ได้แล้ว และเสริมด้วยว่า เรือลำนี้จะเข้าสู่ปฏิบัติการได้ในช่วงต้นปีหน้า

คิม จอง อึน กล่าวหาสหรัฐฯ ด้วยว่า ฝึกซ้อมจำลองสถานการณ์โจมตีเกาหลีเหนือผ่านปฏิบัติการทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ภาพที่สื่อหลักของเกาหลีเหนือเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า นายคิมร่วมพิธีเปิดตัวเรือรบลำใหม่พร้อมกับ คิม จู-แอ บุตรี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดกันว่าจะเป็นผู้สืบทอดของนายคิมในอนาคต

การเปิดตัวเรือพิฆาต ชเว ฮยอน เกิดขึ้นราว 1 เดือนหลังจากนายคิมเข้าตรวจสอบโครงการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในตอนนั้นนายคิมเรียกร้องให้มีการพัฒนากองทัพเรือทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำให้ทันสมัย รวมถึงให้พัฒนาเรือรบด้วย

นอกจากนั้น นายคิมยังเข้าชมการทดสอบโดรนพลีชีพกับโดรนลาดตระเวนรุ่นใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความกังวลเรื่องความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คอนเคลฟกับพระสันตะปาปาองค์ใหม่

คอนเคลฟกับพระสันตะปาปาองค์ใหม่

27 เม.ย. 2568 05:30 น.

คอนเคลฟกับพระสันตะปาปาองค์ใหม่

บทสวดภาวนาแด่พระผู้เป็นเจ้า ดังกึกก้องในนครรัฐวาติกันอีกครา หลังสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิสที่ 1 ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก หรือ “บิชอปแห่งโรม” พระองค์ที่ 266 สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา

โป๊ปฟรานซิสจากอาร์เจนตินา ผู้ทรงมีพระนามเดิมว่า“ฮอร์เก มาริโอ เบอร์โกกลิโอ” เสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ ปิดฉากภารกิจอันสูงส่งที่ยาวนานกว่า 9 ปี โดยเฉพาะการเรียกร้องการดูแลผู้เปราะบาง เน้นย้ำคุณค่าของความเห็นอกเห็นใจ การร่วมทุกข์ร่วมสุข และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่มีความสำคัญมากกว่าตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม กระบวนการ “ทางโลก” ย่อมต้องดำเนินต่อไป ตำแหน่งพระสันตะปาปาจำเป็นต้องได้รับการสานต่อเหมือนอย่างที่เป็นมาหลายศตวรรษ นับตั้งแต่นักบุญเซนต์ปีเตอร์ในช่วงหลังคริสตกาล ค.ศ.30 ซึ่งในปัจจุบันได้ใช้ระบบคัดสรรผ่านการประชุม “คอนเคลฟ” ของคณะพระคาร์ดินัล ที่มีสมณศักดิ์สูงสุด

การประชุมคอนเคลฟมีต้นกำเนิดใน “ยุคกลาง” ศตวรรษที่ 13 เป็นหนึ่งในกระบวนการเลือกตั้งที่เก่าแก่ที่สุดของโลก มาจากภาษาละตินแปลว่า “มาพร้อมกับกุญแจ” สะท้อนถึงการประชุมแบบปิดที่รอการไขกลอน คณะพระคาร์ดินัลรวมตัวกันเพื่อลงคะแนนโหวตภายในมหาวิหารซิสทีน ชาเปล จนกว่าจะปรากฏชื่อโป๊ปพระองค์ที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3

โดยเฉลี่ยแล้วการประชุมคอนเคลฟในช่วงเวลาของพระสันตะปาปา 10 พระองค์ที่ผ่านมา จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ต่างกับในช่วงยุคกลางที่เคยยาวนานที่สุด 2 ปี 9 เดือน กับอีก 2 วัน ส่วนการคัดเลือกโป๊ปฟรานซิสเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา ใช้เวลาเพียงแค่ 2 วัน โหวตกันทั้งหมด 5 ครั้ง ตามรูปแบบกระบวนการโหวตที่เป็นมาตรฐานตายตัวคือ ในวันแรกจะมีการลงคะแนนเพียง 1 ครั้งจากนั้นในวันที่ 2 เป็นต้นไป จะลงคะแนนวันละ 2 ครั้งคือช่วงเวลา 12.00 น. ตามด้วยการลงคะแนนรอบสองในเวลา 19.00 น.

กระบวนการเลือกตั้งพระสันตะปาปาในปีนี้ ประกอบด้วย คณะพระคาร์ดินัล 135 องค์ (มี 3 องค์สละสิทธิเนื่องด้วยปัญหาสุขภาพและปัญหาอื้อฉาว) จาก 71 ประเทศ ในจำนวนนี้ 53 องค์มาจากยุโรป มากที่สุดคืออิตาลี 17 องค์ ตามด้วยพระคาร์ดินัลจากเอเชีย 23 องค์ จากแอฟริกา 18 องค์ จากอเมริกาใต้ 17 องค์ จากอเมริกาเหนือ 16 องค์ จากอเมริกากลาง 4 องค์ และจากภูมิภาคแปซิฟิก 4 องค์

ในบัตรเลือกตั้งจะสลักด้วยถ้อยคำว่า เอลิโก อิน ซัมมัม พอนติฟิเซม “ข้าพเจ้าขอเลือกองค์พระสันตะปาปา” ให้คณะพระคาร์ดินัลเขียนชื่อผู้ที่คิดว่าเหมาะสม ตามด้วยการประกาศนับผล หากเสียงยังไม่ถึงเกณฑ์บัตรเลือกตั้งจะถูกนำไปเผาด้วยควันสีดำ ปล่อยลอยขโมงออกมาจากปล่องเหนือมหาวิหาร ให้ประชาชนรับรู้ว่าการโหวตยังต้องดำเนินต่อไป แต่ถ้าสำเร็จได้คะแนนตามเกณฑ์ก็จะใช้ควันสีขาวบริสุทธิ์

แน่นอนว่ากระบวนการเลือกตั้งพระสันตะปาปาเป็นอะไรที่คาดเดายาก ทว่าในแต่ละครั้งย่อมมีการประเมินเสี่ยงทายโผ ซึ่งสำหรับปีนี้ประกอบด้วย พระคาร์ดินัล “เปียโตร พาโรลิน” วัย 70 ปี จากอิตาลี ผู้มีความใกล้ชิดกับโป๊ปฟรานซิส และทำหน้าที่ดูแลกิจการด้านต่างประเทศของวาติกัน พระองค์ยังถูกมองว่าเป็นตัวเต็งที่เดินทางสายกลางและจะสานต่อหน้าที่โป๊ปได้ไม่ต่างจากเดิม พระคาร์ดินัล “มัตเตโอ ซุปปี” วัย 69 ปีจากอิตาลี อีกหนึ่งคนใกล้ชิด ผู้มีแนวคิดเสรีนิยม ที่ทำหน้าที่แทนพระองค์เดินทางไปยูเครนและเข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เช่นเดียวกับพระคาร์ดินัล “เปียร์บัตติสตา พิซซาบัลลา” วัย 60 ปี จากอิตาลี ผู้ดูแลคณะสงฆ์ในนครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม ที่มีแนวคิดสายกลางและได้รับเสียงสนับสนุนจากบทบาทสถานการณ์ความขัดแย้งฉนวนกาซา เคยเสนอให้กลุ่มติดอาวุธฮามาสเอาพระองค์ไปเป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับตัวประกันผู้บริสุทธิ์

ในทางกลับกัน เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน พระคาร์ดินัล “ปีเตอร์ เออร์โด” วัย 72 ปี จากฮังการี ถือเป็นตัวเต็งจากขั้วอนุรักษนิยมที่สวนทางกับโป๊ปฟรานซิส ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเปิดรับผู้อพยพเข้ายุโรป พระคาร์ดินัล “โรเบิร์ต ซาราห์” วัย 79 ปี จากกินี ผู้ทรงประพันธ์หนังสือปกป้องแนวคิดว่านักบวชควรครองตนเป็นโสด มองแนวคิดเพศสภาพว่าเป็นภัยคุกคามต่อสังคม พร้อมมีจุดยืนต่อต้านแนวคิดหัวรุนแรงของศาสนาอื่น และพระคาร์ดินัล “ปีเตอร์ เติร์กสัน” วัย 76 ปีจากกานา ผู้ทรงสนับสนุนการแต่งงานชาย-หญิง และต่อต้านการคอร์รัปชัน

รวมถึงตัวเต็งจากเอเชีย พระคาร์ดินัล “หลุยส์ อันโตนิโอ ทาเกิล” วัย 67 ปีจากฟิลิปปินส์ ผู้ทรงมีแนวคิดเสรีนิยมใกล้เคียงกับโป๊ปฟรานซิส เคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดอนุรักษนิยม เช่น การไม่ยอมรับหญิงที่ท้องก่อนแต่ง หรือชาวคริสต์คาทอลิกที่หย่าร้างหรือแต่งงานใหม่ ซึ่งหากได้รับเลือกจะถือเป็นพระสันตะปาปาจากภูมิภาคเอเชียพระองค์แรก แต่ทั้งนี้ก็มีรายงานเช่นกันว่า ในระยะหลังพระองค์หลุดจากโผคนใกล้ชิดไปแล้ว

จะถูกต้องตามโผหรือหลุดโผ เป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไปในกระบวนการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 6–11 พ.ค.นี้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ย่อมเกิดขึ้นแน่นอนคือ ภาพเหตุการณ์พระคาร์ดินัลอาวุโสขึ้นประกาศที่ระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ด้วยถ้อยคำว่า “อันนันทิโอ วอบิส

กวาเดียม แมกนัม, ฮาเบมุม ปาปาม– ข้าพเจ้าขอประกาศด้วยความยินดีว่า เรามีพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่แล้ว” พร้อมประกาศให้ชาวโลกรับรู้ว่า พระสันตะปาปาพระองค์ที่ 267 มีพระนามว่าอะไร.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม