ดัง พันกร ถูกถามถ้าแก่ตัวไปใครจะเลี้ยง? ตอบกลับสุดจึ้ง คนแห่กดไลค์สนั่น

ดัง พันกร ถูกถามถ้าแก่ตัวไปใครจะเลี้ยง? ตอบกลับสุดจึ้ง คนแห่กดไลค์สนั่น

7 พ.ค. 2568 14:48 น.

ดัง พันกร ถูกถามถ้าแก่ตัวไปใครจะเลี้ยง? ตอบกลับสุดจึ้ง คนแห่กดไลค์สนั่น

กลับมามีชื่อเสียงและเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ สำหรับอดีตนักร้องดังที่ใครๆ ต่างก็ยกให้เป็นสามีแห่งชาติ ดัง พันกร บุณยะจินดา หรือ แม่นายดังพันกร ที่ตอนนี้ไม่ว่าจะโพสต์อะไรก็กลายเป็นประเด็นในโซเชียลอยู่ตลอด ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็นเรื่อง คนที่ไม่มีลูก แก่ตัวไปใครจะเลี้ยง

“ไม่มีลูกแก่ไป ใครจะเลี้ยง ?? อย่างแรกเลย “ถ้าแม่มีลูก” แม่คงไม่อยากเห็นเขาต้องทิ้งอะไรหลายๆ อย่างเพื่อต้องมาคอยเฝ้าพยุงแม่เข้านอนเข้าห้องน้ำ หรือไปถึงขั้นเช็ดอึเช็ดฉี่ให้แม่

แม่คิดว่า เราควรวางแผนและออกแบบบั้นปลายชีวิตของเราโดยไม่ไปยึดติดกับลูกหรือคนรอบข้าง เพราะเราไม่รู้ว่า วันที่เราแก่ ลูกของเราจะมีชีวิตแบบไหน จะมีทรัพยากรต่างๆ (เวลาและปัจจัย) มากน้อยแค่ไหน เราใช้ชีวิตมามากกว่าลูก เราควรจะรู้ว่าการใช้ชีวิตมันไม่ได้ราบเรียบและง่ายดายอยู่ตลอดเวลา “ความแก่ของเราไม่ควรไปเป็นหนึ่งในอุปสรรคของชีวิตใคร”

สุดท้ายแล้ว “แม่ไม่รู้นะ ว่าแม่จะมีลูกมั้ย” แต่แม่วางแผนบั้นปลายชีวิตไว้แล้วว่า จะเหมาเด็กบาร์โฮสมาดูแลทุกขั้นตอน ในช่วงที่แม่เริ่มช่วยตัวเองไม่ได้

#แม่นายพันกร #dkofficial #dunkphunkorn #ดังพันกร”

ดัง พันกร ถูกถามถ้าแก่ตัวไปใครจะเลี้ยง? ตอบกลับสุดจึ้ง คนแห่กดไลค์สนั่น
ดัง พันกร ถูกถามถ้าแก่ตัวไปใครจะเลี้ยง? ตอบกลับสุดจึ้ง คนแห่กดไลค์สนั่น

งานนี้ทำเอาแฟนๆ ที่ติดตามแห่คอมเมนต์กันสนั่นเลยทีเดียว โดยแต่ละคนต่างเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว อาทิ ความคิดเดียวกันค่า 555, อ่านทุกบรรทัดและใช่ค่ะอิชั้นสำลักน้ำในบรรทัดสุดท้าย, ชอบคำว่า “เหมา” ค่ะแม่, คำตอบแม่คือสุดค่ะ, แม่!!! กำลังจะเห็นด้วยกับแม่เลย, ไม่ผิดหวังที่รักแม่นาย เป็นต้น

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

6 พ.ค. 2568 21:49 น.

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ทุกคนต่างลุ้นอยากเห็นข่าวดีกันเร็วๆ สำหรับคู่ของ แอฟ ทักษอร กับ นนกุล ชานน และความหวานของทั้งคู่นับวันยิ่งหวานขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด แอฟได้ควงนนกุลมาร่วมงานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ Dr.JiLL Advanced Cream ที่ Gaysorn Urban Resort ชั้น 19 Gaysorn Tower

นักข่าวแซวว่างานวันนี้เหมือนเป็นธีมแต่งงานเลย แอฟกับนนกุลหันไปมองพร้อมกัน และบอกว่า

แอฟ “งั้นเก็บไว้ใช้ในงานเลยก็ได้ค่ะ” งานนี้ทำเอานักข่าวถึงกับหวีดร้องแซวทันที

นนกุล “เห็นมั้ยผมบอกแล้วว่า ต่อหน้าคนเยอะๆ ผมสู้พี่เขาไม่ได้”

แอฟ “ไม่ คืออันนี้ต่อหน้าสาธารณชน แอฟเก่งกว่า ก็บอกเลยค่ะ แบล็กดรอปนี้เก็บไว้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวได้ใช้แน่นอนค่ะ”

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

ถ้าเก็บแบล็กดรอปไว้นานๆ มันอาจจะซีดไง หรือเราจะเก็บไว้แล้วใช้เลย?

แอฟ “อุ๊ย ชงต่อเลย”

เห็นแม่แอฟขอฤกษ์ อ.ช้างแล้วด้วย?

แอฟ “อุ๊ย เข้าเรื่องอีก”

จริงใช่ไหม?

แอฟ “ก็นี่ไงคะ ฤกษ์เปิดตัวงานวันนี้”

เมื่อกี้ ซี บอกว่า ถ้าแอฟจัดงานแต่ง จะใส่ซอง 1 ล้านบาท?

แอฟ “อยากจะเกรงใจเขา”

นนกุล “ผมไม่เป็นไร เอาเลยครับ ชอบ”

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

รู้สึกยังไง คนอยากเห็นงานแต่งงานของเรา และอยากร่วมไปแสดงความยินดี?

นนกุล “เร่เข้ามาเลยครับ ไม่อยากขาดทุนครับผม จริงๆ เราดีใจอยู่แล้ว ที่ทุกคนซัพพอร์ตเรา 2 คน ก็อย่างที่บอก เดี๋ยวทุกอย่างเรียบร้อยหรืออะไรก็ตาม เดี๋ยวผมอัพเดทแน่นอนครับ”

ที่นนกุลเคยบอกอีก 2-3 ปี ตอนนี้ใกล้เข้ามารึยัง?

นนกุล “ตอนนี้เท่าที่วันนั้นก็ปีหน้าเนอะ”

แอฟเตรียมตัวทันไหม?

แอฟ “เริ่มจะไม่ทันแล้วค่ะ ไม่หรอก แต่อันนี้กลับมาซีเรียสนิดนึง ไม่ๆ ไม่ได้ซีเรียสหรอก แต่หมายถึงว่าจริงๆ แค่อยากให้เข้าใจว่าที่เรากำหนดเวลากันไว้ หมายถึงว่าเป็นการตกลงว่าเราจะไปต่อหรือยังไง ไม่ได้หมายถึงว่าถึงกำหนดแล้วเราจะต้องแต่งเสมอไป เราอาจจะเปลี่ยนรูปแบบในทางอื่นก็ได้ คือเนื่องจากว่าแอฟรู้สึกว่าเราคบกันแบบโตๆ กันแล้ว เราแค่ไม่อยากไปเรื่อยๆ เราคุยกันได้ คือแอฟรู้สึกว่าไม่ว่ามันจะจบลงด้วยรูปแบบไหน จะเป็นคู่เป็นเพื่อนหรืออะไรยังไง เรามีเดดไลน์ไว้เพื่อความสัมพันธ์ของเรา ไม่ได้ซีเรียส แค่อยากทำความเข้าใจเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ไม่ใช่ว่า 3 ปีแล้วจะต้องไปถึงตรงนั้น แบบนั้นเท่านั้น คือใครๆ ก็อยากเป็นแบบนั้นค่ะ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่เราต้องตกลงกันในตอนนั้น”

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

ทิศทางไปในทางไหน?

นนกุล “ทิศทางไปในทางบวกๆ ครับ (ยิ้มเขิน)”

แอฟรีบหันไปถามอย่างไว “กี่บวกคะ”

นนกุล (หัวเราะ) “หลายบวกครับ”

สถานะความสัมพันธ์ในตอนนี้ สามารถไปในทิศทางนั้นได้ไหม?

แอฟ “คือตอนนี้มันก็ยังโอเคอยู่ แฮปปี้อยู่ค่ะ”

ทิศทางบวกๆ ของนนกุลคืออะไร?

นนกุล “คือผมว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางครอบครัวทางฝ่ายผมและพี่เขา มันเป็นเรื่องที่โอเค ไม่ใช่แง่ลบ ทีนี้จะเป็นเรื่องของมุมมองเรื่องของบางเรื่องที่ผมยังไม่สะดวกตอบตอนนี้ ถ้าตอบไป แทนที่จะเป็นเรื่องของสองคน แต่มันจะกลายว่าไปกดดันพี่เขาได้ หรือกดดันหลายๆ ฝ่ายได้ เรื่องที่ผมยังบอกไม่ได้ มันอาจจะต้องให้ถึงที่สุดมากกว่านี้”

แอฟ “มันก็คงเป็นเรื่องของเป้าหมายชีวิต พอโตแล้วก็ต้องเคลียร์ๆ กันไปเลย”

แต่ทุกคนเชียร์?

แอฟ “ขอบคุณมากจริงๆ อันนี้ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”

นนกุล “ขอบคุณมากครับ”

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

แอฟรู้สึกยังไงกับคำเชียร์ของคนที่ให้กำลังใจเรามาตลอด?

แอฟ “ซาบซึ้งใจมากจริงๆ ยิ่งแอฟอยู่ในวงการนี้มา (น้ำตารื้น)”

นนกุล “ไม่เป็นไร ยืดอก”

แอฟ “(เสียงสั่น) คือ แล้วยิ่งแบบรู้สึก คือจริงๆ รู้สึกว่าเห็นคุณค่า ขอบคุณกับทุกๆ ความเข้าใจและความหวังดีที่ทุกคนมีให้จริงๆ ค่ะ แอฟอยู่ตรงนี้มานาน มีทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบ เราเหมือนโตมากับทุกคน แล้วทุกคนก็ให้พลังงานดีๆ ให้กำลังใจดีๆ กับแอฟมาโดยตลอด ก็รู้สึกขอบคุณมากๆ จริงๆ ค่ะ (น้ำตาไหล) ขอโทษนะ อยู่ๆ มันก็มาเอง (เอากระดาษซับน้ำตา)”

นนกุลรีบส่ายหน้า และบอกว่า “ขอโทษทำไม ไม่ คือเป็นพลังบวก ผมว่าไม่ใช่แค่คอมเมนต์ทางออนไลน์นะครับ แต่หมายถึงพี่ๆ ที่อยู่ตรงนี้ทุกคนด้วยก็เหมือนกับซัพพอร์ตเราตั้งแต่วันแรกที่ผมพูดถึงความสัมพันธ์ที่มันเกินพี่น้อง พี่เขาก็บอกผมตลอดว่ารู้สึกดีมากๆ เลยที่มาสัมภาษณ์ แล้วทุกคนซัพพอร์ตเรา 2 คนมากๆ พอเป็นเรื่องลบๆ พี่เขาจะเก็บเก่งมากครับ แต่พอเป็นเรื่องบวกๆ พี่เขาจะตื้นตัน”

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก
แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก
แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก
แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก
แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก
แอฟ หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อครั้งแรก นนกุล เผยเพราะตื้นตันที่ทุกคนซัพพอร์ตกันตั้งแต่วันแรก

จูน เพ็ญชุลี ตอบชัดไม่คืนดี หนุ่ม กะลา ถ้าอยากเป็นครอบครัวจริง ไม่ควรหย่าแต่แรก

จูน เพ็ญชุลี ตอบชัดไม่คืนดี หนุ่ม กะลา ถ้าอยากเป็นครอบครัวจริง ไม่ควรหย่าแต่แรก

6 พ.ค. 2568 20:15 น.

จูน เพ็ญชุลี ตอบชัดไม่คืนดี หนุ่ม กะลา ถ้าอยากเป็นครอบครัวจริง ไม่ควรหย่าแต่แรก

หลังจากที่ หนุ่ม กะลา ออกมาประกาศโสด ทำเอาแฟนๆ ฮือฮาอย่างมาก เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือพูดเล่น หรือกำลังงอนใครหรือเปล่า ซึ่งเจ้าตัวยืนยันเลยว่า โสดจริงๆ และยังบอกอีกว่า ทุกวันนี้ยังคุยกับอดีตภรรยาอยู่ตลอด และมีความเข้าใจที่ดีต่อกันแล้ว

ล่าสุดด้าน จูน เพ็ญชุลี อดีตภรรยาของ หนุ่ม กะลา ก็ได้ไลฟ์ผ่านทาง TikTok และได้มีคนเข้าไปคอมเมนต์ถามว่า “มีโอกาสกลับมาคืนดีกันมั้ยคะ”

งานนี้ แม่จูนรีบตอบกลับทันทีว่า “ไม่มีค่ะ เป็นแบบนี้ดีแล้ว ถ้ายังอยากเป็นครอบครัวอยู่ ไม่หย่า บอกเลย เราไม่ต้องหย่าก็ได้ เพราะว่าเราก็ไม่ได้ผิดอะไร แล้ววันที่เราไปเคลียร์กันเรื่องหย่า และเราไปเคลียร์กันเรื่องอื่นด้วย ไปฟ้องเรื่องหนึ่งแต่สุดท้ายไปหย่า มันก็ไม่ใช่ เรารู้อยู่แล้ว เราก็เตรียมไว้อยู่แล้ว อย่างนี้ดีที่สุดแล้วค่ะ”

และยังบอกอีกว่า “ไม่มีค่ะ ไม่ได้กินอาหารหมาแน่นอน ไม่ต้องห่วง เป็นแบบนี้บางทีมันคุยกันสบายใจกว่า มันเลยจุดนั้นมาแล้ว มันเป็นจุดที่เราหาความสบายใจให้ตัวเองได้แล้ว มันไม่ต้องแบบวุ่นวาย กังวลอะไรอีกแล้วเนอะ”

เมื่อมีคนถามว่าจะใจอ่อนมั้ย แม่จูนบอกว่า “ไม่ใจอ่อนแล้วค่ะ คือนิสัยเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ตัดสินใจแล้วคือตัดสินใจเลย แต่ก่อนจะตัดสินใจ คิดแล้ว ปรับแล้ว อดทนแล้ว พยายามแล้วทุกอย่าง พอวันที่แบบตัดจบก็คือจบ ไม่มีอาลัยอาวรณ์ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกไม่มี แต่ก่อนที่จะตัดสินใจก็ออนๆ ออฟๆ เหมือนผู้หญิงทุกคนทั่วไปเลย ว่าเราทำอย่างนี้ดีมั้ย มันวนเวียนเวียนวนไปเรื่อย

จูน เพ็ญชุลี ตอบชัดไม่คืนดี หนุ่ม กะลา ถ้าอยากเป็นครอบครัวจริง ไม่ควรหย่าแต่แรก

ทุกวันนี้ก็ยังพบหมอแบบที่โพสต์ไป ก็ยังไปพบหมอจิตแพทย์ ยังไม่ได้หยุดยาเลย เพราะว่าเราจะคิดวิตกกังวล แบบชีวิตเราก็ดีมาตลอด เราไม่เคยมีเรื่องอะไรให้แบบปัญหา ชีวิตโชคชะตาเราก็แปลก เราก็มีชีวิตที่ดีมาตลอด พอมาเจอเรื่องนี้เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะเจอเบอร์นี้ เราไม่ได้เตรียมใจไว้เลยว่าต้องเลิกกับสามี เรามีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่นน่ารักของเราดีๆ การงานเราก็ดี เพื่อนเราก็ดี สังคมเราก็ดี ชีวิตเราก็ดี

แล้วอยู่ดีๆ มันมีเรื่องนี้เข้ามามันเกินจะรับ ณ วันนั้น ใจมันแตกสลาย แต่ว่าคนเราไม่ว่าเราจะใจแตกสลายขนาดไหน ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องร้องไห้โพสต์เฟซบุ๊กคร่ำครวญอาลัยอาวรณ์ให้ชาวโลกรู้ ถูกมั้ย เราเก็บไว้ได้ เราไม่ต้องบอกใคร เราเก็บอาการว่าเราไม่ได้ป่วยขนาดนั้น ดูอาการเราแล้ว เราไม่ได้เป็นคนป่วย อันนี้ไม่ใช่

เธอคิดไปเองและมากล่าวหาเองไม่ได้ โรงพยาบาลจะมาปลอมอะไร เช็กประวัติการรักษาง่ายจะตาย ศาลขอเขาก็ดึงมาให้หมดแล้ว มันไม่ใช่หมอตำแยรักษาที่บ้าน มันไม่ใช่ คือเป็นจิตแพทย์ค่ะ แต่ทุกวันนี้ยังพบอยู่ มันไม่ใช่มีเรื่องครอบครัวเรื่องเดียวแล้ว ทุกวันนี้ยังมีเรื่องที่ต้องปรึกษาหมออยู่ และเขาก็จะอัปเดตว่าช่วงนี้เป็นยังไง เจออะไรมาบ้าง ก็จะเป็นการเช็กกัน แต่ยาก็ยังไม่หยุดเลยค่ะ แต่ถ้าเป็นซึมเศร้าประเภทที่ต้องฆ่าตัวตาย ไม่ใช่นะ ชีวิตนี้ไม่มีเรื่องที่ต้องฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ก็จะเป็นอีกแบบคือวิตกกังวล คิดวนว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป”

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

Sotheby’s เลื่อนประมูลอัญมณี เกี่ยวข้องพระบรมสารีริกธาตุ

Sotheby's เลื่อนประมูลอัญมณี เกี่ยวข้องพระบรมสารีริกธาตุ

8 พ.ค. 2568 15:39 น.

Sotheby’s เลื่อนประมูลอัญมณี เกี่ยวข้องพระบรมสารีริกธาตุ

บริษัทประมูล ซัทเทบีส์ (Sotheby’s) ตัดสินใจเลื่อนการประมูลอัญมณีหลายร้อยชิ้นที่พบอยู่ร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุออกไปก่อน หลังถูกอินเดียคัดค้านและขู่จะดำเนินคดี

บริษัทประมูล ซัทเทบีส์ (Sotheby’s) ได้เลื่อนการประมูลอัญมณีศักดิ์สิทธิ์หลายร้อยชิ้น ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ในฮ่องกงออกไป หลังจากที่รัฐบาลอินเดียขู่จะดำเนินคดี

การขายคอลเล็กชันอัญมณีดังกล่าว ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดชิ้นหนึ่งในยุคปัจจุบัน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการด้านพุทธศาสนาและผู้นำสงฆ์ อินเดียกล่าวว่าการประมูลคอลเล็กชันดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นชุมชนชาวพุทธทั่วโลก Sotheby’s กล่าวว่าการระงับการประมูลจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือกัน

เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษชื่อวิลเลียม แคล็กซ์ตัน เป็ปเป ได้ขุดพบอัญมณีดังกล่าวทางตอนเหนือของอินเดียเมื่อเกือบ 130 ปีก่อน พร้อมกับพระบรมสารีริกธาตุที่เชื่อว่าเป็นของพระพุทธเจ้า

การประมูลคอลเล็กชันดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “อัญมณีปิปราห์วา แห่งอาณาจักรพุทธโมริยะแห่งประวัติศาสตร์ ยุคอโศก ประมาณ 240-200 ปีก่อนคริสตกาล” มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม

ในจดหมายถึง Sotheby’s เมื่อสองวันก่อน รัฐบาลอินเดียระบุว่าอัญมณีดังกล่าวดังกล่าวถือเป็น “มรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ไม่อาจยึดครองได้ของอินเดียและชุมชนชาวพุทธทั่วโลก การประมูลพระธาตุดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายของอินเดียและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาของสหประชาชาติ” จากนั้น คณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลอินเดียได้หารือกับตัวแทนของ Sotheby’s เมื่อวันอังคาร

ในแถลงการณ์ทางอีเมล Sotheby’s กล่าวว่าในแง่ของประเด็นที่รัฐบาลอินเดียหยิบยกขึ้นมา “และด้วยความยินยอมของผู้ฝากขาย การประมูลจึงถูกเลื่อนออกไป” บริษัทระบุว่าความคืบหน้าเกี่ยวกับการหารือจะถูกแบ่งปัน “ตามความเหมาะสม” โดยการประกาศการประมูลอัญมณีถูกลบออกจากเว็บของ Sotheby’s เมื่อวันพุธ และหน้าเว็บไซต์ที่โฆษณาการประมูลไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

วิลเลียม แคล็กซ์ตัน เป็ปเป เป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ชาวอังกฤษที่ขุดค้นเจดีย์ที่เมืองปิปราห์วา ทางใต้ของเมืองลุมพินี ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีจารึกระบุว่าอัญมณีเหล่านี้สร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระบรมศพของพระพุทธเจ้าเมื่อเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว

การค้นพบดังกล่าวรวมถึงอัญมณีเกือบ 1,800 ชิ้น รวมถึงทับทิม โทปาซ ไพลิน และแผ่นทองลวดลาย ซึ่งเก็บรักษาไว้ในห้องอิฐ ปัจจุบันสถานที่นี้ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Sotheby’s ได้กล่าวว่าการค้นพบเมื่อปี 1898  นี้จัดอยู่ใน “การค้นพบทางโบราณคดีที่พิเศษที่สุดตลอดกาล”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

คาดสหรัฐฯ-อังกฤษ เตรียมประกาศข้อตกลงลดภาษีทรัมป์วันนี้

คาดสหรัฐฯ-อังกฤษ เตรียมประกาศข้อตกลงลดภาษีทรัมป์วันนี้

8 พ.ค. 2568 12:58 น.

คาดสหรัฐฯ-อังกฤษ เตรียมประกาศข้อตกลงลดภาษีทรัมป์วันนี้

คาดว่าสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะประกาศข้อตกลงลดภาษีในวันนี้ หลังรัฐบาลสหราชอาณาจักรพยายามหาข้อตกลงลดภาษีมาตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดภาษีกับเกือบทุกประเทศในโลกเมื่อเดือนที่แล้ว

คาดว่าสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะประกาศข้อตกลงลดภาษีในวันนี้ (8 พ.ค.) หลังรัฐบาลสหราชอาณาจักรพยายามหาข้อตกลงลดภาษีมาตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดภาษีกับเกือบทุกประเทศในโลกเมื่อเดือนที่แล้ว

ประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนจะกล่าวถึงข้อตกลงดังกล่าว หลังจากโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันพุธว่า “การแถลงข่าวครั้งใหญ่ในเช้าวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น. ที่ห้องทำงานรูปไข่ เกี่ยวกับข้อตกลงการค้าสำคัญกับผู้แทนของประเทศใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ เป็นครั้งแรกจากหลายๆ ครั้ง!!!”

เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว

ปัจจุบัน สินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้าจากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร 10% สหราชอาณาจักรรวมถึงประเทศอื่นๆ ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร 25% สำหรับการส่งออกเหล็กและอลูมิเนียมไปยังสหรัฐฯ รวมถึงภาษีศุลกากร 25% สำหรับการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์

ค่าเงินปอนด์พุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์หลังจากข่าวนี้ โดยข้อตกลงนี้จะเป็นครั้งที่สองสำหรับอังกฤษในรอบหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับอินเดีย เจ้าหน้าที่ของอังกฤษกล่าวเมื่อวันอังคารว่า อังกฤษและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงการค้าที่น่าจะรวมถึงการลดโควตาภาษีสำหรับเหล็กและรถยนต์ด้วย

คริส ไบรอันท์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอังกฤษ กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันพุธว่า อังกฤษยังอยู่ระหว่าง “การหารือ” กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีนำเข้า 100% สำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยทรัมป์ 

ข่าวข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษ เกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และจีนเตรียมจัดการเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันเสาร์ (10 พ.ค.) ซึ่งอาจถือเป็นก้าวแรกในการแก้ไขสงครามการค้าที่อาจสร้างความเสียหายระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก

สงครามการค้าของทรัมป์ทำให้ตลาดการเงินสั่นคลอนและเกิดความกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยธนาคารกลางและผู้บริหารธุรกิจต้องหาทางแก้ไขเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วห่วงโซ่อุปทานของโลกและอุตสาหกรรมต่างๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตสำหรับสหรัฐอเมริกา จีน และประเทศส่วนใหญ่ โดยอ้างถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และเตือนว่าความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้การเติบโตชะลอตัวลงไปอีก.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผลศึกษาชี้ “แฮนยอ” นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจู อาจพัฒนายีนพิเศษ ช่วยดำน้ำได้นาน

ผลศึกษาชี้ "แฮนยอ" นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจู อาจพัฒนายีนพิเศษ ช่วยดำน้ำได้นาน

8 พ.ค. 2568 11:46 น.

ผลศึกษาชี้ “แฮนยอ” นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจู อาจพัฒนายีนพิเศษ ช่วยดำน้ำได้นาน

ผลการศึกษาชี้ ประเพณีวัฒนธรรมทางทะเลที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อาจทำให้ “แฮนยอ” นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจูในเกาหลีใต้ มี “พลังพิเศษ” ทางพันธุกรรมที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ ความดันโลหิตต่ำและความสามารถในการทนต่อความหนาวเย็น ซึ่งอาจช่วยให้วิทยาศาสตร์พัฒนาวิธีการรักษาทางการแพทย์ใหม่ๆ ในอนาคตได้

ผลการศึกษาชี้ ประเพณีวัฒนธรรมทางทะเลที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อาจทำให้ “แฮนยอ” นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจูในเกาหลีใต้ มี “พลังพิเศษ” ทางพันธุกรรมที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ ความดันโลหิตต่ำและความสามารถในการทนต่อความหนาวเย็น ซึ่งอาจช่วยให้วิทยาศาสตร์พัฒนาวิธีการรักษาทางการแพทย์ใหม่ๆ ในอนาคตได้

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Cell Reports เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม เผยให้เห็นความแตกต่างทางพันธุกรรมที่ไม่เหมือนใครของ “แฮนยอ” ที่วิวัฒนาการมาเพื่อรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาจากการดำน้ำลึก นักวิจัยกล่าวว่านี่เป็นการค้นพบที่อาจนำไปสู่การรักษาโรคความดันโลหิตที่ดีขึ้นในอนาคต

“แฮนยอ” นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจูในเกาหลีใต้ หรือที่เรียกกันว่า “ผู้หญิงแห่งท้องทะเล” อาศัยอยู่บนเกาะเชจู ซึ่งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของเกาหลีใต้ไปทางใต้ 85 กม. ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น พวกเขาฝึกฝนการดำน้ำลึกเพื่อเก็บเกี่ยวอาหารจากก้นทะเล

ทีมวิจัยจากสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และเดนมาร์ก พบว่าวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานของแฮนยอหลายชั่วอายุคน ช่วยให้พวกเขาปรับตัวจนสามารถดำน้ำได้นานกว่ามนุษย์คนอื่นๆ แต่พวกเขามีการวิวัฒนาการทางพันธุกรรมให้มีความดันโลหิตต่ำและทนต่อน้ำเย็นได้ดีขึ้น และหากผลการวิจัยของนักวิจัยถูกต้อง นั่นหมายความว่าแฮนยอเป็นเพียงหนึ่งในสองกลุ่มคนเท่านั้นที่มีการวิวัฒนาการเพื่อดำน้ำอย่างแท้จริง

เมลิสสา แอนน์ อิลาร์โด ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับตัวทางชีววิทยาของมนุษย์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์จากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยกล่าวว่า “เมื่อใครก็ตามดำน้ำ การกลั้นหายใจและจมตัวลงไปในน้ำจะกระตุ้นรีเฟล็กซ์การดำน้ำของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” “องค์ประกอบหนึ่งของสิ่งนั้นก็คืออัตราการเต้นของหัวใจช้าลง”

สำหรับการวิจัยของพวกเขา อิลาร์โด และผู้ร่วมวิจัยได้คัดเลือกแฮนยอ 30 คน ผู้หญิงที่ไม่ได้ดำน้ำ 30 คนจากเกาะเชจู และผู้หญิง 31 คนจากแผ่นดินใหญ่ของเกาหลีใต้ อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมคือ 65 ปี นักวิจัยได้เปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และขนาดของม้ามของผู้เข้าร่วม และจัดลำดับจีโนมของผู้เข้าร่วม ซึ่งเป็นแบบแปลนทางพันธุกรรมโดยละเอียด จากตัวอย่างเลือด

อิลาร์โดกล่าวว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการศึกษานี้คือ การจำลองความเครียดทางกายภาพจากการอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานพอสมควรอย่างปลอดภัย สำหรับผู้เข้าร่วมที่ไม่มีประสบการณ์การดำน้ำ นักวิจัยแก้ปัญหานี้โดยทำการจำลองการดำน้ำ ซึ่งผู้เข้าร่วมกลั้นหายใจในขณะที่เอาใบหน้าจุ่มลงในน้ำเย็น

การวิเคราะห์ของทีมเผยให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาจากเกาะเชจู ทั้งนักดำน้ำและไม่ใช่นักดำน้ำ มีโอกาสมากกว่าชาวเกาหลีแผ่นดินใหญ่ถึง 4 เท่าที่จะมีรูปแบบทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตต่ำ

การวิเคราะห์จีโนมพบว่าแฮนยอมีลักษณะเด่นอย่างน้อยสามประการ อย่างแรกคือการปรับตัวที่ไม่ใช่ทางพันธุกรรม โดยหัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที แม้ว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากสภาวะทางการแพทย์ แต่ก็อาจเกิดจากการฝึกซ้อมระบบหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน หัวใจเต้นช้ายังปรากฏให้เห็นในระหว่างการดำน้ำลึก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองของวิวัฒนาการที่เรียกว่ารีเฟล็กซ์การดำน้ำของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

สิ่งนี้ช่วยให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งในกรณีนี้คือมนุษย์ ลดการใช้ออกซิเจน ทำให้มีเวลาหายใจอีกครั้งได้มากขึ้น ไม่มีพื้นฐานทางพันธุกรรมสำหรับการปรับตัวนี้ และนักวิจัยคิดว่ามนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถเดียวกันนี้ได้หากได้รับการฝึกฝนตลอดชีวิต การปรับตัวอื่นๆ อาจเชื่อมโยงกับวิวัฒนาการทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น

นักวิจัยได้เปรียบเทียบจีโนมของผู้อยู่อาศัยบนเกาะเชจูกับประชากรนอกเกาะเชจู การศึกษาของพวกเขาพบว่าชาวเชจูสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มประชากรที่มีพันธุกรรมที่แตกต่างกัน และการกลายพันธุ์ 2 แบบ แบบแรกเกี่ยวข้องกับการทนต่อความหนาวเย็น และแบบที่สองเกี่ยวข้องกับการลดความดันโลหิตไดแอสโตลี ก็เกิดขึ้นในหมู่คนเช่นกัน

ที่มา CNN DW

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เปิดที่มา “ปฏิบัติการซินดูร์” สุดเดือดของอินเดีย ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์

เปิดที่มา "ปฏิบัติการซินดูร์" สุดเดือดของอินเดีย ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์

8 พ.ค. 2568 11:16 น.

เปิดที่มา “ปฏิบัติการซินดูร์” สุดเดือดของอินเดีย ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์

  • กองทัพอินเดียได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในปากีสถานและแคชเมียร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถานเมื่อเช้าวันพุธ ที่ผ่านมา โดยเรียกการโจมตีนี้ว่า “ปฏิบัติการซินดูร์” ซึ่งทางกองทัพปากีสถานอ้างว่าได้ตอบโต้ด้วยการยิงเครื่องบินทหารอินเดียตกหลายลำ
  • ปากีสถานอ้างว่า การโจมตีของอินเดียทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 ศพ บาดเจ็บอีก 57 ราย ขณะที่อินเดียระบุว่า ปากีสถานยิงปืนใหญ่ข้ามเส้นแบ่งเขตแคชเมียร์เข้าใส่ฝั่งอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ บาดเจ็บหลายสิบราย
  • หลายประเทศออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายอดทนอดกลั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ และเพื่อปกป้องพลเรือน

ความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังคงพุ่งสูง หลังอินเดียเปิดฉากโจมตีปากีสถานเมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 7 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา อ้างว่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย 9 จุดในปากีสถานและในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานควบคุม

เปิดที่มา "ปฏิบัติการซินดูร์" สุดเดือดของอินเดีย ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์

ย้อนดูชนวนเหตุความรุนแร

ขีปนาวุธของอินเดียเป็นการตอบโต้ การโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ที่ปกครองโดยอินเดีย ในเมืองปาฮาลกัม เมื่อ วันที่ 22 เมษายน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ศพ โดยในตอนนั้นกลุ่มติดอาวุธที่เรียกว่า  แนวร่วมต่อต้าน ซึ่งเรียกร้องเอกราชให้กับแคชเมียร์ อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีที่เมืองปาฮาลกัม

ทางการอินเดียอ้างว่า เป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มติดอาวุธ Lashkar-e-Taiba ซึ่งมีฐานอยู่ในปากีสถาน ขณะที่ทางการปากีสถานปฏิเสธว่า ไม่มีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีที่เมืองพาฮาลกัม และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการโจมตี อินเดียได้ระงับการเข้าร่วมในสนธิสัญญาลุ่มน้ำสินธุ ที่ปากีสถานพึ่งพาเป็นแหล่งน้ำสำคัญ ส่วนปากีสถานตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะระงับการเข้าร่วมในข้อตกลงซิมลา ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ลงนามในปี 1972 หลังสงครามอินเดีย-ปากีสถาน ทั้งสองประเทศยังลดความสัมพันธ์ทางการทูตลง และต่างฝ่ายต่างขับไล่พลเมืองของอีกฝ่ายออก

เปิดที่มา "ปฏิบัติการซินดูร์" สุดเดือดของอินเดีย ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์

เปิดที่มา ปฏิบัติการซินดูร์ 

“ปฏิบัติการซินดูร์” (Operation Sindoor) ชื่อนี้มาจากผงซินดูร์ หรือผงสีแดงเข้ม เครื่องหมายแสดงสถานภาพการสมรสของสตรีชาวฮินดู โดยสตรีที่แต่งงานแล้วมักจะใช้ผงซินดูร์ในการแสกผมหรือหน้าผาก และหากเป็นหม้ายก็จะเช็ดออก

ในระหว่างการโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 22 เมษายน ผู้หญิงหลายคนต้องสูญเสียสามี ซึ่งตกเป็นเป้าหมายเพราะพวกเธอเป็นชาวฮินดู แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับความสนใจจากสื่อ อาทิ นางนาร์วัล หลังจากภาพของเธอที่อยู่ข้างสามีถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์

การที่รัฐบาลอินเดียเลือกใช้ชื่อปฏิบัติการซินดูร์นั้น เป็นการส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะล้างแค้นให้กับหญิงม่ายเหล่านี้ บนโซเชียลมีเดีย กองทัพอินเดียได้ประกาศถึงการโจมตีครั้งนี้ด้วยภาพที่ชัดเจน โดยมีโถซินดูร์ที่หกออกมา ซึ่งมีลักษณะคล้ายเลือดที่กระเซ็นออกมา

ทางด้านวี. กีธา นักประวัติศาสตร์สตรีนิยมที่มีผลงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องเพศ วรรณะ และชนชั้น กล่าวว่าชาตินิยมฮินดูส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยมุมมองโลกของผู้ชาย ซึ่งผู้หญิงมีบทบาทเป็นวัตถุที่ต้องปกป้องหรือเป็นแม่ที่คอยยุยงให้ผู้ชายพิสูจน์ความเป็นวีรบุรุษ

เป้าหมายการโจมตี

กองทัพอินเดียอ้างว่าได้โจมตี โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย โดยโจมตีองค์กรต่างๆ รวมถึง LeT และ Jaish-e-Muhammad ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีฐานอยู่ในปากีสถาน และอ้างว่ารับผิดชอบในเหตุระเบิดฆ่าตัวตายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ซึ่งทำให้ทหารกึ่งทหารอินเดีย 40 นายเสียชีวิตในเมืองปูลวามา รัฐแคชเมียร์ ที่อินเดียปกครอง

ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพุธ นายวิกรม มิศรี รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย ยืนกรานว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธนั้น มุ่งเน้นไปที่การรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้ายและทำให้ผู้ก่อการร้ายที่อาจจะถูกส่งมายังอินเดียไม่สามารถทำอะไรได้

พันเอกโซเฟีย คูเรชิ เจ้าหน้าที่ทหารอินเดีย และนาวาอากาศโท โยมิกา ซิงห์ ร่วมการบรรยายสรุปเกี่ยวกับปฏิบัติการ โดยระบุว่า 5 ใน 9 จุดที่อินเดียโจมตีนั้นอยู่ในแคชเมียร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน ส่วนอีก 4 แห่งอยู่ในแคว้นปัญจาบ ได้แก่ บาฮาวัลปุระ มูริดเก ชาการ์การห์ และหมู่บ้านใกล้เซียลโกต ระหว่างการบรรยายสรุป กองทัพอินเดียได้แสดงแผนที่ซึ่งระบุว่ามี ค่ายผู้ก่อการร้าย 21 แห่งในปากีสถานและแคชเมียร์ที่ปากีสถานปกครองอยู่. 

สี จิ้นผิง เยือนรัสเซีย ร่วมฉลอง 80 ปีชัยชนะสงครามโลก ลั่นสองชาติผนึกกำลังต้านอิทธิพลตะวันตก

สี จิ้นผิง เยือนรัสเซีย ร่วมฉลอง 80 ปีชัยชนะสงครามโลก ลั่นสองชาติผนึกกำลังต้านอิทธิพลตะวันตก

8 พ.ค. 2568 10:16 น.

สี จิ้นผิง เยือนรัสเซีย ร่วมฉลอง 80 ปีชัยชนะสงครามโลก ลั่นสองชาติผนึกกำลังต้านอิทธิพลตะวันตก

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เยือนกรุงมอสโก ของรัสเซีย เพื่อร่วมงานฉลอง 80 ปีชัยชนะสงครามโลก ลั่น จีน-รัสเซียจับมือผนึกกำลังต้านอิทธิพลตะวันตก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน เดินทางถึงกรุงมอสโก ของรัสเซีย เพื่อเริ่มต้นการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และเพื่อเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะของสงครามรักชาติอันยิ่งใหญ่ของโซเวียต (Great Patriotic War) ซึ่งตรงกับชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง 

สื่อท้องถิ่นของรัสเซีย รายงานว่า เมื่อเครื่องบินของผู้นำจีนเข้าสู่น่านฟ้ารัสเซีย ได้รับเกียรติให้เครื่องบินของกองทัพอากาศรัสเซียบินประกบต้อนรับ ก่อนจะลงจอดที่สนามบินวุนคอฟโว กรุงมอสโก โดยมีทัตยานา โกลิโควา รองนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ประธานาธิบดีสี แถลงเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีที่เดินทางถึง โดยระบุว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความร่วมมือแนบแน่นระหว่างจีนและรัสเซีย พร้อมย้ำว่า ทั้งสองประเทศจะร่วมกันปกป้องผลลัพธ์อันล้ำค่าของสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อต้านลัทธิครอบงำของชาติตะวันตก และการเมืองอำนาจที่กำลังคุกคามความเป็นธรรมระหว่างประเทศ

ผู้นำจีนยังชี้ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบศตวรรษ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน รัสเซียและจีนในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะร่วมมือกันค้ำจุนระบบโลกที่มีสหประชาชาติเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนระบบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายสากล และผลักดันการปฏิบัติตามพหุภาคีนิยมอย่างแท้จริง

ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ ผู้นำจีนจะพบหารือกับประธานาธิบดีปูติน ในด้านความร่วมมือทวิภาคี ประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เชิงลึกในยุคใหม่.

ย้อนดูการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ในอดีตใช้เวลากี่วัน

ย้อนดูการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ในอดีตใช้เวลากี่วัน

8 พ.ค. 2568 09:41 น.

ย้อนดูการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ในอดีตใช้เวลากี่วัน

ย้อนดูการประชุมลับเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่นับตั้งแต่ปี 1900 ไม่มีพระสันตะปาปาถูกเลือกตั้งแต่การประชุมวันแรกเลย โดยใช้เวลานานที่สุด 5 วัน น้อยที่สุด 2 วัน ขณะที่พระสันตะปาปา “ฟรานซิส” และ “เบเนดิกต์ที่ 16” ได้รับเลือกในเวลาอันรวดเร็วเมื่อเทียบกับในอดีต

การประชุมลับเลือกพระสันตะปาปาขึ้นชื่อในเรื่องขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลา โดยการเลือกพระสันตะปาปาตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมา ไม่มีพระสันตะปาปาถูกเลือกตั้งแต่การประชุมวันแรกเลย โดยใช้เวลานานที่สุด 5 วัน น้อยที่สุด 2 วัน แต่ในยุคปัจจุบันขั้นตอนการเลือกกลับดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 และพระสันตะปาปาฟรานซิส ได้รับเลือกอย่างรวดเร็วภายในวันที่สองของการลงคะแนนเสียง 

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้รับการเลือกด้วยการลงคะแนนเพียง 4 รอบ ขณะที่พระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งสืบตำแหน่งต่อมาในปี 2013 ใช้เวลา 5 รอบในการลงคะแนนก่อนจะได้รับเลือก

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ซึ่งเป็นพระสันตะปาปาก่อนประสันตะปาปาเบเนดิกต์ การประชุมเลือกพระองค์ในปี 1978 ใช้เวลานานกว่าพอสมควร โดยสิ้นสุดในวันที่สามของการลงคะแนนเสียง และใช้เวลาทั้งหมด 8 รอบกว่าจะได้ผล

สำหรับการประชุมลับ (Conclave) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การพิจารณาคัดเลือกมักใช้เวลานานยิ่งกว่า เช่น ในปี 1903 การเลือกพระสันตะปาปาปิอุสที่ 10 ใช้เวลาถึง 5 วัน เช่นเดียวกับในปี 1939 ที่ต้องใช้เวลาเท่ากันในการเลือกพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12

ส่วนการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ครั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าจะใช้เวลากี่วัน แค่คาดหมายว่าน่าจะทราบผลในวันที่ 2 เช่นเดียวกับพระสันตะปาปาทั้ง 2 พระองค์ก่อนหน้า.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ การเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธรอบใหม่คาดว่าไปตกในทะเลตะวันออก ท้าทายสหรัฐ-เกาหลีใต้ หลังนิ่งๆมาสองเดือน

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธรอบใหม่คาดว่าไปตกในทะเลตะวันออก ท้าทายสหรัฐ-เกาหลีใต้ หลังนิ่งๆมาสองเดือน

8 พ.ค. 2568 09:35 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธรอบใหม่คาดว่าไปตกในทะเลตะวันออก ท้าทายสหรัฐ-เกาหลีใต้ หลังนิ่งๆมาสองเดือน

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกลงสู่ทะเลตะวันออกเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ นับเป็นการทดสอบขีปนาวุธแบบมีหัวรบครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นครั้งที่สอง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าทำเนียบขาวในเดือนมกราคม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัว (Ballistic Missile) พิสัยใกล้หลายลูก ลงสู่ทะเลตะวันออก เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ นับเป็นการทดสอบขีปนาวุธแบบมีหัวรบครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าทำเนียบขาวในเดือนมกราคม

ทางด้านเสนาธิการร่วม ของเกาหลีใต้แถลงว่า ขีปนาวุธมีต้นทางถูกยิงขึ้นจากเมืองวอนซาน บริเวณชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือ เวลาประมาณ 08.10 น. โดยคาดว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูก ขณะนี้กองทัพได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง และยังคงเตรียมความพร้อมเต็มที่ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการปล่อยขีปนาวุธหลายลูกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ซึ่งตรงกับช่วงที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ดำเนินการซ้อมรบร่วมประจำฤดูใบไม้ผลิ แม้ในช่วงต้นปี เกาหลีเหนือจะหลีกเลี่ยงการยั่วยุรุนแรงโดยเฉพาะการยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ท่ามกลางกระแสความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับรัสเซีย

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า เกาหลีเหนือมักตอบโต้การซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ด้วยการทดลองอาวุธ แต่ในปีนี้กลับเลือกใช้ถ้อยแถลงทางการเมืองและการยกระดับวาทกรรมมากกว่าการแสดงแสนยานุภาพผ่านการยิงขีปนาวุธขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การยิงรอบล่าสุดสะท้อนสัญญาณเตือนว่าความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีอาจกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง.