รัสเซียอ้างจับสายลับยูเครน วางระเบิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลในมอสโก

รัสเซียอ้างจับสายลับยูเครน วางระเบิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลในมอสโก

27 เม.ย. 2568 04:01 น.

รัสเซียอ้างจับสายลับยูเครน วางระเบิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลในมอสโก

รัสเซียอ้างว่าจับกุมตัวสายลับชาวยูเครน ผู้ก่อเหตุวางระเบิดคาร์บอมบ์ สังหารนายพลอาวุโสกลางกรุงมอสโกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 26 เม.ย. 2568 กองกำลังความมั่นคงของรัสเซียจับกุมตัวนาย อิกนัต คูซี ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นสายลับชาวยูเครน และเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดคาร์บอมบ์ สังหารพลเอกอาวุโส ยาโรสลาฟ มอสคาลิก ในกรุงมอสโกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้แล้ว

สำนักงานความมั่นคงกลางของรัสเซีย (FSB) ระบุว่า นายคูซีติดตั้งระเบิดประดิษฐ์เองไว้ในรถโฟล์คสวาเกน กอล์ฟ และให้เจ้าหน้าที่ในยูเครนจุดระเบิดจากระยะไกลในตอนที่นายพลมอสคาลิกเดินผ่านรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านของเขาในเขตบาลาชิกา (Balashikha) ของกรุงมอสโก

FSB ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกเกณฑ์เป็นสายลับยูเครนในปี 2566 และเดินทางเข้าสู่กรุงมอสโกในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

ด้านสื่อท้องถิ่นของรัสเซียระบุว่า FSB เผยแพร่วิดีโอแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งที่ถูกควบคุมตัวเอาไว้กำลังให้การรับสารภาพ และเปิดเผยภาพขณะจับกุมและภาพองค์ประกอบของวัตถุระเบิดด้วย

รัฐบาลรัสเซียกล่าวหายูเครนตั้งแต่หลังเกิดเหตุเมื่อวันศุกร์แล้วว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดในครั้งนี้ และว่าเคียฟยังคงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการก่อการร้ายภายในรัสเซีย ส่วนฝ่ายยูเครนยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ พลเอกยาโรสลาฟ มอสคาลิก เคยเป็นรองหัวหน้ากองอำนวยการปฏิบัติการหลักของคณะเสนาธิการกองทัพรัสเซีย และเคยเป็นผู้แทนรัสเซียในการเจรจากับยูเครนที่กรุงปารีสเมื่อปี 2558 ทำให้เกิดข้อตกลงกรุงมินสก์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติการต่อสู้ในภูมิภาคดอนบาสของยูเครนที่เริ่มขึ้นในปี 2557 แต่ข้อตกลงล่มในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียอ้าง ยึดดินแดนแคว้นคูสค์คืนจากยูเครนได้ทั้งหมดแล้ว

รัสเซียอ้าง ยึดดินแดนแคว้นคูสค์คืนจากยูเครนได้ทั้งหมดแล้ว

27 เม.ย. 2568 02:20 น.

รัสเซียอ้าง ยึดดินแดนแคว้นคูสค์คืนจากยูเครนได้ทั้งหมดแล้ว

กองทัพรัสเซียอ้างว่า ยึดคืนพื้นที่ในแคว้นคูสค์จากกองทัพยูเครนได้ทั้งหมดแล้ว 8 เดือนหลังจากถูกยูเครนบุกโจมตีสายฟ้าแลบ แต่ฝ่ายเคียฟยืนยันว่ายังรักษาที่มั่นเอาไว้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายพลวาเลรี เกราซิมอฟ ประธานคณะเสนาธิการทหารแห่งกองทัพรัสเซีย เปิดเผยในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 ว่า กองทัพของพวกเขายึดการควบคุมดินแดนในแคว้นคูสค์กลับคืนมาได้ทั้งหมดแล้ว 8 เดือนหลังจากทหารยูเครนยกพลข้ามชายแดนมาบุกโจมตี และยึดพื้นที่หลายส่วนเอาไว้

นายพลเกราซิมอฟเปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุมผ่านวิดีโอร่วมกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน โดยระบุว่า “ในวันนี้ หมู่บ้านสุดท้ายในแคว้นคูสค์ ซึ่งก็คือหมู่บ้านกอร์นัล ได้รับการปลดปล่อยจากกองทัพยูเครนแล้ว”

นายพลเกราซิมอฟยังกล่าวชื่นชมความกล้าหาญของทหารเกาหลีเหนือว่า ให้ความช่วยเหลืออย่างมีนัยสำคัญต่อการเอาชนะทหารยูเครนกลุ่มนี้

ส่วนนายปูตินบอกกับนายพลเกราซิมอฟว่า “การผจญภัยของรัฐบาลเคียฟประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” พร้อมอ้างว่า เหตุการณ์นี้จะปูทางไปสู่การรุกคืบมากขึ้นของกองทัพรัสเซียในพื้นที่แนวหน้าจุดอื่นๆ

ด้านกองทัพยูเครนออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของนายพลเกราซิมอฟ โดยโพสต์ข้อความผ่านเทเลแกรมระบุว่า สถานการณ์ในสนามรบนั้นยากลำบาก แต่ยืนยันว่าทหารยังคงรักษาที่มั่นในแคว้นคูสค์เอาไว้ได้ และยังคงโจมตีในแคว้นเบลโกรอดของรัสเซียต่อไป

ทั้งนี้ การบุกโจมตีแคว้นคูสค์ของยูเครนเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเขตกันชนบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพรัสเซียถูกส่งไปประจำการในพื้นที่แนวหน้าฝั่งตะวันออกของยูเครน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ตั้งคำถามเรื่องความตั้งใจของนายปูติน ว่าต้องการสันติภาพจริงหรือไม่? หรือต้องการให้เขาใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียยิงมิสไซล์โจมตีกรุงเคียฟของยูเครนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญอิหร่าน ดับแล้ว 14 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญอิหร่าน ดับแล้ว 14 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

27 เม.ย. 2568 01:00 น.

เกิดระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญอิหร่าน ดับแล้ว 14 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญของอิหร่าน เบื้องต้นคาดว่าเป็นเพราะไฟไหม้แทงก์เก็บสารเคมี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 750 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือ “ชาฮิด ราจาอี” หนึ่งในท่าเรือพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิหร่าน ใกล้กับเมืองบันดาร์ อับบาส เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และพบผู้บาดเจ็บอีกกว่า 750 คน

แรงระเบิดที่เกิดขึ้นทำให้กระจกหน้าต่างและหลังคาอาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงถูกพัดแตกกระจายหรือได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับรถยนต์บริเวณนั้น ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า พวกเขาสามารถรู้สึกถึงแรงกระแทกจากการระเบิดได้แม้จะอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กม.

ควันดำหนาทบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังเกิดระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญของอิหร่าน เมื่อ 26 เม.ย. 2568
ควันดำหนาทบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังเกิดระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญของอิหร่าน เมื่อ 26 เม.ย. 2568

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า การระเบิดเกิดขึ้นหลังจากไฟที่ลุกไหม้ลามไปจนถึงกลุ่มแทงก์เก็บวัตถุไวไฟที่ไม่ได้ปิดผนึก ต่อมาเจ้าหน้าที่ศุลกากรของอิหร่านออกแถลงการณ์ระบุว่า เหตุระเบิดอาจเป็นผลจากไฟลุกไหม้บริเวณจุดเก็บแทงก์บรรจุสารเคมีและสารอันตราย

ขณะที่มีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า มีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงทำให้ผู้คนวิ่งหนีด้วยความแตกตื่น ก่อนจะเกิดระเบิดตูมสนั่น

จนถึงช่วงบ่ายวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ไฟจากการระเบิดก็ยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นเต็มท้องฟ้า ทางการต้องส่งเฮลิคอปเตอร์มาช่วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงควบคุมเพลิงไหม้ ขณะที่ทีมแพทย์รีบเร่งนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

สื่อท้องถิ่นรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่นายหนึ่งว่า ยังคงมีคนงานบางคนติดอยู่ใต้หลังคาที่พังถล่มลงมา และเจ้าหน้าที่กำลังพยายามช่วยเหลือพวกเขา

ความเสียหายบนถนนใกล้กับท่าเรือชาฮิด ราจาอี หลังเกิดระเบิดรุนแรงเมื่อ 26 เม.ย. 2568
ความเสียหายบนถนนใกล้กับท่าเรือชาฮิด ราจาอี หลังเกิดระเบิดรุนแรงเมื่อ 26 เม.ย. 2568

ทั้งนี้ ท่าเรือชาฮิด ราจาอี เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของอิหร่าน เป็นจุดเปลี่ยนผ่านการขนส่งทางเรือส่วนใหญ่ที่เข้าออกประเทศ ตั้งอยู่บนช่องแคบเฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลขนาดใหญ่ของโลก

ท่าเรือชาฮิด ราจาอี อยู่ห่างจากเมืองบันดาร์ อับบาส ไปทางตะวันตกเพียง 20 กม. โดยเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ของอิหร่านบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ และเป็นที่ตั้งฐานทัพหลักของกองทัพเรืออิหร่าน

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการระเบิดครั้งนี้คืออะไร แต่ “แอมเบรย์ อินเทลลิเจนซ์” (Ambrey Intelligence) บริษัทจัดการความเสี่ยงทางทะเล อ้างว่า ไฟไหม้เป็นผลจากการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแข็งสำหรับใช้กับขีปนาวุธอย่างไม่เหมาะสม

แอมเบรย์ฯ บอกด้วยว่า พวกเขาพบเรือสินค้า 12 ลำอยู่ภายในรัศมี 5 ไมล์ทะเลจากจุดเกิดระเบิด โดยที่เรือ 7 ลำในจำนวนนี้ จอดอยู่ที่ท่าเรือตอนเกิดเหตุ

ด้านบริษัทผู้ผลิตน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านยืนยันว่า เหตุระเบิดไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตโรงกลั่นน้ำมัน, แทงก์เก็บน้ำมัน หรือท่อส่งน้ำมันของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์คุยเซเลนสกีก่อนพิธีศพโป๊ปฟรานซิส ถามปูตินสนใจสันติภาพหรือไม่

ทรัมป์คุยเซเลนสกีก่อนพิธีศพโป๊ปฟรานซิส ถามปูตินสนใจสันติภาพหรือไม่

26 เม.ย. 2568 22:51 น.

ทรัมป์คุยเซเลนสกีก่อนพิธีศพโป๊ปฟรานซิส ถามปูตินสนใจสันติภาพหรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดคุยกับโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนก่อนร่วมพระราชพิธีพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส นายทรัมป์ก็โพสต์ข้อความถามวลาดิเมียร์ ปูตินว่าต้องการสันติภาพหรือไม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 สำนักงานประธานาธิบดียูเครนเผยแพร่ภาพแสดงให้เห็นนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี พูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดโดยไม่มีผู้ช่วยเข้าร่วมวง ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

นี่ถือเป็นครั้งแรกนายเซเลนสกีกับนายทรัมป์พบกับโดยตรง นับตั้งแต่การเจรจาที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนายทรัมป์กับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของสหรัฐฯ กล่าวโจมตีผู้นำยูเครนอย่างเปิดเผยว่า ไม่สำนึกบุญคุณความช่วยเหลือของสหรัฐฯ อย่างเพียงพอ และระงับการส่งความช่วยเหลือกับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครนชั่วคราว

หลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็พยายามผลักดันการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซียมาตลอด โดยสำหรับการพบปะกันครั้งล่าสุดนี้ นายเซเลนสกีโพสต์ข้อความขอบคุณนายทรัมป์สำหรับ “การพบปะกันดีๆ” ที่เกิดขึ้น

“เราหารือกันในหลายเรื่อง โดยหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ในทุกอย่างที่เราพูดคุย” นายเซเลนสกีระบุ “ทั้งเรื่องการปกป้องชีวิตของประชาชนของเรา, การหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบและไม่มีเงื่อนไข, สันติภาพอย่างยั่งยืนและเชื่อถือได้ที่จะป้องกันไม่ให้สงครามปะทุขึ้นอีก เป็นการพูดคุยเชิงสัญลักษณ์มากๆ ที่อาจถูกจารึกในประวัติศาสตร์ หากเราบรรลุผลลัพธ์ร่วมกัน”

ด้านโฆษกทำเนียบขาวที่ติดตามนายทรัมป์ไปด้วยกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองคนพบกันเป็นการส่วนตัวและมีการหารือที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และยูเครนพูดตรงกันว่า การพูดคุยนี้กินระยะเวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น และผู้นำทั้งสองคนตกลงจะพูดคุยกันอีกหลายครั้งจากนี้

หลังจากนั้นไม่นาน นายทรัมป์ก็โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปรยถึงการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อรัสเซีย หลังจากมอสโกโจมตีกรุงเคียฟอย่างรุนแรงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิตหลายศพ พร้อมตั้งคำถามไปยังประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียว่า เขาสนใจในสันติภาพหรือไม่

“ไม่มีเหตุผลที่ปูตินจะยิงมิสไซล์ในเขตพลเรือน, เมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา” นายทรัมป์ระบุ “มันทำให้ผมคิดว่าบางทีเขาอาจไม่ได้ต้องการหยุดสงคราม เขาแค่ไหลไปตามน้ำกับผม และต้องถูกปฏิบัติอย่างแตกต่าง ผ่านการคว่ำบาตรธนาคาร หรือคว่ำบาตรเชิงทุติยภูมิหรืออย่างไร? มีคนกำลังล้มตายมากเกินไปแล้ว!!!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

วาติกันฝังพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่โบสถ์เซนต์แมรี เมเจอร์ แล้ว

วาติกันฝังพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่โบสถ์เซนต์แมรี เมเจอร์ แล้ว

26 เม.ย. 2568 22:05 น.

วาติกันฝังพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่โบสถ์เซนต์แมรี เมเจอร์ แล้ว

(ภาพจาก AFP PHOTO / VATICAN MEDIA)

วาติกันประกอบพิธีฝังพระศพของพระสันตะปาปาฟรานซิสที่โบสถ์เซนต์แมรี เมเจอร์ ตามพระประสงค์แล้ว หลังจากจัดพระราชพิธีศพอย่างสมพระเกียรติ มีประชาชนมาเข้าร่วมกว่า 400,000 คน

สำนักวาติกันยืนยันในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 ว่าหีบพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ถูกฝังที่โบสถ์ “ซานตา มาเรีย มาจอเร” หรือ “เซนต์แมรี เมเจอร์” ในย่านใจกลางกรุงโรมแล้ว หลังจากจัดพระราชพิธีศพอย่างสมพระเกียรติที่กลางลานจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ในนครรัฐวาติกันเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกัน 2 ฝากถนน เพื่อส่งโป๊ปฟรานซิสเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ 26 เม.ย. 2568
ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกัน 2 ฝากถนน เพื่อส่งโป๊ปฟรานซิสเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ 26 เม.ย. 2568

การฝังพระศพที่โบสถ์เซนต์แมรี เมเจอร์ ทำให้โป๊ปฟรานซิสเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกในรอบกว่าศตวรรษ ที่ประทับสุดท้ายอยู่นอกนครรัฐวาติกัน โดยพระองค์ประสงค์ให้ฝังพระศพที่โบสถ์ดังกล่าวอย่างเรียบง่าย โดยที่หลุมพระศพสลักเพียงชื่อ “Franciscus” บนแผ่นหินอ่อนเท่านั้น

มีการเปิดเผยว่า แผ่นหินอ่อนดังกล่าวมาจากแคว้นลิกูเรีย ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษของพระองค์ ส่วนภาพด้านบนหลุมศพ เป็นภาพไม้กางเขนห้อยคอของพระองค์ ซึ่งเป็นภาพ “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี”

ก่อนหน้านี้ วาติกันจัดพระราชพิธีศพของพระสันตะปาปาฟรานซิสอย่างสมพระเกียรติที่กลางลานจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ในนครรัฐวาติกันในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันเสาร์ที่ 26 เมษายน ซึ่งตรงกับเวลา 15.00 น.ของวันเดียวกันตามเวลาในประเทศไทย โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญมากมายจากทั่วโลกมาร่วมในพิธี

ประชาชนไม่น้อยกว่า 400,000 คน ร่วมพระราชพิธีศพโปีปฟรานซิส ที่นครรัฐวาติกัน เมื่อ 26 เม.ย. 2568
ประชาชนไม่น้อยกว่า 400,000 คน ร่วมพระราชพิธีศพโปีปฟรานซิส ที่นครรัฐวาติกัน เมื่อ 26 เม.ย. 2568

นายมัตเตโอ ปิอันเตโดซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศอิตาลีประเมินว่า มีประชาชนมารวมตัวกันที่งานพระราชพิธีศพและเข้าแถวรอชมการเคลื่อนย้ายพระศพของโป๊ปฟรานซิสจากจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ไปยังโบสถ์เซนต์แมรี เมเจอร์ ไม่น้อยกว่า 400,000 คน

อนึ่ง หลังจากพิธีฝังพระศพเสร็จสิ้น จะมีการจัดพิธีมิสซาและภาวนาอุทิศ 9 วันแด่พระสันตะปาปาฟรานซิส ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายนไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2025 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่า การเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ อาจจะเริ่มวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2025

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนเข้าร่วมสัมมนาด้านการศึกษา ‘Pathway to Successfully Gaining Admission to Top U.S. Universities’

หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนเข้าร่วมสัมมนาด้านการศึกษา 'Pathway to Successfully Gaining Admission to Top U.S. Universities'

หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนเข้าร่วมสัมมนาด้านการศึกษา ‘Pathway to Successfully Gaining Admission to Top U.S. Universities’

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนลูกค้าคนสำคัญที่วางแผนส่งบุตรหลานเรียนต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาด้านการศึกษาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Pathway to Successfully Gaining Admission to Top U.S. Universities”จัดโดย “สมาคมศิษย์เก่าเอ็มไอที” เพื่อเตรียมความพร้อม และรับฟังเคล็ดลับตรงจากวิทยากรพิเศษ ปิยะ ซอโสตถิกุล กก.บริหารหลักทรัพย์บัวหลวงและเลขาสมาคมฯผู้มีประสบการณ์ด้านการแนะแนวศึกษาต่อในสหรัฐฯ กว่า 25 ปี มาร่วมแชร์เทคนิคการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยเฉพาะในสาย STEM แบบครบทุกขั้นตอน และตลอดปีนี้ เอ็มดีคนขยันแห่งหลักทรัพย์บัวหลวง “เนส บรรณรงค์ พิชญากร” ยังเตรียมกิจกรรมไลฟ์สไตล์อื่นๆ ไว้เตรียมมอบให้สำหรับลูกค้าคนสำคัญ รอติดตามกันได้

PTGenergy – DTC จับมือ MOU พัฒนาศักยภาพด้านการทำงานในอุตฯการท่องเที่ยวและอาหาร

PTGenergy - DTC จับมือ MOU พัฒนาศักยภาพด้านการทำงานในอุตฯการท่องเที่ยวและอาหาร

PTGenergy – DTC จับมือ MOU พัฒนาศักยภาพด้านการทำงานในอุตฯการท่องเที่ยวและอาหาร

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ผช.กก.ผจญ.บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี ลงนามความร่วมมือกับ ดร. อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพด้านการทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการบริการอาหารและเครื่องดื่มผ่านการฝึกปฏิบัติงานจริง เตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่การทำงานอย่างมืออาชีพ อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานให้นักศึกษาได้มีโอกาสร่วมงานกับพีทีจีและบริษัทในเครือทั้ง กาแฟพันธุ์ไทย, คอฟฟี่ เวิลด์, ซับเวย์ รวมถึงแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ พร้อมทั้งสนับสนุนและต้อนรับบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่ทีมอย่างต่อเนื่อง จัดขึ้น ณ Co–Working Space วิทยาลัยดุสิตธานี

‘อัจฉรา เจริญพร’รับมอบประกาศนียบัตร Climate Action Leaders Recognition

'อัจฉรา เจริญพร'รับมอบประกาศนียบัตร Climate Action Leaders Recognition

‘อัจฉรา เจริญพร’รับมอบประกาศนียบัตร Climate Action Leaders Recognition

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อัจฉรา เจริญพร ผช.กก.ผจก.อาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง  หรือ DMT เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้าร่วมงาน Climate Action Forum เพื่อรับมอบประกาศนียบัตร Climate Action Leaders Recognition จากดร.ณัฐชา ลิขิตกิจวรกุล คณะที่ปรึกษา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการที่บริษัทฯ มีแผนงาน และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ด้านการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิผล โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ เพื่อรวมพลังพันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมผลักดันนโยบายและภารกิจความยั่งยืนด้านการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ณ องค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย

คุยกัน7วันหน : ​วิเคราะห์-เจาะลึก ใครจะได้เป็น ‘สมเด็จพระสันตะปาปา’ พระองค์ใหม่

คุยกัน7วันหน : ​วิเคราะห์-เจาะลึก ใครจะได้เป็น ‘สมเด็จพระสันตะปาปา’ พระองค์ใหม่

คุยกัน7วันหน : ​วิเคราะห์-เจาะลึก ใครจะได้เป็น ‘สมเด็จพระสันตะปาปา’ พระองค์ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    หลังจากผ่านพ้นพิธีปลงพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสผู้ล่วงลับ ที่นครรัฐวาติกันเมื่อวันเสาร์ที่จะผ่านมา ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสรรหาสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ในกระบวนการที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป ผู้ที่สามารถรับเลือกเป็นพระสันตะปาปา คือ  พระคาร์ดินัล หรือ บรรดานักบวชอาวุโสผู้มีสมณศักดิ์สูง อายุต่ำกว่า 80 ปี ซึ่งในครั้งนี้ มีจำนวนราว 130 คน เป็นคนเพียงกลุ่มเดียว ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือก ผ่านการประชุมแบบลับที่เรียกว่า Conclave คาดว่าการประชุมคอนเคลฟ จะจัดขึ้นไม่เกินวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

    อย่างไรก็ดี เคยมีคำพูดโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ผู้ที่เข้าสู่การประชุมในฐานะพระสันตะปาปา มักออกมาในฐานะคาร์ดินัล’ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของกระบวนการนี้ เพราะพระคาร์ดินัลที่ถูกคาดหมายว่ามีโอกาสจะได้ขึ้นครองตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา อาจจะไม่ได้เป็นไปตามโผ และพระคาร์ดินัลที่เข้าสู่กระบวนการสรรหา อาจไม่ได้คะแนนเสียงอย่างที่ตั้งใจไว้

    ยกตัวอย่างการประชุมเลือกโป๊ปเมื่อปี 2013 ครั้งนั้น หนึ่งในพระคาร์ดินัลที่ถูกมองว่ามีโอกาสได้รับเลือกมากที่สุด คือบาทหลวง แองเจโล สโคลา จากมิลาน ประเทศอิตาลี พระองค์มั่นอกมั่นใจอย่างยิ่งว่า ตนเองเป็นผู้ที่ได้รับเลือกแน่นอน ถึงขนาดที่ว่าเมื่อ ‘ควันสีขาว’ ลอยออกมาจากปล่องไฟของโบสถ์น้อยซิสทีน อันเป็นสัญญาณว่า ที่ประชุมพระคาร์ดินัลเลือกโป๊ปองค์ใหม่ได้เรียบร้อยแล้ว บาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ของอิตาลีท่านหนึ่ง ถึงกับส่งข้อความหานักข่าว แสดงความยินดีที่พระคาร์ดินัลสโคลาได้เป็นโป๊ปองค์ใหม่ แต่กลับกลายเป็นว่า พระคาร์ดินัล ฮอร์เก มาริโอ เบร์โกกลิโอ จากอาร์เจนตินา เป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นโป๊ป ซึ่งต่อมาใช้ชือว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส นั่นเอง

    หลังการจากไปของโป๊ปฟรานซิส กระบวนการคัดเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จึงถูกจับตามองและถือว่ามีความสำคัญยิ่ง ต่อการกำหนดทิศทางในอนาคตของคริสตจักรโรมันคาทอลิก จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เป็น candidates หรือพระคาร์ดินัลที่ถูกมองว่ามีโอกาสได้รับเลือกในครั้งนี้ มีความหลากหลายมากกว่าเดิม ส่วนหนึ่งมาจากการสังคายนาใหม่ของโป๊ปฟรานซิส เพราะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงยกเครื่ององค์คณะที่ทำหน้าที่คัดเลือกและสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต่อจากพระองค์ ช่วยให้มีตัวแทนพระคาร์ดินัลจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เข้ามามีส่วนในการคัดเลือกมากขึ้น

    ที่สำคัญ คือทรงยกเลิกกฎที่ไม่มีระบุอย่างเป็นทางการ แต่ปฏิบัติกันแพร่หลายก่อนหน้านี้ ที่กำหนดให้บาทหลวงจากหลายสังฆมณฑล (diocese) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิตาลี ได้ตำแหน่งพระคาร์ดินัลในทันที และเปิดโอกาสให้บาทหลวงจากสังฆมณฑลห่างไกลในพื้นที่อื่นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นตองกา เฮติ หรือปาปัวนิวกินี ได้ทำหน้าที่พระคาร์ดินัล พระชั้นผู้ใหญ่จากดินแดนเหล่านี้ ถูกมองว่าอยู่นอกเหนือจากระบบคาทอลิกแบบดั้งเดิมของโรม จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่า พระคาร์ดินัลเหล่านี้จะลงคะแนนเลือกใคร

    แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีพระคาร์ดินัลเพียงหยิบมือเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งประสบการณ์ ความสามารถ ทักษะด้านต่างๆ และบารมี มากพอที่จะได้ดำรงตำแหน่งประมุขของคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทั้งหลายทั้งปวง ขึ้นอยู่กับบรรดาพระคาร์ดินัลในที่ประชุมลับ หรือ Conclave ว่าจะเลือกบุคคลใด รวมถึงพิจารณาว่า โป๊ปพระองค์ต่อไปควรจะตามรอยแนวทางปฏิรูป ที่อดีตโป๊ปฟรังซิสได้ปูทางไว้ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบไปในแนวทางอื่น อีกทั้งยังต้องคัดเลือกบุคคลที่มี ‘ชื่อชั้น’ พอที่จะเป็นผู้นำคริสตจักรบนเวทีโลกได้ 

    ผู้สัดทัดกรณีบางส่วนมองว่า อนาคตของคริสตจักรโรมันคาทอลิกอยู่ในเอเชีย จึงมีโอกาสสูงที่โป๊ปพระองค์ต่อไป อาจมาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่อายุก็เป็นปัจจัยสำคัญ จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นโป๊ปก่อนหน้านี้ ล้วนมีอายุมาก เพื่อให้แน่ใจว่า จะอยู่ในตำแหน่งไม่ยาวนานจนเกินไป

    สำหรับ Papabile หรือผู้ที่มีโอกาสได้รับเลือกเป็นโป๊ปพระองค์ต่อไป แม้ไม่มีพระคาร์ดินัลรูปใดที่ได้รับการคาดหมายมากที่สุดในการเป็นโป๊ป แต่มี 2 รูปที่ดูเหมือนว่า ผู้คนจะสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนักปฏิรูปคล้ายคลึงกับโป๊ปฟรานซิส คือ พระคาร์ดินัล ปิเอโตร ปาโรลิน จากอิตาลี วัย 70 ปี เป็นพระคาร์ดินัลนักการทูต และเป็นเบอร์สองของสำนักวาติกันรองจากโป๊ปฟรังซิสมาตั้งแต่ปี 2013 มีความรู้และเชี่ยวชาญในคริสตจักรทั่วโลก

ส่วนอีกพระองค์ พระคาร์ดินัล ลูอิส อันโตนิโอ ตาเกิล แห่งฟิลิปปินส์ วัย 67 ปี มักได้รับการเรียกขานในฟิลิปปินส์ว่า “ฟรานซิสแห่งเอเชีย” เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับโป๊ปฟรานซิสผู้ทรงเป็นนักปฏิรูป และอุทิศพระองค์เพื่อผดุงความยุติธรรมในสังคม คาร์ดินัลตาเกิลเคยเป็นบิชอปแห่งอิมุส และอาร์ชบิชอบแห่งมะนิลา ได้รับการสถาปนาจากโป๊ปฟรานซิส ให้เป็นพระคาร์ดินัลเมื่อปี 2012 จากนั้นในปี 2019 โป๊ปฟรานซิสทรงย้ายพระคาร์ดินัลตาเกลจากมะนิลา ฟิลิปปินส์ ไปยังสำนักวาติกัน และแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาของวาติกัน

    ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ปีนี้ ระบุว่าทั่วโลกมีพระคาร์ดินัลอยู่ถึง 252 รูป และส่วนใหญ่แล้วพระคาร์ดินัลเหล่านี้ก็มักจะดำรงตำแหน่งพระสังฆราชหรือบิชอป (bishop) ประจำสังฆมณฑลท้องถิ่นของตนเอง อย่างไรก็ตาม มีเพียงพระคาร์ดินัลที่อายุต่ำกว่า 80 ปีเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อออกเสียงเลือกตั้งโป๊ปองค์ใหม่ได้

    ตามปกติแล้ว จำนวนของพระคาร์ดินัลที่เป็นองค์คณะผู้เลือกตั้งโป๊ปนั้น มักจำกัดไว้ที่ 120 รูป แต่ปัจจุบันกลับมีพระคาร์ดินัลที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดข้างต้นถึง 138 รูป เนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ทรงแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่เพิ่มอีก 21 รูป เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว

    การประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา จะถูกจัดขึ้นแบบปิดลับและตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เหล่าพระคาร์ดินัลผู้ออกเสียงเลือกตั้งไม่สามารถออกไปนอกเขตสำนักวาติกัน ทั้งยังไม่สามารถฟังวิทยุ, ดูโทรทัศน์, อ่านหนังสือพิมพ์, หรือใช้โทรศัพท์พูดคุยติดต่อกับบุคคลภายนอกได้ นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในเขตที่พักของพระคาร์ดินัลอีกด้วย เว้นแต่พนักงานทำความสะอาด, แพทย์พยาบาล, และนักบวชผู้ทำหน้าที่รับฟังคำสารภาพบาปเท่านั้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องให้คำมั่นว่า จะเก็บสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ยินได้ฟังไว้เป็นความลับ

    ในช่วงหยุดพักระหว่างการลงคะแนนของแต่ละวัน เหล่าพระคาร์ดินัลทั้งหมด รวมถึงผู้ที่ชราภาพเกินไปจนหมดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไปแล้ว จะมาร่วมหารือและอภิปรายถกเถียงกัน ถึงข้อดีข้อเสียของผู้สมัครเป็นพระสันตะปาปาแต่ละคน โดยไม่อนุญาตให้มีการรณรงค์หาเสียงอย่างเปิดเผย

    สำนักวาติกันระบุว่า การตัดสินใจของเหล่าพระคาร์ดินัลนั้น เป็นไปตามการชี้นำของพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Spirit) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้สมัครหลายรายมีการต่อสู้แย่งชิงเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ตนเอง ไม่ต่างไปจากการเมืองในโลกของฆราวาส

    หากมีควันสีขาวออกมาจากปล่องไฟของโบสถ์น้อยซิสทีน นั่นเป็นสัญญาณว่า ที่ประชุมพระคาร์ดินัลเลือกโป๊ปองค์ใหม่ได้เรียบร้อยแล้ว

    ตลอดการประชุมคอนเคลฟ จะมีการเผาทำลายบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ใช้แล้ววันละ 2 ครั้ง คนภายนอกสำนักวาติกันสามารถมองเห็นควันจากปล่องไฟที่ออกมาจากโบสถ์น้อยซิสทีนได้ สีของควันไฟดังกล่าวจะเป็นไปตามสีที่ใช้ทาบัตรเลือกตั้ง หากควันเป็นสีดำแสดงว่าที่ประชุมยังไม่มีมติชี้ขาด แต่หากควันเป็นสีขาว นั่นคือสัญญาณว่าที่ประชุมพระคาร์ดินัลเลือกโป๊ปองค์ใหม่ได้เรียบร้อยแล้ว

ดาโน โทนาลี

รัฐบาลเดินหน้า SML ส่งตรงโอกาสถึงชุมชน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กระจายงบ สู่มือประชาชน

รัฐบาลเดินหน้า SML ส่งตรงโอกาสถึงชุมชน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กระจายงบ สู่มือประชาชน

รัฐบาลเดินหน้า SML ส่งตรงโอกาสถึงชุมชน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กระจายงบ สู่มือประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดตัวงาน เปิดตัวงาน “ส่งตรงโอกาสถึงชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ภายใต้โครงการสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากแนวคิดโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) ในยุคของทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2547 ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการงบประมาณโดยชุมชน ครอบคลุมกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 79,610 แห่ง เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน งานนี้มี จิราพร  สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง แขกผู้มีเกียรติ คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สื่อมวลชน ร่วมงาน ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 11-12 เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายกรัฐมนตรี กล่าวนำว่า “รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญ และเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ จำนวน 79,610 แห่ง มีสมาชิกทั่วประเทศมากกว่า 13 ล้านคน มีเงินทุนหมุนเวียนมมากกว่า 3 แสนล้านบาท นับว่าเป็นกำลังหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนได้เป็นอย่างดี รัฐบาลจึงได้สนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมุ่งเน้นให้กองทุนหมู่บ้านเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เพื่อการลงทุนในการสร้างอาชีพ สร้างงาน และรายได้ของประชาชนในชุมชน มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการออมของประชาชนเพื่อความมั่นคงในรากฐานของชีวิตและครัวเรือน

วันนี้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองก้าวเข้าสู่ปีที่ 24 ซึ่งเป็นปีแห่งโอกาสของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ดิฉันมีความเชื่อมั่นว่าการที่จะพัฒนาประเทศไทยของเราไปสู่ความเจริญได้นั้น รากฐานที่สำคัญอยู่ที่พี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ความสำเร็จเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันดำเนินการ พัฒนาประเทศของเรา ให้มีความเจริญอย่างมั่นคงด้วยความสามัคคี ปรองดอง นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศให้มีความก้าวหน้า เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติต่อไป”

นอกจากนี้ กองทุนหมู่บ้านยังสามารถนำงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไปดำเนินงานกับกองทุนหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนร่วมกัน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนได้อีกด้วย

กองทุนหมู่บ้านและชุมชน ที่สนใจสามารถยื่นขอรับการจัดสรรงบประมาณได้ โดยจะพิจารณาตามลำดับก่อนหลังของการยื่นโครงการที่มีคุณสมบัติครบถ้วน จนกว่าวงเงินงบประมาณจะหมด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ หรือโทรศัพท์ 0 2100 4209 หรือ http://www.villagefund.or.th