รัสเซีย-เกาหลีเหนือ ทำพิธีเปิดตัวการก่อสร้างสะพานถนนเชื่อมสองประเทศ

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ ทำพิธีเปิดตัวการก่อสร้างสะพานถนนเชื่อมสองประเทศ

1 พ.ค. 2568 10:25 น.

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ ทำพิธีเปิดตัวการก่อสร้างสะพานถนนเชื่อมสองประเทศ

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสะพานรถยนต์เชื่อมพรมแดนระหว่างสองประเทศ หวังแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ


วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือ และรัสเซียได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสะพานรถยนต์เชื่อมพรมแดนระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันที่เมืองราซอนของเกาหลีเหนือ และเมืองคาซานของรัสเซีย ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนทั้งสองชาติในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และการท่องเที่ยว

พิธีครั้งนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นการสานต่อความตกลงจากสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ที่ ผู้นำคิม จอง อึน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ลงนามร่วมกันในการประชุมสุดยอดที่กรุงเปียงยาง เมื่อปีที่แล้ว โดยสะพานนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ ทำพิธีเปิดตัวการก่อสร้างสะพานถนนเชื่อมสองประเทศ

ขณะเดียวกัน พิธีวางศิลาฤกษ์ครั้งนี้สะท้อนความใกล้ชิดทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียที่ทวีความแน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก โดยรัสเซียต้องการขยายเครือข่ายพันธมิตรใหม่หลังการรุกรานยูเครน ขณะที่เกาหลีเหนือหวังพึ่งพาการค้าและความร่วมมือกับมอสโกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาจีน.

“ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกฯ สิงคโปร์ เดินสายหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้ง

"ลอว์เรนซ์ หว่อง" นายกฯ สิงคโปร์ เดินสายหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้ง

1 พ.ค. 2568 09:53 น.

“ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกฯ สิงคโปร์ เดินสายหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้ง

“ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ออกหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ 3 พ.ค. นี้ ที่จะเป็นบททดสอบความนิยมผู้นำใหม่ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เดินสายพบปะประชาชนเรียกร้องคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 2.76 ล้านคน เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 97 ที่นั่ง นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้การนำของลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ วัย 52 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจากนายลี เซียนลุง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024

โดยพรรคกิจประชาชน หรือพีเอพี จะครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 1965 แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาคะแนนความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในการเลือกตั้งปี 2020 ได้คะแนนเสียงเพียง 61% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค ขณะที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคแรงงาน กลับมีบทบาทมากขึ้น สะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นความหลากหลายในรัฐสภา

ขณะที่การเลือกตั้งปีนี้ มีบรรยากาศการหาเสียงที่มีสีสันมากขึ้น ส่วนประเด็นหลักที่ประชาชนให้ความสนใจยังคงเป็นเรื่องค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพสูง ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และความไม่พอใจต่อแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทางพรรคพีเอพีพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการส่งผู้สมัครหน้าใหม่ 32 คน ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ขณะที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคแรงงาน ตั้งเป้าควบคุม 1 ใน 3 ของที่นั่งในรัฐสภา เพื่อเพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ

ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า หากพรรคพีเอพี ได้คะแนนเสียงระหว่าง 60-65% จะถือว่าเป็นความสำเร็จของนายหว่อง แต่หากต่ำกว่านั้น อาจสะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปของสิงคโปร์ในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ ไม่เพียงเป็นการตัดสินใจเลือกผู้นำ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคพีเอพี และนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ว่าจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชนได้หรือไม่ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นในสังคมสิงคโปร์.

ที่มา Reuters

หนุ่มฟิลิปปินส์กระโดดลงบ่อจระเข้ถ่ายเซลฟี่ อ้างนึกว่ารูปปั้น

หนุ่มฟิลิปปินส์กระโดดลงบ่อจระเข้ถ่ายเซลฟี่ อ้างนึกว่ารูปปั้น

1 พ.ค. 2568 08:52 น.

หนุ่มฟิลิปปินส์กระโดดลงบ่อจระเข้ถ่ายเซลฟี่ อ้างนึกว่ารูปปั้น

นักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์เล่นพิเรนทร์ปีนเข้าไปในบ่อจระเข้ หวังโพสต์ท่าถ่ายรูปเซลฟี่ แต่กลับถูกจระเข้จู่โจมลากลงน้ำเกือบตาย

โลกโซเชียลแห่แชร์คลิปสุดหวาดเสียว นักท่องเที่ยวชายชาวฟิลิปปินส์วัย 29 ปี ลองดี ปีนข้ามรั้วลวดตาข่าย ปีนเข้าไปในบ่อจระเข้ เพื่อหวังถ่ายรูปเซลฟี่ ที่สวนสัตว์ในจังหวัดซัมบวงก้า ซิบูไก ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ท่ามกลางความตื่นตกใจของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ 

โดยเขาเข้าไปนั่งอยู่ใกล้ๆ จระเข้เพศเมียชื่อลาเลย์ ก่อนที่มันจะพุ่งเข้ามาหาเขา และกัดเข้าไปที่แขนของเขาอย่างแรง ทำให้ชายคนดังกล่าวร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ขณะที่จระเข้กัดแขนของเขาอย่างแรงและไม่ยอมปล่อย

จากนั้นจระเข้ก็กัดต้นขาของเขาและพลิกตัวเขาไปมาหลายครั้ง ซึ่งเป็นวิธีการที่จระเข้ใช้ในการฉีกเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ รายงานระบุว่านักท่องเที่ยวรายนี้ติดอยู่ในกรงด้วยอาการเจ็บปวดนานถึง 30 นาที ก่อนที่ผู้ดูแลของจระเข้ จะเสี่ยงชีวิตด้วยการปีนเข้าไปข้างในและช่วยชีวิตเขาไว้ได้ โดยโยนก้อนปูนใส่หัวของจระเข้จนมันยอมคายเขี้ยว

เจ้าหน้าที่พยาบาลได้ใช้ผ้าพันแขนและต้นขาที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อห้ามเลือดก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา นักท่องเที่ยวได้รับการเย็บแผลกว่า 50 เข็ม

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า จากการสอบถามคนบาดเจ็บ เขาอ้างว่า เขาเข้าใจผิดคิดว่าจระเข้ตัวนี้ เป็นหุ่นจระเข้ โดยขณะเกิดเหตุ ก็มีผู้ดูแลสวนสัตว์อยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่ไม่มีใครเข้าไปห้ามเขาฝ่ารั้วเข้าไป โดยเขารู้สึกสำนึกผิด และยอมรับว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นอันตราย และทำให้ชีวิตของคนอื่นตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย และนับว่าเขาโชคดีมากที่รอดชีวิตมาได้.

ชมคลิป ที่นี่

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จระเข้

ไต้หวันโวย โซมาเลียสั่งห้ามผู้ถือพาสปอร์ตไต้หวันเข้าประเทศ

ไต้หวันโวย โซมาเลียสั่งห้ามผู้ถือพาสปอร์ตไต้หวันเข้าประเทศ

1 พ.ค. 2568 07:52 น.

ไต้หวันโวย โซมาเลียสั่งห้ามผู้ถือพาสปอร์ตไต้หวันเข้าประเทศ

ทางการไต้หวันประณามโซมาเลีย ที่สั่งห้ามนักเดินทางที่ถือพาสปอร์ตของไต้หวันเข้าประเทศ แม้แต่เดินทางเข้าไปเพื่อต่อเครื่องบินก็ทำไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของกระทรวงต่างประเทศของไต้หวัน ว่า คำสั่งแบนดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วในวันพุธที่ 30 เม.ย. 2568 ตามหลังคำสั่งที่ออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนโซมาเลียเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักงานการบินพลเรือนของโซมาเลียแจ้งเตือนไปยังสายการบินต่างๆ ว่า หนังสือเดินทางของไต้หวันจะไม่สามารถใช้เพื่อเดินทางเข้า หรือเปลี่ยนผ่านเที่ยวบินผ่านสาธารณรัฐโซมาเลียได้อีกต่อไปนับตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.

ประกาศดังกล่าวทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกแถลงการณ์ประท้วง โดยระบุว่า การตัดสินใจของโซมาเลียเกิดขึ้นภายใต้การส่งเสริมของจีน เพื่อจำกัดเสรีภาพในการเดินทางและความปลอดภัยของชาวไต้หวัน พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลโซมาเลียยกเลิกประกาศดังกล่าวในทันที

สื่อในไต้หวันรายงานด้วยว่า กระทรวงต่างประเทศประกาศเตือนชาวไต้หวันไม่ให้เดินทางไปโซมาเลีย หรือโซมาลีแลนด์ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง จนกว่าทางการโซมาเลียจะมีความเปลี่ยนแปลงเรื่องคำสั่งห้ามเดินทาง

ทั้งนี้ คำสั่งแบนของโซมาเลียเกิดขึ้นในขณะที่ไต้หวันกระชับความสัมพันธ์กับโซมาลีแลนด์ ดินแดนที่แยกตัวออกมาจากโซมาเลียเมื่อ 34 ปีก่อนมากขึ้น แม้ว่าดินแดนแห่งนี้จะยังไม่ได้รับการยอมรับนานาชาติว่าเป็นประเทศก็ตาม โซมาเลียยังมองว่าโซมาลีแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา เช่นเดียวกับจีนที่มองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง

ในปี 2563 ไต้หวันกับโซมาลีแลนด์เปิดสถานทูตในเมืองหลวงของกันและกัน สร้างความไม่พอใจแก่ทั้งจีนและโซมาเลีย

จนถึงตอนนี้ โซมาเลียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องแถลงการณ์ประณามของไต้หวัน แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนออกมาชื่นชมคำสั่งแบนของโซมาเลีย โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนว่าโซมาเลียยึดมั่นในหลักการจีนเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ส่งกำลังใจถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ส่งกำลังใจถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง

1 พ.ค. 2568 04:01 น.

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ส่งกำลังใจถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงร่วมงานสนับสนุนผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยทรงเปิดใจถึงบทเรียนที่พระองค์ได้รับหลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง และต้องรับการรักษาในช่วงที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ร่วมงานอีเวนต์กระตุ้นการตระหนักรู้เรื่องโรคมะเร็งและสนับสนุนผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับมะเร็ง ที่พระราชวังบักกิงแฮม และทรงเปิดใจถึงบทเรียนที่พระองค์ได้รับจากการถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง และจากการรักษาที่ผ่านมา

คิงชาร์ลส์ตรัสว่า ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้พระองค์มุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นมนุษย์ “การวินิจฉัยแต่ละครั้ง ผู้ป่วยใหม่แต่ละราย นั้นน่าหวาดหวั่น และบางครั้งก็เป็นประสบการณ์ที่น่าหวาดกลัวสำหรับคนผู้นั้น และบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา”

“มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณผลงานอันไม่ธรรมดาขององค์กรและบุคคลผู้ยอดเยี่ยมที่มารวมตัวกันในค่ำคืนนี้มากขึ้น และมีหลายคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก เคยเยี่ยมเยียน และสนับสนุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” คิงชาร์ลส์ตรัส “มันยังสนับสนุนสิ่งที่ข้าพเจ้าสังเกตมานานแล้วระหว่างการเยี่ยมเยียนเหล่านั้น นั่นคือ ช่วงเวลาอันมืดมิดที่สุดของความเจ็บป่วย ยังสามารถสว่างไสวขึ้นได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจอันยิ่งใหญ่”

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ยังตรัสขอบคุณเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ถวายการรักษาโรคมะเร็ง โดยระบุว่า “พวกเขาได้รับความขอบคุณและความเคารพอย่างที่สุดจากครอบครัวของข้าพเจ้า” และว่าการดูแลของพวกเขานั้น แสดงให้เห็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ประเทศของเราสามารถมอบให้ได้

“สิ่งที่ย้ำเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ผลกระทบอย่างลึกซึ้งของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายอย่างระมัดระวังจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ, มือที่คอยเกาะกุมของอาสาสมัครที่บ้านรับรอง หรือการแบ่งปันประสบการณ์ในกลุ่มสนับสนุน” คิงชาร์ลส์ตรัส “ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์เหล่านี้สร้างสิ่งที่ข้าพเจ้าอาจสามารถเรียกได้ว่า ‘ชุมชนแห่งความห่วงใย’ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงเวลายากลำบากที่สุดไปได้”

ทั้งนี้ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยแทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ รวมถึงชนิดของมะเร็ง โดยล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม คิงชาร์ลส์ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องด้วยผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง

ตามสถิติจากสมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน ในปี 2565 มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ถูกพบถึง 20 ล้านรายทั่วโลก และในปีเดียวกันมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทุกชนิดรวมกันกว่า 9.7 ล้านคน

คิงชาร์ลส์สรุปสุนทรพจน์ของพระองค์ด้วยการยกคำพูดของ เดม เดโบราห์ เจมส์ นักข่าวชาวอังกฤษ ผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปี 2565 ขึ้นมากล่าวความว่า

“ตามหาชีวิตที่สนุกสนาน รับความเสี่ยง มีความรักอย่างลึกซึ้ง ไม่ให้เหลือความเสียใจภายหลัง และมีความหวังท่ามกลางความมืดมิดเสมอ” คิงชาร์ลส์ตรัสกับผู้ชมซึ่งมีพ่อและแม่ของ เดม เดโบราห์ เจมส์ รวมอยู่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

รัฐมนตรีปากีสถานประกาศเตือน อินเดียเตรียมโจมตีภายใน 36 ชั่วโมง

รัฐมนตรีปากีสถานประกาศเตือน อินเดียเตรียมโจมตีภายใน 36 ชั่วโมง

1 พ.ค. 2568 02:51 น.

รัฐมนตรีปากีสถานประกาศเตือน อินเดียเตรียมโจมตีภายใน 36 ชั่วโมง

รัฐมนตรีของปากีสถานโพสต์ข้อความเตือนว่า อินเดียกำลังเตรียมการโจมตีปากีสถานภายใน 36 ชั่วโมงข้างหน้า เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์เมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ความตึงเครียดระหว่างปากีสถานกับอินเดียกำลังเพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานออกมาอ้างในวันพุธที่ 30 เม.ย. 2568 ว่า พวกเขามีข้อมูลข่าวกรองที่เชื่อถือได้ว่า อินเดียจะมีมาตรการทางทหารต่อพวกเขาภายใน 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า

“ปากีสถานมีข้อมูลข่าวกรองที่เชื่อถือได้ว่า อินเดียตั้งใจจะดำเนินการมาตรการทางทหารต่อปากีสถานภายใน 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า” นายอัตตาอุลเลาะห์ ตาราร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานระบุผ่านโพสต์บน X เมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธที่ผ่านมา โดยไม่ได้ขยายความว่าพวกเขามีหลักฐานอะไรสนับสนุนคำเตือนนี้

คำพูดของนายตาราร์เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุสังหารหมู่นักท่องเที่ยวที่เมืองปาฮัลกัม บนภูเขาในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจไปทั่วแดนภารตะ

อินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนร่วมในการโจมตีดังกล่าว ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ และระงับความร่วมมือในข้อตกลงแบ่งปันน้ำ ส่วนฝ่ายปากีสถานปฏิเสธ พร้อมเสนอให้มีการสืบสวนเหตุการณ์นี้อย่างเป็นกลาง และประกาศลดระดับความสัมพันธ์เช่นกัน

ทั้งนี้ แคว้นแคชเมียร์ถูกแบ่งกันครอบครองโดยอินเดียกับปากีสถานหลังจากทั้งสองประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อราว 80 ปีก่อน แต่การแย่งชิงความเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้ของทั้งคู่ ทำให้แคชเมียร์กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่พิพาทที่อันตรายที่สุดในโลก อินเดียกับปากีสถานเคยทำสงครามกันถึง 3 ครั้งเพื่อแย่งชิงแคชเมียร์

การโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอินเดียทันที และนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักให้ใช้กำลังตอบโต้ เหมือนเมื่อปี 2562 ที่อินเดียโจมตีทางอากาศเข้าใส่ปากีสถาน หลังเกิดเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารในแคว้นแคชเมียร์ ซึ่งนั่นถือเป็นครั้งแรกที่ทหารอินเดียบุกเข้าปากีสถานนับตั้งแต่สงครามปี 2514

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ พยายามออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์ และว่าเขาจะติดต่อไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ โดยทั้งอินเดียและปากีสถานต่างเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียในการคานอำนาจกับจีน

ด้านประเทศจีนซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของบางส่วนในแคว้นแคชเมียร์ และมีความใกล้ชิดกับปากีสถานมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็ออกมาเรียกร้องให้ทั้งอินเดียและปากีสถานอดกลั้น

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนได้พูดคุยกับนายอิชัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของปากีสถานเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอินเดีย ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย และทำให้ความมั่นคงในภูมิภาคตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลด เหตุไฟดับครั้งใหญ่ในสเปน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายศพ

สลด เหตุไฟดับครั้งใหญ่ในสเปน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายศพ

1 พ.ค. 2568 01:39 น.

สลด เหตุไฟดับครั้งใหญ่ในสเปน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายศพ

เหตุไฟดับครั้งใหญ่ในสเปนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายศพ รวมถึงครอบครัว 3 ชีวิต ขณะที่ทางการกำลังเร่งหาสาเหตุว่าอะไรทำให้เกิดไฟดับครั้งนี้

สำนักข่าว บีบีซี รายงานในวันที่ 30 เม.ย. 2568 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนสเปน ว่า พบผู้เสียชีวิต 3 ศพที่อาจมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับเหตุไฟดับครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเกือบทั่วประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 เม.ย.)

ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกัน ประกอบด้วย คู่รักคู่หนึ่งกับลูกชายของทั้งสอง อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล ตาโบอาเดลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ศพของพวกเขาถูกพบอยู่บนเตียงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ตำรวจกำลังสืบสวนว่า การเสียชีวิตของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ผิดพลาดของเครื่องปั่นไฟ จนทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์หรือไม่

นอกจาก 3 รายนี้แล้ว ตำรวจก็กำลังสืบสวนข้อเท็จจริงในการเสียชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายอีกหลายศพ รวมถึงหญิงในช่วงวัย 50 ปี คนหนึ่ง ผู้เสียชีวิตในเหตุไฟไหม้ ภายในห้องพักที่เขตคาราบังเชล ของกรุงมาดริด โดยเบื้องต้นคาดว่าไฟลุกลามจากเทียนที่เธอจุดตอนไฟดับ

ในกรุงมาดริดเช่นเดียวกัน มีประชาชนอย่างน้อย 13 รายต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากสูดควันมากเกินไป โดย 5 รายในจำนวนนี้ต้องนอนโรงพยาบาล

ส่วนที่เมืองบาเลนเซีย พบหญิงในช่วงวัย 40 ปี เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา โดยตำรวจท้องถิ่นสันนิษฐานว่า เธอซึ่งป่วยเป็นโรคปอดอยู่แล้ว เสียชีวิตหลังจากเครื่องระบายอากาศที่เธอใช้สูญเสียพลังงานระหว่างเกิดไฟดับครั้งใหญ่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่เธอจะเสียชีวิตเนื่องจากสาเหตุตามธรรมชาติ

ทั้งนี้ เหตุไฟดับครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบเกือบทั่วประเทศสเปนและโปรตุเกส กับบางส่วนของประเทศอันดอร์ราและฝรั่งเศส ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก ทางการต้องระงับบริการรถไฟ เที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก การจราจรติดขัดเพราะสัญญาณจราจรใช้การไม่ได้ ประชาชนไม่สามารถชำระค่าสินค้าด้วยช่องทางดิจิตอลได้ ทำให้ต้องเข้าคิวยาวเหยียด

ในตอนแรก เครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตล่มบางส่วนด้วย ทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ปัจจุบัน สถานการณ์ในหลายพื้นที่ฟื้นฟูกลับมาจนแทบเป็นปกติแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้ว่าเหตุไฟดับครั้งใหญ่นี้มีสาเหตุจากอะไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว 0.3% ไตรมาสแรก ทรัมป์โทษไบเดน ลั่นไม่เกี่ยวภาษี

เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว 0.3% ไตรมาสแรก ทรัมป์โทษไบเดน ลั่นไม่เกี่ยวภาษี

30 เม.ย. 2568 23:32 น.

เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว 0.3% ไตรมาสแรก ทรัมป์โทษไบเดน ลั่นไม่เกี่ยวภาษี

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย เศรษฐกิจของสหรัฐฯ หดตัวในไตรมาสแรกปี 2568 แย่กว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ โทษว่าเป็นเพราะโจ ไบเดน ไม่เกี่ยวกับมาตรการภาษีของเขา

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ติดลบ 0.3% เมื่อคิดเป็นรายปี กลับตาลปัตรจากไตรมาสก่อนหน้าที่บวก 2.4% และแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันเอาไว้ว่า เศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 0.8%

ตัวเลขที่ออกมาทำให้ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 กลายเป็นไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2565 ในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับจีน และทำให้ชาวอเมริกันไม่สบายใจ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เตือนไว้แล้วว่า ความพยายามเปลี่ยนระเบียบการค้าโลกใหม่ของนายทรัมป์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น และถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าตัวเลขที่อ่อนแอในรายงานเศรษฐกิจฉบับแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ไม่ได้เป็นเพราะมาตรการภาษีของเขา แต่เป็นเพราะ โจ ไบเดน

“ประเทศของเราจะบูม แต่เราต้องกำจัดสิ่งที่หลงเหลือจากไบเดนก่อน” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social เมื่อวันพุธ (30 เม.ย.) “เรื่องนี้ต้องใช้เวลาสักพัก ‘มันไม่เกี่ยวกับกำแพงภาษีเลย’ แค่เพียงเขา (ไบเดน) ทิ้งตัวเลขแย่ๆ เอาไว้ให้เรา แต่เมื่อการบูมเริ่มขึ้น มันจะไม่เหมือนที่เคยเป็นมา ขอให้อดทน!!!”

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า การหดตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ล่าสุดนี้ ได้รับแรงผลักดันจากการขาดดุลทางการค้า อันเป็นผลจากความพยายามสั่งซื้อล่วงหน้าของชาวอเมริกัน เพื่อเอาชนะมาตรการภาษีของนายทรัมป์ โดยตามรายงาน การนำเข้าของสหรัฐฯ พุ่งทะยานจาก -1.9% ในไตรมาส 4 ปีก่อน เป็น +41.3% ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่อัตราการส่งออกอยู่ที่ 1.8%

เมื่อการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกมากๆ มันจะส่งผลลบต่อจีดีพี และเป็นสิ่งที่ฉุดการเติบโตในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของสหรัฐฯ มากที่สุด

แต่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงมองโลกในแง่ดี โดยนาย ปีเตอร์ นาวาร์โร หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการค้าของนายทรัมป์กล่าวว่า “นี่เป็นตัวเลขลบที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นในชีวิต” และว่าตลาดจำเป็นต้องมองให้ลึกลงไปใต้ผิวหน้าที่ปรากฏออกมา โดยเขาอ้างถึงการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในประเทศในไตรมาสที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า นั่นเป็นผลจากการที่ธุรกิจต่างๆ พยายามเพิ่มรายการสินค้าของตัวเอง ก่อนที่มาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์จะเริ่มขึ้นต่างหาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แอนแทรกซ์’คร่า1ศพ มุกดาหารติดสะสม2 เฝ้าระวัง247คน สัมผัสโดยตรง

“สสจ.มุกดาหาร” เผยพบผู้ติดเชื้อ “แอนแทรกซ์” สะสม 2 ราย คร่าชีวิต 1 ศพ ประกาศเตือนชาวบ้านในพื้นที่งดบริโภค‘เนื้อวัว ควาย แพะ แกะดิบ’ป้องกันติดเชื้อ“แอนแทรกซ์”พร้อมเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่ร่วมสัมผัสโรคทั้งจากการร่วมชำแหละสัตว์-ผู้บริโภคเป็นเวลา 60 วัน พร้อมเร่งตรวจหาแหล่งที่มาของเชื้อ-ผู้ป่วยเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มภารกิจสื่อสารความเสี่ยง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร งดบริโภคเนื้อวัว ควาย แพะ และแกะในรูปแบบดิบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 เมื่อประชาชนในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล ได้สัมผัสและบริโภคเนื้อวัวที่คาดว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ต่อมาเริ่มมีอาการไข้และมีตุ่มที่ผิวหนัง จึงถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และส่งต่อมายังโรงพยาบาลมุกดาหาร แต่อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตวันที่ 30 เมษายน 2568 แพทย์วินิจฉัยว่าเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ โดยผู้เสียชีวิตรายนี้นับเป็นรายแรกของจังหวัดมุกดาหาร

นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารเปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ 1 ราย และได้เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่บริโภคเนื้อวัวร่วมกับผู้ป่วย พร้อมให้ยาป้องกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรคแอนแทรกซ์ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ในส่วนมาตรการควบคุมโรค อำเภอดอนตาลได้ตั้งจุดตรวจและจุดสกัด 4 แห่ง ได้แก่ บ้านป่าพะยอม บ้านนาห้วยกอก บ้านภูวง และหน้าสถานีตำรวจภูธรป่าไร่ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ที่บ้านโคกสว่าง ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล พบว่ามีการเข้าตรวจสอบจุดชำแหละวัวที่มีอาการต้องสงสัย โดยเจ้าหน้าที่จากด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร กรมปศุสัตว์ ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจ และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณโดยรอบ และฉีดวัคซีนให้กับโค และกระบือ ในรัศมี 5 กิโลเมตรจำนวน 800 ตัว เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ด้านนายทัศนเทพ รักษ์พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านโคกสว่าง เปิดเผยว่า สถานการณ์โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการและท้องถิ่น ที่เข้ามาสนับสนุนการควบคุมโรคเต็มที่ และได้รณรงค์ให้ประชาชนงดบริโภคเนื้อดิบ รวมถึงขอความร่วมมือหากพบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะวัว มีอาการผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายทัศนเทพกล่าวต่อว่า เริ่มแรกวันที่ 12 เมษายน และวันที่ 13 เป็นงานบุญผ้าป่า ได้ซื้อวัวมาชำแหละแบ่งกัน มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมาร่วมชำแหละด้วย โดยมีบาดแผลเป็นตุ่มอยู่ที่มือ ก่อนแยกย้ายกันไป ต่อมาวันที่ 14-15 เมษายน ผู้เสียชีวิตเริ่มมีอาการ แต่ยังไม่ไปรักษาตัว กระทั่งวันที่ 28 เมษายน มีวัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงประสานปศุสัตว์อำเภอมาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ฝังดินฝังกลบ แต่มีทีมงานอีก 1 ชุด มานำวัวตัวนั้นมาชำแหละแบ่งทำอาหาร จนทราบข่าวของผู้ป่วยคือ นายพัฒน์ คนยืน ผู้ตาย จึงประกาศเตือนชาวบ้านที่นำเนื้อวัวไป ให้นำเนื้อวัวไปกลบฝังดินเผา ห้ามรับประทานเด็ดขาด จากนั้นมีเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ออกมาสำรวจ ฉีดวัคซีน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ บริเวณป่าสวนยางพาราที่ชำแหละวัว และบริเวณใกล้เคียงที่ชำแหละ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบมาจากหมูหรือมาจากวัว ที่มาชำแหละมาจากบ้านนาสะโน อำเภอดอนตาล พื้นที่ใกล้กัน ตอนนี้มีผู้ป่วย 4 คน เสียชีวิต 1 คน กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน

ทั้งนี้ ยืนยันผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย เป็นชาย อายุ 53 ปี ชาวบ้านเหล่าหมี ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โรคประจำตัว เบาหวาน อาชีพรับจ้างก่อสร้าง เริ่มป่วยวันที่ 24 เมษายน มีตุ่มแผลที่มือข้างขวา วันที่ 27 เมษายน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลดอนตาล ด้วยอาการแผลที่มือผู้ป่วยเริ่มมีสีดำ ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โต ขณะรอตรวจที่โรงพยาบาลดอนตาล มีอาการ หน้ามืด ชักเกร็ง แพทย์สงสัยเนื่องจากผู้ป่วยมีอาการเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ จึงเจาะเลือดส่งตรวจยืนยันเชื้อ วันที่ 28 เมษายน ผู้ป่วยสงสัยโรคแอนแทรกซ์มีอาการแย่ลง จึงส่งรักษาต่อโรงพยาบาลมุกดาหาร และมีการเจาะเลือดและ swab บาดแผลส่งตรวจเพิ่มเติม ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สถาบันบำราศนราดูร วันที่ 29 เมษายน ผู้ป่วยอาการแย่ลง กระทั่งวันที่ 30 เมษายน ผู้ป่วยเสียชีวิต และได้จัดการศพตามมาตรฐาน พบผลตรวจด้วยวิธีเพาะเชื้อ Bacillus anthracis ที่ห้องปฏิบัติการสถาบันบำราศนราดูร ในตัวอย่างเลือด ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละโค งานบุญผ้าป่า และแจกเนื้อโคที่ชำแหละไปรับประทานในหมู่บ้าน

สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารกล่าวด้วยว่า หลังเกิดเหตุได้ค้นหาผู้ป่วยและผู้สัมผัสเพิ่มเติม พบผู้สัมผัสรวม 247 คน แบ่งเป็นผู้ชำแหละสัตว์ 28 คน และ ผู้บริโภคเนื้อดิบ 219 คน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 129 คน ให้ยา Doxycycline ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 129 คน นอกจากนี้ ยังพบผู้สัมผัสที่มีอาการ 1 ราย โดยมีอาการแผล เริ่มมีอาการวันที่ 27 เมษายน และมีประวัติร่วมชำแหละโควันที่ 12 เมษายน พร้อมผู้ป่วยรายแรก อยู่ระหว่างสอบสวนและส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ขณะเดียวกันได้ตั้งศูนย์คัดกรองผู้สัมผัสเพิ่มเติม ที่ศาลากลางหมู่บ้านในชุมชน

ขณะที่ปศุสัตว์อำเภอร่วมกับด่านกักกันสัตว์ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ บริเวณสถานที่ชำแหละ เก็บตัวอย่างเนื้อแห้ง หนังแห้ง โคและหมู และเก็บตัวอย่างเนื้อและเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ชำแหละ อุจจาระโค เพื่อส่งตรวจ ที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น ฉีดยาปฏิชีวนะในโค ในพื้นที่ บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 จำนวน 124 ตัว ด่านกักกันสัตว์ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 5 กิโลเมตร

หลังจากนี้ จะค้นหาแหล่งที่มาของเชื้อ ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในกลุ่มผู้ที่มีอาการ โดยเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเป็นระยะเวลา 60 วัน ส่วนมาตรการด้านสัตว์ วางแผนฉีดวัคซีนในสัตว์ ในรัศมี 5 กิโลเมตร ภายใน 1 สัปดาห์ เฝ้าระวังสัตว์ป่วยตายในอ.ดอนตาล จนกว่าจะไม่มีสัตว์ป่วยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 วัน

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

2 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์ นำโดยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 83 ปี (5 พฤษภาคม 2568) ภายใต้แนวคิด “83 ปี ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ผู้บริหารจากหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงวันคล้ายวันสถาปนาและผลสำเร็จของกรมปศุสัตว์ตลอด 83 ปี พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวระบบ DLD-Televet อีกทั้ง มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีมอบโค การจัดนิทรรศการ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ OK  การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มูลค่าสูง การแสดงโชว์ Line Dance การให้บริการผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขและแมว ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรรมปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มรายได้และพัฒนาสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ตอบสนองนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งในการควบคุม ส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแต่รักษามาตรฐานการดำเนินงานที่เข้มแข็ง แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเปิดตัวระบบ DLD-Televet ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริการสัตวแพทย์ของประเทศไทยที่ไม่ใช่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างเกษตรกรกับบริการด้านสุขภาพสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ระบบนี้จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างมาก การพัฒนาระบบ DLD-Televet ยังสะท้อนแนวคิด “ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” ที่กรมปศุสัตว์นำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่การเป็นหน่วยงานที่ทันสมัย และพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคงและพัฒนาภาคเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพทุกมิติ ก้าวสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยแนวคิด “ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” สอดรับกับยุคสมัยในปัจจุบันและอนาคต โดยกรมปศุสัตว์ได้ปรับกระบวนการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ยกระดับบริการต่างๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จนสามารถขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ระดับโลก เช่น ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในโอกาสสำคัญนี้ กรมปศุสัตว์พร้อมเปิดตัวระบบบริการสัตวแพทย์ทางไกล “DLD-Televet” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งระบบ “DLD-Televet” เป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชนบทที่ขาดแคลนสัตวแพทย์ ระบบนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงคำปรึกษาทางสัตวแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และสามารถวินิจฉัยและดูแลสุขภาพสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ DLD-Televet ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านโรคสัตว์แบบเรียลไทม์ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านปศุสัตว์ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพการขับเคลื่อนภารกิจของกรมปศุสัตว์ ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสะท้อนความสำเร็จของกรมปศุสัตว์ในการผนึกเทคโนโลยีกับภารกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “83 ปี ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น พิธีมอบโค ซึ่งเป็นโคเพศเมีย จำนวนทั้งสิ้น 27 ตัว โดยนำไปมอบให้แก่เกษตรกรจังหวัดชัยภูมิเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ เพิ่มผลผลิตและใช้ประโยชน์ในการเกษตรภายใต้หลักเกณฑ์ ตามโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดําริ การมอบรางวัลต่างๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ และเกษตรกร เช่น DLD Quality Awards รางวัลอาสาปศุสัตว์ดีเด่น รางวัลเครือข่ายสัตว์พันธุ์ดี กรมปศุสัตว์ ดีเด่น ระดับประเทศ รางวัล LAB OK เป็นต้น การจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ในหัวข้อต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ OK รวมถึงการแสดงโชว์ Line Dance การให้บริการผ่าตัดทำหมันและบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

-(016)