ส่อโดนหลายข้อหา ชายขับรถพุ่งชนพาเหรดแฟนบอลลิเวอร์พูล

ส่อโดนหลายข้อหา ชายขับรถพุ่งชนพาเหรดแฟนบอลลิเวอร์พูล

27 พ.ค. 2568 23:03 น.

ส่อโดนหลายข้อหา ชายขับรถพุ่งชนพาเหรดแฟนบอลลิเวอร์พูล

ตำรวจเมอร์ซีย์ไซด์แถลงเพิ่มเติม ยืนยันชายผู้ขับรถพุ่งชนพาเหรดแฟนบอลลิเวอร์พูล ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลายข้อหา รวมถึงพยายามฆ่า ขณะที่เหลือคนเจ็บอยู่ในโรงพยาบาลอีก 11 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 27 พ.ค. 2568 ตำรวจเมอร์ซีย์ไซด์จัดงานแถลงข่าว ให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุคนร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนกลางขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ของแฟนฟุตบอลสโมสร “ลิเวอร์พูล” บนถนนวอเตอร์สตรีท ในเมืองลิเวอร์พูล ของอังกฤษ เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา

ตำรวจระบุว่า ชายวัย 53 ปี ผู้ถูกจับกุมแทบจะทันทีหลังเกิดเหตุ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลายข้อหา ตั้งแต่พยายามฆ่า, ขับขี่อันตราย และขับขี่ขณะอยู่ในสภาพไม่พร้อมเนื่องจากเสพยาเสพติด

เจ้าหน้าที่คาดว่า ชายคนนี้ขับรถตามรถพยาบาลคันหนึ่งเข้าไปในถนนวอเตอร์สตรีท ซึ่งถูกปิดเพื่อให้แฟนบอลทีมลิเวอร์พูลจัดขบวนพาเหรดเพื่อฉลองแชมป์ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แต่การปิดถนนถูกยกเลิกชั่วคราวเพื่อให้รถพยาบาลเข้าไปรับผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน

ตำรวจบอกอีกว่า หลังเกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในเมืองลิเวอร์พูลถึง 50 คน แต่ตอนนี้เหลือผู้บาดเจ็บยังอยู่ในโรงพยาบาล 11 คนเท่านั้น โดยทั้งหมดมีอาการทรงตัว และกำลังฟื้นตัวด้วยดี

เจ้าหน้าที่ระบุด้วยว่า พวกเขายังคงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของคนขับรถคันก่อเหตุ พร้อมย้ำว่า พวกเขาไม่ได้สืบสวนคดีนี้ในฐานะเหตุก่อการร้าย และขอให้สังคมอย่าแชร์เนื้อหาอ่อนไหวหรือการคาดเดาใดๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ลงบนโลกออนไลน์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

'เกษตรกร'สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ราคาปาล์มดิ่งหนักเหลือ 3.70 บาทต่อกิโลกรัม ด้านเกษตรกรเดือดจัดนัดรวมพลบุกกรุงเทพฯ 29 พ.ค.นี้หวังทวงสัญญาลมๆ แล้งๆ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มว่า ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยก่อนหกน้านี้มีความหวังที่เคยได้รับปากจากภาครัฐ กลับกลายเป็นคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ในสายตาชาวสวนปาล์มภาคใต้ ต้นทุนยังสูงแต่ราคาขายกลับทรุดหนัก จากที่เคยหวังกิโลกรัมละ 5 บาท ตอนนี้กลับเหลือเพียง 3.70 บาทเท่านั้น

นายวัชระ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ราคาปาล์มจะประกันที่กิโลกรัมละ 5 บาท แต่ในความเป็นจริงที่เกษตรกรพบกลับตรงกันข้าม ราคาตลาดพุ่งลงเหว เหลือเพียง 3.70 บาท ห่างไกลจากที่รัฐเคยให้คำมั่นไว้อย่างน่าตกใจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้( 29 พ.ค) เวลา 10.00 น. จุดหมายปลายทางคือ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือการยื่นหนังสือต่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบ และเร่งแก้ไขปัญหาที่กำลังบีบรัดปากท้องของชาวสวนอย่างหนัก

นายสุมาตร  อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้ 1. รัฐต้องประกาศราคาประกันขั้นต่ำที่ 5 บาทต่อกิโลกรัมอย่างเป็นทางการ 2. ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน และ 3. จัดสรรงบเยียวยาฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ ต้นทุนเราสูงขึ้นทุกปี ค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ไม่มีอะไรลด แต่ราคาที่รัฐรับปาก กลับกลายเป็นแค่ลมปาก

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็นประธานเปิดสัมมนา'ยกระดับฮาลาลไทย 2025'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ยกระดับฮาลาลไทย 2025: พัฒนาและก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก” ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการทางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) และ ผู้ควบคุมการเชือดสัตว์ฮาลาล (Halal Supervisor) ที่เกี่ยวข้อง พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางของระบบฮาลาลไทยในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีนี้ ได้แก่ บทบาทของ OIC และ SMIIC ในการกำหนดกรอบมาตรฐานฮาลาลระดับโลก การขับเคลื่อนมาตรฐานการรับรองฮาลาลร่วมของอาเซียน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการสรุปผล และข้อกำหนดล่าสุดของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

นอกจากมิติด้านนโยบายระหว่างประเทศแล้ว การสัมมนายังมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และเข้าใจแนวโน้มด้านมาตรฐานของแต่ละกลุ่มประเทศ อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ทั้งในระดับองค์กรรับรองฮาลาล หน่วยควบคุมการผลิต ไปจนถึง Halal Supervisor ในโรงงาน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบูรณาการระบบฮาลาลโดยรวม ทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางพัฒนางานของตนเองอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบสินค้าฮาลาลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ผ่านการวางระบบที่มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และพร้อมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ประจำประเทศไทย ในประเด็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยจากนิวซีแลนด์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมการหารือฯ โดยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ นายโจนาธาน คิงส์ (Mr. Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศ เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการนำเข้านมผงขาดมันเนย ภายใต้ความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ
 

‘เชฟอาร์ต-เชฟเป่าเป้-เชฟนิว’ เปิดเวทีสมรภูมิรสชาติ คัดเลือกสุดยอดเชฟแห่งห้างเซ็นทรัล

‘เชฟอาร์ต-เชฟเป่าเป้-เชฟนิว’ เปิดเวทีสมรภูมิรสชาติ คัดเลือกสุดยอดเชฟแห่งห้างเซ็นทรัล

‘เชฟอาร์ต-เชฟเป่าเป้-เชฟนิว’ เปิดเวทีสมรภูมิรสชาติ คัดเลือกสุดยอดเชฟแห่งห้างเซ็นทรัล

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดสติเนชันแห่งการสร้างแรงบันดาลใจในทุกช่วงเวลาของชีวิต ตอกย้ำที่สุดแห่งความครบครันของสินค้าเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กจากแบรนด์ชั้นนำ จัดกิจกรรม “Central Cooking Battle”  (เซ็นทรัล คุกกิ้ง แบทเทิล) ในแคมเปญ Central Cooking Time” (เซ็นทรัล คุกกิ้ง ไทม์) เปิดเวทีสมรภูมิรสชาติ ชวนคุกกิ้งเลิฟเวอร์ตัวท็อปมาปล่อยของโชว์สกิลทำอาหาร ด้วยการส่งคลิปเมนูเด็ด พร้อมสูตรลับความอร่อยที่ใคร ๆ ก็ทำตามได้ผ่านช่องทาง Facebook หรือ Tiktok ของ ผู้เข้าแข่งขันแล้วเปิดโพสต์เป็นสาธารณะและติดแฮชแท็ก #CentralCookingTime2025  #CentralCookingBattle2025 ซึ่งห้างเซ็นทรัลได้คัดเลือกผู้เข้าแข่งขันจำนวน 8 ท่าน ที่หนึ่งในนั้นจะได้กลายเป็นสุดยอดเชฟแห่งห้างเซ็นทรัลปี 2025 โดยการแข่งขันครั้งนี้ถูกจัดขึ้น ณ แผนกบ้าน ชั้น 5 ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว

งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารห้างเซ็นทรัล นำโดย คุณรุ่งนิภา ศรีวิริยะเลิศกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริหารสินค้าบ้าน กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และผู้บริหารสินค้าเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กจากแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ แบรนด์ Myer, KenwoodZwillingToshibaTefal รวมทั้งผู้บริหารจาก Tops Supermarket ให้การต้อนรับผู้เข้าแข่งขันและผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน  พร้อมยังเป็นการรวมตัวเชฟชื่อดังของเมืองไทยอย่าง เชฟอาร์ต – ศุภมงคล  ศุภพิพัฒน์ กรรมการจากรายการเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย  เชฟเป่าเป้ – เจสสิก้า หวัง แชมป์มาสเตอร์เชฟออลสตาร์ และเชฟนิว  ณฐินี เจียมประเสริฐ ผู้เข้าแข่งขันมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซันที่ 3  ที่ให้เกียรติมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในกิจกรรม “Central Cooking Battle” ครั้งนี้ โดยเชฟอาร์ต ยังได้โชว์ฝีมือทำเมนูอาหารคาวที่ใช้เป็นโจทย์ในการแข่งขัน และเชฟเป่าเป้ โชว์ฝีมือทำเมนูอาหารหวานสุดครีเอท เริ่มที่เชฟอาร์ต กับเมนูอาหารคาว แซลมอนฟิเลต์หนังกรอบ ราดซอสไวน์ขาวอิคุระให้ปลาแซลมอนและดิลล์ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งหญ้าฝรั่น ด้านเชฟเป่าเป้มาในเมนูอาหารหวาน ช็อกโกแลตลาวาเค้ก เสิร์ฟพร้อมซอสราสเบอร์รี่คูลีส์  โดยวัตถุดิบทั้งหมดที่นำมาใช้ทำอาหารในการแข่งขัน อาทิ เนื้อปลาแซลมอน ไข่ปลาแซลมอน ไวน์ขาว ครีมปรุงอาหาร ฯลฯ ได้รับการสนับสนุนจาก Tops Supermarket ที่ครบครันด้วยสินค้าคุณภาพที่หลากหลาย ซึ่งคัดสรรอย่างพิถีพิถันจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดจากทั่วโลก ซึ่งมีเชฟกอล์ฟ – สัญญา ธาดาธนวงศ์ ผู้เข้าแข่งขันมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซันที่ 2 และมาสเตอร์เชฟออลสตาร์  รับหน้าที่เป็นพิธีกรในการแข่งขันครั้งนี้ โดยบรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างตั้งใจทำเมนูอาหารตามโจทย์ที่เชฟให้มากันอย่างสุดความสามารถ ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาร่วมลุ้นให้กำลังใจตลอดการแข่งขัน

สำหรับเกณฑ์การตัดสิน กิจกรรม “Central Cooking Battle”  รวม 100 คะแนน ประกอบด้วย…

  1. รสชาติ (Taste) : ความอร่อย, ความกลมกล่อม, ความสมดุลของรสชาติ (40 คะแนน)​
  2. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ​: ความแปลกใหม่, การผสมผสานวัตถุดิบที่น่าสนใจ, การนำเสนอที่ไม่ซ้ำใคร  (20 คะแนน)
  3. เทคนิคการทำอาหาร (Technique)​ : ทักษะการปรุงอาหาร, ความชำนาญในการใช้อุปกรณ์, การควบคุมความร้อน (20 คะแนน)​
  4. ความสะอาดและสุขอนามัย (Cleanliness and Hygiene)​ : ความสะอาดของพื้นที่ทำงาน, การจัดการ วัตถุดิบอย่างถูกสุขลักษณะ (10 คะแนน)​
  5. การจัดจาน การตกแต่ง และการนำเสนอ (Presentation)​ : ความสวยงาม, ความน่าสนใจ, ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดวาง (5 คะแนน)​ และ
  6. ระยะเวลา (Time)​ :  เสร็จในเวลาที่กำหนด (5 คะแนน)

ถึงเวลาที่ผู้เข้าแข่งขันและกองเชียร์รอคอย กับการประกาศผลสุดยอดเชฟแห่งห้างเซ็นทรัล โดยผู้ชนะเลิศ ได้แก่ คุณธัญพิสิษฐ์ จงจิตต์โพธา ซึ่งได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท ประกอบด้วย…

  • Gift Voucher มูลค่า 50,000 บาท เพื่อซื้อสินค้าแผนกบ้านและแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา
  • ไอเทมเครื่องครัว และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท ประกอบไปด้วย
  • เครื่องผสมอาหาร จากแบรนด์ Kenwood Titanium Chef Baker XL #KVL85.004SI มูลค่า 46,000 บาท
  • ชุดช้อนส้อม และเครื่องบดกาแฟ จากแบรนด์ Zwilling มูลค่า 16,800 บาท
  • ชุดอุปกรณ์ทำอาหาร จากแบรนด์ Circulon 10 ชิ้น มูลค่า 12,990 บาท
  • ไมโครเวฟ จากแบรนด์ Toshiba MX1-TH23SC มูลค่า 12,990 บาท
  • หม้อหุงข้าว จากแบรนด์ Toshiba RC-181H1TTH มูลค่า 4,590 บาท
  • ชุดเครื่องครัว So Matcha จากแบรนด์ Tefal 4 ชิ้น มูลค่า 3,180 บาท
  • ชุดมีด จากแบรนด์ Tefal 7 ชิ้น พร้อมบล็อคไม้ มูลค่า 6,990 บาท
  • หม้อแก้วทนไฟ จากแบรนด์ Vision มูลค่า 3,290 บาท

ส่วนผู้เข้าแข่งขันท่านอื่น ๆ ได้รับไอเทมเครื่องครัว ชุดมีดสเต็กและส้อม จากแบรนด์ WMF มูลค่า 1,250 บาท

ทั้งนี้ สายคุกกิ้งเลิฟเวอร์ที่ยังอินกับการแข่งขันหรือต้องการไอเทมเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กใหม่ ๆ  สามารถช้อปต่อในแคมเปญ Central Cooking Time” ที่มาพร้อมโปรโมชันสุดคุ้ม ลดสูงสุดถึง 50% พร้อมรับคูปองแทนเงินสดและเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 6,500 บาท เมื่อช้อปตามเงื่อนไขที่กำหนด และพิเศษ! ห้างเซ็นทรัล ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Meyer, Tefal, WMF และ Zwilling มอบประสบการณ์ Fine Dining สุดเอ็กซ์คลูซีฟแก่ลูกค้าคนพิเศษในบรรยากาศและบริการที่เต็มไปด้วยความพิเศษแบบเหนือระดับ และใส่ใจในทุกรายละเอียด เฉพาะงานนี้เท่านั้น เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข ตั้งแต่วันนี้ – 26 พ.ค. 68 ที่แผนกบ้าน ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และทุกช่องทางการช้อปปิ้งสุดสะดวกของห้าง ไม่ว่าจะเป็น Central Chat & Shop, Central Personal Shopper On Demand ผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับทุกคน Central App และเว็บไซต์ http://www.central.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง  รวมทั้ง  Facebook Page: Central Department Store

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ของคนรักการทำอาหารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/CentralDepartmentStore

เปิดมุมมอง 4 ผู้นำแห่งอนาคตจาก วปอ.บอ. กับมุมมอง ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ นั้นมากกว่าเรื่องกองทัพ แต่เป็นเรื่องของทุกคน

เปิดมุมมอง 4 ผู้นำแห่งอนาคตจาก วปอ.บอ. กับมุมมอง 'ความมั่นคงแห่งชาติ' นั้นมากกว่าเรื่องกองทัพ แต่เป็นเรื่องของทุกคน

เปิดมุมมอง 4 ผู้นำแห่งอนาคตจาก วปอ.บอ. กับมุมมอง ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ นั้นมากกว่าเรื่องกองทัพ แต่เป็นเรื่องของทุกคน

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.)  วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดย ได้จัดอบรม 2 วิชาสุดเข้มข้น ที่พาทุกคนไปเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ “การรักษาความมั่นคงของชาติ” ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่แค่เรื่องของกองทัพ แต่คือเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน โดยมีคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 2  เข้าร่วมอบรม โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทสำคัญในงานด้านความมั่นคงระดับชาติเป็นผู้ฝึกอบรม ในวิชา “ภารกิจของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)” และ วิชา “ยุทธศาสตร์และการจัดการความมั่นคงของประเทศไทย” บทบาทของ ศอ.บต. และแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่หัวใจของความมั่นคง คือ การพัฒนาอย่างเข้าใจ 

โดยในวิชา “ภารกิจของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)”  ได้พาไปเจาะลึกถึงบทบาทของ ศอ.บต. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลและบริหารจัดการความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยได้อธิบายถึงแนวทางการบริหารจัดการปัญหาในพื้นที่ ที่ไม่ได้เน้นแค่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ แต่ยังครอบคลุมทุกมิติทั้งมุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ พร้อมวิเคราะห์บทบาทของ ศอ.บต. ในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความมั่นคงและก้าวไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน 

• ความมั่นคงยุคใหม่ ต้องคิดไกลกว่าความปลอดภัย

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 2 ให้ความเห็นว่า จากการที่ได้ศึกษาและได้รู้จักกับ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งเป็นกรอบหลักในการบริหารจัดการความมั่นคง ป้องกันภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นั้นสามารถทำให้เห็นถึงรายละเอียดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความมั่นคง เช่น พ.ร.บ. สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 และแนวทางรับมือภัยคุกคามความมั่นคงยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงทางอธิปไตย แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศ ล้วนกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น ดังนั้นเราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติ

• เมื่อภัยคุกคามและความมั่นคงยุคใหม่ต้องการมากกว่ากำลังทหาร

ด้านนาวาเอก ธนเดช จิตตร์ประวัติ รองผู้อำนวยการ กองวิชาเสนาธิการร่วม วิทยาลัยเสนาธิการทหาร นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 2 กล่าวเพิ่มเติมว่า ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงแค่การรักษาอธิปไตย พรมแดน หรือการใช้กำลังทหาร แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทุกมิติต้องมั่นคงไปพร้อมกัน รวมทั้งทำให้รับทราบถึงภัยคุกคามยุคใหม่ซับซ้อนกว่าที่เคย จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกและเทคโนโลยียุคใหม่นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ เช่น สงครามเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ การรับมือกับภัยเหล่านี้ต้องมีกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่สามารถรับมือกับทุกความท้าทาย และแนวทางขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และการเตรียมพร้อมของทุกภาคส่วน และความมั่นคงของชาติจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะมีกองทัพที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีนโยบายที่แข็งแกร่ง การพัฒนาที่สมดุล ทุกภาคส่วนเข้าใจและพร้อมให้ความร่วมมือ

• เข้าใจเพื่อพัฒนา สู่สันติภาพที่ยั่งยืน บทเรียนจากผู้นำรุ่นใหม่เพื่อความมั่นคงของประเทศ

ในมุมมองของ นายต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 กล่าวถึงแนวทางการสร้างสันติสุขในพื้นที่ว่า ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การใช้กฎหมายหรือมาตรการด้านความปลอดภัย แต่ต้องพัฒนา “ด้วยความเข้าใจ” อย่างแท้จริงในบริบทของปัญหา ความต้องการ และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ และกลยุทธ์บริหารที่ดีต้องเข้าใจความหลากหลายของผู้คน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างวัฒนธรรมแห่งความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งทุกเชื้อชาติและศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

“ความสำเร็จในเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม หรือแม้แต่องค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการ “สร้างความไว้วางใจ” ซึ่งถือเป็นรากฐานของสันติสุขอย่างแท้จริง โดยรัฐต้องแสดงออกถึงความจริงใจในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ ให้ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อลดช่องว่าง และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือ”

• เข้าใจโครงสร้างความมั่นคงอย่างรอบด้าน สู่การเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือทุกความท้าทาย

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 2 กล่าวว่า  การเรียนในหลักสูตรนี้ทำให้เข้าใจกลไกความมั่นคงของชาติอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ผ่านประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และการถ่ายทอดความรู้จากการทำงานภาคสนาม โดยมีจุดเด่นที่สำคัญคือ 

• เข้าใจเรื่องความมั่นคงของชาติแบบรอบด้าน ว่าไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมืองหรือเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัย แต่ครอบคลุมทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก 

• ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเสียงจริง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับแถวหน้าของประเทศที่เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและมีประสบการณ์ทำงานจริง

• พัฒนาทักษะผู้นำและการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ฝึกแนวคิดการบริหารเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างวิสัยทัศน์ของผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชน สังคม และประเทศ พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

• ก้าวทันสถานการณ์โลก รู้ทันภัยคุกคามยุคใหม่ เข้าใจความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ที่ล้วนเชื่อมโยงถึงกัน พร้อมเรียนรู้แนวทางรับมือ 

• เข้าใจบทบาทหน่วยงานภาครัฐ เข้าใจบทบาทหน่วยงานภาครัฐในการบริหารความมั่นคงของชาติและความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วน เพื่อทำงานร่วมกันในอนาคต

• เสริมสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรและสังคม นำความรู้และแนวทางปฏิบัติไปใช้ได้จริง
ในการสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร ชุมชน และประเทศ พร้อมรับมือทุกภัยคุกคามในโลกยุคปัจจุบัน

-(016)

เอ็ม แรป ยกทัพสินค้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025 ชวนพิสูจน์คุณภาพ

เอ็ม แรป ยกทัพสินค้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025 ชวนพิสูจน์คุณภาพ

เอ็ม แรป ยกทัพสินค้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025 ชวนพิสูจน์คุณภาพ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

กมลชนก จงเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MMP Corporation Ltd.) บริษัทผู้ผลิตฟิล์มยืดถนอมอาหารชั้นนำของไทย ภายใต้แบรนด์ “เอ็ม แรป” พร้อมด้วย ชัยวัฒน์  อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการบริษัท และ คุณเอนก จงเสถียร ประธานกรรมการบริหาร ยกทัพสินค้ามาแสดงมากมายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025  พร้อมกิจกรรมเกมส์การแข่งขันแพ็คผลไม้ เพื่อให้ผู้ชมงานได้เข้าร่วมสนุก และพิสูจน์คุณภาพของฟิล์มยืดถนอมอาหารที่สามารถยืดได้ดี เหนียว และใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจอาหาร ที่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพ Food Grade และความรวดเร็ว 

กมลชนก จงเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงก้าวสำคัญของแบรนด์ เอ็ม แรป ในปีนี้ว่า ‘เรามุ่งมั่นเดินหน้าปรับภาพลักษณ์ และโครงสร้างผลิตภัณฑ์ โดยรวมทุกสินค้า ภายใต้ชื่อแบรนด์เดียว “เอ็ม แรป” ทั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้ที่ชัดเจนในตลาด และสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทย นับเป็นก้าวสำคัญของเอ็ม แรป ในการเสริมความแข็งแกร่ง จากความสำเร็จในตลาดฟิล์มยืดถนอมอาหาร สู่การพัฒนาให้ครอบคลุมทุกความต้องการในครัวเรือนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงมือพลาสติก ถุงซิปล็อค ฟอยล์ห่ออาหาร ถุงใส่อาหาร และถุงหูหิ้ว โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัย (Food Grade) และความสะดวกในการใช้งานจริง ภายใต้แนวคิด “โซลูชันบรรจุภัณฑ์อาหารครบวงจร”  

‘มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านที่ต้องการถนอมวัตถุดิบ วัยทำงานที่มองหาความสะดวกสบายในการเตรียมอาหาร ไปจนถึงผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใส่ใจคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารทุกจานที่เสิร์ฟ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าขยายศักยภาพในการเป็นแบรนด์ที่ “มากกว่าผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์” แต่เป็นผู้ช่วยที่เข้าใจ และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ตอกย้ำจุดยืนของเอ็มแรปในฐานะผู้นำตลาดที่ไม่หยุดพัฒนา’ คุณกมลชนก กล่าวทิ้งท้าย 

ทั้งนี้ M Wrap® Real Bio 100% Compostable Food Film คว้ารางวัล tasteInnovation Show Winners ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025  เป็น 1 ใน 10 ที่ได้รับการคัดเลือกจากผลิตภัณฑ์กว่า 800 รายการ ด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย พิจารณาจากความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงด้านความยั่งยืน (sustainability) เป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม  M Wrap® Real Bio โดดเด่นในฐานะฟิล์มถนอมอาหารที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพ 100% ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม 

เยี่ยมชมได้ที่บูธเอ็ม แรป 1-VV59 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี  ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2568 พร้อมรับชม Cooking Show จากเชฟดังพร้อมเสิร์ฟให้ชิมฟรี 

วันที่ 30 พ.ค. 68  

1. ครูน้ำตาล Takumi kitchen ซูชิเงินล้าน รังสรรค์ เมนูแคลิฟอร์เนียโรล 

2. เชฟอิน จากร้านครัวบ้านอิน รังสรรค์ เมนู Signatureจานเด็ด ปลาเก๋ากับยำมะม่วงเบาน้ำกะทิปักษ์ใต้ 

3. เชฟบูม THE NEXT IRON CHEF SS2 รังสรรค์ เมนูสันในพันเบคอนกับมันบดและบราวน์ซอส 

วันที่ 31 พ.ค. 68 Cooking Show

1. เชฟอ๊อตโต้ Top Chef Thailand รังสรรค์ 2 เมนูแรป&โรล  

– เมนูแกงเผ็ดสันในไก่ม้วนไส้ผักโขม สับปะรด มะม่วง 

– เมนูตะโก้ข้าวโพดทอดกรอบซอสครีมทรัฟเฟิล 

ชวนช้อปของดีเมืองนนท์ ในงาน ‘Best & Green of Non 2025’ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ชวนช้อปของดีเมืองนนท์ ในงาน ‘Best & Green of Non 2025’ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ชวนช้อปของดีเมืองนนท์ ในงาน ‘Best & Green of Non 2025’ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นำทัพส่วนราชการ-เอกชน ร่วมจัดมหกรรมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ครั้งใหญ่ “Best & Green of Non 2025” ตอกย้ำความเป็นเมืองน่าอยู่ “นนทบุรี Livable City”  มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าสูงในภาคเศรษฐกิจ (High Value Economy Creation) สร้างสิ่งแวดล้อมของเมืองที่เติบโตอย่างยั่งยืน (Environment Sustainable Growth)  สู่การเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ นำสินค้าและบริการที่เป็น The Best มานำเสนอต่อผู้บริโภค มากกว่า 300 รายการ ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 ณ อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพฯ

ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เผยว่า  “การจัดงานครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของการจัดงานที่ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน ไม่เพียงแต่การจัดงานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับจังหวัด แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการในจังหวัดนนทบุรี ที่ได้มีพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสร้างสรรค์ ผนวกกับการใช้ประโยชน์จาก AI ให้ทันสมัยตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ยังคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการจัดงานครั้งนี้เราได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ TGO ตรวจประเมินการใช้ทรัพยากรในการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การใช้พลังงานของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการที่มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า เรียกได้ว่าเป็นอีเวนท์ประหยัดพลังงาน (Sustainable Event) อย่างในวันนี้ผมพร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน ร่วม 30 ท่าน เดินทางมาร่วมงานด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพู จากศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ถึงศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัดพลังงาน ลดการสร้างมลภาวะ”

การจัดงานครั้งนี้โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนนทบุรีเป็นแม่งาน ขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ และเอกชน ภายใต้แนวคิดของกิจกรรมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยมุ่งลดผลกระทบเชิงลบให้น้อยที่สุด และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้มากที่สุด โชว์ศักยภาพความเป็นเมืองนนทบุรี ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่  มุ่งส่งเสริมสินค้าคุณภาพดี ผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการ จากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า SDG+ สินค้าจากชุมชน กลุ่มเกษตร อุตสาหกรรม บริการจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยวและสุขภาพ ตลอดจนนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ 

ด้านนายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า “ภายในงาน นอกจากจะพบกับสินค้าและบริการจากจังหวัดนนทบุรีแบบครบวงจรแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ บนเวทีกลาง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงทางด้านศิลปวัฒนธรรม ทอล์คโชว์ Steaming Live โดย Influencer ชื่อดัง เปิดช่วงนาทีทอง Shopping Online ผ่าน Facebook Fan page ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี กิจกรรมส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก ถาม มากมาย งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม ถ่ายรูป เช็คอิน ช้อปปิ้งทั้ง Online และ Onsite ณ อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เวลา ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. เปิดให้ประชาชนได้ชมคอนเสิร์ต เวลา 16.30 น. ฟรีทุกวัน”

การผนึกกำลังของภาคราชการ และเอกชนของจังหวัดนนทบุรีครั้งนี้ หวังให้เศรษฐกิจของจังหวัดเติบโต มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น คาดการณ์จะเกิดมูลค่าทางการค้าได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

-(016)

‘ศุภชัย’ นำสภาฯ ร่วมมือ Western Sydney University ยกระดับธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยไทย

‘ศุภชัย’ นำสภาฯ ร่วมมือ Western Sydney University ยกระดับธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยไทย

‘ศุภชัย’ นำสภาฯ ร่วมมือ Western Sydney University ยกระดับธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยไทย

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. นำคณะผู้แทนกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมหลักสูตร “ส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูง” เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร Western Sydney University (WSU)  เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมธรรมาภิบาล รวมถึง การสร้างกรอบแนวคิดหรือแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันต่างๆ นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ที่ Western Sydney University (WSU) ประเทศออสเตรเลีย

นายศุภชัย กล่าวว่า การพัฒนากรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการที่ดี ต้องมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัยไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการบริการสังคมของสถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 

ผู้ช่วย รมว.อว. กล่าวต่อว่า การได้มีโอกาสนำกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษามาแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยของ WSU ในครั้งนี้ จึงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจาก WSU มีผลการจัดอันดับที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านผลกระทบต่อสังคมและความยั่งยืน โดย THE Impact Rankings ได้จัดอันดับให้ WSU เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ถึง 3  ปีซ้อน (ปี 2022, 2023, 2024) ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการบูรณาการ SDGs เข้ากับการสอน การวิจัย การเผยแพร่ และการบริหารจัดการ ซึ่ง WSU มุ่งมั่นอย่างมากต่อการพัฒนาความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2023 ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้ว และ Climate Positive ภายในปี 2029  นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีการนำ “Living Labs” มาใช้อำนวยความสะดวกในวิทยาเขต เพื่อสาธิตโอกาสใหม่ๆ เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า การดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ และการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงการลงทุนในอาคารที่ได้รับการรับรอง Green Star และการใช้พลังงานหมุนเวียน 

ด้าน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า WSU ได้ให้ข้อมูลถึงมาตรฐานและคุณภาพของหลักสูตรซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐบาลออสเตรเลียที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศออสเตรเลียที่ชื่อว่า Tertiary Education Quality and Standards Agency (TEQSA) นอกจากนี้ WSU ยังได้นำเสนอระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยในมิติต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในการพัฒนาและส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการโดยใช้นวัตกรรมเป็นฐาน ขณะเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยยังได้ทำงานร่วมกับผู้นำธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของนายจ้างและงานในอนาคต โดยมีแนวคิด “co-created learning” ที่มองว่าพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์การศึกษาอีกด้วย

ทั้งนี้ การนำคณะผู้แทนกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมหลักสูตร “ส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูง” เดินทางไปประชุมหารือและแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยชั้นนำของออสเตรเลียในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมธรรมาภิบาล รวมถึง การสร้างกรอบแนวคิดหรือแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันต่างๆ นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง โดยมีมหาวิทยาลัยที่เดินทางไปเยือนเพื่อร่วมประชุมหารือฯ ได้แก่ WSU  Macquarie University และ University of Technology Sydney (UTS)

-(016)

พระปรีชาสามารถ ‘เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์’ ทรงนำนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็ง ตำรับแรกของไทย

พระปรีชาสามารถ ‘เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์’ ทรงนำนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็ง ตำรับแรกของไทย

พระปรีชาสามารถ ‘เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์’ ทรงนำนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็ง ตำรับแรกของไทย

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงนำนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็ง “ทราสทูซูแมบ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยไม่ใช้การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นับเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกของประเทศไทย โดยนักวิจัยไทย      เพื่อคนไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข แล้ว เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ในชื่อ “HERDARA”

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มะเร็งมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในคนไทย และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยารักษามีราคาแพง เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลต่อปัญหาสุขอนามัยของประชาชน ทรงมุ่งมั่นและทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศไทยมาโดยตลอด ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของประชาชนในการเข้าถึงยาชีววัตถุที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค เพราะมีราคาสูงมาก โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็ง จึงทรงริเริ่มและทรงวางรากฐานการพัฒนายาชีววัตถุภายในประเทศ ภายใต้โครงการ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” โดยโปรดให้นักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ระดมสมองในการคิดค้นและพัฒนายาชีววัตถุที่ได้มาตรฐานทัดเทียมสากล และสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านยาชีววัตถุแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางยา และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อีกทางหนึ่งด้วย

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเพียรพยายามเพื่อการพัฒนายาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทรงมีพระปณิธานที่จะทำวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุเพื่อสร้างนวัตกรรม โดยไม่อาศัยการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่ทรงสร้างขึ้นนี้ จะเป็นฐานในการพัฒนายาชีวัตถุใหม่ได้หลากหลายชนิดต่อไปในอนาคต ซึ่งจะเป็นคุณูปการต่อประเทศโดยรวม

ยาชีววัตถุตัวแรกของไทย โดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงประกาศความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นยาชีววัตถุตัวแรกของไทย

ยาเพื่อประชาชน คุณภาพสูง ในราคาที่เข้าถึงได้

จากความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข สำหรับการรักษาโรคมะเร็ง แบบมุ่งเป้า ซึ่งสามารถทำให้คนไทยเข้าถึงยารักษามะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นยาที่ผลิตในประเทศ สมดั่งพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างบุคลากรในการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ยกระดับคุณภาพชีวิต และให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง