EMFASHIONICON EDGE 2025 ปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งปี พร้อมต้อนรับเดือนแห่งเทศกาลไพรด์

EMFASHIONICON EDGE 2025 ปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งปี พร้อมต้อนรับเดือนแห่งเทศกาลไพรด์

EMFASHIONICON EDGE 2025 ปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งปี พร้อมต้อนรับเดือนแห่งเทศกาลไพรด์

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.03 น.

เอ็ม ดิสทริค โดย ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ จัดงาน EMFASHIONICON EDGE 2025 (เอ็มแฟชั่นไอคอน เอดจ์ 2025)งานแฟชั่นโชว์แห่งปีที่เชิดชูความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ภายใต้ คอนเซ็ปต์ THE ESSENCE OF BANGKOK สะท้อนจิตวิญญาณของคนเมืองกรุงเทพฯ ที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร ชวนเหล่าแฟชั่นนิสต้าอัปเดตเทรนด์แฟชั่นล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมด้วยเหล่าดารา นางแบบ เซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วมเดินแบบกว่า 100 ชีวิต อาทิ จั๋ง, เน, ปาล์ม, ปลั๊กกี้ จาก PERSES, PiXXiE, โยชิ รินรดา, โทมัส – ก้อง จาก DOMUNDI, ทราย – สิรณัฐ สก็อต, นนท์ – วรวรรธน์, เตยยี่- ประภัสสร, ฟลุ๊ค กะล่อน และภูเขา พิชฌ์พสุภัทร พร้อมสนุกไปกับมินิคอนเสิร์ตจาก ออน – สมฤทัย, ATLAS และ ไจ๋ ซีร่า แดร็กควีนตัวแม่ของเมืองไทยที่จะมาสร้างพลังร่วมกันบนรันเวย์กลางมหานครในพื้นที่แห่งใหม่ บริเวณ ชั้น 14 EM TOWER ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยถือเป็นกิจกรรมต้อนรับเทศกาลไพรด์ของเอ็ม ดิสทริคที่จัดขึ้นต่อเนื่องตลอดเดือนมิถุนายน บอกเล่าเรื่องราวของความภาคภูมิใจ ความท้าทาย และความสวยเฉียบผ่านแฟชั่น เสียงเพลง และแสงสีแบบจัดเต็มในวันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น เป็นต้นไปติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Emporium Emquartier และ Emsphere at EM District หรือ LINE @EMDISTRICT

‘เถ้าแก่น้อย’ สนับสนุนการแข่งขันมวยไทย ‘The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือก’ ส่งเสริมกีฬาและการท่องเที่ยว

‘เถ้าแก่น้อย’ สนับสนุนการแข่งขันมวยไทย ‘The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือก’ ส่งเสริมกีฬาและการท่องเที่ยว

‘เถ้าแก่น้อย’ สนับสนุนการแข่งขันมวยไทย ‘The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือก’ ส่งเสริมกีฬาและการท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จํากัด (มหาชน) จับมือพันธมิตร บริษัท ซัคเซส สปอร์ตส์ โปรดักชั่น จำกัด ร่วมสานต่อความสำเร็จของรายการ “The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือก” เดินหน้ายกระดับเวทีการแข่งขันมวยไทยระดับภูมิภาค สู่เวทีระดับประเทศ

สำหรับรายการ “The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือก” เป็นเวทีการแข่งขันมวยไทย 3 ยก นอกจากจะเป็นพื้นที่ให้กับนักชกดาวรุ่งได้แสดงศักยภาพแล้ว ยังวางเป้าหมายสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยเชื่อมโยงการแข่งขันมวยไทยเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงบรรดาแฟน ๆ หมัดมวย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ปรมินทร์ จาวลา 

ปรมินทร์ จาวลา ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)) กล่าวว่า “เรามองว่ามวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่คือศิลปะการต่อสู้ที่หยั่งรากในวัฒนธรรมไทย ที่เราควรอนุรักษ์ และสืบสานในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม การเป็นผู้สนับสนุนหลักของรายการ The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือกนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของเรา ที่จะร่วมผลักดันและยกระดับเวทีมวยไทยระดับภูมิภาค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปลุกปั้นนักมวยรุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อการสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่คือการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนมวยไทยในระดับภูมิภาคให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ปุณยาพร คงเมือง

ยิมส์ เดอะไฟท์  โดย ปุณยาพร คงเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับงานนี้ก็ถือเป็นการจัดแข่งครั้งที่ 2 ของรายการ The Fight Rising Stars – ศึกเฟ้นช้างเผือก โดยครั้งนี้เราได้เลือกปักหมุดจัดงานกันที่ด่านนอก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เขตชายแดนที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอย่างคึกคัก ยิมส์เลยมองเห็นโอกาสจากจุดแข็งของทำเลนี้ ที่นอกจากจะช่วยให้รายการของเราได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย–มาเลเซียได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ”

การแข่งขันในครั้งนี้จะจัดขึ้นวันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ณ เวทีมวยชั่วคราว ลานกิจกรรมหน้า M-village อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยมี พ.ต.อ.สุรจิต เพชรจอม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสะเดา เป็นประธานการจัดการแข่งขัน ผู้สนใจสามารถรับชมบรรยากาศงานที่ผ่านมาได้ที่ [https://youtu.be/KtnwR1Moz38] และรับชมถ่ายทอดสดการแข่งขันย้อนหลังได้ที่ [https://youtube.com/live/tzQZ3fViBlk]

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ส่งเสริมเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์

'ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์'ส่งเสริมเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ส่งเสริมเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดโครงการ งาน CRA ThinkShare: Innovations & Inventions Forum  นิทรรศการผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ การประกวดผลงานนวัตกรรมและประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตลอดจนสนับสนุนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 พฤษภาคม 2568  ณ หอประชุม Auditorium คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

กิจกรรมวันแรก : วันที่ 22 พฤษภาคม 2568  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารวิจัยและนวัตกรรม วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ และคณะกรรมการการตัดสินผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน  รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ อาจารย์ ดร.ประเสริฐ คำอ้าย ผู้ช่วยคณบดีคณะพยาบาลพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม อาจารย์มัตติกา ใจจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลชุมชน วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณิการ์ ขาววิเศษ อาจารย์ประจำโรงเรียนรังสีเทคนิค คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ เปิดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมและประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง มีผลงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 345 ผลงานจาก 189 สถาบัน ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศมีจำนวนทั้งสิ้น 28 ผลงาน และ นิทรรศการผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักศึกษาและนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สู่สาธารณะ ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมให้ความรู้ “วิศวกรในยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” และ “เทรนด์ใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพและนวัตกรรม” โดย คณาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ และ วิศวกรรมชีวการแพทย์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อต่อยอดทางการศึกษา และรวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการนำแนวความคิดไปพัฒนาศักยภาพของตนในอนาคต

กิจกรรมวันที่สอง : วันที่ 23 พฤษภาคม 2568  รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล  รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน CRA ThinkShare: Innovations & Inventions Forum  โดยไฮไลท์ของงานได้รับเกียรติจาก นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มาให้ความรู้เสวนาพิเศษในหัวข้อเรื่อง “การเตรียมความพร้อมสำหรับเด็ก เยาวชนไทย สู่ศตวรรษที่ 21” และ “รู้ทันการใช้สื่อในยุคดิจิทัล” โดย นายจิรศักดิ์ ก้อนพรหม รองผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและบริหารศิลปิน สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ช่อง 23 รวมทั้งกิจกรรมให้ความรู้ด้วยการจำลองสถานการณ์ทางคลินิกด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้ เสริมสร้างแรงบันดาลใจสำคัญที่สามารถพัฒนาแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน  พร้อมทั้ง ประกาศผลการตัดสิน โครงการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

รางวัลชนะเลิศ ชื่อผลงาน “COSMA : นวัตกรรมริสแบนด์สําหรับการวัดระดับออกซิเจนในเลือดร่วมกับการประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับของกลุ่มทารกแรกเกิดที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดชนิดเขียว” จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ชื่อผลงาน “การพัฒนาแผ่นแปะไฮโดรเจลจาก CMC ของผักตบชวา ผสมสารสกัดจากใบบัวบก ที่สามารถเปลี่ยนสีตามค่าพีเอช ด้วยสารสกัดกะหล่ำปลีม่วงเพื่อรักษาแผลเรื้อรัง” จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ชื่อผลงาน “ปฏิบัติการบุกเบิกดาวเคราะห์” จากโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒารามในพระบรมราชินูปถัมถ์

รางวัลชมเชย ชื่อผลงาน “ระบบฟื้นความจำด้วยปัญญาประดิษฐ์ผ่านคลื่นสัญญาณ EEG” จากโรงเรียนอัสสัมชัญหลักสูตรภาษาอังกฤษ วิทยาเขตพระราม 2

รางวัลชมเชย ชื่อผลงาน “แท็ททูสามมิติตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองช่วยผู้ป่วยโรคหลายอัตลักษณ์” จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)

รางวัลชมเชย ชื่อผลงาน “พลาสติกชีวภาพป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันในวิตามันซีจากแก่นฝางแดง” จากโรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

ทุกลมหายใจมีความหมาย… ทรู รวมพลังหนุนภารกิจคณะแพทย์จุฬาฯ สนับสนุนโครงการเข็มวันอานันทมหิดล 2568 ‘Air We Share, Lungs We Care’

ทุกลมหายใจมีความหมาย… ทรู รวมพลังหนุนภารกิจคณะแพทย์จุฬาฯ สนับสนุนโครงการเข็มวันอานันทมหิดล 2568 ‘Air We Share, Lungs We Care’

ทุกลมหายใจมีความหมาย… ทรู รวมพลังหนุนภารกิจคณะแพทย์จุฬาฯ สนับสนุนโครงการเข็มวันอานันทมหิดล 2568 ‘Air We Share, Lungs We Care’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสานต่อความร่วมมือเพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน ชวนคนไทยร่วมบริจาคสมทบ “โครงการเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “Air We Share, Lungs We Care ห่วงใยทุกลมหายใจ” เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและโรคมะเร็งปอด พร้อมส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม ทุกการบริจาค สามารถเลือกรับเข็มที่ระลึกวันอานันทมหิดล หรือเสื้อโครงการออก แบบโดยแบรนด์ Kloset พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ในปีนี้ ทรูได้ระดมศักยภาพหน่วยงานในเครืออย่างเต็มที่ ทั้งการผลิตสื่อและประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางของทรู อาทิ เครือข่ายโซเชียลมีเดียของทรู สถานีข่าว TNN ช่อง 16 สปอตเชิญชวนผ่าน 18 ช่องทรูวิชั่นส์ และแพลตฟอร์มทรูไอดี พร้อมชวนคอนเทนท์ครีเอเตอร์จากทรูไอดีร่วมผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์โปรโมท รวมทั้งช่องทางสื่อในเครือซีพีจากบริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด เช่น จอบิลบอร์ด 29 แห่งทั่วประเทศ และเสียงตามสายในโลตัส โกเฟรช ไฮเปอร์มาร์เก็ตกว่า 700 สาขา 

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ศ.ดร.นพ.สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก  รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน ทรู คอร์ปอเรชั่น ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ,เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล พร้อมด้วย พิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ เอ้ก ดิจิทัล รัฐธีร์ เจริญรัตน์วรกุล ผจก.ทั่วไป เชิญชวนคนไทยร่วมเป็น “ผู้ให้” บริจาคสมทบทุนโครงการเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Air We Share, Lungs We Care ห่วงใยทุกลมหายใจ”

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินการจัดทำเข็มวันอานันทมหิดลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกเนื่องในวันอานันทมหิดล วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 8 ผู้พระราชทานกำเนิดแพทย์จุฬาฯ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2528 โดยแรกเริ่มได้จัดทำขึ้นในรูปแบบของสติ๊กเกอร์ ต่อมาได้มีการพัฒนาจนกระทั่งเป็นเข็มดั่งในปัจจุบัน ซึ่งโครงการฯ นี้เป็นการรวมพลังของนิสิตแพทย์จุฬาฯ ในการรวมน้ำใจเพื่อสร้างกุศล  ที่น่ายินดีคือได้รับความร่วมมือจากบริษัทและองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ร่วมสนับสนุนประชาสัมพันธ์โครงการเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี 2568 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Air We Share, Lungs We Care ห่วงใยทุกลมหายใจ” สนับสนุนการแพทย์ไทยและช่วยเหลือผู้ป่วยใน 6 ภารกิจได้แก่ 1.โครงการ “Happy Home Respiratory Care” รพ.จุฬาฯ เปิดโอกาสให้ยืมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปดูแลผู้ป่วยต่อที่บ้าน 2.มูลนิธิอานันทมหิดล 3.มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก สภากาชาดไทย 4.ช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์อาพาธ ผู้ป่วยยากไร้ รพ.จุฬาฯ  5.ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงฯ  และ 6.กิจกรรมจิตอาสา สโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ศ.ดร.นพ.สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก  รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน ทรู คอร์ปอเรชั่น ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ,เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล พร้อมด้วย พิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ เอ้ก ดิจิทัล รัฐธีร์ เจริญรัตน์วรกุล ผจก.ทั่วไป เชิญชวนคนไทยร่วมเป็น “ผู้ให้” บริจาคสมทบทุนโครงการเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Air We Share, Lungs We Care ห่วงใยทุกลมหายใจ”

ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมแก่สังคมควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุขและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม ผ่านความร่วมมือกับหลายภาคส่วน รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ได้มีการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องการนำเทคโนโลยีสนับสนุนระบบสาธารณสุข ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงล่าสุดได้ร่วมกันยกระดับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลสำหรับพนักงานทรู และในครั้งนี้ นับเป็นความยินดีและภูมิใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการ ‘Air We Share, Lungs We Care – ห่วงใยทุกลมหายใจ’ ภายใต้โครงการเข็มวันอานันมมหิดล 2568 ซึ่งสอดคล้องกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 และความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจให้สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้อย่างเท่าเทียม จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องเร่งด่วนที่เชื่อว่า ทุกคนต้องร่วมกันคนละไม้คนละมือเพื่อร่วมกัน “ให้” ซึ่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่ง โดยได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานต่างๆ ในเครือ เพื่อสนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการฯ อย่างเต็มที่”

ร่วมส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วยทั่วไทยได้แล้ววันนี้ รูปแบบการบริจาคเข็มที่ระลึกวันอานันทมหิดล แบบเข็มเดี่ยวบนโปสการ์ดพระบรมสาทิสลักษณ์ บริจาคเข็มละ 150 บาท,แบบเข็มเดี่ยวในกล่องกำมะหยี่สีเหลือง บริจาคชุดละ 250 บาท,เสื้อยืดที่ระลึกสีขาวและสีเหลือง ออกแบบโดยแบรนด์ Kloset ไซส์ XS-3XL ราคาตัวละ 350 บาท บริจาคผ่านช่องทางต่างๆได้ที่ โอนเข้าบัญชี ชื่อ “วันอานันทมหิดล” ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-508231-4,สแกนผ่าน QR-Code บัญชีมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ(จะได้รับใบรับเงินบริจาค e-Donation),บริจาคได้ด้วยตนเอง ณ รพ.จุฬาฯ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ณ อาคารวชิรญาณวงศ์ และอาคารอานันทมหิดล ลงทะเบียนขอรับเข็มโครงการ หรือเสื้อได้ที่ https://anandaydonation.docchula.com/ รายละเอียดโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ANAN DAY / Instagram: anan_day หรือ โทร. 02-256-4183 เวลา 8.00 – 17.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ

‘IZARRA’เผยโฉมชุดครัวระดับพรีเมี่ยม ตอบสนองไลฟ์สไตล์เจ้าของบ้านที่หลงใหลการทำอาหารแบบมืออาชีพ

'IZARRA'เผยโฉมชุดครัวระดับพรีเมี่ยม ตอบสนองไลฟ์สไตล์เจ้าของบ้านที่หลงใหลการทำอาหารแบบมืออาชีพ

‘IZARRA’เผยโฉมชุดครัวระดับพรีเมี่ยม ตอบสนองไลฟ์สไตล์เจ้าของบ้านที่หลงใหลการทำอาหารแบบมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

“IZARRA”เดินหน้าเปิดโชว์รูมใหม่ใจกลางเมือง เพื่อนำเสนอชุดครัวมาตรฐานยุโรป ที่สามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้าน รองรับทุกขั้นตอนของการทำอาหารได้อย่างมืออาชีพ แต่ยังแฝงความอบอุ่นของบ้านไว้ด้วย โดยเจาะกลุ่มไปที่เจ้าของบ้านที่รักการทำอาหารและใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงดีไซน์อย่างกลมกลืนกับพื้นที่ภายในบ้านอย่างลงตัวมอบสุนทรีภาพแห่งการของการจัดวางพื้นที่ครัวแบบมืออาชีพ และใช้วัสดุที่มีความหลากหลายตามมาตรฐานยุโรป ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีที่สุด ตามแนวความคิดที่ว่า “ครัวฝีมือคนไทย ใช้วัสดุไทย มาตรฐานยุโรป ใช้งานได้จริง”  

ด้านนางสาวปริม จิตจรุงพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ IZARRA เปิดเผยว่า  IZARRA เป็นภาษาสเปนที่มีความหมายว่าดวงดาวที่ส่องเป็นประกาย และยังพ้องเสียงกับคำว่า “อิสระ” ซึ่งก็คือ แนวความคิดหลักของเรา ที่ให้อิสระกับเจ้าของบ้าน ในการออกแบบพื้นที่ครัว เพื่อสะท้อนถึงตัวตนและบ่งบอกสไตล์ลูกค้า และฟังก์ชั่นต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง

IZARRA เป็นห้องครัวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวที่ชอบในการทำอาหาร เรามีความเข้าใจฟังก์ชั่นการใช้งานจริงในครัว ทั้งในเรื่องของวัสดุ พื้นผิวสัมผัส และเรื่องของการจัดวางองค์ประกอบทุกอย่างให้ใช้ได้จริงแบบสะดวกสบาย พร้อมทั้งคำนึงถึงความสวยงามและความหลากหลายของวัสดุที่ลูกค้าสามารถเลือกปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระตามสไตล์และความต้องการ เพื่อสร้างพื้นที่ครัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ครัว “อิสซาร่า” จึงตอบโจทย์ความต้องการของคนที่รักการทำอาหาร โดยประสบการณ์ทั้งสองข้อนี้เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการก่อตั้ง IZARRA SHOWROOM เพื่อเติมเต็มความฝันของเจ้าของบ้านที่อยากทำอาหารแบบมืออาชีพ ในครัวที่มีการดีไซน์และสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านนั่นเอง

ที่ IZARRA ความยั่งยืนไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นความมุ่งมั่นของเราที่จะออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ยั่งยืนและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในทุกขั้นตอน โดยเลือกใช้วัสดุไม้ทดแทนที่มาจากแหล่งที่ยั่งยืน ไม้ยางพาราปลูกที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับการรับรอง FSC ซึ่งช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เป็นเกรดไม้ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการออกแบบชิ้นส่วนที่ถอดเปลี่ยนได้ ช่วยยืดอายุการใช้งานเฟอร์นิเจอร์และลดปริมาณขยะในระยะยาว

สำหรับแผนการตลาดในปีนี้ เราตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 30 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% เรามุ่งเน้นไปที่การสร้างครัวที่มีมาตรฐานสูง และการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แบบมืออาชีพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด อีกทั้งเรายังมุ่งขยายไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีความหลงใหลในการทำอาหารมือใหม่ และเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มีที่อยู่ในประเทศไทย

IZARRA ต้องการเป็น Partner กับลูกค้า จึงเน้นการบริการเป็นหลัก การปรับปรุงการขายสินค้า และการบริการให้ได้มาตรฐาน ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด เช่น เราต้องออกแบบให้ตรงตามความชอบและการใช้งานของเจ้าของบ้าน เรามีพื้นผิววัสดุให้เลือกหลากหลายตามฟังก์ชั่น เรายังเป็นผู้ช่วยเพื่อการออกแบบตำแหน่ง การจัดวางพื้นที่ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเจ้าของบ้านจริงๆสำหรับแผนการตลาด เราเลือกใช้สื่อออนไลน์ร่วมทำการตลาดของสินค้าด้วย เพื่อนำเสนอไอเดียครัว ฟังก์ชั่นการใช้งาน และรับฟังคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ พร้อมทั้งเชิญชวนลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มาสัมผัสและทดลองใช้อุปกรณ์จริงที่โชว์รูม  สรุปคือ เราให้ความสำคัญมากกับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อมาโชว์รูม ทั้งนี้เรายังคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นความสำคัญลำดับแรกในยุคนี้ การคัดสรรวัสดุ Food Grade Material แบบยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายเรามองว่าช่องว่างทางการตลาดของกลุ่มสินค้าชุดครัวยังมีอยู่มาก เราจึงเปิด IZARRA SHOWROOM เพื่อเป็นโมเดลของชุดครัวมาตรฐานยุโรปและตรงใจลูกค้าที่สุดที่ใจกลางเมืองแห่งนี้สนใจชมสินค้าที่โชว์รูมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ Facebook – Izarra , Instagram – Izarra Thailand  หรือโทรมาที่เบอร์ 080 050 6624

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.45 น.

หลายคนอาจมองข้ามอาการไอที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นสัญญาณของ “โรคไอกรน” ที่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็ก เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตได้สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

แพทย์หญิงอิศราณี วารีสุนทร กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ โรคนี้จะมีความรุนแรงในเด็กทารกและเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม อาการชัก หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้

แพทย์หญิงอิศราณี วารีสุนทร กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี

ปัจจุบันโรคไอกรนได้กลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศ แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่มีการใช้วัคซีน แต่รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2023 ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยโรคไอกรนกว่า 150,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำหรือไม่มีการเข้าถึงวัคซีนอย่างเพียงพอ เช่น ในสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไอกรนกว่า 15,000 รายต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนประเทศไทย พบผู้ป่วยไอกรนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน

อาการของโรคไอกรนแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้  1. ระยะเริ่มแรก (Catarrhal Stage) มีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ต่ำ น้ำมูกไหล และไอเล็กน้อย จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าจะมีอาการไอนานเกิน 10 วัน โดยจะมีลักษณะไอแห้งๆ 2. ระยะไอรุนแรง (Paroxysmal Stage) ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้งตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู๊ป (whoop) อาจมีการไอจนอาเจียนหรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ระยะนี้มักกินเวลานาน 1-6 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น 3.ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage) อาการไอเริ่มลดลง แต่ยังอาจมีการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์ เมื่อนับรวมทั้งสามระยะ ในเด็กจะไอโดยเฉลี่ยประมาณ 112 วัน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเเทรกซ้อนหลายอย่างในเด็กที่เกิดจากการไอที่รุนเเรงเเละยาวนาน เช่น ซี่โครงร้าว หรือเส้นเลือดในตาเเตก ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น

โรคไอกรน สามารถรักษาได้ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าแบคทีเรีย Bordetella pertussis ที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งยาจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วง 7 วันเเรกที่มีอาการถึงจะได้ผลการรักษาดีที่สุด แต่ในเด็กเล็กบางราย อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเเละต้องให้น้ำเกลือเมื่อมีอาการไอจนกินอะไรไม่ได้ ไอจนอาเจียน และเบื่ออาหารมาก

สำหรับการป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนนี้มักรวมอยู่ในวัคซีนรวมป้องกันคอตีบบาดทะยัก-ไอกรน (DTP) โดยมีกำหนดการฉีดในเด็กที่อายุ 2, 4, 6, และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ปี นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทุก 10 ปี เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกัน

FWD ประกันชีวิต เดินหน้าส่งต่อความรู้ทางการเงินให้แก่เยาวชนทั่วเอเชีย

FWD ประกันชีวิต เดินหน้าส่งต่อความรู้ทางการเงินให้แก่เยาวชนทั่วเอเชีย

FWD ประกันชีวิต เดินหน้าส่งต่อความรู้ทางการเงินให้แก่เยาวชนทั่วเอเชีย

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.07 น.

บริษัท เอฟดับบลิวดี กรุ๊ป โฮลดิงส์ จำกัด ประกาศขยายความร่วมมือกับ JA (Junior Achievement) Worldwide องค์กรการกุศลเพื่อเยาวชนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาสันติภาพประจำปี 2568 ออกไปอีก 3 ปี เพื่อขยายการเข้าถึงนักเรียนอีก 40,000 คนทั่วเอเชียภายในสิ้นปี 2570 ผ่านโครงการ JA SparktheDream โครงการส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ

โครงการ JA SparktheDream เป็นโครงการที่มุ่งให้ความรู้ด้านการเงินควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตและสังคมแก่นักเรียนอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุก น่าสนใจ และเน้นการมีส่วนร่วม อาทิ เกมแบบอินเทอร์แอคทีฟ กิจกรรมดิจิทัล และการเรียนการสอนในห้องเรียน โดยมีอาสาสมัครจาก FWD ประกันชีวิต เข้าร่วมสนับสนุนใน 8 ประเทศทั่วเอเชีย สำหรับแผนระยะถัดไปในปี 2568-2570 โครงการตั้งเป้าหมายให้ความรู้แก่นักเรียนเพิ่มอีก 40,000 คน ขยายบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มโปรแกรมใหม่ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านสุขภาพจิตและความเข้มแข็งทางจิตใจ

ในปี 2565-2567 ความร่วมมือระหว่าง FWD Group และ JA Asia Pacific ศูนย์ปฏิบัติการระดับภูมิภาคของ JA Worldwide สามารถเข้าถึงนักเรียนได้มากกว่า 37,000 คน โดย 88% ของนักเรียนเข้าใจบทบาทของเงินในชีวิตประจำวันมากขึ้น และ 80% ตระหนักถึงความต้องการของชุมชนรอบตัว สำหรับ FWD ประกันชีวิต ในประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม JA SparktheDream ปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งตั้งเป้าให้ความรู้กับนักเรียน 1,000 คน ในระดับประถมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพฯ และจำนวนอาสาสมัคร FWD ประกันชีวิต 200 คน โดยมีเป้าหมายร่วมถ่ายทอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นายเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทยและกัมพูชา FWD ประกันชีวิต กล่าวว่า เยาวชน คือรากฐานของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน สำหรับโครงการในประเทศไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา เราได้จัดทำกิจกรรมกับเยาวชนกว่า 3,000 คน จากโรงเรียน 27 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีพนักงานของ FWD ประกันชีวิต เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครกว่า 300 คน โครงการนี้ช่วยให้เด็กๆ ได้รับความรู้ทางการเงินในระดับพื้นฐาน เข้าใจเรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยพวกเขาวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงให้กับตัวเองได้ในระยะยาว

นายธาดา เศวตศิลา ประธานมูลนิธิจูเนียร์อะชีฟเม้นท์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากความร่วมมือในปีแรกจนถึงปัจจุบัน เราเห็นความก้าวหน้าและการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการ JA SparktheDream เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่า การเสริมสร้างความรู้ทางการเงินตั้งแต่วัยเด็กสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีภาคีที่แข็งแรงอย่าง FWD ประกันชีวิต ร่วมผลักดันอย่างจริงจัง เรามั่นใจว่าปีที่ 3 นี้จะสามารถเข้าถึงเยาวชนไทยได้มากขึ้น และสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างชัดเจน

หลักสูตรของ JA SparktheDream ออกแบบให้เหมาะสมกับเด็กนักเรียนระดับประถม โดยครอบคลุม 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ การออมเงิน การหารายได้ การใช้จ่าย และการแบ่งปัน พร้อมทั้งสอดแทรกความรู้ด้านเศรษฐกิจและการเงินอย่างเข้าใจง่าย ผ่านกิจกรรมจำลองสถานการณ์ เกม และแบบทดสอบ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เข้าใจบทบาทของเงินในชีวิตประจำวัน และรู้จักวางแผนการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

Kids Sci ชวนเด็กๆ เปิดโลกแห่งการทดลองสุดมหัศจรรย์ 6 คอร์ส กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่เดอะไนน์ พระราม 9

Kids Sci ชวนเด็กๆ เปิดโลกแห่งการทดลองสุดมหัศจรรย์ 6 คอร์ส กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่เดอะไนน์ พระราม 9

Kids Sci ชวนเด็กๆ เปิดโลกแห่งการทดลองสุดมหัศจรรย์ 6 คอร์ส กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่เดอะไนน์ พระราม 9

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเสมือนประตูพาไปสู่โลกกว้าง เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค ชวนเด็กๆ มาเปิดโลกแห่งการทดลองสุดมหัศจรรย์ ฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบไปกับ Kids Sci  สถาบันแห่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เน้นกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานต่างๆ ที่ควรได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป  เพื่อสามารถนำไปต่อยอด การเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ณัฐพร อภิธนัง เจ้าของสถาบัน Kids Sci

ณัฐพร อภิธนัง เจ้าของสถาบัน Kids Sci กล่าวว่า สถาบันมุ่งให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยของเด็ก ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้แบบ Inquiry-Based Learning ผสมผสานกับแนวคิด Early STEM ที่เหมาะสมกับช่วงวัย โดยมีกิจกรรมทดลอง6 คอร์ส กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ที่เน้นการลงมือทดลองด้วยตัวเอง  อาทิ การทดลองภูเขาไฟ  ความหนาแน่นของของเหลว  และการทดลองปฏิกิริยาเคมีง่าย ๆ จากสิ่งรอบตัว  ช่วยกระตุ้นเด็กให้เกิดความสนใจทางวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

เด็กหญิงรินลดา วสะสมิทธ์

เด็กหญิงรินลดา วสะสมิทธ์

สถาบัน Kids Sci ได้รวบรวม 6 คอร์สพื้นฐานการเรียนวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ที่สามารถต่อยอดความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ไปต่อยอดในชั้นเรียน อาทิ คอร์ส WONDER OF Science ไขความลับแห่งอดีตสร้างความเข้าใจหลักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในการสร้างพีระมิด เรียนรู้แรงโน้มถ่วง สมดุล และวัสดุศาสตร์ จากมหาวิหารโคลอวเซียม ศึกษาเทคนิคการใช้แสง สี เรียนรู้การใช้พลังงาน แสง และดาราศาสตร์ เช่น พีระมิดแห่งอียิปต์ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับตำแหน่งดวงอาทิตย์และดวงดาว สะท้อนความรู้ทางวิศวกรรมและจักรวาลวิทยาของอารยธรรมโบราณ คอร์ส The Science Harry Potter ทดลองวิทยาศาสตร์แบบเวทมนต์ สนุกกับการเปลี่ยนสี ผสมสารลับ เปลี่ยนของแข็งให้เป็นของเหลว เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้ผ่านโลกเวทย์มนต์ เหมือนได้อยู่ในฮอกวอตส์ ฝึกคิด วิเคราะห์ทดลองจริง เด็กๆ ได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน เรียนรู้การทำงานและสื่อสาร สนุกกับกิจกรรมกลุ่ม ฝึกความเป็นทีมเวิร์ค ทำให้เด็กๆ หลงรักวิทยาศาสตร์แบบไม่รู้ตัว เรียนผ่านการทดลอง คอร์ส Anatomy Quest  มุ่งสอนให้เด็กๆ เข้าใจร่างกายของตัวเอง  โดยการเรียนรู้โครงสร้างและการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด สมอง และระบบไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์  ฝึกแก้ไขปัญหาและเชื่อมโยงความรู้ด้านชีววิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน เรียนรู้ผ่านการทดลองผ่านกิจกรรมและเกมจำลอง สนุกไปกับการค้นพบความลับของระบบร่างกายมนุษย์  ความรู้เหล่านี้จะปูพื้นฐานความสนใจในอนาคต เพื่อต่อยอดด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และชีววิทยา เตรียมพร้อมสู่การเรียนรู้ในทุกด้าน

เด็กหญิงรินลดา วสะสมิทธ์ หรือน้องลินดา บอกว่า “ตอน 2 ขวบเคยลงเรียนเปียโนที่สถาบันดนตรียามาฮ่า พอโตขึ้นก็อยากเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์รอบตัว ที่โรงเรียนเรียนมีสอนวิชานี้ แต่ไม่มีอุปกรณ์ให้เราได้ทดลองจริงๆ  พอมาเรียนที่ Kids Sci รู้สึกสนุกและตื่นเต้นทุกครั้งกับการทดลองสิ่งต่างๆ ทั้งการเกิดฟอง ก๊าซคารบอนไดออกไซต์ การทดลองนำไปสู่การหาคำตอบที่เราไม่รู้ ชอบมาเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนจริงๆ ค่ะ ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285 ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดีๆ ของศูนย์การค้าฯได้ที่  www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram : thenine_rama 9 

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เซ็น MOU กับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สนับสนุนอาชีพ เสริมสร้างความเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เซ็น MOU กับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สนับสนุนอาชีพ เสริมสร้างความเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เซ็น MOU กับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สนับสนุนอาชีพ เสริมสร้างความเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ นำโดย นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยมี นายศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมฯ ร่วมลงนามในพิธี ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและการระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิทธิของผู้พิการ ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการส่งเสริมความเท่าเทียม เคารพในศักดิ์ศรี มอบโอกาสในการทำงาน และให้บริการอย่างใส่ใจแก่ผู้โดยสารที่มีความพิการอย่างแท้จริง ณ ห้องประชุมโรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท รังสิต จังหวัดปทุมธานี

การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเป็นสายการบินที่ใส่ใจและให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมสำหรับทุกคน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประชุมที่มุ่งส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยจะจัดการฝึกอบรมเฉพาะทางให้แก่พนักงานของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นในการดูแลผู้โดยสารที่มีความพิการอย่างปลอดภัย และให้เกียรติในทุกขั้นตอนของการเดินทาง

“การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม คือการเปิดประตูให้ทุกคนได้เข้าถึงทั้งการเดินทางและโอกาสในการทำงานร่วมกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เรามุ่งมั่นให้บริการผู้โดยสารทุกคนด้วยความใส่ใจ ความปลอดภัย และความสุขตลอดทุกเส้นทาง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความตั้งใจของเราในการสนับสนุนสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะผู้ให้บริการที่เข้าใจและใส่ใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมโอกาสในการทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความเคารพ และความเท่าเทียมอย่างแท้จริง” นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม  กล่าว

ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีความตั้งใจในการให้บริการอย่างใส่ใจ สายการบินฯ แนะนำให้ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ สำรองบริการรถเข็นวีลแชร์ล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ http://www.vietjetair.com เพื่อให้เจ้าหน้าที่พร้อมดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการเช็คอินจนถึงขึ้นเครื่อง โดยผู้โดยสารจะต้องสามารถเดินทางและช่วยเหลือตนเองได้ หรือมีผู้ช่วยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปร่วมเดินทางด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ฝ่ายบริการลูกค้าพร้อมให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00–22:00 น. ติดต่อได้ทางหมายเลข 02-089-1909 อีเมล vz.support@vietjetair.com หรือผ่านช่องทาง Facebook http://www.facebook.com/VietJetThailand, Line (@ThaiVietjet) และส่งข้อความผ่านเว็บไซต์ ที่ http://www.vietjetair.com

นอกจากนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังสนับสนุนเส้นทางอาชีพสำหรับผู้พิการ เพื่อสอดคล้องกับพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการเปิดตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง ให้ผู้พิการได้มีส่วนร่วมและเติบโตในสายอาชีพอย่างเต็มที่ สายการบินฯ มอบโอกาสในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าทางไลฟ์แชท ซึ่งสามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย สะท้อนความตั้งใจของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการมอบโอกาสและส่งเสริมศักยภาพของทุกคนอย่างเท่าเทียม

ภายใต้ความร่วมมือนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งสร้างสังคมที่เปิดกว้างและส่งเสริมความเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิ ได้รับความสำคัญ และมีโอกาสแสดงศักยภาพ พร้อมทั้งได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งในระหว่างการเดินทางและทุกช่วงเวลาของชีวิต

สานต่อก่ออาชีพผู้ด้อยโอกาส ตามแนวทาง รร.พระดาบส

สานต่อก่ออาชีพผู้ด้อยโอกาส ตามแนวทาง รร.พระดาบส

สานต่อก่ออาชีพผู้ด้อยโอกาส ตามแนวทาง รร.พระดาบส

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในสังคมไทย ซึ่งยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา อันเป็นปัญหาที่ฝังรากลึก เด็กและเยาวชนจำนวนมากยังคงเกิดมาในครอบครัวที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุนทรัพย์ ส่งผลให้พวกเขาไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ หลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยไม่ได้รับทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคง

ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงมีพระประสงค์จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้เยาวชนได้มีวิชาชีพติดตัว และทำมาหารายได้เลี้ยงตนเองได้ โรงเรียนพระดาบส สังกัดมูลนิธิพระดาบส จึงถือกำเนิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2519 เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ไม่แสวงผลกำไร ถือเป็นต้นแบบของการศึกษาทางเลือกที่ให้ “โอกาส” และเปิดกว้างแก่ผู้ด้อยโอกาส โรงเรียนพระดาบสไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษา แต่คือ “โอกาส” ที่เปลี่ยนชีวิต เป็นการวางรากฐานอาชีพให้กับเยาวชนที่ถูกลืมในระบบหลัก ผ่านการฝึกฝนวิชาชีพควบคู่คุณธรรม

โรงเรียนพระดาบส มุ่งเน้นการเรียนการสอนในรูปแบบการศึกษานอกระบบ ด้วยหลักสูตรประจำระยะเวลา 1 ปี ที่เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่กับการฝึกวินัยและคุณธรรม ใช้ชีวิตแบบอยู่ประจำ และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โดยผู้เรียนจะได้รับพระราชทานทุนการศึกษาครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน อาหาร และที่พักอาศัย ปัจจุบันโรงเรียนพระดาบสมี 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนพระดาบส อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา ที่ต่อยอดจากโรงเรียนพระดาบสในส่วนกลาง สู่พื้นที่ห่างไกลและเปราะบาง โดยเปิดรับนักเรียนจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล  และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา (เทพา สะบ้าย้อย จะนะ และนาทวี)

ข้อมูลจาก พลอากาศโท ศ.ดร.นพพล หาญกล้า ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส เปิดเผยว่า โรงเรียนพระดาบส จัดการเรียนการสอนวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” ในรูปแบบโรงเรียนประจำหลักสูตร 1 ปี (เริ่มเดือนเมษายน) ไม่เสียค่าเล่าเรียน มีที่พักและอาหารให้ การศึกษาในโรงเรียนพระดาบสแตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป โดยเน้นการลงมือปฏิบัติจริงมากกว่าทฤษฎี เพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทันที ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ใช้หลักสูตรที่เน้นความรู้จริง ฝึกปฏิบัติจริง และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการประกอบอาชีพ เปิดรับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือมีข้อจำกัดทางสังคม ให้เข้ามาเรียนฟรี มีอาหารและที่พักพร้อม สนับสนุนทั้งการพัฒนาทักษะและจิตใจ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้หลังสำเร็จการศึกษา  นอกจากความรู้เชิงวิชาชีพแล้ว ศิษย์พระดาบสยังได้รับการฝึกอบรมในด้าน คุณธรรม จริยธรรม วินัย และความรับผิดชอบ ผ่านการใช้ชีวิตประจำวันภายในโรงเรียนอย่างมีระบบ เช่น การตื่นเช้า ทำกิจวัตรร่วมกัน การเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีระเบียบวินัย การช่วยเหลืองานส่วนรวม ตลอดจนการพัฒนาทัศนคติในเชิงบวกเพื่อการทำงานในอนาคต

ระบบการเรียนการสอนของ โรงเรียนพระดาบส (อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ) และ โรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดการศึกษาสายอาชีพอย่างเข้มข้น โดยเน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีในตำรา เพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทันทีเมื่อจบการศึกษา แบ่งออกเป็นหลายสาขาอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเปิดสอนหลักสูตรช่าง 7 หลักสูตรสำหรับศิษย์พระดาบส (ชาย) ให้มีโอกาสเลือกเรียนในสาขาที่ตนมีความสนใจและความถนัดภายหลังจากจบการฝึกพื้นฐานช่างเรียบร้อยแล้ว   ได้แก่ 1. หลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์ 2. หลักสูตรวิชาชีพช่างไฟฟ้า 3. หลักสูตรวิชาชีพช่างอิเล็กทรอนิกส์ 4. หลักสูตรวิชาชีพช่างซ่อมบำรุง 5. หลักสูตรวิชาชีพการเกษตรพอเพียง 6. หลักสูตรวิชาชีพช่างไม้เครื่องเรือน และ 7. หลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อม  ส่วนศิษย์พระดาบส (หญิง) เปิดสอนหลักสูตรเคหบริบาลเพื่อดูแลผู้สูงอายุ เด็ก และงานดูแลสุขภาพพื้นฐาน ซึ่งมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังมีโครงการเสริมอาชีพ โดยโรงเรียนพระดาบสได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เปิดหลักสูตรระยะสั้นแก่บุคคลทั่วไป ได้แก่ “การนวดเพื่อสุขภาพ” และ “หลักสูตรต่อยอดผู้ช่วยแพทย์แผนไทย”

คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร

– ชายหรือหญิง อายุ 18–35 ปี (สำหรับโรงเรียน อ.บางพลี) และ 18–25 ปี (สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้)
– ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสทางการศึกษา
– วุฒิไม่เกิน ม.6 (ไม่รับผู้จบ ปวส. อนุปริญญา หรือปริญญาตรี)
– อ่านเขียนภาษาไทยและคำนวณพื้นฐานได้
– ตั้งใจศึกษา มีวินัย พร้อมอยู่ประจำ
– ไม่มีภาระผูกพันหรือคดีความ ไม่เป็นโรคร้ายแรง

โดยปัจจุบันมีผู้เรียนจบหลักสูตร “ประกาศนียบัตรพระดาบส” แล้ว 47 รุ่น สำหรับศิษย์พระดาบส ประจำปีการศึกษา 2568 เป็นรุ่นที่ 48 โรงเรียนพระดาบส อ.เภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีจำนวนทั้งสิ้น 116 คน และ โรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 100 คน

เพื่อร่วมส่งเสริมการศึกษาและเสริมสร้างวิชาชีพให้แก่เยาวชนไทย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้  แบรนด์ “POP” เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเยาวชนคุณภาพจากรากฐานที่มั่นคง บริษัทฯได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้อาชีพของนักเรียนโรงเรียนพระดาบส ภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปี 4” ร่วมสนับสนุนเสริมสร้างอาชีพให้กับน้องๆโรงเรียนพระดาบส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยเมื่อๆ นี้  นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้มอบเงินสมทบทุนการศึกษาเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานโรงเรียนพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลนิธิพระดาบส โดยมี พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข  กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เป็นผู้รับมอบ

และในโอกาสนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ พร้อมด้วย นางมนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กรรมการบริษัทฯ ยังได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส โดยมี พลอากาศโท ศ.นพพล  หาญกล้า ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส ร่วมด้วย นายอัครเดช ชูจิตต์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิชาการ, นาวาอากาศเอก ปภัณศัก  สายแจ้ง  รองหัวหน้า สำนักงานมูลนิธิพระดาบส และ นายวิทูล สายแก้ว หัวหน้าหลักสูตรช่างยนต์ โรงเรียนพระดาบส พาเยี่ยมชมการเรียนการสอนและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพของศิษย์พระดาบส ณ โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

หลักสูตรของโรงเรียนพระดาบสไม่ใช่เพียงการ “สอนให้ทำงาน” แต่คือการ “สร้างคนให้มีคุณภาพ” มีความรู้ มีคุณธรรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบอาชีพให้กับเยาวชนคือการสร้างพลังแห่งการให้ที่ยั่งยืน ผู้สนใจร่วมสนับสนุนด้านการศึกษา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อมูลนิธิพระดาบส โทร. 02-282-7000 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.phradabos.or.th