รัฐบาลทรัมป์ สั่งสถานทูตทั่วโลกระงับการนัดหมายวีซ่านักเรียน

รัฐบาลทรัมป์ สั่งสถานทูตทั่วโลกระงับการนัดหมายวีซ่านักเรียน

28 พ.ค. 2568 11:55 น.

รัฐบาลทรัมป์ สั่งสถานทูตทั่วโลกระงับการนัดหมายวีซ่านักเรียน

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้สั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกระงับการนัดหมายสำหรับวีซ่านักเรียน เนื่องจากเตรียมขยายการตรวจสอบผู้สมัครวีซ่าทางโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้สั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกระงับการนัดหมายสำหรับวีซ่านักเรียน เนื่องจากเตรียมขยายการตรวจสอบผู้สมัครวีซ่าทางโซเชียลมีเดีย โดยในสำเนาบันทึกความจำที่ส่งไปยังเจ้าหน้าที่ทางการทูต นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าการระงับชั่วคราวนี้จะดำเนินต่อไป จนกว่าจะมีการออกแนวทางเพิ่มเติม

ข้อความดังกล่าวระบุว่า การตรวจสอบทางโซเชียลมีเดียจะเข้มงวดมากขึ้นสำหรับวีซ่านักเรียนและวีซ่าแลกเปลี่ยน ซึ่งจะ “ส่งผลกระทบอย่างมาก” ต่อสถานทูตและสถานกงสุล

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่งของสหรัฐฯ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีแนวคิดซ้ายจัดเกินไป เขากล่าวว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งได้เปิดโอกาสให้เกิดการต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัยและยึดมั่นในนโยบายการรับสมัครที่เลือกปฏิบัติ

บันทึกความจำของกระทรวงการต่างประเทศ สั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ยกเลิกการนัดหมายที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดออกจากปฏิทินสำหรับนักศึกษาที่ต้องการขอวีซ่า แต่ระบุว่าผู้ที่มีการนัดหมายไว้แล้วสามารถดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่ากระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการ “ขยายขอบเขตการคัดกรองและคัดกรองทางโซเชียลมีเดียที่จำเป็น” ซึ่งบังคับใช้กับใบสมัครวีซ่านักเรียนทั้งหมด

นักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาในสหรัฐฯ มักจะต้องนัดสัมภาษณ์ที่สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศบ้านเกิดก่อนจะได้รับการอนุมัติ ขณะที่สถาบันการศึกษาหลายแห่งต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจากนักเรียนต่างชาติจำนวนมาก เนื่องจากมักต้องจ่ายค่าเล่าเรียนที่สูงกว่า

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน แทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับกระบวนการคัดกรองผู้ที่เข้ามาในประเทศอย่างจริงจัง และเราจะดำเนินการต่อไป”

รัฐบาลทรัมป์ได้อายัดเงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยหลายแห่งจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ และดำเนินการเนรเทศนักเรียนออกไป ขณะเดียวกันก็เพิกถอนวีซ่าของนักศึกษาหลายพันคน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการหลายอย่างถูกศาลสั่งระงับ

ทำเนียบขาวกล่าวหามหาวิทยาลัยบางแห่งในสหรัฐฯ ว่าปล่อยให้การรณรงค์ต่อต้านชาวยิวเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยหลายแห่งกล่าวหาว่ารัฐบาลทรัมป์พยายามละเมิดสิทธิเสรีภาพในการพูด

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นสถาบันการศึกษาที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้เพิกถอนอำนาจของฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติหรือรับนักวิจัยต่างชาติ ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งระงับนโยบายดังกล่าว

ทั้งนี้ หากมาตรการนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษามากกว่าหนึ่งในสี่เป็นชาวต่างชาติ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผู้โดยสารจับนกพิราบ บินเข้าห้องโดยสารเดลต้าแอร์ไลน์

ผู้โดยสารจับนกพิราบ บินเข้าห้องโดยสารเดลต้าแอร์ไลน์

28 พ.ค. 2568 11:05 น.

ผู้โดยสารจับนกพิราบ บินเข้าห้องโดยสารเดลต้าแอร์ไลน์

เที่ยวบินจากเมืองมินนิอาโปลิส ไปยังเมืองเมดิสัน ในรัฐวิสคอนซินของสหรัฐฯ ต้องเผชิญความล่าช้า หลังจากนกสองตัวพยายามแอบขึ้นเครื่องบินของสายการบินเดลต้าแอร์ไลน์

เที่ยวบินจากเมืองมินนิอาโปลิส ไปยังเมืองเมดิสัน ในรัฐวิสคอนซินของสหรัฐฯ ต้องเผชิญความล่าช้า หลังจากนกพิราบป่าสองตัวแอบบินขึ้นในเที่ยวบิน 2348 ของสายการบินเดลต้าแอร์ไลน์ พร้อมด้วยผู้โดยสาร 119 คนและลูกเรืออีก 5 คน

ทอม คอว์ หนึ่งในผู้โดยสารกล่าว่า “มันแปลกมาก เมื่อผมขึ้นเครื่องบิน ผมได้ยินผู้โดยสารคนหนึ่งบอกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินว่าเธอคิดว่ามีนกพิราบอยู่บนเครื่องบิน ผมมองไปที่เธอแล้วคิดว่า ‘เธอกำลังพูดถึงอะไร'” แต่หลังจากที่เขารัดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ เขาก็ได้ยินเสียงโกลาหลที่ด้านหน้าที่นั่งของเขาสองสามแถว

คอว์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระได้รับเรียกให้ขึ้นเครื่องเพื่อนำนกตัวนั้นออก และนักบินก็เปิดระบบอินเตอร์คอมเพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่ามี “สถานการณ์สัตว์ป่าบนเครื่องบิน” 

หลังจากเครื่องบินออกจากประตูขึ้นเครื่องและเตรียมที่จะขึ้นบิน นกอีกตัวก็โผล่ออกมา คอว์กล่าวว่า “มันกำลังเดินอวดโฉมไปตามทางเดิน” ก่อนที่มีคนจะพยายามคว้ามัน ซึ่งทำให้เจ้านกตัวนั้นบินทะลุห้องโดยสารไป

วิดีโอที่คอว์ถ่ายได้แสดงให้เห็นนกตัวนั้นบินอยู่ ขณะที่ผู้โดยสารคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปและพยายามจับนกตัวนั้นโดยใช้เสื้อแจ็คเก็ต ขณะที่ผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งกรีดร้อง หลังจากพยายามจับไม่สำเร็จ นกตัวนั้นก็ตกลงไปอยู่ที่ด้านหลังของเครื่องบิน

นักบินขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินเพื่อกลับไปที่ประตูขึ้นเครื่อง ตามเสียงที่บันทึกโดยเว็บไซต์ LiveATC.net เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศถามว่า “พวกคุณต้องการความช่วยเหลือ หรือว่าพวกคุณยังสบายดี”  “มีนกพิราบอยู่บนเครื่องบินและมันไม่ยอมไปไหน เป็นครั้งแรกสำหรับผม โอ้พระเจ้า นั่นมันบ้าไปแล้ว”

หลังจากเครื่องบินกลับไปที่ประตูขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระอีกคนก็ถูกขอให้ขึ้นเครื่องและสามารถนำนกตัวนั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย 

เดลต้าระบุในแถลงการณ์ว่า “ขอขอบคุณพนักงานและลูกค้าที่ให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการเอานกสองตัวออกจากเครื่องบินอย่างปลอดภัยก่อนออกเดินทาง เราขออภัยต่อลูกค้าสำหรับความล่าช้าในการเดินทาง” เที่ยวบินดังกล่าวมาถึงเมืองเมดิสันช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

บึ้มสนั่นโตเกียว ถังแก๊สระเบิดในสถานที่ก่อสร้าง บาดเจ็บ 10 ราย บ้านเรือนพังเสียหาย 40 หลัง

บึ้มสนั่นโตเกียว ถังแก๊สระเบิดในสถานที่ก่อสร้าง บาดเจ็บ 10 ราย บ้านเรือนพังเสียหาย 40 หลัง

28 พ.ค. 2568 10:18 น.

บึ้มสนั่นโตเกียว ถังแก๊สระเบิดในสถานที่ก่อสร้าง บาดเจ็บ 10 ราย บ้านเรือนพังเสียหาย 40 หลัง

ระเบิดสนั่นกลางเขตก่อสร้างคอนโดฯ ในกรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย อาคารโดยรอบเสียหายเกือบ 40 หลัง เจ้าหน้าที่พบถังแก๊สอะเซทิลีน ฝังอยู่ใต้ดิน คาดเป็นต้นตอเหตุระเบิด


วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว NHK รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงบริเวณเขตก่อสร้างคอนโดมิเนียม ในย่านฮิงาชิคาไซ เขตเอโดะกาวะ ในกรุงโตเกียว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นคนงานก่อสร้างและชาวบ้านในพื้นที่ อายุระหว่าง 20-70 ปี บางรายมีอาการเจ็บหูและแสบคอจากแรงอัดและกลิ่นควัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีอาคารบ้านเรือน ร้านค้า รวมถึงรถบรรทุกในพื้นที่ ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดและเพลิงไหม้

แรงระเบิดทำให้กระจกและกำแพงของร้านสะดวกซื้อใกล้เคียงแตกกระจาย รวมถึงบ้านเรือนและอาคารพาณิชย์ในรัศมี 100 เมตร ได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวม 38 หลัง โดยแรงระเบิดยังทำให้รถบรรทุกภายในไซต์ก่อสร้างเกิดไฟลุกไหม้เสียหายทั้งหมด

รายงานข่าวระบุว่า พื้นที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟคะไซ บนสายโตเกียว เมโทร โตไซ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมและบ้านเรือน เบื้องต้นทางการได้ร้องขอให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียง อพยพออกจากพื้นที่ ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าที่พักในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ทางด้านสำนักงานดับเพลิงกรุงโตเกียว เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดในเวลาประมาณ 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และต้องระดมรถดับเพลิงกว่า 30 คัน เข้าควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง โดยใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมไฟได้

รายงานข่าวระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบ ถังแก๊สอะเซทิลีน ซึ่งเป็นแก๊สที่ติดไฟง่าย ใช้ในการเชื่อมโลหะ ถูกฝังอยู่ใต้ดินในจุดที่เกิดเหตุ และมีร่องรอยความเสียหายอย่างชัดเจน เชื่อว่าในช่วงที่มีการตอกเสาเข็มลงดินเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ อาจไปกระทบหรือทำให้แก๊สรั่วไหลจนเกิดการระเบิดและไฟลุกลามขึ้น

จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนว่าเหตุใดถังแก๊สจึงถูกฝังอยู่ใต้ดิน และเป็นของใคร เนื่องจากไม่มีการระบุไว้ในแผนผังหรือรายงานก่อนหน้า โดยอาจเป็นถังเก่าที่ถูกทิ้งหรือฝังไว้โดยไม่ได้มาตรฐาน หรือเป็นความผิดพลาดในการจัดการวัสดุอันตราย ฝังเพื่อซ่อนถังไว้ใต้ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ในขณะที่หลายฝ่ายจับตามองว่าอาจสะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบความปลอดภัยของไซต์ก่อสร้างใจกลางเมืองหลวงของญี่ปุ่น. 

ที่มา NHK

ภาพ แฟ้มภาพ

สุดมึน สหรัฐฯ สั่งยกเลิกคำแนะนำฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กสุขภาพดี-หญิงตั้งครรภ์ ชี้ไม่มีความจำเป็น

สุดมึน สหรัฐฯ สั่งยกเลิกคำแนะนำฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กสุขภาพดี-หญิงตั้งครรภ์  ชี้ไม่มีความจำเป็น

28 พ.ค. 2568 09:38 น.

สุดมึน สหรัฐฯ สั่งยกเลิกคำแนะนำฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กสุขภาพดี-หญิงตั้งครรภ์ ชี้ไม่มีความจำเป็น

โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขฯ สหรัฐฯ ประกาศถอดวัคซีนโควิด-19 ออกจากตารางวัคซีนแนะนำสำหรับเด็กสุขภาพดีและหญิงตั้งครรภ์ โดยอ้างว่าไม่มีความจำเป็นต้องฉีด และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ชัดเจน ขณะที่แพทย์เตือนอาจทำให้ผู้มีความเสี่ยงสูงสองกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงวัคซีน

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศในคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียว่า วัคซีนโควิด-19 จะไม่ถูกรวมอยู่ในตารางวัคซีนแนะนำของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐฯ หรือ CDC (US Centers for Disease Control) สำหรับ กลุ่ม “เด็กที่มีสุขภาพดี” และ “หญิงตั้งครรภ์” อีกต่อไป

นายเคนเนดีระบุว่า การแนะนำวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุนเพียงพอ โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นซ้ำหลายครั้งให้กับเด็กในปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเลย สำหรับกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรง

พร้อมกันนี้เขาเน้นว่าเป้าหมายของนโยบายนี้ไม่ใช่การ ห้ามฉีดวัคซีนแต่ต้องการให้ประชาชนมีสิทธิเลือกอย่างมีข้อมูลครบถ้วน โดยระบุว่าเขาไม่เคยพูดว่าจะเอาวัคซีนออกไปจากมือประชาชน แต่แค่อยากให้มีวิทยาศาสตร์ที่ดี เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในเว็บไซต์ของ CDC ยังไม่ได้ปรับข้อมูลตามการประกาศในทันที แต่คำพูดของนายเคนเนดี จูเนียร์ ได้สร้างความตกตะลึงในวงการสาธารณสุข เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ข้ามขั้นตอนของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนโดยตรง ซึ่งจะทำให้ประกันสุขภาพอาจไม่ครอบคลุมวัคซีนโควิด-19 สำหรับกลุ่มเด็กและหญิงตั้งครรภ์ โดยโครงการวัคซีนฟรีของรัฐ อาทิ วัคซีนสำหรับเด็ก (Vaccines for Children -VFC) อาจไม่สามารถให้วัคซีนโควิดได้อีกต่อไป

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนและสาธารณสุขหลายรายออกมา วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า คำประกาศของนายเคนเนดีก็ไม่มีข้อมูลวิจัยใหม่มาสนับสนุน และเป็นการข้ามขั้นตอนการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งตามระบบปกติจะต้องประเมินข้อมูลทางคลินิกก่อนให้คำแนะนำ

โดยนายแพทย์สตีเวน ฟลิชแมน ประธานสมาคมสูตินรีแพทย์แห่งอเมริกา ระบุว่า จนถึงปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ยังไม่เปลี่ยน การติดโควิดระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลร้ายแรงต่อแม่และลูก ขณะที่วัคซีนโควิดช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน และปลอดภัยในการใช้กับหญิงตั้งครรภ์ โดยวัคซีนโควิด-19 ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตและเข้ารักษาในโรงพยาบาลสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ส่วนทารกแรกเกิดที่แม่ได้รับวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์ มีภูมิคุ้มกันป้องกันโควิดในช่วง 6 เดือนแรก ได้สูงกว่ากลุ่มที่แม่ไม่ได้ฉีดวัคซีน นอกจากนี้งานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า วัคซีนมีความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และเด็ก.

ที่มา CNN

ไวรัลทั่วโซเชียล สองแม่ชีบราซิลโชว์บีทบ็อกซ์-แดนซ์สุดมันส์กลางรายการทีวีคาทอลิก

ไวรัลทั่วโซเชียล สองแม่ชีบราซิลโชว์บีทบ็อกซ์-แดนซ์สุดมันส์กลางรายการทีวีคาทอลิก

28 พ.ค. 2568 09:27 น.

ไวรัลทั่วโซเชียล สองแม่ชีบราซิลโชว์บีทบ็อกซ์-แดนซ์สุดมันส์กลางรายการทีวีคาทอลิก

สองแม่ชีชาวบราซิลกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ หลังโชว์สกิลบีทบ็อกซ์และแดนซ์สุดเซอร์ไพรส์กลางรายการโทรทัศน์คาทอลิก เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมทั้งในและนอกประเทศ

ซิสเตอร์มารีเซเล คัสเซียโน และ ซิสเตอร์มารีซา เด เปาลา สมาชิกของคณะนักบวชหญิง Copiosa Redenção กลายเป็นคนดังในโลกโซเชียล หลังทั้งคู่ไปออกรายการ Família de Amor ซึ่งออกอากาศทางช่องโทรทัศน์คาทอลิก Pai Eterno โดยในรระหว่างพูดคุยเกี่ยวกับค่ายฝึกจิตภาวนา ทั้งคู่ก็ทำให้ผู้ชมอ้าปากค้าง เมื่อเริ่มโชว์ร้องเพลงประกอบบีทบ็อกซ์พร้อมลีลาแดนซ์แบบจัดเต็ม

ไม่เพียงเท่านั้น พิธีกรประจำรายการ สังฆานุกรโจวานี บาสโตส ยังลุกขึ้นมาร่วมแดนซ์กับซิสเตอร์มารีซา สร้างบรรยากาศสนุกสนานเกินคาดในรายการที่เกี่ยวกับศาสนา

ซิสเตอร์มารีเซเลเปิดใจกับสำนักข่าวเอพีว่า โมเมนต์นั้นเกิดขึ้นแบบธรรมชาติมาก เพราะซิสเตอร์มารีซา ถ้าได้ยินจังหวะเมื่อไหร่ เธอจะลุกขึ้นมาเต้นทันที ส่วนตัวเธอเองก็ชอบร้องเพลง ชอบบีทบ็อกซ์ เลยเข้าขากันง่ายมาก มันเป็นอะไรที่เรียบง่าย ธรรมชาติ และเธอก็ไม่คาดคิดเลยว่าจะกลายเป็นไวรัลขนาดนี้ แม้แต่ในต่างประเทศ

แม่ชีทั้งสองยังเล่าด้วยว่า พวกเธอทำงานร่วมกับเยาวชนที่กำลังเผชิญปัญหายาเสพติด โดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและเยียวยาใจ การทำบีทบ็อกซ์ การเต้น และบทเพลง เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเข้าถึงหัวใจของคนที่เราทำงานด้วย ซึ่งมันได้ผลจริงๆ 

หลังคลิปการแสดงสุดสนุกนี้ถูกแชร์ออกไปในโซเชียลมีเดีย ยอดผู้ชมก็พุ่งสูงนับล้านทั้งในบราซิลและต่างประเทศ โดยแม้ซิสเตอร์มารีซาจะไม่มีบัญชีอินสตาแกรม แต่ซิสเตอร์มารีเซเลก็มียอดผู้ติดตามทะลุ 100,000 คน ภายในเวลาไม่นานหลังโชว์บีทบ็อกซ์กลายเป็นไวรัล.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แม่ชี

ทรัมป์อภัยโทษอดีตเจ้าหน้าที่ผู้มีความผิดในคดีฉ้อโกง-รับสินบน

ทรัมป์อภัยโทษอดีตเจ้าหน้าที่ผู้มีความผิดในคดีฉ้อโกง-รับสินบน

28 พ.ค. 2568 06:03 น.

ทรัมป์อภัยโทษอดีตเจ้าหน้าที่ผู้มีความผิดในคดีฉ้อโกง-รับสินบน

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งอภัยโทษให้แก่อดีตนายอำเภอเขตในรัฐเวอร์จิเนีย ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฉ้อโกง และรับสินบน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2567 นาย สกอตต์ เจนกินส์ อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือนายอำเภอ ประจำเขตคัลเปเปอร์ เคาน์ตี ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ถูกคณะลูกขุนตัดสินให้เขามีความผิดจริงข้อหารับเงินสินบนมากกว่า 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.45 ล้านบาท)

นายเจนกินส์ถูกกล่าวหาว่า เขารับสินบนแลกกับการแต่งตั้งนักธุรกิจหลายคนเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายโดยที่พวกเขาไม่ต้องผ่านการฝึกฝนก่อน โดยอัยการระบุว่า เจนกินส์รับสินบนจากคนทั้งสิ้น 8 คน โดยที่ 2 คนในนี้เป็นเจ้าหน้าที่ FBI นอกเครื่องแบบ

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2568 นายเจนกินส์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายทรัมป์มาอย่างยาวนาน ถูกศาลพิพากษาให้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี โดยเขามีกำหนดเข้ารายงานตัวที่เรือนจำในวันอังคารนี้ แต่ด้วยการอภัยโทษของนายทรัมป์ ทำให้นายเจนกินส์ไม่ต้องเข้าไปนอนในคุกเลยแม้แต่วันเดียว

“นายอำเภอสกอตต์ เจนกินส์ นางแพทริเซีย และครอบครัวของพวกเขา ถูกลากลงนรก” นายทรัมป์ระบุในข้อความที่เขาโพสต์ผ่าน Truth Social และเสริมว่า “เจนกินส์ตกเป็นเหยื่อของกระทรวงยุติธรรมที่คึกเกินเหตุของไบเดน” “เขาเป็นคนวิเศษที่ถูกดำเนินคดีโดยสัตว์ประหลาดฝ่ายซ้าย และถูกทิ้งให้ตาย”

ทั้งนี้ ผู้ที่ติดสินบนนายเจนกินส์ต้องการได้รับตำแหน่งผู้ช่วยรองนายอำเภอ เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่โดนใบสั่งหากทำผิดกฎจราจร และสามารถพกพาอาวุธโดยไม่ต้องขออนุญาต นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าตำแหน่งผู้ช่วยรองนายอำเภอจะเป็นตำแหน่งอาสาสมัคร แต่พวกเขาก็มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเท่ากับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินเดือน

นายทรัมป์อ้างด้วยว่า นายเจนกินส์พยายามเสนอหลักฐานแก้ต่างให้ตัวเองแล้ว แต่ผู้พิพากษาไม่อนุญาต ปิดโอกาสเขา และพิจารณาคดีต่อ

รักษาการอัยการสูงสุดรัฐเวอร์จิเนียกล่าวในตอนนั้นว่า อดีตนายอำเภอผู้นี้ละเมิดคำปฏิญาณตนตอนรับตำแหน่ง และคดีนี้พิสูจน์แล้วว่า เจ้าหน้าที่ผู้ใช้ตำแหน่งของตัวเองในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จะถูกลงโทษ

แต่สุดท้ายนายเจนกินส์ ได้ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวกาซานับพันบุกศูนย์แจกเสบียงชิงอาหาร ทหารอิสราเอลต้องยิงปืนเตือน

ชาวกาซานับพันบุกศูนย์แจกเสบียงชิงอาหาร ทหารอิสราเอลต้องยิงปืนเตือน

28 พ.ค. 2568 05:28 น.

ชาวกาซานับพันบุกศูนย์แจกเสบียงชิงอาหาร ทหารอิสราเอลต้องยิงปืนเตือน

ชาวปาเลสไตน์นับพันคนบุกศูนย์แจกเสบียงในกาซาทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบคัดกรองของอิสราเอล เพื่อแยกประชาชนกับสมาชิกฮามาส

เมื่อวันอังคารที่ 27 พ.ค. 2568 ชาวปาเลสไตน์หลายพันคนบุกเข้าไปยังศูนย์แจกเสบียงของกองทุนมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล จากความกังวลว่า พวกเขาจะไม่ผ่านการตรวจสอบด้วยข้อมูลไบโอเมตริก และวิธีการอื่นๆ ที่อิสราเอลบอกว่าจะใช้

จนถึงช่วงบ่ายวันอังคาร GHF ระบุว่า พวกเขาแจกจ่ายเสบียงไปแล้วประมาณ 8,000 กล่อง ซึ่งเทียบเท่ากับอาหาร 462,000 มื้อ หลังจากอิสราเอลปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่ฉนวนกาซานานเกือบ 3 เดือน

ที่เมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพอิสราเอลโดยสมบูรณ์ มีชาวกาซาหลายพันคนรวมทั้งผู้หญิงและเด็ก เดินทางมารวมตัวกันมุ่งหน้าสู่หนึ่งในศูนย์กระจายความช่วยเหลือเพื่อรับอาหาร

แต่ในคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า ประชาชนจำนวนมากเดินทางฝ่ารั้วที่กั้นเป็นทางเดินเอาไว้ เข้าสู่พื้นที่โล่งขนาดใหญ่ที่กองเสบียงกองสุมกันอยู่ จากนั้นมีภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า รั้วส่วนใหญ่ถูกทำลายด้วยประชาชนที่เบียดเสียดกันเพื่อเข้าไปขออาหาร

ชาวกาซานับพันบุกศูนย์แจกเสบียงชิงอาหาร ทหารอิสราเอลต้องยิงปืนเตือน

อิสราเอลกับกองทุน GHF อ้างว่า กลุ่มฮามาสพยายามขัดขวางไม่ให้ประชาชนไปถึงศูนย์กระจายความช่วยเหลือ

แต่กลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งนายอิสมาอิล อัล-ทาวาบตา ผู้อำนวยการของฮามาสตอบโต้ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้กระบวนการกระจายความช่วยเหลือในวันนี้ล่าช้าและพังทลายลงนั้น คือความสับสนวุ่นวายที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของบริษัทที่อยู่ภายใต้การบริหารของอิสราเอล ในพื้นที่ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเขตกันชน

นายอัล-ทาวาบตาระบุอีกว่า การยึดครองของอิสราเอลทำให้ประชาชนนับพันที่กำลังหิวโหย ภายใต้แรงกดดันของการปิดล้อมและความหิวโหย บุกเข้าไปในศูนย์กระจายความช่วยเหลือ และแย่งอาหาร โดยระหว่างนั้นกองทัพอิสราเอลมีการยิงปืนด้วย

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารของพวกเขายิงปืนเตือนนอกศูนย์กระจายเสบียง เพื่อควบคุมสถานการณ์ ด้านโฆษกสหประชาชาติระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เขาหัวใจสลาย

ทั้งนี้ ในเมืองราฟาห์มีศูนย์แจกเสบียง 2 แห่ง เริ่มทำการในวันอังคาร แต่ดูเหมือนชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งจะกังวลเกี่ยวกับคำเตือนของกลุ่มฮามาส เรื่องการกระบวนการคัดกรองของกองทุน GHF ในพื้นที่กระจายเสบียง ซึ่งจะมีการใช้ระบบชีวภาพไบโอเมตริกด้วย เพื่อคัดแยกประชาชนทั่วไปกับสมาชิกกลุ่มฮามาส

GHF ระบุว่า จำนวนผู้ที่มาขอเสบียงอาหารที่ศูนย์กระจายเสบียงแห่งหนึ่ง มีมากจน ณ จุดหนึ่งในวันอังคาร ทีมงานของพวกเขาต้องถอนตัวเพื่อเปิดทางให้ประชาชนเข้าไปเอาเสบียงอย่างปลอดภัย และแยกย้ายกันกลับไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความสูญเสีย ก่อนที่ปฏิบัติการจะกลับมาเป็นปกติในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

รัฐบาลทรัมป์เตรียมดึงทุนคืนจาก ม.ฮาร์วาร์ดอีก 100 ล้านดอลลาร์

รัฐบาลทรัมป์เตรียมดึงทุนคืนจาก ม.ฮาร์วาร์ดอีก 100 ล้านดอลลาร์

28 พ.ค. 2568 03:32 น.

รัฐบาลทรัมป์เตรียมดึงทุนคืนจาก ม.ฮาร์วาร์ดอีก 100 ล้านดอลลาร์

รัฐบาลทรัมป์เตรียมทบทวนเงินทุนที่มอบให้แก่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดใหม่อีกครั้ง และจะยกเลิกเงินทุนที่พวกเขามองว่า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 พ.ค. 2568 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลาง ทบทวนเรื่องการมอบเงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด เพื่อยุติหรือจัดสรรการใช้งบประมาณใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามนายทรัมป์ที่จะเล่นงานมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ แห่งนี้

สำนักงานบริหารบริการทั่วไป (GSA) หน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ วางแผนจะส่งจดหมายไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอให้พวกเขาระบุสัญญาใดไ ที่ทำไว้กับมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และดูว่าพวกเขาสามารถยกเลิกหรือโยกย้ายเงินทุนไปที่อื่นได้หรือไม่ โดยคาดว่าจะมีการทบทวนสัญญาประมาณ 30 รายการ รวมมูลค่าเงินอุดหนุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร่างจดหมายที่ GSA จะส่ง กล่าวหาฮาร์วาร์ดว่า มีส่วนร่วมในการเลือกปฏิบัติและต่อต้านชาวยิว

ฮาร์วาร์ดยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่พวกเขาระบุบนเว็บไซต์ของตัวเองว่า การวิจัยทางการแพทย์, วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยของพวกเขา ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและหน่วยงานอื่นๆ มาอย่างยาวนาน

ฮาร์วาร์ดเตือนว่า การวิจัยเรื่องโรคมะเร็ง, โรคหัวใจ, โรคติดต่อต่างๆ และโรคอ้วน จะไม่สามารถกระทำต่อไปได้หากปราศจากเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ยกเลิกการให้เงินอุดหนุนฮาร์วาร์ดในทันที แต่จะใช้การทบทวนเงินทุนที่ฮาร์วาร์ดได้รับจากรัฐบาลกลางเพื่อพิจารณาว่า เงินทุนนั้นๆ มีความสำคัญในสายตาของรัฐบาลหรือไม่

GSA จะแนะนำให้แต่ละหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ยกเลิกสัญญาฉบับที่ตัดสินแล้วว่า ไม่ตรงตามมาตรฐานของพวกเขา และพิจารณาย้ายเงินทุนเหล่านั้นไปยังองค์กรอื่นๆ

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดปะทะกันทางการเมือง, กฎหมาย และทางการเงินมาสักพักแล้ว โดยสถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลพยายามตัดเงินทุนที่มอบให้ฮาร์วาร์ด โดยเมื่อเดือนเมษายน ทำเนียบขาวสั่งระงับเงินทุนของรัฐบาลกลาง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยื่นฟ้องร้องต่อศาล

เมื่อสัปดาห์ก่อนรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกเพิ่งคำสั่งถอนสิทธิ์รับนักศึกษาต่างชาติของฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นแหล่งเงินบริจาคและค่าเล่าเรียนที่สำคัญของมหาวิทยาลัย ก่อนจะถูกผู้พิพากษาสั่งระงับคำสั่งชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สุลต่านบรูไนประทับโรงพยาบาลในกัวลาลัมเปอร์ จากอาการอ่อนเพลีย

สุลต่านบรูไนประทับโรงพยาบาลในกัวลาลัมเปอร์ จากอาการอ่อนเพลีย

28 พ.ค. 2568 02:08 น.

สุลต่านบรูไนประทับโรงพยาบาลในกัวลาลัมเปอร์ จากอาการอ่อนเพลีย

สุลต่านแห่งบรูไนเข้าประทับที่โรงพยาบาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากอาการอ่อนเพลีย หลังพระองค์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งประเทศบรูไน เข้าประทับที่โรงพยาบาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ในวันอังคารที่ 27 พ.ค. 2568 โดยสำนักงานนายกรัฐมนตรีบรูไนยืนยันว่า พระองค์สุขภาพแข็งแรงดี เพียงแต่มีอาการอ่อนเพลีย

สุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ พระชนมายุ 78 พรรษา ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งบรูไน เสด็จเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน (ASEAN) โดยในวันอังคารเหล่าผู้นำร่วมประชุมกับนาย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และผู้แทนจากสภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)

“พระองค์รู้สึกเหนื่อย และตัดสินพระทัยที่จะพักผ่อนสัก 2-3 วัน ที่สถาบันโรคหัวใจแห่งชาติ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของประเทศเจ้าภาพ” สำนักงานนายกรัฐมนตรีบรูไนระบุ

ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถูกนักข่าวถามว่า สุลต่านแห่งบรูไนเข้ารับการรักษาอาการประชวรที่โรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งนายอันวาร์ตอบว่า “พระองค์รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย พระองค์จึงไปพักผ่อนที่สถาบันโรคหัวใจแห่งชาติ”

ทั้งนี้ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ เสด็จถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. แต่พระองค์เป็นคนสุดท้ายที่มาถึงศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ (KLCC) ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 46 ในช่วงเช้าวันจันทร์ แต่พระองค์ดูมีสุขภาพแข็งแรง ยิ้มแย้ม และคุยกับผู้นำท่านอื่นเป็นเวลานาน ก่อนจะเข้าศูนย์ประชุมพร้อมกับนายอันวาร์

การประชุมอาเซียนครั้งนี้มีหัวข้อที่จะพูดคุยกันมากมาย ทั้งเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯ, ความขัดแย้งในเมียนมา และการยื่นคำร้องของเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์เลสเต หรือติมอร์ตะวันออก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานสารเคมีจีน ดับแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บนับสิบราย

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานสารเคมีจีน ดับแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บนับสิบราย

27 พ.ค. 2568 23:56 น.

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานสารเคมีจีน ดับแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บนับสิบราย

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานผลิตสารเคมีในภาคตะวันออกของจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ แรงระเบิดรู้สึกได้เป็นวงกว้าง กระจกหน้าต่างอาคารเสียหายหลายแห่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานสารเคมีขนาดใหญ่ของบริษัท “ซานตง โย่วเต้า เคมิคอล” (Shandong Youdao Chemical) ในเมืองเว่ยฟาง มณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 27 พ.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บ 19 ราย และมีผู้สูญหายอีก 6 คน

โรงงานแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเคมี “เกามี่ เหรินเหอ” (Gaomi Renhe) เป็นโรงงานผลิตองค์ประกอบเคมีสำหรับใช้ในยาฆ่าแมลงและเภสัชกรรม มีพื้นที่ประมาณ 116 เอเคอร์ และมีลูกจ้างมากกว่า 300 คน

คลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแสดงให้เห็นกลุ่มควันสีส้มและสีดำพวยพุ่งขึ้นจากโรงงานเคมี กับโรงงานอีกแห่งซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นโรงงานอะไร ในขณะที่กระจกหน้าต่างอาคารใกล้เคียงแตกกระจายเพราะแรงระเบิด

ทางการจีนส่งเจ้าหน้าที่มากกว่า 230 นายลงพื้นที่เพื่อรับมือเหตุระเบิด และดับเพลิงที่ลุกไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมเมืองเว่ยฟางดำเนินการตรวจสอบระดับสารเคมีในที่เกิดเหตุแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลลัพธ์ออกมา อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนให้ผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงสวมหน้ากากอนามัยสักระยะหนึ่งเพื่อป้องกันไว้ก่อน

ด้านชาวบ้านท้องถิ่นผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เปิดเผยว่า บ้านของเขาสั่นสะเทือนเพราะแรงระเบิด แม้ว่าจะอยู่ห่างจากโรงงานที่เกิดเหตุมากกว่า 7 กม.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera