ญี่ปุ่นจับชายขับรถชนเด็กนักเรียนเจ็บ 7 ราย เจ้าตัวเผยเบื่อโลก อยากฆ่าคน

ญี่ปุ่นจับชายขับรถชนเด็กนักเรียนเจ็บ 7 ราย เจ้าตัวเผยเบื่อโลก อยากฆ่าคน

2 พ.ค. 2568 03:35 น.

ญี่ปุ่นจับชายขับรถชนเด็กนักเรียนเจ็บ 7 ราย เจ้าตัวเผยเบื่อโลก อยากฆ่าคน

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวชายผู้ก่อเหตุขับรถชนกลุ่มเด็กนักเรียนจนได้รับบาดเจ็บในเมืองโอซากา โดยเขารับสภาพว่าเบื่อหน่ายกับชีวิต และอยากฆาตกรรมใครสักคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค. 2568 ตำรวจของประเทศญี่ปุ่นจับกุมตัวชายหนุ่มวัย 28 ปีรายหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถพุ่งชนกลุ่มเด็กนักเรียน 7 คนซึ่งกำลังเดินกลับจากโรงเรียนในเขตนิชินาริ ของเมืองโอซากา จนได้รับบาดเจ็บและต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่นหลายสำนักรวมถึง เอ็นเอชเค (NHK) ชายผู้ต้องสงสัยอาศัยอยู่ในกรุงโตเกียว ถูกตำรวจจับในข้อหาพยายามฆ่า โดยเจ้าตัวยอมรับความผิดและกล่าวว่าเขาเบื่อหน่ายกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต และที่ขับรถพุ่งเข้าใส่กลุ่มเด็กๆ ก็เพราะเขาอยากฆาตกรรมใครสักคน

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับสถานีโทรทัศน์ นิปปอน ทีวี (Nippon TV) ว่า รถคันก่อเหตุวิ่งซิกแซกไปมาขณะชนเข้ากับเด็กๆ โดยเด็กผู้หญิงในกลุ่มมีเลือดไหล ส่วนคนอื่นๆ มีบาดแผลถลอก ซึ่งตามรายงานของสื่อ เด็กทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยที่ยังมีสติอยู่

พยานบอกด้วยว่า ชายคนขับรถซึ่งสวมหน้ากากอนามัย อยู่ในอาการคล้ายกับช็อก ในตอนที่เขาถูกครูของโรงเรียนลากตัวไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ยืนยัน ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงจะลาออก จ่อเสนอเป็นทูต UN

ทรัมป์ยืนยัน ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงจะลาออก จ่อเสนอเป็นทูต UN

2 พ.ค. 2568 02:20 น.

ทรัมป์ยืนยัน ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงจะลาออก จ่อเสนอเป็นทูต UN

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า ไมค์ วอลซ์ จะออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และเขาจะเสนอชื่อนายวอลซ์เป็นทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค. 2568 ว่า นายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวของเขา จะออกจากตำแหน่ง และเขาเตรียมจะเสนอชื่อนายวอลซ์ให้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติแทน

นายทรัมป์เปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่าน Truth Social โดยระบุว่า “ผมยินดีที่จะประกาศว่าผมจะเสนอชื่อของ ไมค์ วอลซ์ เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคนต่อไป จากประสบการณ์การเป็นทหารในสนามรบของเขา, ในสภาคองเกรส และในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของผม ไมค์ วอลซ์ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และผมรู้ว่าเขาจะทำแบบเดียวกันในบทบาทใหม่”

“มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สานต่อความเป็นผู้นำอันแข็งแกร่งของเขาในกระทรวงต่างประเทศ ‘เมื่อร่วมมือกัน เราจะต่อสู้ต่อไปได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อทำให้อเมริกาและโลกปลอดภัยอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้’”

ในเวลาต่อมา นายวอลซ์ก็โพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ระบุว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานให้ประธานาธิบดีทรัมป์ และสหรัฐฯ ต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สื่อสหรัฐฯ หลายเจ้ารายงานตรงกันว่า นายวอลซ์กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว เช่นเดียวกับรองของเขาอย่างนาย อเล็กซ์ หว่อง

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากที่นายวอลซ์ยอมรับว่าเป็นผู้สร้างกลุ่มแชตบนแอปพลิเคชัน “ซิกแนล” (Signal) ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เข้ามาร่วมหารือแผนการโจมตีเยเมน แต่กลับมีนักข่าวถูกเชิญเข้ากลุ่มมาโดยบังเอิญ 1 คน ทำให้แผนการรั่วไหล

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมีนาคม นายเจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก บรรณาธิการนิตยสารข่าว “ดิ แอตแลนติก” (The Atlantic) ของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า เขาถูกเชิญเข้ากลุ่มแชตซิกแนลโดยผู้ใช้งานที่ชื่อว่า “ไมค์ วอลซ์” โดยบังเอิญ

ในกลุ่มแชตดังกล่าว มีบัญชีผู้ใช้ที่เป็นชื่อของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ มากมาย รวมถึงนาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายโกลด์เบิร์กได้เห็นแผนการลับทางทหารที่สหรัฐฯ จะโจมตีเยเมน ทั้งข้อมูลอาวุธที่จะใช้ เป้าหมาย และเวลา ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง ๆ ถึง 2 ชั่วโมง

หลังจากเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยออกมา ในตอนแรกนายวอลซ์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์ นิวส์ ว่าเขาไม่รู้ว่านายโกลด์เบิร์กถูกเชิญเข้าไปในกลุ่มแชตได้อย่างไร แต่จะรับผิดชอบทั้งหมดในฐานะที่เขาเป็นคนสร้างกลุ่ม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามไม่ให้ความสำคัญกับกรณีที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดนายทรัมป์ก็ระบุว่า เขาจะตรวจสอบในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แมคโดนัลด์ยอดขายในสหรัฐฯ ร่วงหนักสุดตั้งแต่ยุคโควิด คาด ศ.ก.เป็นเหตุ

แมคโดนัลด์ยอดขายในสหรัฐฯ ร่วงหนักสุดตั้งแต่ยุคโควิด คาด ศ.ก.เป็นเหตุ

2 พ.ค. 2568 01:31 น.

แมคโดนัลด์ยอดขายในสหรัฐฯ ร่วงหนักสุดตั้งแต่ยุคโควิด คาด ศ.ก.เป็นเหตุ

แมคโดนัลด์ เชนร้านเบอร์เกอร์รายใหญ่ของโลก มียอดขายไตรมาสแรกปี 2568 ลดลงมากที่สุดตั้งแต่ยุคโควิด ฉุดรายได้ลดลง โดยคาดว่าเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แมคโดนัลด์ เชนร้านเบอร์เกอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกเปิดเผยผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2568 ปรากฏว่าพวกเขามีรายได้ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยคาดว่ามีสาเหตุจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวขึ้น

รายงานของแมคโดนัลด์ระบุว่า รายได้จากร้านของพวกเขาในสหรัฐฯ ที่เปิดบริการมาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ลดลง 3.6% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เนื่องจากมีลูกค้ามาใช้บริการน้อยลง

นี่ถือเป็นการลดลงของการเติบโตจากร้านเดิมที่มีอยู่แล้ว (like-for-like sale) ที่มากที่สุดของแมคโดนัลด์ในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ที่มาตรการจำกัดความเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19 ยังมีผลบังคับใช้อยู่

นายคริส เคมป์ซินสกี ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของแมคโดนัลด์ กล่าวว่า ลูกค้ากำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน แต่เขารับประกันกับนักลงทุนว่าบริษัทสามารถเดินทางผ่านได้แม้แต่สภาพการตลาดที่ยากที่สุด

ทั้งนี้ แมคโดนัลด์พยายามมาหลายเดือนแล้วเพื่อกระตุ้นธุรกิจที่ซบเซาลง หลังเผชิญกระแสตีกลับจากลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย จากการที่แมคโดนัลด์ตัดสินใจขึ้นราคาอาหาร

ยอดขายที่ลดลงครั้งล่าสุดนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 1 หดตัวลง 0.3% เมื่อคิดเป็นรายปี ซึ่งนี่นับเป็นไตรมาสแรกที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ หดตัว นับตั้งแต่ปี 2565

นักวิเคราะห์ระบุว่า การหดตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้รับแรงผลักดันจากการขาดดุลทางการค้า อันเป็นผลจากความพยายามสั่งซื้อล่วงหน้าของชาวอเมริกัน เพื่อเอาชนะมาตรการภาษีของนายทรัมป์ โดยตามรายงาน การนำเข้าของสหรัฐฯ พุ่งทะยานจาก -1.9% ในไตรมาส 4 ปีก่อน เป็น +41.3% ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่อัตราการส่งออกอยู่ที่ 1.8%

ในช่วง 3 เดือนเดียวกันนี้ ยอดขายที่ลดลงของแมคโดนัลด์ฉุดรายได้จากร้านเดิมที่มีอยู่แล้วลงกว่า 1% ถึงแม้ว่ายอดขายของร้านในญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และตะวันออกกลางจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลือหึ่ง ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงทรัมป์ เตรียมลาออกเซ่นปมแชตหลุด

ลือหึ่ง ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงทรัมป์ เตรียมลาออกเซ่นปมแชตหลุด

1 พ.ค. 2568 23:09 น.

ลือหึ่ง ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงทรัมป์ เตรียมลาออกเซ่นปมแชตหลุด

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนัก รายงานตรงกันว่า นายไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะลาออกจากตำแหน่ง เซ่นปมแชตหลุดทำแผนโจมตีเยเมนรั่วไหล

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักทั้ง ซีบีเอส และรอยเตอร์ส รายงานว่า นายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งทำเนียบขาวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว เช่นเดียวกับรองของเขาอย่างนาย อเล็กซ์ หว่อง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ออกมายืนยันรายงานของสื่อ แต่มันเกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากที่นายวอลซ์ยอมรับว่าเป็นผู้สร้างกลุ่มแชตบนแอปพลิเคชัน “ซิกแนล” (Signal) ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เข้ามาร่วมหารือแผนการโจมตีเยเมน แต่กลับมานักข่าวถูกเชิญเข้ากลุ่มมาโดยบังเอิญ 1 คน ทำให้แผนการรั่วไหล

หากข่าวนี้ได้รับการยืนยัน นายวอลซ์จะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่ลาออกจากตำแหน่ง หลังนายทรัมป์เพิ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 100 วันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมีนาคม นายเจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก บรรณาธิการนิตยสารข่าว “ดิ แอตแลนติก” (The Atlantic) ของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า เขาถูกเชิญเข้ากลุ่มแชตซิกแนลโดยผู้ใช้งานที่ชื่อว่า “ไมค์ วอลซ์” โดยบังเอิญ

ในกลุ่มแชตดังกล่าว มีบัญชีผู้ใช้ที่เป็นชื่อของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ มากมาย รวมถึงนาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายโกลด์เบิร์กได้เห็นแผนการลับทางทหารที่สหรัฐฯ จะโจมตีเยเมน ทั้งข้อมูลอาวุธที่จะใช้ เป้าหมาย และเวลา ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง ๆ ถึง 2 ชั่วโมง

หลังจากเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยออกมา ในตอนแรกนายวอลซ์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์ นิวส์ ว่าเขาไม่รู้ว่านายโกลด์เบิร์กถูกเชิญเข้าไปในกลุ่มแชตได้อย่างไร แต่จะรับผิดชอบทั้งหมดในฐานะที่เขาเป็นคนสร้างกลุ่ม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามไม่ให้ความสำคัญกับกรณีที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดนายทรัมป์ก็ระบุว่า เขาจะตรวจสอบในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ลาออก ก่อนโดนฝ่ายค้านโหวตฟ้องร้องถอดถอน

รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ลาออก ก่อนโดนฝ่ายค้านโหวตฟ้องร้องถอดถอน

1 พ.ค. 2568 22:52 น.

รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ลาออก ก่อนโดนฝ่ายค้านโหวตฟ้องร้องถอดถอน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง ในขณะที่สภากำลังมีการโหวตกันว่าจะดำเนินการฟ้องร้องถอดถอนเขาหรือไม่

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค. 2568 นายชเว ซัง-ม็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง และการลาออกได้รับการอนุมัติแล้ว ในขณะที่รัฐสภาแห่งชาติของเกาหลีใต้กำลังมีการโหวตลงมติว่าจะดำเนินการฟ้องร้องถอดถอน หรืออิมพีชเมนต์ (impeachment) นายชเวหรือไม่

นายชเวกำลังจะกลายเป็นรักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่หลังผ่านพ้นเวลาเที่ยงคืนวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากนายฮัน ดั๊ก-ซู รักษาการประธานาธิบดีคนปัจจุบันเตรียมจะลาออกอย่างเป็นทางการ คาดกันว่าเพื่อไปลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นก่อนกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้

“ผมขอโทษที่ผมต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะมันกลายเป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเองต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ” นายชเวระบุในแถลงการณ์ที่กระทรวงการคลังเผยแพร่ออกมา

ทั้งนี้ การลาออกของนายชเวเกิดขึ้นในขณะที่ ส.ส. ฝ่ายค้านซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งชาติยื่นญัตติฟ้องร้องถอดถอน หรืออิมพีชเมนต์ นายชเว หลังจากศาลสูงสุดพิพากษาพลิกคำตัดสินของศาลชั้นก่อน ให้นายอี แจ-มยอง ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายค้านไม่มีความผิดข้อหาละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง

การลงมติฟ้องร้องถอดถอนของนายชเวต้องหยุดลงหลังจากนายฮันยอมรับหนังสือลาออกของนายชเว “การลาออกของนายชเวได้รับการแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการแล้ว เราจะหยุดการลงมติฟ้องร้องถอดถอน” นายอู วอนชิก ประธานรัฐสภาแห่งชาติกล่าวในที่ประชุม

การลาออกของนายชเวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมืองของเกาหลีใต้ยิ่งขึ้นไปอีก นับตั้งแต่นายยุน ซ็อก-ยอล ประกาศกฎอัยการศึกโดยมิชอบด้วยกฎหมายเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน จนเป็นสาเหตุให้เขาถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด

ด้วยการลาออกของนายฮันในเวลาหลังเที่ยงคืนวันพฤหัสบดี (1 พ.ค.) ตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีควรตกไปอยู่ที่นายชเว แต่เมื่อการลาออกของนายชเวได้รับการยอมรับแล้ว ตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีก็จะตกไปสู่นายอี จู-โฮ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะ ผู้จะได้รับหน้าที่จัดการกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 มิ.ย. ศกนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวญี่ปุ่นอ่วม 5 เดือนแรกปี 2025 ราคาสินค้าอาหารแพงขึ้น 14,409 รายการ

ชาวญี่ปุ่นอ่วม 5 เดือนแรกปี 2025 ราคาสินค้าอาหารแพงขึ้น 14,409 รายการ

1 พ.ค. 2568 14:21 น.

ชาวญี่ปุ่นอ่วม 5 เดือนแรกปี 2025 ราคาสินค้าอาหารแพงขึ้น 14,409 รายการ

บริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของญี่ปุ่น 195 แห่ง เตรียมขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ 478 รายการในเดือนพฤษภาคม โดยส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ทำให้จำนวนผลิตภัณฑ์อาหารที่มีราคาสูงขึ้นทั้งหมดจะสูงถึง 14,409 รายการในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025

จากการสำรวจของศูนย์วิจัยข้อมูล Teikoku Databank เมื่อวันพุธ (30 เม.ย.) บริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของญี่ปุ่น 195 แห่ง เตรียมขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ 478 รายการในเดือนพฤษภาคม โดยส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป เช่น แฮมและไส้กรอก โดยจำนวนผลิตภัณฑ์อาหารที่มีราคาสูงขึ้นในแต่ละเดือนจะเพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5

การขึ้นราคาในเดือนนี้ ทำให้จำนวนผลิตภัณฑ์อาหารที่มีราคาสูงขึ้นทั้งหมดจะสูงถึง 14,409 รายการในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 ซึ่งในปี 2024 ทั้งปีมีจำนวนเกิน 12,520 รายการแล้ว

เจ้าหน้าที่ของ Teikoku Databank กล่าวว่า “นอกเหนือจากผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและการขาดแคลนแรงงานแล้ว ค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้นยังทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง” 

ในเดือนพฤษภาคม บริษัท อิโตะแฮม (Itoham) จะขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ 60 รายการ รวมทั้งแฮมและไส้กรอก ประมาณ 2% ถึง 18% รวมถึงการขึ้นราคาเสมือนจริงที่เกิดจากการลดปริมาณผลิตภัณฑ์ ส่วนบริษัท “เฮาส์ ฟู้ด” (House Foods) เตรียมขึ้นราคาสินค้า 192 รายการ รวมถึงผงแกงกะหรี่ด้วย

ขณะที่ข้อมูลทางการเผยเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ว่า ราคาข้าวในกรุงโตเกียวพุ่งขึ้นมากกว่า 90% ในเดือนเมษายนจากปีก่อน แม้ว่ารัฐบาลจะปล่อยสต็อกข้าวออกไปเมื่อไม่นานนี้เพื่อกระตุ้นอุปทานเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดอาหารหลัก 

ราคาข้าวเพิ่มขึ้น 93.8% ต่อเนื่องจาก 89.6% ในเดือนมีนาคม ถือเป็นการเพิ่มขึ้นปีต่อปีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลเปรียบเทียบในปี 1971 ตามดัชนีราคาผู้บริโภคของกระทรวงกิจการภายใน สำหรับ 23 เขตของกรุงโตเกียว

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ไม่รวมอาหารสดที่มีความผันผวน เพิ่มขึ้น 3.4% ในโตเกียวในเดือนเมษายน โดยมาตรวัดซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนก่อนหน้า

ราคาข้าวยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟู ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้น.

ที่มา JAPAN TIMES  Japan Today

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

พม่าเมิน ปล่อยการหยุดยิงช่วยแผ่นดินไหวหมดอายุ เดินหน้าโจมตีไม่หยุด

พม่าเมิน ปล่อยการหยุดยิงช่วยแผ่นดินไหวหมดอายุ เดินหน้าโจมตีไม่หยุด

1 พ.ค. 2568 13:29 น.

พม่าเมิน ปล่อยการหยุดยิงช่วยแผ่นดินไหวหมดอายุ เดินหน้าโจมตีไม่หยุด

รัฐบาลทหารของพม่าไม่ต่ออายุข้อตกลงหยุดยิงเพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้การประกาศหยุดยิงสิ้นสุดลงในวันที่1 พ.ค. ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่วงที่ผ่านมาด้วยการโจมตีทางอากาศ

รัฐบาลทหารของพม่าไม่ต่ออายุข้อตกลงหยุดยิงเพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้การประกาศหยุดยิงสิ้นสุดลงในวันที่1 พ.ค. ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่วงที่ผ่านมาด้วยการโจมตีทางอากาศ

แผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ในพื้นที่ตอนกลางของพม่า คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 3,800 ราย และทำให้ผู้คนหลายหมื่นคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย เนื่องจากฤดูมรสุมฤดูร้อนกำลังใกล้เข้ามา

รัฐบาลทหารซึ่งยึดอำนาจจากการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองหลายฝ่าย ประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 2 เม.ย. และขยายเวลาหยุดยิงออกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่กลุ่มบรรเทาทุกข์เตือนว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อเที่ยงคืนของวันพุธ โดยทีมข้อมูลของคณะทหารไม่ได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงแต่อย่างใด

ผู้สังเกตการณ์จากศูนย์ข้อมูลแห่งอังกฤษ ระบุว่ามีการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า 65 ครั้งในช่วงที่ประกาศหยุดยิง โดยหลายกรณีกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแผ่นดินไหว

เมื่อกองทัพให้คำมั่นว่าจะยุติการโจมตี กองทัพได้เตือนกลุ่มต่อต้านรัฐประหารและกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากที่กำลังต่อสู้ด้วยว่ากองทัพจะตอบโต้หากกลุ่มเหล่านี้รุกคืบ ในช่วงที่ประกาศหยุดยิง กลุ่มติดอาวุธได้ปิดล้อมเมืองต่างๆ บนเส้นทางการค้าทางตะวันออกใกล้ประเทศไทย ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าการสู้รบทำให้พลเรือนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

จากการสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ระบุว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1912 โดยพื้นดินบางจุดมีรอยเลื่อนมากถึง 6 เมตร ตามการวิเคราะห์ขององค์การนาซ่า และเมื่อสัปดาห์นี้ สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าพม่าจะใช้เวลาถึง 2 ปี จึงจะฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างสมบูรณ์.

ที่มา CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สหรัฐฯ-ยูเครน ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายาก

สหรัฐฯ-ยูเครน ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายาก

1 พ.ค. 2568 11:54 น.

สหรัฐฯ-ยูเครน ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายาก

สหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงกับยูเครนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ร่วมกันในแหล่งพลังงานและแร่ธาตุ หลังจากการเจรจาที่ตึงเครียดมานานหลายเดือน

สหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงกับยูเครนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ร่วมกันในแหล่งพลังงานและแร่ธาตุ หลังจากการเจรจาที่ตึงเครียดมานานหลายเดือน ทั้งสองประเทศได้ตกลงที่จะจัดตั้งกองทุนการลงทุนเพื่อการฟื้นฟูเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยูเครนจากสงครามกับรัสเซีย

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนในยูเครน และสำหรับยูเครน ข้อตกลงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าถึงความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ และเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเป็นแหล่งแร่ธาตุหายากของโลกถึง 90%

ทั้งนี้ เชื่อกันว่ายูเครนมีแหล่งสำรองแร่ธาตุที่สำคัญจำนวนมาก เช่น กราไฟต์ ไททาเนียม และลิเธียม ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากเนื่องจากนำไปใช้ในพลังงานหมุนเวียน การใช้งานทางทหาร และโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรม

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อบ่ายวันพุธ (30 เม.ย.) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูยูเครน-สหรัฐฯ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ยอมรับถึง “การสนับสนุนทางการเงินและทางวัตถุที่สำคัญ” ที่สหรัฐฯ มอบให้ยูเครนตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอว่า ข้อตกลงนี้จะช่วย “ปลดล็อกสินทรัพย์เพื่อการเติบโตของยูเครน”

ข้อความในประกาศแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีกับยูเครนมากกว่าปกติของรัฐบาลทรัมป์ ข้อความดังกล่าวหมายถึง “การรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซีย” และเสริมว่า “รัฐหรือบุคคลที่ให้ทุนหรือจัดหาเครื่องจักรสงครามของรัสเซียจะไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูยูเครน”

ยูเลีย สวีรีเดนโก รองนายกรัฐมนตรียูเครน ซึ่งบินไปกรุงวอชิงตันดีซี เพื่อลงนามข้อตกลงเมื่อวันพุธ กล่าวในโพสต์บน X ว่ากองทุนใหม่นี้จะ “ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกสู่ประเทศของเรา” เมื่อกล่าวถึงข้อกำหนดของข้อตกลง เธอกล่าวว่าจะเกี่ยวข้องกับโครงการด้านแร่ธาตุ น้ำมัน และก๊าซ แม้ว่าทรัพยากรจะยังคงเป็นทรัพย์สินของยูเครนก็ตาม เธอกล่าวเสริมว่าความร่วมมือนี้จะเท่าเทียมกันในอัตราส่วน 50:50 และต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกรัฐสภาของยูเครน และกล่าวเสริมว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือครั้งใหม่แก่ยูเครน ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศด้วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผลักดันข้อตกลงนี้หลายครั้ง เพื่อเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นในการเสนอการรับประกันความปลอดภัยในอนาคตแก่ยูเครน สิ่งสำคัญคือ ร่างข้อตกลงระบุว่ายูเครนจะให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติบางส่วนเพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยในอนาคตจากสหรัฐฯ แต่ยังน้อยกว่าที่ทรัมป์ต้องการอย่างมาก ซึ่งก็คือการได้รับเงินตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดที่สหรัฐฯ มอบให้ตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

ความก้าวหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่ทรัมป์และเซเลนสกีได้พบปะกันตัวต่อตัวระหว่างที่พิธีพรศพของสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิส และในขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ เกี่ยวกับการหยุดยิงในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อเย็นวันพุธ ทรัมป์ได้โทรศัพท์ไปยังเครือข่าย NewsNation และกล่าวว่าเขาได้กดดันเซเลนสกีที่นครวาติกันเพื่อปิดข้อตกลง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะช่วยฟื้นฟูความช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ มอบให้กับยูเครนตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และ “มากกว่านั้นอีกมากในทางทฤษฎี”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จับตาภูเขาไฟยักษ์อลาสกา เสี่ยงปะทุครั้งใหญ่ในไม่กี่สัปดาห์

จับตาภูเขาไฟยักษ์อลาสกา เสี่ยงปะทุครั้งใหญ่ในไม่กี่สัปดาห์

1 พ.ค. 2568 11:29 น.

จับตาภูเขาไฟยักษ์อลาสกา เสี่ยงปะทุครั้งใหญ่ในไม่กี่สัปดาห์

จับตาภูเขาไฟ “สเปอร์” ภูเขาไฟยักษ์ในอลาสกา เสี่ยงปะทุครั้งใหญ่ในไม่กี่สัปดาห์ อาจกระทบการเดินทางทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์เตือนภัยด่วน หลังพบความเป็นไปได้ ที่ภูเขาไฟ “สเปอร์” ขนาดมหึมาในรัฐอลาสกาของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะไม่สงบ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดการปะทุครั้งใหญ่ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและระบบโลจิสติกส์ทางอากาศทั่วโลก

ภูเขาไฟสเปอร์ความสูงกว่า 11,000 ฟุต หรือประมาณ 3,350 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากเมืองแองเคอเรจ ไปทางตะวันตกเพียงประมาณ 130 กิโลเมตร โดยขณะนี้ตรวจพบแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบริเวณใต้ภูเขาไฟ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นสัญญาณของการสะสมตัวของแมกมาใต้พื้นดิน

นักวิทยาศาสตร์จับตาใกล้ชิดอาจปะทุได้ทุกเมื่อ

แมตต์ เฮนีย์ (Matt Haney) นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลจาก AVO (Alaska Volcano Observatory) ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ Daily Mail ว่าหากเกิดการปะทุขึ้นจริง “เหตุการณ์จะรุนแรงเหมือนในปี 1992” โดยอธิบายว่าแมกมาที่สะสมใต้พื้นผิวดินกำลังใกล้ถึงจุดวิกฤต

โดย AVO เริ่มเฝ้าติดตามความผิดปกติของภูเขาไฟสเปอร์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 โดยพบแผ่นดินไหวในระดับตื้นจำนวนมาก มีการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิว และการปล่อยก๊าซไอน้ำจากปากปล่อง ขณะที่ระดับเตือนภัยถูกยกระดับจากเขียวเป็นเหลือง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 หลังพบการก่อตัวของทะเลสาบขนาดเล็กในปล่องภูเขาไฟ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เถ้าภูเขาไฟไม่ใช่เพียงแค่สร้างความรำคาญ แต่ยังเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเครื่องบิน เนื่องจากอนุภาคขนาดเล็กของเถ้าถ่านสามารถทำลายเครื่องยนต์ กัดกร่อนกระจกหน้าห้องนักบิน ทำลายผิวเครื่องบิน และทำให้ระบบสำคัญของเครื่องบินล้มเหลวกลางอากาศได้ ดังนั้นการบินในระหว่างที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟ ถือเป็นความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง

และแม้พื้นที่รอบภูเขาไฟสเปอร์จะไม่มีประชาชนอยู่อาศัยในเขตอันตรายโดยตรง แต่เถ้าถ่านที่ปล่อยออกมาหากเกิดการปะทุ อาจปกคลุมเมืองแองเคอเรจและแพร่กระจายไปถึงพื้นที่ตอนกลางของสหรัฐฯ ภายในไม่กี่วัน คล้ายกับเหตุการณ์ในปี 1992

จับตาภูเขาไฟยักษ์อลาสกา เสี่ยงปะทุครั้งใหญ่ในไม่กี่สัปดาห์

อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั่วโลก

สำนักงานเฝ้าระวังภูเขาไฟอลาสกา (Alaska Volcano Observatory – AVO) ระบุว่า หากเกิดการปะทุขึ้นจริง กลุ่มเถ้าภูเขาไฟอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ฟุต หรือ ราว 15 กิโลเมตร ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้ทัศนวิสัยการบินเป็นศูนย์ และอาจส่งผลให้สนามบินนานาชาติแองเคอเรจ (ANC) และแฟร์แบงก์ส (FAI) ต้องปิดให้บริการทันที กลายเป็นจุดเริ่มต้นของผลกระทบลูกโซ่ในระบบขนส่งทางอากาศทั่วโลก

สนามบิน ANC ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้ามากกว่า 8,000 เที่ยวต่อเดือน หากเกิดการหยุดชะงัก แม้เพียงเล็กน้อย อาจกระทบการขนส่งสินค้า อีคอมเมิร์ซ และห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในทันที

บทเรียนจาก “ไอซ์แลนด์” และการปะทุในอดีต

ประเทศไอซ์แลนด์เคยเกิดการปะทุครั้งรุนแรงของภูเขาไฟเอยาฟยัตลาเยอคุตล์เมื่อปี 2010 สร้างกลุ่มเถ้าไฟขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่ยุโรปและมหาสมุทรแอตแลนติก ส่งผลให้สนามบินกว่า 300 แห่งต้องปิดให้บริการนานถึง 8 วัน เที่ยวบินกว่า 100,000 เที่ยวถูกยกเลิก และผู้โดยสารกว่า 10 ล้านคนได้รับผลกระทบ โดยสายการบินต่าง ๆ รายงานความเสียหายรวมกันมากกว่า 1 พันล้านปอนด์

โดยภูเขาไฟสเปอร์เองก็เคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่เมื่อปี 1992 โดยเกิดการปะทุถึง 3 ครั้งในช่วงฤดูร้อน  1 ในการปะทุเมื่อเดือนสิงหาคมส่งผลให้สนามบินแองเคอเรจต้องปิดนาน 20 ชั่วโมง เมืองถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านหนากว่า 1 ใน 8 นิ้ว และมีความเสียหายมูลค่ากว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา : The sun

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟยักษ์

นักวิทย์ค้นพบวิธีช่วย “แอกโซลอเติล” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเสี่ยงสูญพันธุ์

นักวิทย์ค้นพบวิธีช่วย "แอกโซลอเติล" สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเสี่ยงสูญพันธุ์

1 พ.ค. 2568 11:29 น.

นักวิทย์ค้นพบวิธีช่วย “แอกโซลอเติล” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเสี่ยงสูญพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าแอกโซลอเติลเม็กซิกัน ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในอันดับ ชนิดหนึ่ง ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก สามารถมีชีวิตรอดและเจริญเติบโต หลังจากที่ถูกปล่อยสู่พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าแอกโซลอเติลเม็กซิกัน ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในอันดับซาลาแมนเดอร์ชนิดหนึ่ง ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก สามารถมีชีวิตรอดและเจริญเติบโต หลังจากที่ถูกปล่อยสู่พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม

นักวิทยาศาสตร์ได้ปล่อยแอกโซลอเติลที่เพาะเลี้ยงจำนวน 18 ตัวลงสู่ธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม ที่ได้รับการฟื้นฟูและฟื้นฟูขึ้นใหม่ใกล้กับกรุงเม็กซิโกซิตี้ ในการศึกษาวิจัยที่สร้างความหวังกับอนาคตในระยะยาวของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้

นักวิจัยได้ติดตั้งเครื่องติดตามวิทยุให้กับแอกโซลอเติลและพบว่าพวกมัน “รอดชีวิตและหาอาหารได้สำเร็จในทั้งสองพื้นที่” แม้กระทั่งมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

ดร. อเลฮานดรา ราโมส หัวหน้าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาฮาแคลิฟอร์เนียกล่าวว่านี่เป็น “ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง” โดยผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร PLoS One และนักวิจัยระบุว่าผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าแอกโซลอเติลสามารถกลับสู่ถิ่นกำเนิดเดิมได้

ทั้งนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตโซชิมิลโก ทางใต้ของกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งเกิดจากการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมและถูกชะล้างด้วยน้ำพุจากภูเขา เคยอุดมไปด้วยสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเหล่านี้ แต่เมื่อกรุงเม็กซิโกซิตี้ขยายตัวขึ้น การขยายตัวของเมือง มลพิษ และแรงกดดันอื่นๆ ทำให้แอกโซลอเติลเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ โดยมีการประมาณการบางส่วนระบุว่าเหลืออยู่เพียง 50 ตัวในธรรมชาติ

ดร. หลุยส์ ซัมบราโน นักวิจัยร่วมนำทีมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก กล่าวว่า “หากเราสูญเสียสัตว์สายพันธุ์นี้ไป เราก็จะสูญเสียส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ของชาวเม็กซิกันไป”

การเรียกแอกโซลอเติลว่าเป็นสัญลักษณ์ของชาวแอซเท็กนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง ตำนานของชาวแอซเท็กกล่าวว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นเทพเจ้าในรูปแบบซาลาแมนเดอร์ ซึ่งก็คือโซโลเติล เทพเจ้าแห่งไฟและสายฟ้าของชาวแอซเท็กที่ปลอมตัวเป็นซาลาแมนเดอร์

เพื่อวางรากฐานสำหรับการปล่อยแอกโซลอเติล นักวิจัยได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่และทีมอาสาสมัครเพื่อสร้าง “ที่หลบภัย” ในพื้นที่ชุ่มน้ำสำหรับแอกโซลอเติล พวกเขาได้ติดตั้งระบบกรองตามธรรมชาติเพื่อทำความสะอาดน้ำ

นักวิทยาศาสตร์ได้ปล่อยแอกโซลอเติลที่มีการเพาะพันธุ์ในสองสถานที่ แห่งหนึ่งในเขตโซชิมิลโก และอีกแห่งในเหมืองหินร้าง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม” โดยสัตว์ทุกตัวถูกติดอุปกรณ์ติดตามวิทยุ

ดร. ราโมสกล่าวว่า “ข่าวที่น่าทึ่งก็คือพวกมันทั้งหมดรอดชีวิต และไม่เพียงเท่านั้น สัตว์ที่เราจับกลับมาได้ก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นพวกมันจึงเริ่มล่าเหยื่อ” การติดตามยังเผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของแอกโซลอเติลอีกด้วย “เราพบว่าซาลาแมนเดอร์บางตัวใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสัตว์อื่นด้วย”

แม้ซาลาแมนเดอร์เหล่านี้สามารถพบได้ในห้องทดลองและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทั่วโลกเป็นจำนวนหลายแสนตัว ซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์นี้มีความน่าสนใจทางชีววิทยามาก โดยมีความสามารถที่น่าทึ่งในการสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เสียหายหรือสูญเสียไปขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้น จึงมีการวิจัยอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อทำความเข้าใจว่า ความสามารถดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้หรือไม่.

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign