ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

31 ส.ค. 2568 11:35 น.

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพการพบปะกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน

ผู้กัมพูชาระบุในเพจเฟซบุ๊กว่า ได้เข้าพบ ฯพณฯ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือในทุกด้านระหว่างสองประเทศ คือ กัมพูชาและจีน

“ฯพณฯ ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จีนจะยังคงให้ความร่วมมือและสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการสร้างและเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาของตนเอง รวมถึงการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จีนสนับสนุนการหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย รวมถึงกลไกสังเกตการณ์การหยุดยิงของอาเซียนที่นำโดยมาเลเซีย และหวังว่าจะจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ขึ้นโดยเร็ว”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายสีจิ้นผิงกล่าวว่า ยามสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป จีนและกัมพูชาในฐานะมิตรสหายที่แข็งแกร่งดังเหล็กกล้าควรรวมใจใกล้ชิดเพื่อความสำเร็จของกันและกัน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค.

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี “ชีวิตที่สวยงาม”

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี "ชีวิตที่สวยงาม"

31 ส.ค. 2568 10:27 น.

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี “ชีวิตที่สวยงาม”

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ สัญญาว่าครอบครัวของ “ผู้พลีชีพ” ที่เสียชีวิตระหว่างสู้รบเพื่อรัสเซียในสงครามกับยูเครน จะมี “ชีวิตที่สวยงาม” พร้อมยกย่องความกล้าหาญของผู้พลีชีพ

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบ “ชีวิตที่สวยงาม” ให้แก่ครอบครัวของ “วีรชน” หรือทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามกับยูเครน โดยยกย่องความกล้าหาญของเหล่าทหารที่สละชีวิตเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของชาติ

นายคิมได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต โดยแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถช่วยชีวิตอันมีค่าของพวกเขาไว้ได้ และกล่าวชื่นชมว่าความกล้าหาญของทหารเหล่านั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีครอบครัวที่ “อดทนที่สุด รักชาติที่สุด และยุติธรรมที่สุดในโลก” คอยให้กำลังใจ

“แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เขียนจดหมายสั้น ๆ ถึงผมเลย แต่ผมคิดว่าพวกเขาคงฝากฝังครอบครัวและลูก ๆ อันเป็นที่รักไว้กับผม” นายคิมกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้การดูแลชีวิตของพวกเขาให้ดีที่สุด

การพบปะครั้งนี้เป็นการยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย ซึ่งติดกับชายแดนยูเครน หลังจากที่นายคิมและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ยอมรับเรื่องการส่งทหารเกาหลีเหนือไปช่วยรัสเซียในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ยังได้เผยแพร่สารคดีความยาว 25 นาที ซึ่งมีภาพทหารเกาหลีเหนือที่เข้าร่วมใน “ปฏิบัติการปลดปล่อยเคิร์สก์” โดยระบุว่า นายคิมได้ตัดสินใจส่งทหารไปรัสเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีก่อน หรือสองเดือนหลังจากที่เขาและนายปูตินลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงที่มีข้อตกลงช่วยเหลือทางทหารร่วมกัน.

ที่มา Reuters

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

31 ส.ค. 2568 10:13 น.

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

แบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก จากพรรคเดโมแครต ได้ลงนามในคำสั่งเพื่อแสดงจุดยืนของเมืองในการต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทำเนียบขาวและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐอิลลินอยส์เกี่ยวกับประเด็นอาชญากรรมและความมั่นคงของประเทศ

คำสั่งดังกล่าวระบุแนวทางที่หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นชิคาโกควรปฏิบัติเพื่อต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่อาจมาจากรัฐบาลกลาง โดยมีสาระสำคัญคือการต่อต้านการส่งกำลังทหารเข้าเมือง คำสั่งนี้เรียกร้องให้ทรัมป์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง “ยุติความพยายามใด ๆ ที่จะส่งกองทัพสหรัฐฯ” เข้ามาในเมือง โดยนายกเทศมนตรีจอห์นสันกล่าวว่า “เราไม่ต้องการและไม่ยอมให้มีการยึดครองเมืองของเราโดยทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย”

คำสั่งนี้ยังปฏิเสธการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นจะไม่มีส่วนร่วมในการลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามผู้อพยพ

นอกจากนี้ คำสั่งนี้ยืนยันนโยบายที่มีอยู่แล้วของเมือง เช่น การบังคับให้เจ้าหน้าที่สวมกล้องติดตัวและข้อมูลระบุตัวตนที่ชัดเจน พร้อมทั้งห้ามปกปิดใบหน้า ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อคำวิจารณ์ที่ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) มักปกปิดตัวตนในปฏิบัติการ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเมืองจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิของตนเองหากต้องเผชิญหน้ากับมาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

การลงนามคำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ส่งกำลังทหารประมาณ 2,000 นายไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และขู่ว่าจะขยายการปฏิบัติการดังกล่าวมายังเมืองชิคาโก ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเป็น “พื้นที่สังหาร” และมีปัญหาอาชญากรรมรุนแรงในระดับฉุกเฉิน

เจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่าการข่มขู่ของทรัมป์เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด และพยายามสร้างวิกฤตการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม อบิเกล แจ็คสัน โฆษกประจำทำเนียบขาว มองว่าคำสั่งของนายกเทศมนตรีชิคาโกเป็นเพียง “การสร้างกระแส” พร้อมทั้งตำหนิเจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตว่าทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และหากพวกเขาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในเมืองของตนเอง ชุมชนของพวกเขาก็จะปลอดภัยขึ้นมาก.

ที่มา BBC

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

31 ส.ค. 2568 07:30 น.

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

  • ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐฯ ตัดสินให้การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์ ผิดกฎหมาย เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขต
  • นายทรัมป์ยืนยันว่าจะไปสู้กันต่อที่ศาลสูงสุด แต่หากเขาแพ้คดีจะเกิดผลที่ตามมาหลายอย่าง รวมถึงหายนะทางการเงินสำหรับสหรัฐอเมริกา
  • นอกจากนั้น นายทรัมป์จะเสียข้อต่อรองในการเจรจาที่เรียกว่า “ภาษี” ซึ่งเขาใช้ในการบีบให้ประเทศต่างๆ ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทางการค้าของเขามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาด้วย

ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เกือบทุกประเทศ กำลังถูกบังคับใช้อย่างผิดกฎหมาย

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความปราชัยครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลระบุว่า ผู้นำรีพับลิกันรายนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในตอนที่เขาประกาศว่า การขาดดุลการค้าและเรื่องชายแดนเป็น “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเก็บภาษีศุลกากรอย่างครอบคลุมของเขา

นายทรัมป์ซึ่งใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธสุดโปรดในการทำสงครามการค้าไปทั่วโลก ประกาศกร้าวว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อในชั้นศาลสูงสุด ทำให้เกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้การเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” เป็นสิ่งผิดกฎหมายอีกครั้ง?

“ตอนนี้” ภาษีทรัมป์ยังบังคับใช้อยู่

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ระบุว่า นายทรัมป์ทำเกินไปที่สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองใช้ภาษีเป็นอาวุธ โดยเป็นการพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลการค้ากลางในนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังให้เวลารัฐบาลของนายทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้

คำตัดสินของศาลมีสาเหตุมาจากมาตรการภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน รวมทั้งภาษีที่บังคับใช้กับจีน เม็กซิโก และแคนาดา ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลยังอนุญาตให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของนายทรัมป์มีบังคับใช้ต่อไปได้ ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ, ผู้บริโภค และรัฐบาลต่างประเทศ ก็จะยังต้องใช้ชีวิตภายใต้กำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อไป จนกว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสิน

เสี่ยงต้องคืนเงิน 5 ล้านล้านบาท

รัฐบาลทรัมป์กำลังกังวลว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว มาตรการภาษีถูกศาลสูงสุดตีตก กระทรวงการคลังจะต้องถูกบังคับให้คืนเงินภาษีส่วนเกินที่เก็บจากผู้นำเข้า โดยนับจนถึงแค่เดือนกรกฎาคม รายได้จากภาษีส่วนเกินก็พุ่งแตะ 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.1 ล้านล้านบาทแล้ว มากกว่าที่รัฐบาลคาดไว้

กระทรวงยุติธรรมเตือนว่า การแพ้คดีนี้จะหมายถึง “ความพินาศทางการเงิน” (financial ruin) สำหรับสหรัฐฯ เป็นการเตือนที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสหรัฐฯ มาแค่ไหน

“ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้าน, ตำแหน่งงานนับล้านจะหายไป ชาวอเมริกันผู้ทำงานหนักจะสูญเสียเงินเก็บ และแม้แต่ประกันสังคมกับประกันสุขภาพก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย” รองอัยการสูงสุด ดี. จอห์น ซอเออร์ กับผู้ช่วยอัยการสูงสุด เบรตต์ ชูเมต ระบุในจดหมายที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์

“พูดสั้นๆ คือ ผลที่ตามมาทางเศรษฐกิจจะเลวร้าย แทนที่จะเป็นความสำเร็จอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา
ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา

อำนาจต่อรองของทรัมป์จะลดลง

คำตัดสินของศาลสูงสุดยังเสี่ยงทำให้ข้อต่อรองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของนายทรัมป์หมดความหมาย ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เรื่องภาษีขู่ประเทศที่แข็งข้อให้ยอมทำข้อตกลงการค้าตามที่เขาต้องการ อย่างที่เห็นกับสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

หากไม่มีเครื่องมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลต่างชาติอาจจะชะลอการทำตามสัญญา, ขัดขืนข้อเรียกร้องจากสหรัฐ หรือการพยายามกลับไปใช้ข้อตกลงฉบับเก่า และนายทรัมป์อาจต้องเป็นฝ่ายเจรจาจากตำแหน่งที่เสียเปรียบ ไม่ได้เหนือกว่าอีกต่อไป

ตัดสินกันที่ศาลสูงสุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลสูงสุด โดยโจมตีคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า เลือกข้างทางการเมือง และเตือนว่า คำตัดสินนี้อาจทำลายสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง

“หลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองที่ไม่สนใจและไม่ฉลาดได้รับอนุญาตให้ใช้กำแพงภาษีพวกเรา และตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากศาลสูงสุด เราจะใช้ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศเรา และทำให้อเมริการ่ำรวย, แข็งแกร่ง และทรงอำนาจอีกครั้ง!” นายทรัมป์ระบุว่าบน Truth Social

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินดังกล่าวด้วยมติ 7 ต่อ 4 ซึ่งความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดช่องทางทางกฎหมายให้นายทรัมป์มากขึ้น เช่นผู้พิพากษาบางคนโต้แย้งว่า อำนาจการตั้งกำแพงภาษีในภาวะฉุกเฉินไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น
มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น

ทรัมป์ยังมีตัวเลือกอื่น

ถึงแม้ว่าศาลสูงสุดจะขัดขวางเขาไม่ให้ใช้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ในการบังคับใช้มาตรการภาษีของเขา นายทรัมป์ก็ยังมีตัวเลือกอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่าก็ตาม

เขายังมีกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act) ที่อนุญาตให้ตั้งกำแพงภาษีไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน กับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากๆ

นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ 232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act) ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีบังคับใช้กำแพงภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้มาก่อนกับสินค้าจำพวกเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม และยานยนต์ แต่จำเป็นต้องมีการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันที

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ครอบคลุม และรุนแรงเท่ากับที่นายทรัมป์กำลังทำอยู่ และอาจชะลอความสามารถของเขาในการบีบให้รัฐบาลต่างชาติยอมอ่อนข้อให้

หนทางข้างหน้า

ในระยะสั้น ภาษีของนายทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่วนในระยะกลาง ศาลสูงสุดจะเป็นผู้ตัดสินว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกหรือไม่

หากทรัมป์แพ้คดี อเมริกาอาจต้องเผชิญทั้งการคืนเงินภาษีก้อนโต และการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ว่าพวกเขาจะเจรจาทางการค้าอย่างไร

สำหรับตอนนี้ ธุรกิจสหรัฐฯ, ประเทศคู่ค้า และผู้บริโภคจะยังคงติดอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน รอคอยวันที่ภาษี “วันประกาศอิสรภาพ” ของนายทรัมป์สร้างยุคสมัยใหม่แห่งอำนาจทางการค้าของประธานาธิบดี หรือวันที่ภาษีถูกตีตกโดยศาลสูงสุด


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : times of india

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

31 ส.ค. 2568 05:51 น.

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

(ภาพจาก Egyptian Ministry of Health and Population)

เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางขณะกำลังเดินทางไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยคน ขณะที่ทางการประกาศจะหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 103 รายจากเหตุรถไฟตกรางระหว่างเดินทางจากเมืองมาร์ซา มาทรูห์ ไปยังเมืองหลวงกรุงไคโร เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนทางรถไฟระหว่างสถานีฟูกา (Fouka) กับจาลาล (Jalal) มีตู้โดยสารตกรางถึง 7 ตู้ และ 2 ตู้ในจำนวนนี้พลิกคว่ำ

กระทรวงสาธารณสุขอียิปต์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บทุกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น 2 แห่งแล้ว ขณะที่ร่างของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ศพ อยู่ในความดูแลของอัยการรัฐ

ด้านกระทรวงคมนาคมกับการทางรถไฟแห่งชาติอียิปต์ (ENRA) ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้รถไฟขบวนนี้ตกราง ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัด และใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกลงโทษ

ENRA บอกอีกว่า พวกเขาได้ส่งทีมช่างเทคนิคกับอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บกวาดตู้รถไฟ และจะฟื้นฟูบริการรถไฟให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งนี้ อียิปต์เผชิญอุบัติเหตุรถไฟบ่อยครั้ง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมบำรุงที่ไม่ดี และการขาดการลงทุน โดยหนึ่งในหายนะทางรถไฟครั้งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปี 2545 เมื่อเกิดเพลิงไหม้รถไฟโดยสารที่กำลังมุ่งลงใต้จากกรุงไคโร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 370 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

31 ส.ค. 2568 03:16 น.

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่หลายพื้นที่ใน 14 แคว้นของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียระดมโจมตีหลายพื้นที่ใน 14 แคว้นของยูเครน เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ ที่แคว้นซาปอริชเชียทางตอนใต้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 30 คน รวมถึงเด็กๆ หลายราย

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า รัสเซียยิงมิสไซล์ 45 ลูก กับส่งโดรนอีกเกือบ 540 ลำเข้าโจมตีดินแดนของยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติมีมาตรการคว่ำบาตรมอสโกรอบใหม่

นายเซอร์ฮีย์ ไลซาค ผู้ว่าการแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ การโจมตีด้วยโดรนและมิสไซล์ของรัสเซีย สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง โดยอาคารที่อยู่อาศัยหลังหนึ่งในเมืองดนิโปรถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย

หลังการโจมตีดังกล่าว กระทรวงกลาโหมของรัสเซียก็ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาบรรลุเป้าหมายทุกอย่างของการโจมตีนี้แล้ว และการโจมตีเข้าเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้

ด้านกองทัพยูเครนออกมาเปิดเผยว่า โดรนของพวกเขาก็โจมตีโดนโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นคราสโนดาร์และซิซราน ของรัสเซีย เมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยโรงกลั่นน้ำมันทั้งสองแห่งเคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาก่อนแล้ว

กองทัพยูเครนอ้างด้วยว่า เกิดระเบิดหลายครั้งและไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันในคราสโนดาร์ ซึ่งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ 3 ล้านตันต่อปี ส่วนโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นซิซราน ซึ่งผลิตน้ำมันได้ 8.5 ล้านตันต่อปี ก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่แคว้นคราสโนดาร์ยอมรับว่าโดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันจริง ทำให้หนึ่งในหน่วยแปรรูปน้ำมันได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สถานการณ์การต่อสู้ในภาคตะวันออกของยูเครนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในวันเสาร์ รัสเซียอ้างว่าพวกเขายึดหมู่บ้านโคมีเชวากา (Komyshevakha) ในแคว้นโดเนตสก์ได้แล้ว แต่ฝ่ายยูเครนไม่ยืนยันเรื่องนี้

การโจมตีระลอกล่าสุดของทั้งรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้นในขณะที่นานาชาติกำลังพยายามหาทางให้ทั้งสองประเทศทำข้อตกลงสันติภาพ โดยนายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สนใจเจรจา และเสริมว่า ทางเดียวที่จะรับมือรัสเซียได้ คือการคว่ำบาตร

“เราคาดหวังการลงมือทำจากสหรัฐฯ, ยุโรป และทั่วทั้งโลก” ประธานาธิบดียูเครนกล่าว

อนึ่ง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปจะประชุมร่วมกันที่เดนมาร์ก เพื่อหารือเรื่องพัฒนาการต่างๆ ในต่างประเทศ รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะหารือกันคือ จะอายัดทรัพย์สินของรัสเซียมูลค่าราว 2.1 แสนล้านยูโรหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

31 ส.ค. 2568 01:32 น.

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

3 พี่น้องชาวสกอตแลนด์ทำลายสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุน ระยะทางกว่า 9,000 ไมล์เร็วที่สุดในโลก โดยใช้เวลาประมาณ 139 วันเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ส.ค. 2568 ว่า นายอีวาน, เจมี และลาคแลน แมคลีน จากเอดินบะระ ของสกอตแลนด์ เสร็จสิ้นการพายเรือจากเปรูข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังออสเตรเลีย ซึ่งมีระยะทางกว่า 9,000 กม.แล้ว โดยใช้เวลา 139 วัน กับอีก 5 ชั่วโมง 52 นาที

พี่น้องทั้ง 3 คนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสมาชิกครอบครัวและเพื่อนฝูงมากกว่า 50 คน รวมถึงเชลา แม่ของพวกเขา และแฟนๆ ในขณะที่พวกเขาพายเรือมาถึงเมืองแคร์นส์ (Cairns) ของออสเตรเลีย ในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. หรือเกือบ 5 เดือน หลังพวกเขาออกเดินทางจากกรุงลิมา เมื่อ 12 เม.ย.

เจมี ในวัย 31 ปี กล่าวว่า “อะไรๆ ยากขึ้นในช่วงท้าย และเราคิดจริงๆ ว่า อาหารของเราอาจหมดก่อน ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยล้าแค่ไหน เราก็ต้องเร่งมือและไปให้ถึงก่อนที่เสบียงของเราจะหมด และตอนนี้เราก็ได้กินอาหารเต็มอิ่มแล้ว”

“การพายเรือข้ามมหาสมุทรทำให้เราได้รู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้วอีกครั้ง เช่น การได้อาบน้ำ การนอนบนเตียง หรือแม้กระทั่งแค่การได้พิงอะไรที่อยู่นิ่งๆ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อ, ทรหด และเหนือจริงที่สุดในชีวิตของผมเลย”

“ถึงแม้ว่าผมอาจจะคิดถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ทั้งความสันโดษ, ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก และอื่นๆ อีกมากมาย ตอนนี้ ผมดีใจมากๆ ที่ได้กลับมาอยู่บนพื้นดินกับเพื่อนๆ และครอบครัวที่ผมคิดถึงมากๆ เราคงต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งเพื่อซึมซับเรื่องทั้งหมดนี้”

3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ
3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ “โรส เอมิลี”

ทั้งนี้ พี่น้องชาวสกอตทั้ง 3 คนใช้เวลาวันละ 14 ชั่วโมงในการพายเรือไฟเบอร์คาร์บอนสั่งทำพิเศษข้ามมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับทั้งอาการบาดเจ็บ, สภาพอากาศสุดขั้ว และเสบียงอาหารที่หมดลงอย่างรวดเร็ว

อีวานวัย 33 ปี กับเจมี มีอาการเมาคลื่นอย่างรุนแรงในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเดินทาง ส่วนลาคแลน น้องเล็กซึ่งเพิ่งอายุครบ 27 ปี ถูกเหวี่ยงตกเรือขณะเฝ้ายามตอนกลางคืน ก่อนที่อีวานจะดึงเขากลับขึ้นเรือได้สำเร็จ

เรือที่พวกเขาใช้ มีชื่อว่า “โรส เอมิลี” ซึ่งตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่น้องสาวของทั้ง 3 คน ซึ่งสูญเสียไประหว่างการตั้งครรภ์ โดย 3 พี่น้องมีส่วนช่วยออกแบบและสร้างเรือลำนี้ด้วย

ทั้งนี้ ผู้ครองสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุนเร็วที่สุดคนก่อนคือ นายฟีโอดอร์ คอนยูคอฟ ชาวรัสเซีย โดยใช้เวลา 160 วัน ทำสถิติไว้เมื่อปี 2557

พี่น้องแมคลีนยังเคยพิชิตมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว ซึ่งระหว่างนั้นพวกเขาทำสถิติโลกถึง 3 อย่าง ได้แก่ พายเรือข้ามแอตแลนติกโดยใช้เวลาเพียง 35 วัน, กลายเป็นพี่น้อง 3 คนกลุ่มแรกที่พายเรือข้ามมหาสมุทรด้วยกัน และเป็นทีม 3 คนที่อายุน้อยที่สุดและเร็วที่สุดที่พายเรือจากหมู่เกาะคะแนรีไปยังเมืองแอนติกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

30 ส.ค. 2568 23:01 น.

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

อันดรีย์ ปารูบีย์ นักการเมืองคนดังของยูเครน ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตขณะเดินบนถนนในเมืองลวิฟทางตะวันตก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตามล่าคนร้ายครั้งใหญ่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันดรีย์ ปารูบีย์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรของยูเครน ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตกลางเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 โดยตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามล่าตัวคนร้ายขนานใหญ่

ข่าวระบุว่า ภาพจากวิดีโอที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแสดงให้เห็นว่า มือปืนแต่งกายในชุดพนักงานส่งพัสดุของบริษัท “โกลโว” (Glovo) สะพายกระเป๋าส่งของสีเหลือง เดินถืออาวุธเข้าหานายปารูบีย์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนจากด้านหลัง ก่อนจะลงมือก่อเหตุแล้วหลบหนีไป โดยมีรายงานด้วยว่า คนร้ายมีจักรยานไฟฟ้า

ทั้งนี้ นายปารูบีย์ก้าวขึ้นมาเป็นนักการเมืองคนสำคัญของยูเครนระหว่างการประท้วงใหญ่ “ยูโรไมเดน” ซึ่งเป็นการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนการให้ยูเครนกระชับสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลของนายวิกตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดีฝ่ายหนุนรัสเซียเมื่อปี 2557 และเป็นจุดเริ่มต้นความไม่สงบในภาคตะวันออก

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังมีปฏิบัติการพิเศษภายใต้ชื่อรหัสว่า “ไซเรน” (Siren) เพื่อแกะรอยและจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ โดยพวกเขากำลังใช้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยและทุกวิธีการที่จำเป็น

อัยการยูเครนหลายคนระบุว่า มือปืนไม่ทราบฝ่ายยิงปืนเข้าใส่นายปารูบีย์หลายนัด ทำให้เขาเสียชีวิตคาที่ ด้านแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจยูเครนบอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า พบปลอกกระสุน 7 ปลอกในที่เกิดเหตุ

โฆษกของบริษัทโกลโวออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ทางบริษัทตกใจมากกับการก่ออาชญากรรมอันโหดเหี้ยมนี้ และจะให้ความร่วมมือกับการสืบสวนอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

30 ส.ค. 2568 22:13 น.

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

กลุ่มฮูตีเผย นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้านอิสราเอลระบุว่า โจมตีเพื่อตอบโต้ที่ฮูตีใช้มิสไซล์ชนิดใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมนเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.) สังหารนายกรัฐมนตรี อาเหม็ด อัล-ราฮาวี กับรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาลฝ่ายกบฏของพวกเขา

“ศัตรูชาวอิสราเอลมุ่งเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการตามปกติ ซึ่งจัดโดยรัฐบาลเพื่อประเมินกิจกรรมและผลงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา” ประธานาธิบดีของรัฐบาลฮูตีระบุในแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ที่กบฏฮูตีควบคุม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ฝ่ายอิสราเอลยังไม่ออกมายืนยันถ้อยแถลงของกบฏฮูตี แต่เมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า กองทัพมุ่งเป้าโจมตีผู้นำของกลุ่มฮูตี หลังจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ยิงมิสไซล์ติดตั้งหัวรบลูกปรายชนิดใหม่เข้าใส่อิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ลำน้ำสงคราม” ที่ทอดยาวไหลผ่าน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน หากยังเป็น “แรมซาร์ไซต์” พื้นที่ชุ่มน้ำโลกที่ 15 ของประเทศไทย ที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์น้ำ พืชพรรณ และระบบนิเวศที่เกื้อหนุนผู้คนมาหลายชั่วอายุคน

“เสียงเรือหางยาวแล่นแหวกผิวน้ำ ปลายแหถูกฟาดลงกลางลำน้ำคือภาพที่คุ้นตา” วิถีชาวประมงพื้นบ้านยังคงดำเนินควบคู่ไปกับทำนา อาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ที่นี่ ในบางชุมชนอย่างปากยาม ท่าบ่อ และยางงอย “การหาปลา” คือหัวใจของการยังชีพ และจากปลาสดในยามเช้า สู่ “ปลาตากแห้ง” ที่แขวนอยู่บนราวไม้ไผ่ในยามบ่าย คือตัวอย่างของภูมิปัญญาที่แปรวิถีชีวิตให้เป็นเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.นุชรัตน์ มังคละคีรี หัวหน้าโครงการวิจัย “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของห่วงโซ่อุปทานปลาตากแห้งน้ำสงครามตอนล่าง” ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองส่งเสริม ววน.) และ บพท. เล่าว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเลขในรายงาน แต่คือการ “ลงไปคุยกับชาวบ้าน” เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง

“สิ่งที่เราเห็นคือ ปลาสดที่ควรเป็นวัตถุดิบกลับไหลออกไปสู่พ่อค้าคนกลาง รายได้ของชุมชนหายไป เราเลยคุยกับ 5 พื้นที่ ได้แก่ ปากยาม สามผง ท่าบ่อ ยางงอย และศรีเวินชัย เพื่อจัดตั้งตลาดปลาสดของตัวเอง ให้ปลาที่จับได้หมุนเวียนสร้างรายได้ในพื้นที่ และนำมาแปรรูปต่อยอดเป็นปลาตากแห้ง”

ผลคือ เกิดกลไกรวบรวมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในแต่ละชุมชน พร้อมหาช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยยังคงย้ำหลักการสำคัญว่า “ปลาที่ขายต้องมาจากน้ำสงครามเท่านั้น” เพราะเอกลักษณ์ของปลาที่นี่ คือ รสชาติไม่คาว ไร้กลิ่นโคลน

ทว่า งานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่สร้างตลาด หากยังวางรากฐานของการอนุรักษ์ไว้ด้วย ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า จะหักรายได้ 1% คืนกลับไปเป็นกองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลาเพื่อไม่ให้การจับปลาเกินขีดสมดุล

การสำรวจพันธุ์ปลาครั้งล่าสุดยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลง ในปี 2540 เคยมีการบันทึกไว้ถึง 148 ชนิด แต่การสำรวจในปีล่าสุด พบเพียง 98 ชนิด แม้จำนวนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชุมชนไม่อาจเพิกเฉย

เรื่องเล่าจาก “แม่แบม-แม่บึ้ม”

บ้านไม้เรียบง่ายในยางงอย กลายเป็นโรงงานแปรรูปขนาดย่อมของครอบครัว “แม่แบม-แม่บึ้ม” กลิ่นหอมของเกลือสินเธาว์เก่าแก่จากบึงกาฬผสมกับกลิ่นปลาสดที่เพิ่งถูกชำแหละลอยคลุ้ง

“เราล้างปลา 2-3 รอบ หมักกับเกลือคุณภาพที่ต้องต้มนานกว่า 12 ชั่วโมง แล้วพักไว้หนึ่งคืน ก่อนนำไปตากแดดสองวันเต็ม”

แม่แบม เล่าอย่างภาคภูมิใจ ปลาที่ได้เนื้อออกสีทองอ่อน มีกลิ่นหอม ไม่คาว และไม่ใส่ผงชูรส คือรสแท้จากธรรมชาติที่ถ่ายทอดต่อกันมา

ความพยายามของชุมชนและนักวิจัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหมู่บ้าน ผลิตภัณฑ์ปลาตากแห้งน้ำสงครามยังได้ไปจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) ปี 2567 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้เรื่องเล่าของสายน้ำเล็กๆ แห่งนี้ก้าวไปสู่เวทีสากล

ปลาตากแห้งจากลุ่มน้ำสงครามไม่ใช่แค่สินค้า หากแต่เป็นตัวแทนของความพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การยังชีพ” กับ “การอนุรักษ์” ทุกเกล็ดปลา ทุกแดดที่ตาก คือตัวตนของชุมชนที่ผูกพันกับแม่น้ำสายนี้มาเนิ่นนาน และกำลังหาทางให้มันดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าทึ่ง คือ จากปลาตากแห้งที่ชาวบ้านทำกันมานาน ขณะนี้ถูกต่อยอดด้วยงานวิจัย จนเกิดเป็นเมนูอาหารที่ไม่แพ้ครัวระดับไฟน์ไดนิ่ง “ปลาแห้งผลไม้รวม จากปลาปีกไก่” เนื้อปลาแห้งเค็มน้อย คลุกเคล้ากับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว กลายเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างรสสัมผัสแปลกใหม่ หรือ “ข้าวผัดพริกแกงปลารากกล้วย” ปลารากกล้วยตากแห้งถูกฉีกเป็นเส้น คลุกเคล้ากับข้าวร้อนๆและเครื่องแกงพื้นบ้าน กลิ่นหอมพริกแกงกับเนื้อปลากรุบหนึบ กลายเป็นจานที่คนเมืองต้องเหลียวมอง

เมนูเหล่านี้สะท้อนว่า “วิถีบ้านนา” ก็สามารถยกระดับสู่ “ครัวโลก” ได้ หากได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงครามจึงไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นเรื่องราวของคนที่หวงแหนสายน้ำ เป็นรสชาติของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างธรรมชาติและการยังชีพ ทุกชิ้นปลาที่แห้งกรอบบนราวไม้ไผ่ ไม่เพียงแต่หอมแดด หอมเกลือ หากยังหอมความทรงจำของบ้านเกิด และเป็นสัญลักษณ์ว่าลุ่มน้ำสงครามจะยังคงหล่อเลี้ยงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไป

เรื่องราวของ “ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม” ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพของอาหารพื้นบ้าน แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เห็น ความผูกพันระหว่างคนกับสายน้ำ และการพัฒนาที่ก้าวไปพร้อมกับการรักษาภูมิปัญญาเดิมเอาไว้ จากอดีตที่ปลาสดจำนวนมากไหลออกสู่พ่อค้าคนกลาง วันนี้งานวิจัยเข้ามาสร้างระบบตลาดใหม่ ทำให้รายได้หมุนเวียนกลับมาสู่ครอบครัวชาวประมงโดยตรง เกิดการจัดการร่วมกันระหว่าง 5 พื้นที่ พร้อมทั้งมีการคืนกำไรบางส่วนไปยัง “กองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลา” เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ เหนือสิ่งอื่นใด การกลับมาของคนรุ่นใหม่อีกหลายคน คือสัญญาณว่า บ้านเกิดยังมีคุณค่า และสามารถเป็นแหล่งทำมาหากินที่มั่นคงได้ ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาเก่าจึงถักทอเป็นพลังใหม่ของชุมชน

จากราวไม้ไผ่หน้าบ้าน สู่เวทีแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ และต่อยอดเป็นเมนู fine dining ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้บริโภค ปลาตากแห้งแห่งลุ่มน้ำสงครามกำลังพิสูจน์ว่า หากชุมชนเชื่อมั่นในทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรของตนเอง สิ่งเล็กๆก็สามารถเติบใหญ่และก้าวไปไกลในระดับโลกได้

“รสชาติปลาตากแห้ง” ไม่ได้หอมเพียงแดดและเกลือ แต่หอมหวานด้วยความหวังของชุมชนที่เลือกจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสายน้ำสงคราม