ตำรวจอิตาลีไล่ล่า นักท่องเที่ยวเยอรมันขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ขนโบราณวัตถุโรมัน

ตำรวจอิตาลีไล่ล่า นักท่องเที่ยวเยอรมันขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ขนโบราณวัตถุโรมัน

23 พ.ค. 2568 14:04 น.

ตำรวจอิตาลีไล่ล่า นักท่องเที่ยวเยอรมันขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ขนโบราณวัตถุโรมัน

นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันถูกจับกุมในกรุงโรม หลังพบฐานหินอ่อนของเสาโรมัน น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ขณะขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า โดยวัตถุโบราณชิ้นนี้ถือเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

ตำรวจอิตาลีกล่าวว่า พวกเขาได้ไล่ตามนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันรายหนึ่ง หลังจากพบว่าเขาขนโบราณวัตถุโรมันบนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เช่ามา เมื่อเย็นวันพุธ (21 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนักท่องเที่ยววัย 24 ปีรายนี้ หลังจากที่พบเห็นเขากำลังขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าลงมาตามถนนสายประวัติศาสตร์ “เวีย เวเนโต” ใกล้สถานทูตสหรัฐฯ โดยมีฐานหินอ่อนของเสาโรมัน น้ำหนัก 30 กิโลกรัม วางอยู่ระหว่างเท้า

หัวหน้าแผนกโบราณคดีของกรุงโรมระบุว่าวัตถุโบราณชิ้นนี้ “มีลักษณะสำคัญทางประวัติศาสตร์” ตำรวจกล่าวว่านักท่องเที่ยวรายนี้บอกกับตำรวจว่า เขาได้มันมาเพื่อเป็น “ของที่ระลึก” แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจ่ายเงินให้ใครซื้อหรือไม่ ชายคนดังกล่าวถูกจับกุมฐานมี “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และศิลปะ”

ตำรวจกล่าวว่าชายคนดังกล่าวไม่ได้ถูกตั้งข้อหา แต่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนในข้อหา “รับสิ่งของทางวัฒนธรรมที่ถูกขโมย” ตำรวจไม่ได้เปิดเผยชื่อของเขา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดียังคงศึกษาโบราณวัตถุชิ้นนี้อยู่ เพื่อระบุว่าถูกนำมาจากที่ใด

หน่วยงานกำกับดูแลพิเศษด้านโบราณคดี ศิลปกรรม และภูมิทัศน์แห่งกรุงโรมได้ให้การรับรองสิ่งของดังกล่าว และกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปะ โดยอาจนำมาจากแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโรม

ทั้งนี้ พฤติกรรมที่ไม่ดีของนักท่องเที่ยวทำให้ทางการอิตาลีไม่พอใจมาเป็นเวลานาน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวถูกจับกุมในข้อหาขับรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถยนต์มาเซราติลงบันไดสเปน แกะสลักตัวอักษรย่อที่สนามโคลอสเซียม และขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในซากปรักหักพังของเมืองปอมเปอี

ในเดือนกุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์ถูกปรับฐานกระโดดลงไปในน้ำพุเทรวี ส่วนเมื่อต้นเดือนนี้ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินหลังจากถูกแทงด้วยยอดแหลมขณะที่พยายามปีนข้ามรั้วที่ล้อมรอบโคลอสเซียม.

ที่มา CNN euronews

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เนทันยาฮูกล่าวหา ผู้นำอังกฤษ-แคนาดา-ฝรั่งเศส เข้าข้างฮามาส

เนทันยาฮูกล่าวหา ผู้นำอังกฤษ-แคนาดา-ฝรั่งเศส เข้าข้างฮามาส

23 พ.ค. 2568 13:23 น.

เนทันยาฮูกล่าวหา ผู้นำอังกฤษ-แคนาดา-ฝรั่งเศส เข้าข้างฮามาส

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวหาว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ รวมถึงผู้นำฝรั่งเศสและแคนาดา เข้าข้างกลุ่มฮามาส ด้วยการ “กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ฮามาสอยู่ในอำนาจต่อไป”

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เปิดเผยว่าเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ รวมถึงผู้นำฝรั่งเศสและแคนาดา “กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ฮามาสอยู่ในอำนาจต่อไป” เขายังกล่าวหาผู้นำอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาว่าเข้าข้าง “ฆาตกรต่อเนื่อง ผู้ข่มขืน ฆาตกรเด็ก และผู้ลักพาตัว”

ในวิดีโอที่โพสต์บน X ซึ่งกล่าวถึงการโจมตีเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดี (22 พ.ค.) นายเนทันยาฮูกล่าวว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ต้องการให้อิสราเอล “ยุติการโจมตีและยอมรับว่ากองทัพฆาตกรต่อเนื่องของฮามาสจะอยู่รอด”

ทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับคำพูดของเนทันยาฮู แต่ชี้ให้เห็นถึงคำประณามก่อนหน้านี้ของนายกฯ อังกฤษ ต่อการโจมตีในกรุงวอชิงตันดีซี ในโพสต์ดังกล่าวผู้นำอังกฤษเรียกการต่อต้านชาวยิวว่าเป็น “ความชั่วร้ายที่เราต้องกำจัด”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ได้ออกมาประณามการขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล และการปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พลเรือนในฉนวนกาซา และขู่ว่าจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมหากไม่หยุดปฏิบัติการดังกล่าว

นายเนทันยาฮูกล่าวว่ากลุ่มฮามาสต้องการทำลายอิสราเอลและทำลายล้างชาวยิว “ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าความจริงง่ายๆ นี้ ผู้นำของฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา และประเทศอื่นๆ มองไม่เห็นได้อย่างไร” “ผมบอกกับประธานาธิบดีมาครง นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ และนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ว่า เมื่อฆาตกรหมู่ ผู้ข่มขืน ผู้ฆ่าเด็ก และผู้ลักพาตัวขอบคุณคุณ คุณก็อยู่ผิดฝั่งของความยุติธรรม” เขากล่าวเสริมว่า “คุณอยู่ผิดฝั่งของมนุษยชาติ และคุณอยู่ผิดฝั่งของประวัติศาสตร์”

นายอามิไช ชิคลี รัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่านายกฯ อังกฤษ และผู้นำคนอื่นๆ ได้ “ทำให้กองกำลังก่อการร้ายแกร่งกล้าขึ้น”

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่าเขา “ตกตะลึง” กับการกระทำของอิสราเอล และกล่าวว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซา “ไม่อาจยอมรับได้” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่าการตัดสินใจของอิสราเอลในการให้ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยในฉนวนกาซา “ไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง”

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Newshour ของบีบีซี นายเอฮุด โอลแมร์ต อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวถึงรัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันว่าเป็น “กลุ่มอันธพาล”

นายโอลแมร์ตได้ถูกถามถึงคำกล่าวของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอิสราเอล ที่กล่าวถึงเขาว่า นายโอลแมร์ตควรละอายใจกับการสัมภาษณ์ดังกล่าว ซึ่งเขาโต้แย้งว่าสิ่งที่อิสราเอลกำลังทำในฉนวนกาซานั้น “ใกล้เคียงกับอาชญากรรมสงคราม”

ทั้งนี้ อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีข้ามพรมแดนของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย และอีก 251 รายถูกจับเป็นตัวประกัน ขณะที่มีมีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาอย่างน้อย 53,762 ราย รวมถึงเด็ก 16,500 ราย นับตั้งแต่นั้นมา ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮามาส.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ญี่ปุ่นรวบคนขับแท็กซี่ ต้องสงสัยวางยา-ข่มขืนผู้หญิง 50 คน

ญี่ปุ่นรวบคนขับแท็กซี่ ต้องสงสัยวางยา-ข่มขืนผู้หญิง 50 คน

23 พ.ค. 2568 12:45 น.

ญี่ปุ่นรวบคนขับแท็กซี่ ต้องสงสัยวางยา-ข่มขืนผู้หญิง 50 คน

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยจับกุมอดีตคนขับแท็กซี่รายหนึ่ง ในข้อหามอมยาและข่มขืนผู้โดยสารหญิง โดยสื่อรายงานว่าอาจมีเหยื่อกว่า 50 ราย

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยจับกุมอดีตคนขับแท็กซี่รายหนึ่ง ในข้อหาวางยาและข่มขืนผู้โดยสารหญิง โดยสื่อรายงานว่าอาจมีเหยื่อกว่า 50 ราย หนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุน และจิจิเพรสรายงานว่า ตำรวจพบวิดีโอและรูปภาพประมาณ 3,000 ภาพ ที่เขาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงประมาณ 50 คนในรถแท็กซี่หรือที่บ้านของเขา

โฆษกตำรวจโตเกียว เปิดเผยว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ชายคนดังกล่าว “ให้ผู้หญิงวัย 20 ปีเศษ กินยานอนหลับซึ่งทำให้เธอหมดสติ จากนั้นจึงพาเธอไปที่บ้านของเขาและกระทำอนาจาร จากนั้นเขาก็ถ่ายวิดีโอเอาไว้” และเปิดเผยว่าตำรวจจับกุมชายวัย 54 ปีเมื่อวันพุธ (21 พ.ค.) ในข้อหา “มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ยินยอมและละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการลงโทษการถ่ายวิดีโออนาจาร” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

จิจิเพรสรายงานว่า กองสืบสวนสอบสวนที่ 1 ของสำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียว จับกุมนายซาโตชิ ทานากะ ในข้อหามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ยินยอมและละเมิดพระราชบัญญัติการลงโทษการถ่ายภาพวัตถุทางเพศ โดยกล่าวหาว่าให้ยานอนหลับแก่ผู้โดยสารแท็กซี่หญิงและล่วงละเมิดทางเพศเธอ นายซาโตชิปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยบอกว่าเขา “จำไม่ได้”

ตามรายงานของตำรวจระบุว่า หญิงคนดังกล่าวมีอาการเมา หลังจากดื่มเหล้ากับเพื่อน ก่อนที่จะขึ้นแท็กซี่ และเชื่อว่าเขาให้ยาและน้ำแก่เธอโดยอ้างว่าเป็นห่วงสุขภาพของเธอ เธอไม่ทราบเรื่องดังกล่าวจนกระทั่งตำรวจระบุตัวตนของเธอได้จากภาพถ่ายและวิดีโอที่ยึดได้ในคดีอื่นและติดต่อเธอไป โดยพบร่องรอยของยานอนหลับในผมของเธอ รายงานระบุว่าภาพวิดีโอที่พบในโทรศัพท์และอุปกรณ์อื่นๆ ของชายคนดังกล่าวย้อนไปถึงปี 2008

สื่อยังรายงานด้วยว่าเขาถูกจับกุมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วในข้อสงสัยว่าวางยาผู้หญิงอีกคนและขโมยเงินของเธอไป 40,000 เยน ต่อมาเขาได้รับการปล่อยตัวก่อนจะถูกควบคุมตัวอีกครั้งในเดือนธันวาคมในข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ.

ที่มา Yomiuri Shimbun Jiji Press

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไวรัลกลางสภา ส.ส.ออสซี่โชว์ “ชูอี้” ซดเบียร์จากรองเท้าอำลาตำแหน่งแบบสุดติ่ง (คลิป)

ไวรัลกลางสภา ส.ส.ออสซี่โชว์ “ชูอี้” ซดเบียร์จากรองเท้าอำลาตำแหน่งแบบสุดติ่ง (คลิป)

23 พ.ค. 2568 12:07 น.

ไวรัลกลางสภา ส.ส.ออสซี่โชว์ “ชูอี้” ซดเบียร์จากรองเท้าอำลาตำแหน่งแบบสุดติ่ง (คลิป)

กลายเป็นคลิปไวรัลทางโซเชียลเมื่อ ไคล์ แมคกินน์ สมาชิกสภาจากพรรคแรงงานรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตัดสินใจทำ “ชูอี้” หรือการซดเบียร์จากรองเท้าเพื่ออำลาตำแหน่งในวันสุดท้าย ท่ามกลางสายตาเพื่อนสมาชิกสภาที่ทั้งอึ้งทั้งขบขัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งของแมคกินน์ ซึ่งเป็นตัวแทนเขตเหมืองแร่และปศุสัตว์ โดยเขากล่าวสุนทรพจน์อำลาอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะถอดรองเท้าผ้าใบ เทเบียร์ลงไปในรองเท้า แล้วยกดื่มแบบไม่ลังเล สร้างเสียงฮือฮาทั่วห้องประชุม

โดยนายแมคกินน์กล่าวประโยคปิดท้ายว่า “ผมคิดมานานมากว่าจะปิดท้ายคำพูดนี้ยังไงและผมคิดว่าชาว Goldfields คงชอบแบบนี้ ผมเคยชินกับการถูกดุอยู่แล้ว เพราะงั้นเอาให้จบ ๆ ไปเลยดีกว่า ขอบคุณสมาชิกและประชาชนทั่วรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียสำหรับสองสมัยที่ยอดเยี่ยมครับ เชียร์ส!”

การแสดงออกที่เหนือความคาดหมายครั้งนี้ ทำให้สมาชิกบางคนถึงกับสะดุ้ง ขณะที่บางคนก็หัวเราะและปรบมือให้ ก่อนที่อาลันนา โคลซีย์ ประธานสภาสูงจะสั่งให้เขานั่งลง


มีรายงานว่า ในการให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุเช้าวันรุ่งขึ้น นายแมคกินน์กล่าวว่า เขาต้องการแสดงให้เห็นว่ารัฐสภาไม่ได้มีแค่นักการเมืองแข็งทื่อ แต่ยังมีคนธรรมดาอย่างเขาอยู่ด้วย และนี่เป็นวิธีการเฉลิมฉลองในแบบของเขา

แมคกินน์ประกาศลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังไม่ได้รับคัดเลือกจากพรรคแรงงานให้ลงสมัครในสภาสูงอีกครั้ง และยังพลาดโอกาสชิงตำแหน่งผู้แทนเขตใหม่บูลวินเคลในระดับรัฐบาลกลาง

ทั้งนี้ ชูอี้ “Shoey” เป็นคำแสลงที่ชาวออสซี่ ใช้เรียกการดื่มฉลองชัยชนะหรือใช้ในการลงโทษ โดยใช้จะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ เหล้า ไวน์ หรือแชมเปญ เทใส่ลงไปในรองเท้าแล้วยกดื่มจนหมด จากนั้นก็จะนำรองเท้ากลับมาใส่ไว้เหมือนเดิม เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น โดยนักแข่ง F1 ชาวออสเตรเลียผู้ยิ่งใหญ่ แดเนียล ริคคิอาร์โด ก็เคยปฏิบัติตามธรรมเนียมนี้ในการฉลองชัยชนะของเขาเช่นกัน.

ที่มา : news.com.au

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

เกาหลีเหนือประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัย ทำปล่อยเรือรบล้มเหลว

เกาหลีเหนือประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัย ทำปล่อยเรือรบล้มเหลว

23 พ.ค. 2568 11:52 น.

เกาหลีเหนือประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัย ทำปล่อยเรือรบล้มเหลว

เกาหลีเหนือเปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินการจับกุมและสอบสวนผู้ที่รับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการปล่อยเรือพิฆาตทางทะเลลำที่สอง หลังจากนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเขากล่าวว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ

เกาหลีเหนือเปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินการจับกุมและสอบสวนผู้ที่รับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการปล่อยเรือพิฆาตทางทะเลลำที่สอง หลังจากนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเขากล่าวว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ

สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่า เรือรบขนาด 5,000 ตัน ได้รับความเสียหายเมื่อโครงสร้างรองรับที่ใช้เพื่อยึดเรือหลุดออกในช่วงพิธีปล่อยเรือที่ท่าเรือชองจิน เมื่อวันพุธ (21 พ.ค.) ที่ผ่านมา ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริเวณดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเรือลำดังกล่าวอยู่ในสภาพตะแคง โดยตัวเรือส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำและคลุมด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงิน

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือ กล่าวว่า ความรุนแรงของความเสียหายนั้น “ไม่ร้ายแรง” และสามารถซ่อมแซมได้ภายใน 10 วัน โดยระบุว่าตัวเรือด้านขวามีรอยขีดข่วน และน้ำทะเลบางส่วนไหลเข้าไปในส่วนท้ายเรือ แม้ว่าเคซีเอ็นเอจะปฏิเสธการประเมินก่อนหน้านี้ว่าก้นเรือมีรอยรั่วก็ตาม

เนื่องจากเกาหลีเหนือที่มักปิดทุกอย่างเป็นความลับ ยิ่งทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบการประเมินดังกล่าวได้ ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมักจัดการหรือปกปิดความล้มเหลวที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ความล้มเหลวทางนโยบาย และความผิดพลาดอื่นๆ แม้ว่าเกาหลีเหนือจะยอมรับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นระยะๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่าการยอมรับของเกาหลีเหนือว่าการยิงล้มเหลวน่าจะมีขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคิมที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางเรือและเสริมสร้างวินัย

ตามรายงานของเคซีเอ็นเอ คณะกรรมาธิการทหารกลางของเกาหลีเหนือได้เรียกตัวนายฮงกิลโฮ ผู้จัดการอู่ต่อเรือชองจิน เพื่อเริ่มการสอบสวนการยิงล้มเหลวดังกล่าว คณะกรรมาธิการกล่าวว่า “ไม่ว่าเรือรบจะอยู่ในสภาพดีเพียงใด ความจริงที่ว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายและไม่สามารถอภัยได้นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และผู้ที่รับผิดชอบไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมดังกล่าวได้” 

นายคิม จองอึน ซึ่งร่วมพิธีปล่อยเรือรบลำใหม่ดังกล่าว ได้กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ทหาร นักวิทยาศาสตร์ และผู้ดำเนินการอู่ต่อเรือ และสั่งให้ซ่อมแซมเรือรบก่อนการประชุมระดับสูงของพรรคแรงงานในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

เรือที่ได้รับความเสียหายนี้ถูกประเมินว่าเป็นเรือพิฆาตคลาสเดียวกับเรือพิฆาตลำแรกของเกาหลีเหนือ ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้วอย่างยิ่งใหญ่ และว่ากันว่าสามารถบรรทุกอาวุธได้หลากหลายชนิด รวมถึงขีปนาวุธนิวเคลียร์ นักวิเคราะห์กล่าวว่า เรือลำนี้เป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดและล้ำหน้าที่สุดของเกาหลีเหนือจนถึงปัจจุบัน และน่าจะสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากรัสเซีย

เว็บไซต์ 38 North ได้ประเมินเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เกาหลีเหนือกำลังเตรียมปล่อยเรือพิฆาตลำนี้ที่เมืองชองจิน โดยใช้วิธีการที่ไม่เคยใช้มาก่อน

รายงานระบุว่า เรือลำนี้กำลังเตรียมปล่อยจากท่าเทียบเรือไปทางด้านข้าง ขณะที่เรือพิฆาตลำก่อนหน้านี้ที่ปล่อยจากอู่ต่อเรือทางตะวันตกของเมืองนัมโป จากท่าเทียบเรือที่ลอยน้ำ.

ที่มา AP 

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

คู่รักเพศเดียวกันเฮ ศาลอิตาลีตัดสินให้สิทธิเด็กสามารถระบุชื่อแม่สองคนในสูติบัตรได้

คู่รักเพศเดียวกันเฮ ศาลอิตาลีตัดสินให้สิทธิเด็กสามารถระบุชื่อแม่สองคนในสูติบัตรได้

23 พ.ค. 2568 11:50 น.

คู่รักเพศเดียวกันเฮ ศาลอิตาลีตัดสินให้สิทธิเด็กสามารถระบุชื่อแม่สองคนในสูติบัตรได้

ศาลอิตาลีมีคำวินิจฉัยสำคัญ ยอมรับสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันในการเป็นผู้ปกครองบุตรได้ทั้งสองคนตามกฎหมาย ชี้เด็กมีสิทธิได้รับการรับรองจากผู้ปกครองทั้งสองคนตั้งแต่เกิด ให้สามารถระบุชื่อแม่สองคนในสูติบัตรของทารกได้ แม้จะมีแม่เพียงคนเดียวที่ให้กำเนิด

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญของอิตาลี มีคำวินิจฉัยว่า คู่รักหญิงที่มีลูกผ่านกระบวนการทางการแพทย์สามารถใส่ชื่อแม่ทั้งสองคนในสูติบัตรของเด็กได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะแม่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้น โดยคำวินิจฉัยนี้มีขึ้นหลังจากกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐหลายพื้นที่ในอิตาลีปฏิเสธไม่ใส่ชื่อแม่ที่ไม่ได้ให้กำเนิดในสูติบัตร ทำให้แม่อีกคนต้องขอสิทธิเลี้ยงดูผ่านกระบวนการรับบุตรบุญธรรมแทน แม้จะเป็นผู้ร่วมตัดสินใจและรับผิดชอบการมีลูกมาตั้งแต่แรก

โดยคำตัดสินของศาลระบุว่า การไม่ให้เด็กที่เกิดจากครอบครัวหญิงรักหญิงได้รับการจดชื่อแม่ทั้งสองคนบนสูติบัตรเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก 

ทางด้านองค์กร “ครอบครัวสายรุ้ง” (Rainbow Families Association) ซึ่งเคลื่อนไหวด้านสิทธิของครอบครัว LGBTQ+ กล่าวว่า นี่เป็นคำตัดสินประวัติศาสตร์ และเป็นการยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ที่ควรได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทน หรือการทำเด็กหลอดแก้วที่ยังมีข้อจำกัดอยู่มากในอิตาลี โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีนโยบายสนับสนุนครอบครัวแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่กรณีของคู่รักเพศหญิง ที่มีลูกผ่านการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ แต่ยังไม่ครอบคลุมคู่รักเพศชาย เพราะโดยกฎหมายอิตาลียังไม่รับรองการอุ้มบุญ 

ทั้งนี้ อิตาลียังไม่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรส (marriage) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีรูปแบบกฎหมายที่ใกล้เคียงกันคือการจดทะเบียน “สหภาพพลเรือน” (civil union) สำหรับคู่รักเพศเดียวกันที่ให้สิทธิคล้ายกับการสมรส เช่น การใช้ชีวิตร่วมกัน มรดก สิทธิการเยี่ยมในโรงพยาบาล แต่ยังไม่ให้สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน และไม่มีสถานะ สามี-ภรรยา อย่างในคู่สมรสชายหญิง

ที่มา France24

จริง-เท็จแค่ไหน? ทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

จริง-เท็จแค่ไหน? ทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

23 พ.ค. 2568 10:45 น.

จริง-เท็จแค่ไหน? ทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

  • โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาอย่างต่อเนื่องว่าเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวในแอฟริกาใต้ ล่าสุดถึงขั้นเผชิญหน้ากับผู้นำแอฟริกาใต้ในเรื่องนี้ ระหว่างการพบปะกันที่ทำเนียบขาว
  • แอฟริกาใต้ยืนยันว่า ไม่ได้ชิงที่ดินไปจากชาวสวนผิวขาวตามที่นายทรัมป์กล่าวอ้าง และคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศก็เกิดกับคนทุกเชื้อชาติไม่ใช่แค่เฉพาะคนผิวขาว
  • กลุ่มฝ่ายขวาในสหรัฐฯ หลายกลุ่มอ้างว่า ชาวอาฟริกาเนอร์ต้องการอพยพมาสหรัฐฯ เพื่อหลบหนีจากการกีดกันทางเชื้อชาติ แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น

เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อนุญาตให้ชาวอาฟริกาเนอร์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในแอฟริกาใต้ลี้ภัยเข้าสู่สหรัฐฯ พร้อมกับอ้างว่า กำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว เขายังกล่าวหาเรื่องนี้ต่อหน้านาย ไซริล รามาฟอซา ผู้นำแอฟริกาใต้ ระหว่างการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ จนทำให้บรรยากาศตึงเครียดอย่างหนัก

เพื่อพิสูจน์คำพูดของตัวเอง นายทรัมป์ถึงกับเปิดวิดีโอแสดงให้เห็นผู้นำทางการเมืองในแอฟริกาใต้ ร้องเพลงขู่ยิงคนผิวขาว และนำบทความข่าวเกี่ยวกับการเข่นฆ่าชาวสวนที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ให้นายรามาฟอซาดู จนหลายฝ่ายระบุว่า นี่เป็นการลอบโจมตีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแอฟริกาใต้เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม รัฐบาลวอชิงตันตัดความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของทวีปแอฟริกาแห่งนี้ไปแล้ว และส่งตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศเมื่อเดือนเมษายน

แต่คำกล่าวอ้างของนายทรัมป์เป็นจริงแค่ไหน? ตอนนี้กำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวในแอฟริกาใต้ จนชาวอาฟริกาเนอร์ต้องการอพยพหลบหนีไปสหรัฐฯ จริงๆ หรือ?

ชาวอาฟริกาเนอร์ในแอฟริกาใต้
ชาวอาฟริกาเนอร์ในแอฟริกาใต้

ชาวอาฟริกาเนอร์เป็นใคร?

ชาวอาฟริกาเนอร์เป็นลูกหลานชาวยุโรปตะวันตกที่เข้าไปอาศัยอยู่ปลายสุดทางตอนใต้ของแอฟริกาในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ทำให้พวกเขามีเชื้อสายทั้งดัตช์ (34.8%), เยอรมัน (33.7%) และฝรั่งเศส (13.2%) ก่อดำเนินวัฒนธรรมเฉพาะตัว บนแผ่นดินแอฟริกา โดยที่ภาษาของพวกเขาซึ่งเรียกว่า “อาฟริกัน” มีความคล้ายภาษาดัตช์มาก

แต่ในตอนที่พวกเขาลงหลักปักฐานในแอฟริกา ชาวอาฟริกาเนอร์ก็เหมือนชุมชนผิวขาวอื่นๆ พวกเขาบีบให้คนแอฟริกันผิวดำต้องออกจากที่ดินของตัวเอง

ชาวอาฟริกาเนอร์มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าชาวโบเออร์ (Boer) ซึ่งมีความหมายว่า ชาวสวน และพวกเขายังคงใช้ชีวิตใกล้ชิดกับการทำไร่ทำสวนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันพวกเขามีประชากรราว 2.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 4% จากประชากรชาวแอฟริกาใต้ทั้งหมด

ในปี 2491 รัฐบาลแอฟริกาใต้ซึ่งนำโดยชาวอาฟริกาเนอร์ บังคับใช้นโยบายแบ่งแยกสีผิว ทำให้การกีดกันเชื้อชาติที่เลวร้ายอยู่แล้ว แย่ลงไปอีก รวมถึงการห้ามแต่งงานข้ามเชื้อชาติ, สงวนตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะให้คนผิวขาว และบีบให้คนผิวดำอาศัยอยู่แต่ในชุมชนเล็กๆ

ชาวแอฟริกันผิวดำยังถูกห้ามรับการศึกษาในระดับสูงด้วย โดยนายเฮนดริก เวอร์วอร์ด อดีตผู้นำอาฟริกาเนอร์ในยุค 50 เคยมีคำพูดสุดอื้อฉาวเอาไว้ว่า “คนดำไม่ควรได้รับการศึกษาที่ดีกว่า พวกเขาควรรู้ว่าชีวิตของพวกเขาคือการเป็นเพียงคนตัดไม้และคนตักน้ำ”

อย่างไรก็ตาม อำนาจของชาวอาฟริกาเนอร์สิ้นสุดลงในปี 2537 เมื่อคนดำได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแห่งชาติได้เป็นครั้งแรก ทำให้นายเนลสัน แมนเดลา กับพรรคองเกรสแห่งชาติแอฟริกัน (ANC) ของเขา ก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ภาพถ่ายจากโดรนแสดงให้เห็น “อนุสรณ์กางเขนขาว” ที่จังหวัดลิมโปโป ในแอฟริกาใต้ ซึ่งนายทรัมป์อ้างว่าสื่อถึงชาวสวนผิวขาวที่ถูกสังหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ภาพถ่ายจากโดรนแสดงให้เห็น “อนุสรณ์กางเขนขาว” ที่จังหวัดลิมโปโป ในแอฟริกาใต้ ซึ่งนายทรัมป์อ้างว่าสื่อถึงชาวสวนผิวขาวที่ถูกสังหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา

มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริงหรือไม่?

จนถึงตอนนี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดในแอฟริกาใต้ แม้แต่พรรคที่เป็นตัวแทนชาวอาฟริกาเนอร์และคนผิวขาวอื่นๆ ออกมาอ้างว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวในแอฟริกาใต้

แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวถูกเผยแพร่วนเวียนในกลุ่มฝ่ายขวามานานหลายปีแล้ว และในตอนที่นายทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แรก เขาก็เคยออกมาอ้างว่า กำลังเกิดการเข่นฆ่าชาวไร่ชาวสวนขนานใหญ่ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นความจริงที่ว่า มีชาวสวนผิวขาวถูกสังหาร แต่ข้อมูลเท็จมากมายกลับถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาในแอฟริกาใต้ปฏิเสธเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยระบุว่าไม่เป็นความจริงและเป็นการจินตนาการไปเอง ระหว่างการตัดสินคดีการรับมรดกที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคเงินให้กลุ่ม Boerelegioen ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดว่าคนผิวขาวเหนือกว่าผู้อื่น

แอฟริกาใต้ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขคดีอาชญากรรมโดยแบ่งแยกตามเชื้อชาติ และตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยออกมาชี้ว่า มีผู้ตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรม 6,953 คน ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 โดย 12 คนในจำนวนนี้ถูกสังหารในการโจมตีฟาร์ม และมีเพียงคนเดียวที่เป็นชาวสวน ส่วนอีก 5 คนเป็นผู้อยู่อาศัย และ 4 คนเป็นลูกจ้างผิวดำ

ไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้
ไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

ทรัมป์อ้างว่าอะไรบ้าง?

นายทรัมป์อ้างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเหตุผลปกป้องการรับผู้ลี้ภัยชาวอาฟริกาเนอร์ของเขา โดยระบุว่าชาวสวนผิวขาวกำลังถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายและที่ดินของพวกเขาก็ถูกยึดเอาไป

แต่นายรามาฟอซายืนยันว่า คำกล่าวอ้างที่ว่าคนจากเผ่าพันธุ์หรือวัฒนธรรมหนึ่งกำลังตกเป็นเป้าหมายของข่มเหงรังแกนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง และว่าการที่ชาวอาฟริกาเนอร์กลุ่มนั้นอพยพไปสหรัฐฯ ก็เพราะไม่อยากยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศและรัฐธรรมนูญแอฟริกาใต้ ซึ่งก็คือการบังคับใช้กฎหมายเวนคืนที่ดิน

ในการพบกันที่ทำเนียบขาว นายทรัมป์ลอบโจมตีนายรามาฟอซาด้วยการเปิดวิดีโอที่เขาอ้างว่าเป็นหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเป็นภาพแสดงให้เห็นผู้นำการเมืองฝ่ายค้านร้องเพลงที่มีเนื้อหากระตุ้นให้ใช้ความรุนแรงกับชาวแอฟริกันผิวขาว แต่นายรามาฟอซายังคงใจเย็น และยืนยันกับนายทรัมป์ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล พร้อมกับประณามสิ่งที่เห็นในวิดีโอ

นายทรัมป์ยังให้นายรามาฟอซาดูภาพและข่าวการฆาตกรรมคนผิวขาว ทำให้ผู้นำแอฟริกาใต้กล่าวย้ำเตือนนายทรัมป์ว่า อาชญากรรมแบบนี้เกิดขึ้นกับคนทุกเชื้อชาติ

ก่อนเดินทางกลับ นายรามาฟอซาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคิดว่าการพบปะกันครั้งนี้เป็นไปด้วยดี และว่านายทรัมป์ยังคงกังขาว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กำลังเกิดขึ้นหรือไม่ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่รู้ว่าควรไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำชาติ G20 หรือไม่ เนื่องจากปีนี้จัดขึ้นในแอฟริกาใต้

ด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ยืนยันว่าไม่มีการยึดที่ดินไปจากชาวสวนผิวขาว ภายใต้กฎหมายเวนคืนที่ดินซึ่งเพิ่งบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยย้ำว่า กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการไล่ที่ ที่ชาวแอฟริกันผิวดำเผชิญในยุคการปกครองของรัฐบาลอาฟริกาเนอร์

แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกต่อต้านจากหลายฝ่าย รวมถึงพรรคพันธมิตรประชาธิปไตย (DA) ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลแอฟริกาใต้ ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและนักธุรกิจระดับโลก ซึ่งเกิดที่แอฟริกาใต้อ้างว่าระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” (Starlink) ของเขาให้บริการในประเทศนี้ไม่ได้เพราะเขาไม่ใช่คนดำ

ทั้งนี้ การที่สตาร์ลิงก์จะให้บริการในแอฟริกาใต้ได้นั้น ต้องได้รับใบอนุญาตให้บริการและเครือข่ายก่อน ซึ่งตามกฎหมายมีเงื่อนไขว่า ความเป็นเจ้าของการให้บริการและเครือข่าย 30% ต้องเป็นของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่คือชาวแอฟริกันผิวดำ ที่ถูกตัดขาดจากเศรษฐกิจในยุคการแบ่งแยกสีผิว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานคมนาคมอิสระแห่งแอฟริกาใต้ (ICASA) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบภาคโทรคมนาคมและกระจายภาพและเสียง เปิดเผยว่า สตาร์ลิงก์ไม่เคยยื่นเอกสารของใบอนุญาตประกอบการเลย

วิดีโอนักการเมืองร้องเพลงขู่ยิงชาวสวนผิวขาวในแอฟริกาใต้ ที่นายทรัมป์เปิดให้นายรามาฟอซาดู
วิดีโอนักการเมืองร้องเพลงขู่ยิงชาวสวนผิวขาวในแอฟริกาใต้ ที่นายทรัมป์เปิดให้นายรามาฟอซาดู

นักการเมืองร้องเพลงขู่ยิงคนขาว

นายอีลอน มัสก์ ยังกล่าวหาพรรคนักสู้เพื่อเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (EFF) พรรคใหญ่อันดับ 4 ของแอฟริกาใต้ว่า ส่งเสริมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนขาวผ่านเพลงปลุกปั่นที่พวกเขาร้องในงานหาเสียง

เพลงที่นายมัสก์พูดถึงมีชื่อว่า “ยิงพวกโบเออร์ ยิงพวกชาวสวน” ซึ่งเป็นเพลงที่นาย จูเลียส มาเลมา หัวหน้าพรรค EFF ร้องเป็นประจำในการหาเสียงของเขา ซึ่งกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ฝ่ายชาวอาฟริกาเนอร์พยายามฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งห้ามร้องเพลงนี้ เนื่องจากเป็นการยั่วยุอย่างร้ายแรงและทำให้เกิดการใช้คำพูดสร้างความเกลียดชัง

แต่ศาลอุทธรณ์สูงสุดของแอฟริกาใต้ตัดสินว่า นายมาเลมามีสิทธิ์ร้องเพลงนี้ในการหาเสียงได้ โดยให้เหตุผลว่า ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล จะเข้าใจว่าเมื่อเพลงประท้วงนี้ถูกร้อง รวมถึงการร้องโดยนักการเมือง คำเหล่านั้นไม่มีเจตนาให้เข้าใจไปตามนั้นจริงๆ และการทำท่ายิงปืนก็ไม่ได้หมายถึงการเรียกร้องให้มีการใช้อาวุธหรือความรุนแรงจริงๆ

กลุ่ม AfriForum พยายามยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด แต่ศาลไม่รับคำร้อง เนื่องจากมองว่า มีโอกาสอุทธรณ์สำเร็จน้อยมาก

ในปี 2566 นายทาโบ อึมเบกี อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เรียกร้องให้นายมาเลมาเลิกร้องเพลงนี้ เนื่องจากไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองแล้ว เพราะว่าความเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวนั้นสิ้นสุดลงไปแล้ว ขณะที่พรรค ANC ระบุว่า พวกเขาเลิกร้องเพลงนี้แล้ว แต่ไม่สามารถสั่งให้พรรคอื่นหยุดร้องเพลงได้

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ผู้เกิดที่แอฟริกาใต้
อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ผู้เกิดที่แอฟริกาใต้

คนขาวถูกกีดกันในแอฟริกาใต้?

ถึงแม้ว่าการปกครองของชนกลุ่มน้อยผิวขาวในแอฟริกาใต้จะจบลงไปแล้วในปี 2537 แต่ผลกระทบของมันยังคงส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ เห็นได้จากมาตรฐานการครองชีพของคนผิวขาวโดยเฉลี่ย ที่สูงกว่าคนผิวดำมาก

คนขาวครอบครองตำแหน่งงานบริหารระดับสูงถึง 62.1% แม้พวกเขาจะมีประชากรวัยทำงานเพียง 7.7% ของคนวัยทำงานทั้งหมดในแอฟริกาใต้ ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ผ่าน “กฎหมายความเท่าเทียมในการให้อำนาจทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน” ซึ่งกำหนดให้บริษัทต่างๆ เพิ่มลูกจ้างที่ไม่ใช่คนผิวขาวมากขึ้น

กฎหมายนี้ได้รับการต้อนรับจากชาวแอฟริกันจำนวนมาก แต่ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มกลับรู้สึกว่า พวกเขาหางานและทำสัญญากับรัฐบาลยากขึ้น นอกจากนั้นยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กฎหมายนี้อาจนำไปสู่การคอร์รัปชัน เช่นการมอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เป็นญาติพี่น้องกัน

พรรคพันธมิตรประชาธิปไตย (DA) ก็เป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการฟ้องศาลเพื่อคัดค้านการบังคับใช้กฎหมายที่พวกเขาระบุว่า ทำให้มีผู้ถูกลดความสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

นายไกย์ตัน แมคเคนซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของแอฟริกาใต้ เพิ่งโดนโจมตีอย่างหนัก หลังประกาศรับสมัครพนักงานในกระทรวงเฉพาะประชาชนชาวผิวสี (Coloured), ชาวเอเชีย และคนขาวเท่านั้น โดยอ้างว่าทำตามกฎหมายความเท่าเทียมในการจ้างงาน เพราะหน่วยงานของเขามีแต่คนผิวดำ

ชาวอาฟริกาเนอร์ขอลี้ภัยในสหรัฐฯ
ชาวอาฟริกาเนอร์ขอลี้ภัยในสหรัฐฯ

ชาวอาฟริกาเนอร์อยากย้ายไปสหรัฐฯ?

กลุ่มฝ่ายขวาในสหรัฐฯ หลายกลุ่มอ้างว่า ชาวอาฟริกาเนอร์ต้องการอพยพมาสหรัฐฯ เพื่อหลบหนีจากการกีดกันทางเชื้อชาติ แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่

เมื่อเดือนมีนาคม กลุ่มธุรกิจกลุ่มหนึ่งระบุว่ามีชาวอาฟริกาเนอร์จำนวนเกือบ 70,000 คนจากประชากรทั้งหมด 2.5 ล้านคน ที่แสดงความสนใจอยากย้ายไปอยู่สหรัฐฯ ตามข้อเสนอให้ลี้ภัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ต่อมาสถานทูตสหรัฐฯ ในแอฟริกาใต้ต้องออกแถลงการณ์แสดงความชัดเจนเรื่องเกณฑ์การย้ายถิ่นฐาน โดยระบุว่าข้อเสนอของนายทรัมป์ครอบคลุมคนทุกเชื้อชาติ ไม่ใช่แค่ชาวอาฟริกาเนอร์

การสำรวจสำมะโนประชากรล่าสุดของแอฟริกาใต้ ซึ่งจัดทำในปี 2565 ชี้ว่า ชาวผิวสี หรือ Coloured ซึ่งเป็นคำอย่างเป็นทางการสำหรับเรียกกลุ่มประชากรที่มีเชื้อชาติผสม เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุด คิดเป็น 8% ของประชากรทั้งหมด ตามด้วยชาวอาฟริกาเนอร์ที่ 7% และชาวเอเชีย 3%

หลังจากนายทรัมป์เสนอรับผู้อพยพจากแอฟริกาใต้ กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของชาวอาฟริกาเนอร์อย่างกลุ่ม “Solidarity” ก็โพสต์บทความลงบนเว็บไซต์ของตัวเองโดยพาดหัวว่า “10 เหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ที่ควรอยู่ในแอฟริกาใต้”

ขณะที่นายกอร์เน มุลเดอร์ หัวหน้าพรรคแนวหน้าเสรีภาพพลัส (FF+) กลุ่มฝ่ายขวาในแอฟริกาใต้ กล่าวในสภาว่า พวกเขามีพันธสัญญาต่อแอฟริกาใต้ “เราผูกพันกับแอฟริกาใต้ และจะสร้างอนาคตเพื่อตัวของเราเองและลูกหลานของเราที่นี่”


ที่มา : bbc , abcnews

สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษคดีฆ่าลูกเมีย 35 ปีก่อน เจ้าตัวตะโกน “ผมไม่ได้ฆ่า” จนวินาทีสุดท้าย

สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษคดีฆ่าลูกเมีย 35 ปีก่อน เจ้าตัวตะโกน "ผมไม่ได้ฆ่า" จนวินาทีสุดท้าย

23 พ.ค. 2568 10:20 น.

สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษคดีฆ่าลูกเมีย 35 ปีก่อน เจ้าตัวตะโกน “ผมไม่ได้ฆ่า” จนวินาทีสุดท้าย

สหรัฐฯ ประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยาพิษ “ออสการ์ สมิธ” นักโทษชายวัย 75 ปี ที่ถูกตัดสินมีความผิดในคดีฆ่ายกครัวลูกเมียอย่างโหดเหี้ยม เมื่อ 35 ปีก่อน โดยระหว่างอยู่ในห้องประหารเขาได้ตะโกนคำว่า “ผมไม่ได้ฆ่า” จนวินาทีสุดท้ายก่อนสิ้นใจ นับเป็นการกลับมาประหารชีวิตนักโทษครั้งแรกในรอบ 5 ปีของเรือนจำเทนเนสซี 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวซีบีเอสนิวส์ รายงานว่า เรือนจำรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ กลับมาประหารชีวิตนักโทษอีกครั้งหลังจากหยุดไป 5 ปี โดยได้ประหารชีวิต นายออสการ์ สมิธ นักโทษชาย วัย 75 ปี ด้วยการฉีดยา เพนโทบาร์บิทอล (pentobarbital) เกินขนาด หลังจากเขาถูกตัดสินโทษในคดีฆาตกรรมนางจูดิธ สมิธ ภรรยาที่แยกกันอยู่ และลูกชายวัยรุ่น 2 คน ชื่อว่า เจสัน วัย 13 ปี และ แชด วัย 16 ปี ในบ้านพักที่เมืองแนชวิลล์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2532 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน

โดยพยานที่อยู่ในห้องประหารชีวิตเล่าว่า ก่อนเสียชีวิตนายสมิธได้กล่าวถ้อยคำสุดท้ายว่า “ใครบางคนควรบอกผู้ว่าฯ ว่าระบบยุติธรรมใช้ไม่ได้เลย” พร้อมย้ำหลายครั้งว่า “ผมไม่ได้ฆ่า” จนถึงวินาทีสิ้นลมหายใจ ซึ่งระหว่างกระบวนการพิจารณคดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายสมิธ ยืนยันมาตลอดว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

รายงานข่าวระบุว่า แม้จะมีหลักฐานใหม่เมื่อปี 2565 ว่า พบดีเอ็นเอของบุคคลอื่นบนอาวุธหนึ่งในที่เกิดเหตุ แต่ศาลยังคงยืนยันคำพิพากษาเดิม โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานโดยรวมบ่งชี้ถึงความผิดของนายสมิธอย่างชัดเจนแล้ว เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาคดี พยาน 2 คนซึ่งเป็นเพื่อนของนายสมิธ ให้การว่านายสมิธเคยจ้างวานให้ฆ่าภรรยา และมีประวัติเคยทำร้ายร่างกายทั้งภรรยาและลูกเลี้ยง อีกทั้งเขายังทำประกันชีวิตไว้ในนามของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คน

นอกจากนี้ ศาลระบุว่า ในสายด่วน 911 คืนเกิดเหตุ มีเสียงเด็กตะโกนว่า “แฟรงก์ อย่านะ!” ซึ่งอัยการระบุว่า แฟรงก์ คือชื่อกลางของนายสมิธที่ใช้ในชีวิตจริง 

ทั้งนี้ การประหารชีวิตนายสมิธ ถือเป็นการประหารชีวิตนักโทษครั้งแรกในรอบ 5 ปีของรัฐเทนเนสซี หลังต้องหยุดไปเพราะการระบาดของโควิด-19 และการตรวจสอบพบว่ากระบวนการเตรียมยาประหาร 3 ชนิดผิดพลาดหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือเมื่อปี 2565 นายสมิธเคยเกือบถูกประหาร แต่นายบิล ลี ผู้ว่าการรัฐได้สั่งระงับในนาทีสุดท้าย เพราะพบว่ายาไม่ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน ขณะที่ปัจจุบันรัฐเทนเนสซียังมีนักโทษประหารอีก 46 ราย ส่วนหลายรัฐหันไปใช้วิธีอื่น เช่น รัฐแอละแบมา ใช้แก๊สไนโตรเจน รัฐเซาท์แคโรไลนา ใช้หน่วยยิงปืน และรัฐไอดาโฮ เตรียมให้การยิงเป้าเป็นวิธีหลักตั้งแต่ปีหน้า.

ที่มา : CBS News

ภาพ : AFP PHOTO / HANDOUT /TENNESSEE DEPARTMENT OF CORRECTIONS

ด่วน! ทรัมป์สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนศ.ต่างชาติ กดดันให้ย้ายที่เรียน

ด่วน! ทรัมป์สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนศ.ต่างชาติ กดดันให้ย้ายที่เรียน

23 พ.ค. 2568 08:57 น.

ด่วน! ทรัมป์สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนศ.ต่างชาติ กดดันให้ย้ายที่เรียน

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน พร้อมบีบบังคับให้นักศึกษาต่างชาติที่กำลังศึกษาอยู่ต้องย้ายไปมหาวิทยาลัยอื่น มิฉะนั้นอาจถูกยกเลิกสถานะวีซ่าถาวรทันที

นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ แถลงว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถูกยกเลิกใบรับรอง Student and Exchange Visitor Program (SEVP) แล้ว ทำให้ไม่มีสิทธิที่จะรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน โดยกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยสนับสนุนความรุนแรง หนุนลัทธิต่อต้านชาวยิว และมีการประสานงานกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน นอกจากนี้เธอกำลังพิจารณาที่จะดำเนินการเช่นนี้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฮาร์วาร์ดปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งโนเอมเคยร้องขอมาก่อนหน้านี้

ด่วน! ทรัมป์สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนศ.ต่างชาติ กดดันให้ย้ายที่เรียน

ด้านมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่า คำสั่งดังกล่าวเป็น การกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นการล้างแค้นทางการเมือง พร้อมเตือนว่ามาตรการนี้จะก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อชุมชนของฮาร์วาร์ดและประเทศสหรัฐฯ โดยรวม

ในปีการศึกษา 2024–2025 ฮาร์วาร์ดมีนักศึกษาต่างชาติประมาณ 6,800 คน คิดเป็น 27% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาวจีน รองลงมาคือแคนาดา อินเดีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น

ข้อมูลจากสมาคม NAFSA ชี้ว่า นักเรียนต่างชาติของฮาร์วาร์ดใช้จ่ายทั้งค่าเรียนค่ากินค่าอยู่ รวมอยู่ที่ราว 384 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023–2024 ช่วยสร้างงานกว่า 3,900 ตำแหน่งในท้องถิ่น

ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังได้แช่แข็งเงินทุนจากรัฐบาลกลางราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่มอบให้ฮาร์วาร์ด และประกาศตัดงบสนับสนุนอีก 60 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากกล่าวหาว่าฮาร์วาร์ดไม่จัดการปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและลัทธิต่อต้านยิวอย่างจริงจัง

ด่วน! ทรัมป์สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนศ.ต่างชาติ กดดันให้ย้ายที่เรียน

ในคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางเมื่อต้นเดือน ฮาร์วาร์ดยืนยันว่าทางมหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านลัทธิต่อต้านยิว และพยายามทำให้มหาวิทยาลัยเป็นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนชาวยิวและอิสราเอล

ด้านนักวิเคราะห์ แอรอน ไรช์ลิน-เมลนิค นักวิเคราะห์จาก American Immigration Council วิจารณ์ว่านโยบายนี้ เหมือนเป็นการลงโทษนักเรียนต่างชาติที่บริสุทธิ์นับพันคน โดยที่ไม่มีความผิดใด ๆ พร้อมระบุว่านักเรียนเหล่านี้ถูกใช้เป็นตัวประกันทางการเมือง

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐบาลกลางมีคำตัดสินในคดีที่เกี่ยวกับความพยายามของทรัมป์ในการเพิกถอนวีซ่านักเรียนต่างชาติทั่วประเทศว่า รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีผลต่อกรณีของฮาร์วาร์ดอย่างไร.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮาร์วาร์ด

ฝนถล่มกุ้ยโจว ทำดินถล่มคร่า 2 ศพ สูญหายอีก 19 ราย ทหารระดมกำลังค้นหา

ฝนถล่มกุ้ยโจว ทำดินถล่มคร่า 2 ศพ สูญหายอีก 19 ราย ทหารระดมกำลังค้นหา

23 พ.ค. 2568 08:06 น.

ฝนถล่มกุ้ยโจว ทำดินถล่มคร่า 2 ศพ สูญหายอีก 19 ราย ทหารระดมกำลังค้นหา

เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย และยังสูญหายอีก 19 ราย ขณะเจ้าหน้าที่เร่งระดมกำลังช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าว CCTV ของจีนรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 2 ศพถูกพบในเมืองฉางจื้อ ส่วนผู้สูญหาย 19 รายมาจาก 8 ครอบครัวในหมู่บ้านชิงหยางที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งถูกดินถล่มทับบ้านเรือนอย่างรุนแรง

ทางการจีนได้ประกาศเตือนภัยดินถล่มและภัยพิบัติทางธรณีวิทยาในพื้นที่โดยรอบ พร้อมทั้งยกระดับการตอบสนองเหตุฉุกเฉินเป็นระดับ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ ในมณฑลกุ้ยโจว และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ หูหนาน และเจียงซี

ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 400 นาย รวมถึงทหารและนักดับเพลิง ถูกส่งเข้าไปในพื้นที่เพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มณฑลกวางตุ้งและเขตปกครองตนเองกว่างซีทางตอนใต้ของจีนก็เผชิญกับฝนตกหนักเช่นกัน โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 7 ศพ และผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ทางการได้ออกประกาศเตือนฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และภัยพิบัติทั่วพื้นที่ภาคใต้

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาจีนเผยว่า ปี 2024 เป็นปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติเมื่อกว่า 60 ปีก่อน และนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่เกิดสภาพอากาศสุดขั้วจนทำลายสถิติ โดยจีนนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก และมีพื้นที่ภูเขาเสี่ยงต่อดินถล่มจำนวนมาก.

ที่มา: channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดินถล่มจีน