พล.ท.มาลี แถลงสถานการณ์แนวหน้าจังหวัดพระวิหาร และอุดรมีชัย เช้านี้ ยังคงสงบเรียบร้อย

พล.ท.มาลี แถลงสถานการณ์แนวหน้าจังหวัดพระวิหาร และอุดรมีชัย เช้านี้ ยังคงสงบเรียบร้อย

13 ส.ค. 2568 10:20 น.

พล.ท.มาลี แถลงสถานการณ์แนวหน้าจังหวัดพระวิหาร และอุดรมีชัย เช้านี้ ยังคงสงบเรียบร้อย

พล.ท.มาลี แถลงสถานการณ์แนวหน้าจังหวัดพระวิหาร และอุดรมีชัย เช้านี้ ยังคงสงบเรียบร้อย ทหารกัมพูชายังเฝ้าระวังเต็มที่ ย้ำกัมพูชาไม่ได้ฝังระเบิดใหม่ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงยืนยันสถานการณ์แนวหน้าจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย ตั้งแต่เวลา 00.00–07.00 น. ของวันพุธ (13 ส.ค.) ยังคงสงบเรียบร้อย กำลังทหารกัมพูชายังคงความแข็งแกร่งเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ และปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โฆษกกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝั่งไทยที่ไร้หลักฐานชัดเจน กรณีเหตุระเบิดในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภอบันเตียอัมปิล จังหวัดอุดรมีชัย เมื่อวันที่ 12 ส.ค.  จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ โดยย้ำว่า กัมพูชาไม่เคย และจะไม่ใช้ หรือวางกับระเบิดใหม่อย่างเด็ดขาด 

พล.ท.โสเจียตา ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการและโปร่งใสเพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่ากัมพูชาได้เตือนหลายครั้งว่าพื้นที่นี้ยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กัมพูชายืนยันจุดยืนชัดเจนในการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 และข้อตกลง 13 ข้อ ที่ประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (GBC)  เมื่อวันที่ 7 ส.ค. โดยมีผู้สังเกตการณ์จากมาเลเซีย สหรัฐฯ และจีน ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังพลในตำแหน่งเดิม ห้ามเคลื่อนย้ายหรือเดินลาดตระเวนเข้าใกล้จุดยืนของอีกฝ่าย

พร้อมกันนี้ กัมพูชายังเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลง และส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกจับกุมหลังหยุดยิงผ่านมาแล้ว 15 วัน เพื่อกลับไปพบครอบครัว.

ไต้ฝุ่นโพดุลแรงขึ้น! พุ่งตรงถล่มไต้หวัน อพยพแล้วกว่า 5,500 คน

ไต้ฝุ่นโพดุลแรงขึ้น! พุ่งตรงถล่มไต้หวัน อพยพแล้วกว่า 5,500 คน

13 ส.ค. 2568 09:41 น.

ไต้ฝุ่นโพดุลแรงขึ้น! พุ่งตรงถล่มไต้หวัน อพยพแล้วกว่า 5,500 คน

ทางการไต้หวันเร่งอพยพประชาชนหลายพันคนและสั่งปิดโรงเรียนทั่วภาคใต้ หลังไต้ฝุ่นโพดุล ทวีกำลังแรง จ่อขึ้นฝั่งที่ไถตง พร้อมลมกระโชกแรงสูงสุด 191 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

เมื่อวันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางการไต้หวันประกาศเตือนภัยเต็มรูปแบบ หลัง “ไต้ฝุ่นโพดุล” กำลังทวีกำลังแรงขึ้นใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะ โดยศูนย์กลางพายุมีความเร็วลม 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 191 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยากลาง (CWA)

เส้นทางพายุคาดว่าจะขึ้นฝั่งบริเวณ เขตไถตง ซึ่งมีประชากรเบาบาง ในช่วงเที่ยงวัน ก่อนพัดข้ามเกาะไปยังช่องแคบไต้หวัน พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักได้แก่ เขตภูเขาในเมืองเกาสงและเมืองผิงตง รวมถึงมณฑลฮัวเหลียนและไถตง

ฮวง เหว่ย ชาวประมงในเมืองเกาสงเผยว่า แม้จะเตรียมเรือรับมือพายุตั้งแต่วันก่อน แต่เช้าวันนี้ต้องรีบผูกเชือกเพิ่มหลังเห็นข่าวว่าพายุแรงเทียบเท่า “ไต้ฝุ่นกระท้อน” ที่เคยถล่มเกาสงเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ซึ่งมีลมกระโชกสูงสุด 162 กม./ชม. และสร้างความเสียหายหนัก

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของไต้หวันระบุว่า มีการอพยพประชาชนแล้วกว่า 5,500 คน โดยยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมด และยกเลิกหลายสิบเที่ยวบินระหว่างประเทศ ขณะที่บริการเรือเฟอร์รี่หลายสายถูกระงับ ธุรกิจและโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้ปิดทำการ

ทั้งนี้ ไต้หวันเพิ่งเผชิญ “ไต้ฝุ่นดานัส” เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่คร่าชีวิต 2 ราย บาดเจ็บหลายร้อยคน และทำให้ฝนตกหนักกว่า 500 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ ก่อนจะตามมาด้วยฝนถล่มต่อเนื่องตั้งแต่ 28 ก.ค.–4 ส.ค. จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย สูญหาย 3 ราย และบาดเจ็บ 78 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นโพดุล

ศาลอิสลามในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดฯ สั่งโบยในที่สาธารณะ 80 ครั้ง ลงโทษสองหนุ่มประพฤติผิดทางเพศ

ศาลอิสลามในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดฯ สั่งโบยในที่สาธารณะ 80 ครั้ง ลงโทษสองหนุ่มประพฤติผิดทางเพศ

13 ส.ค. 2568 09:20 น.

ศาลอิสลามในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดฯ สั่งโบยในที่สาธารณะ 80 ครั้ง ลงโทษสองหนุ่มประพฤติผิดทางเพศ

ศาลชารีอะห์ ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดฯ สั่งโบยกลางแจ้ง 2 หนุ่ม เป็นจำนวน 80 ครั้ง ฐานประพฤติผิดทางเพศ หลังถูกตำรวจศาสนาจับกุมตัวในห้องน้ำสาธารณะ 

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ศาลชารีอะห์ ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาชายวัย 20 ปีและ 21 ปี ให้รับโทษโบยกลางแจ้งคนละ 80 ครั้ง หลังตำรวจศาสนาบุกจับกุมตัวสองหนุ่มในห้องน้ำสาธารณะขณะแอบมีพฤติกรรมทางเพศต้องห้ามตามกฎหมายอิสลาม 

สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซีย รายงานว่า คดีนี้เป็นการพิจารณาลับในศาลชารีอะห์ เมืองบันดาอาเจะห์ โดยผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจจำกัดการเข้าฟังเพื่อคุ้มครองเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผิดประเวณี ก่อนเปิดเผยคำตัดสินต่อสาธารณะ

รายงานข่าวระบุว่า สองหนุ่มถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาหลังชาวบ้านเห็นทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องน้ำเดียวกันที่สวนสาธารณะตามันซารี เมืองบันดาอาเจะห์ และได้แจ้งตำรวจศาสนาที่ลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปและพบทั้งคู่กำลังกอดและจูบกัน ซึ่งศาลตีความว่าเป็นการกระทำทางเพศ

ทั้งนี้ จังหวัดอาเจะห์ถือว่ามีความเคร่งศาสนามากกว่าพื้นที่อื่นในอินโดนีเซีย และเป็นจังหวัดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้บังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ในบางรูปแบบ โดยกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นครั้งที่ 5 แล้วที่มีการลงโทษโบยต่อหน้าสาธารณะในข้อหามีรสนิยมรักร่วมเพศ ซึ่งแม้กฎหมายอาญาระดับชาติของอินโดนีเซียจะไม่กำหนดความผิดเรื่องรักร่วมเพศ แต่รัฐบาลกลางไม่มีอำนาจยกเลิกกฎหมายชารีอะห์ ในอาเจะห์.  

เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

13 ส.ค. 2568 06:14 น.

เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

เซเลนสกีผู้นำยูเครนยืนยัน จะปฏิเสธข้อเสนอใดๆ ของรัสเซีย ที่ต้องให้ยูเครนเสียสละภูมิภาคดอนบาส เพื่อแลกกับการหยุดยิง ก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ คุยปูตินวันศุกร์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนยืนยันในข้อความวิดีโอ ซึ่งเผยแพร่เมื่อคืนวันอังคารที่ 12 ส.ค. 2565 ว่า เขาจะไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ ของรัสเซีย ที่ทำให้ฝ่ายยูเครนต้องยอมเสียภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ทางตะวันออก เพื่อแลกกับการหยุดยิง โดยชี้ว่ามันอาจกลายเป็นการสนับสนุนการโจมตีในอนาคตแทน

“หากเราถอนกำลังจากดอนบาสในวันนี้ จากฐานที่มั่น, แผ่นดินของเรา และที่ราบสูงที่เราควบคุมเอาไว้ ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัสเซียเตรียมการโจมตี” นายเซเลนสกีกล่าว และยอมรับด้วยว่า ตอนนี้การบุกกองทัพรัสเซียกำลังคืบหน้าในหลายจุด แต่ย้ำว่า ยูเครนจะทำลายหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านั้น

เซเลนสกีอ้างด้วยว่า รัสเซียกำลังเตรียมการเพื่อการโจมตีระลอกใหม่ในพื้นที่แนวหน้าการปะทะ 3 แห่งได้แก่ ซาปอริชเชีย, โปครอฟสก์ และโนโวปาฟลอฟ

ทั้งนี้ คำพูดล่าสุดของนายเซเลนสกีเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพบปะพูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.)

นายทรัมป์ระบุก่อนหน้านี้ว่า เขาจะพยายามหาทางนำดินแดนของยูเครนบางส่วนกลับคืนมาในการพูดคุยกับปูติน แต่ยอมรับว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ อาจต้องมีการแลกเปลี่ยนดินแดนบางส่วน และคาดว่าหนึ่งในสิ่งที่ปูตินจะเรียกร้อง คือการให้ยูเครนสละพื้นที่บางส่วนของดอนบาสที่พวกเขายังควบคุมอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

13 ส.ค. 2568 04:11 น.

เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

เกาหลีใต้จับกุมนาง คิม คอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ในหลายข้อหารวมถึงปั่นหุ้นและติดสินบน หลังอัยการขอหมายจับ หวั่นทำลายหลักฐาน

สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า นางคิม คอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ถูกจับกุมตัวแล้วในวันอังคารที่ 12 ส.ค. 2568 ในข้อหามีความเกี่ยวข้องกับแผนการปั่นหุ้น, แทรกแซงการเลือกตั้ง และติดสินบน ทำให้เธอกับยุน ซอกยอล ผู้เป็นสามี กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีกับภรรยาคู่แรกของเกาหลีใต้ที่ถูกจับกุมทั้งคู่

ศาลเขตกลางกรุงโซลออกหมายจับกุมตัวนางคิมเมื่อกลางดึกวันอังคาร จากความกังวลว่าเธออาจทำลายหลักฐาน หลังจากทีมงานของอัยการพิเศษ มิน จุงกิ ยื่นฟ้องร้องนางคิมเมื่อสัปดาห์ก่อน ฐานละเมิดกฎหมายตลาดการเงิน, กฎหมายเงินทุนการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบน

ทั้งนี้ นางคิมถูกตั้งข้อหาร่วมแผนการปั่นหุ้นของบริษัท ดอยช์ มอเตอร์ส ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในเกาหลีใต้ระหว่างปี 2552-2555 แทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2567 รวมถึงรับของขวัญหรูหราจากโบสถ์แห่งความสามัคคีผ่านร่างทรงเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ

นางคิมกล่าวขอโทษระหว่างการให้ปากคำกับทีมอัยการพิเศษเมื่อวันที่ 6 ส.ค. โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “คนไม่มีความสำคัญ” ที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

การสืบสวนของทีมอัยการพิเศษมุ่งเป้าไปที่ข้อกล่าวหาคดีอาญา 16 ข้อที่นางคิมได้รับ รวมถึงข้อสงสัยที่ว่า มีการเปลี่ยนจุดสิ้นสุดของโครงการทางด่วนไปยังที่ดินที่ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของในเมืองยังพยอง ทางตะวันออกของกรุงโซล และครอบครัวของเธอได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษในโครงการก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ในเขตดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap

อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนัก ชาวปาเลสไตน์ดับ 89 ศพ ใน 24 ชั่วโมง

อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนัก ชาวปาเลสไตน์ดับ 89 ศพ ใน 24 ชั่วโมง

13 ส.ค. 2568 03:35 น.

อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนัก ชาวปาเลสไตน์ดับ 89 ศพ ใน 24 ชั่วโมง

อิสราเอลยกระดับการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา หลัง ครม.ไฟเขียวแผนยึดพื้นที่ สังหารชาวปาเลสไตน์ถึง 89 ศพภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลยกระดับการโจมตีฉนวนกาซาขึ้นอีกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สังหารชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 89 ศพภายในเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึง 15 คนที่กำลังเข้าคิวรอรับอาหาร ท่ามกลางเสียงประณามจากทั่วโลก กรณีที่อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนักข่าวในกาซา 6 คนเมื่อวันอาทิตย์

สำนักงานป้องกันพลเรือนในกาซาระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเมืองกาซา ซิตี้ รุนแรงขึ้นในช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังจากคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของเบนจามิน เนทันยาฮู อนุมัติแผนการยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าอิสราเอลจะเริ่มการโจมตีพื้นที่ที่ชาวกาซาอพยพไปรวมตัวกันจนหนาแน่นแล้ว

นอกจากผู้เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว ยังมีรายงานด้วยว่า มีชาวกาซาอีก 5 คน รวมถึง 2 คน เสียชีวิตจากความอดอยาก ในขณะที่ 24 ประเทศ รวมสหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, สเปน และญี่ปุ่น เตือนว่าความเจ็บปวดด้านมนุษยธรรมในกาซานั้น เพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับ “ไม่อาจจินตนาการได้” แล้ว

ในวันอังคาร (12 ส.ค.) นายเนทันยาฮูเพิ่มความเป็นไปได้ที่ชาวปาเลสไตน์จะต้องออกจากฉนวนกาซามากขึ้นไปอีก โดยบอกกับ i24NEWS สื่อท้องถิ่น ว่า “เราไม่ได้ผลักดันให้พวกเขาออกไป แต่เราอนุญาตให้พวกเขาออกไป” “ให้โอกาสพวกเขาออกไป อย่างแรกสุดคือ ออกจากเขตสู้รบ และจากนั้นคือออกจากดินแดนแห่งนี้ หากพวกเขาต้องการ”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่ากองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลได้เคลื่อนตัวลึกเข้าสู่ฉนวนกาซามากขึ้น ตามแผนการโจมตีใหม่ของอิสราเอล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ อิสราเอลกำลังถูกนานาชาติประณามอย่างหนัก หลังจากพวกเขาโจมตีทางอากาศสังหารนาย อานัส อัล-ชาริฟ นักข่าวชื่อดังของอัลจาซีรา กับเพื่อนร่วมงานอีก 4 คนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าโจมตีจริง แต่อ้างว่านายชาริฟคือหัวหน้าหน่วยของฮามาส ผู้รับผิดชอบเครื่องการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล แต่อัลจาซีราปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด

ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด

13 ส.ค. 2568 02:29 น.

ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด

คลื่นความร้อนกำลังเล่นงานยุโรปตอนใต้อย่างหนัก และทำให้เกิดไฟป่าหลายสิบจุด พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กในอิตาลี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คลื่นความร้อนรุนแรงกำลังทำให้เกิดไฟป่าหลายจุดทั่วยุโรปตอนใต้ บีบให้ประชาชนนับพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเพื่อหนีไฟป่า และทำให้อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส จนมีการประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นสีแดงในหลายพื้นที่ของอิตาลี, ฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส และประเทศแถบบอลข่าน

ในวันอังคารที่ 12 ส.ค. 2568 สำนักงานบริการสภาพอากาศของสเปน หรือ “เอเมต” (Aemet) ระบุว่า อุณหภูมิในเมืองเซบียากับเมืองกอร์โดบา อาจพุ่งขึ้นไปถึง 44 องศาเซลเซียส ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคใต้ของโปรตุเกสก็เตือนว่า อุณหภูมิท้องถิ่นอาจเพิ่มขึ้นจนแตะ 44 องศาเซลเซียสเช่นกัน

ส่วนที่อิตาลี มีเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตจากอาการฮีทสโตรก (heatstroke) หรือ ลมแดด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ในเมืองเทรส กันโตส ทางเหนือของกรุงมาดริด ประเทศสเปน เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเนื่องจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง

ทั้งนี้ ชาวเมืองเทรส กันโตส หลายร้อยคนต้องอพยพออกจากบ้านท่ามกลางไฟป่า ขณะที่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมส่วนภูมิภาคระบุว่า ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะพายุฝนฟ้าคะนองแบบแห้ง ทำให้มีลมแรงมากกว่า 70 กม./ชม.

ด้านนาย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปนโพสต์ผ่าน X ในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติการอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อดับไฟป่า พร้อมกับขอให้ประชาชนระมัดระวัง เนื่องจากพวกเขากำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากไฟป่าในระดับสูงมาก

ที่แคว้นกาสตีลและเลออน (Castile and Leon) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน มีรายงานว่าเกิดไฟป่ามากกว่า 30 จุด ประชาชนเกือบ 4,000 คนต้องอพยพ โดยไฟป่าจุดหนึ่งกำลังคุกคามเมือง ลาส เมดูลาส (Las Medulas) มรดกโลกของยูเนสโก ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเหมืองทองโบราณ

ประชาชนอีกราว 2,000 คน ต้องอพยพออกจากโรงแรมและบ้านเรือนใกล้เมืองตาริฟา สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในแคว้นอันดาลูเซีย ทางใต้ของสเปน ขณะที่ทหารเกือบ 1,000 นายถูกส่งไปช่วยรับมือไฟป่าทั่วประเทศ

ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกส นักดับเพลิงมากกว่า 1,300 นายกับเครื่องบินอีก 14 ลำกำลังรับมือไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุด โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมไฟป่าจุดวิกฤตที่สุดใกล้เมืองทรานโกโซ (Trancoso) ได้แล้วในวันอังคาร

ส่วนที่อิตาลี พยากรณ์อากาศคาดว่าหลายเมืองจะมีอุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียสในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และประกาศเตือนภัยขั้นสีแดงใน 16 เมือง รวมถึงกรุงโรม, เมืองมิลาน และฟลอเรนซ์

อิตาลีพบเด็กเสียชีวิตเพราะโรคลมแดด 1 ราย โดยเป็นเด็กชายชาวโรมาเนียอายุ 4 ขวบ ถูกพบหมดสติอยู่ในรถที่แคว้นซาร์ดิเนีย ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวทางอากาศไปโรงพยาบาลในกรุงโรม แต่สุดท้ายเด็กคนนี้ก็เสียชีวิตเนื่องจากสมองได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจย้อนคืน

ขณะเดียวกัน พื้นที่เกือบ 3 ใน 4 ของฝรั่งเศสต้องอยู่ภายใต้การเตือนภัยคลื่นความร้อน โดยคาดว่าอุณหภูมิในปารีสจะพุ่งแตะ 36 องศาเซลเซียส และ 40 องศาเซลเซียสในเมืองแถบแม่น้ำโรน (Rhône)

ที่ประเทศกรีซ ลมแรงทำให้ไฟป่าบนเกาะซาคินทอส (Zakynthos) และเกาะเซฟาโลเนีย (Cephalonia) ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนต้องอพยพจากหมู่บ้านและโรงแรมใกล้เคียง นอกจากนั้นยังมีไฟป่าอีกจุดใกล้เมืองโวนิตซา ทางตะวันตกของประเทศ บ้านหลายหลังมีความเสี่ยงถูกทำลาย

ที่จังหวัดชานักคาแล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี กำลังเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนหลายร้อยชีวิตต้องอพยพ เช่นเดียวกับที่อัลแบเนีย ขณะที่ไฟป่าขนาดใหญ่ในเมืองสปลิต ของโครเอเชีย ถูกควบคุมได้แล้วในวันอังคาร แต่ไฟป่าขนาดใหญ่ใกล้กรุงพอดโกริซา ของมอนเตเนโกร ทำลายบ้านเรือนไปแล้วหลายหลัง

ส่วนที่สหราชอาณาจักร กำลังเผชิญคลื่นความร้อนครั้งที่ 4 ของปีนี้แล้ว โดยทางการประกาศเตือนภัยสุขภาพขั้นสีเหลืองกับสีอำพันในทุกพื้นที่ของอังกฤษ และพยากรณ์ว่าอุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นเป็น 34 องศาเซลเซียส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับชายจีน ซุกเต่า 850 ตัวใส่ถุงเท้า เตรียมส่งไปฮ่องกง

สหรัฐฯ จับชายจีน ซุกเต่า 850 ตัวใส่ถุงเท้า เตรียมส่งไปฮ่องกง

13 ส.ค. 2568 00:31 น.

สหรัฐฯ จับชายจีน ซุกเต่า 850 ตัวใส่ถุงเท้า เตรียมส่งไปฮ่องกง

ชายชาวจีนยอมรับผิด พยายามลักลอบส่งออกลูกเต่าสายพันธุ์หายากจำนวนกว่า 850 ตัว จากสหรัฐฯ ไปยังฮ่องกง โดยเขามีโอกาสโดนตัดสินลงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายชาวจีนยอมรับความผิดในศาลแขวงสหรัฐฯ ว่าเขาพยายามส่งออกลูกเต่าซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจำนวนกว่า 850 ตัว ด้วยการใส่เต่าในถุงเท้าก่อนจะบรรจุกล่องพัสดุเพื่อส่งไปยังฮ่องกง โดยติดฉลากปลอมว่าเป็นของเล่น

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 12 ส.ค. 2568 ว่า นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ถึงพฤศจิกายน 2567 นายหลิน เว่ยเฉียง ส่งพัสดุบรรจุเต่าไปยังฮ่องกงมากกวา 200 กล่องแล้ว โดยติดฉลากระบุว่าบรรจุ “ของเล่นพลาสติกรูปเต่า” และอื่นๆ

นายหลินลักลอบส่งออก “เต่าหับอเมริกา” (eastern box turtle) กับ “เต่ากล่อง 3 นิ้ว” เป็นหลัก โดยเต่าทั้งสองชนิดเป็นสายพันธุ์พื้นถิ่นของสหรัฐฯ และเป็นที่ต้องการของผู้เลี่ยงสัตว์หลายคน เนื่องจากมีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์บนกระดอง ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของสถานะในประเทศจีน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คาดว่า เต่าของกลางที่ยึดได้จากนายหลินในมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 45 ล้านบาท) โดยเขาถูกเจ้าหน้าที่จับได้ระหว่างการตรวจสอบพัสดุข้ามแดน

เต่าทั้งสองสายพันธุ์เคยถูกลักลอบส่งออกไปจากสหรัฐฯ จำนวนมากในช่วงยุค 90 ก่อนที่พวกมันจะได้รับความคุ้มครองภายใต้ “อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” (CITES) หรืออีกชื่อคือ “อนุสัญญากรุงวอชิงตัน” ซึ่งทำให้การส่งออกเต่าชนิดนี้ต้องขอใบอนุญาตก่อน

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ยังจัดให้เต่าหับอเมริกา เป็นหนึ่งในสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ด้วย

นอกจากเต่าแล้ว นายหลินยังส่งออกพัสดุอีก 11 กล่อง ซึ่งภายในประกอบด้วยสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ รวมถึงงูพิษ

ศาลสหรัฐฯ มีกำหนดพิพากษาบทลงโทษนายหลินในวันที่ 23 ธ.ค. โดยเขามีโอกาสโดนโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีชาวจีนอีกคนถูกตัดสินจำคุก 30 เดือนมาแล้ว ข้อหาลักลอบส่งออกเต่าหับอเมริกากว่า 2,000 ตัว โดยใช้วิธีเกี่ยวกับกันนายหลิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาปัดข้อกล่าวหาไทย ยืนยันไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่ จี้ไทยทำตามข้อตกลง

กัมพูชาปัดข้อกล่าวหาไทย ยืนยันไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่ จี้ไทยทำตามข้อตกลง

12 ส.ค. 2568 23:08 น.

กัมพูชาปัดข้อกล่าวหาไทย ยืนยันไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่ จี้ไทยทำตามข้อตกลง

โฆษกกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาไทย ยืนยันไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่ หลังมีทหารไทยเหยียบเจ็บเพิ่มอีกนาย ชี้เตือนแล้วให้ระวังระเบิดเก่า จี้ไทยทำตามข้อตกลงหยุดยิง

สำนักข่าว พนมเปญ โพสต์ รายงานว่า กระทรวงกลาโหมแห่งชาติของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ในวันอังคารที่ 12 ส.ค. 2568 ปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยที่ระบุว่า ทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธม จนทำให้ทหารไทยไปเหยียบจนระเบิดได้รับบาดเจ็บอีก 1 นายเมื่อเช้าวันนี้

พนมเปญ โพสต์ อ้างรายงานของสื่อไทยว่า ทหารนายนี้เหยียบทุ่นระเบิดระหว่างลาดตระเวนใกล้ปราสาทตาเมือนธม เพื่อสังเกตการณ์และรักษาความปลอดภัย ก่อนจะเหยียบทุ่นระเบิดจนสูญเสียขาซ้าย โดยกองทัพไทยเชื่อว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวคือรุ่น PMN-2 และกล่าวหากัมพูชาว่าเป็นผู้นำมาวาง

นางมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า กัมพูชาขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

“กัมพูชามีจุดยืนมั่นคงว่า จะไม่ใช้หรือวางทุ่นระเบิดลูกใหม่ กัมพูชาเป็นภาคีที่น่าภาคภูมิในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเราได้ให้สัตยาบันในปี 2542 และได้รับการยอมรับจากประชาคมนานาชาติเรื่องความพยายามในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งในและต่างประเทศ” โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าว

เธอย้ำด้วยว่า จนถึงตอนนี้ ไม่มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการและโปร่งใสเกิดขึ้นเพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้เลย

“ยิ่งกว่านั้น กัมพูชาย้ำเตือนประเทศไทยหลายครั้งแล้วว่าพื้นที่แถบนี้ยังมีระเบิดที่หลงเหลือมาจากยุคสงคราม ซึ่งในแง่นี้ ทุกฝ่ายควรงดเว้นจากการมีข้อสรุปใดๆ ต่อสังคมก่อนจะค้นพบความจริง เพื่อความเป็นธรรมและหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดใดๆ ที่อาจเพิ่มความตึงเครียด หรือยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้า”

นางโสเจียตายังเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และหลักการ 13 ข้อที่เห็นชอบร่วมกับระหว่างการประชุมวาระวิสามัญของคณะกรรมการชายแดนร่วม (GBC) เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งมีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนร่วมสังเกตการณ์ เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ และจีน

กัมพูชาขอเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงและเงื่อนไขทั้งหมดที่ระบุในข้อตกลงหยุดยิง รวมถึงเจตนารมณ์ของข้อตกลงที่บรรลุระหว่างการประชุม GBC วาระวิสามัญ โดยรายงานการประชุมระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะคงกำลังทหารเอาไว้ในพื้นที่ปัจจุบัน ไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติมในระหว่างการหยุดยิง ซึ่งเริ่มขึ้นในเวลา 24.00 น. วันที่ 28 ก.ค.

“จะไม่มีการเคลื่อนที่ของกองทัพ รวมถึงการลาดตระเวนเข้าสู่ที่ตั้งของอีกฝ่าย” นางโสเจียตากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

ไต้หวันออกคำเตือนทางทะเล ขณะพายุไต้ฝุ่นโพดุลเคลื่อนตัวเข้าใกล้

ไต้หวันออกคำเตือนทางทะเล ขณะพายุไต้ฝุ่นโพดุลเคลื่อนตัวเข้าใกล้

12 ส.ค. 2568 14:23 น.

ไต้หวันออกคำเตือนทางทะเล ขณะพายุไต้ฝุ่นโพดุลเคลื่อนตัวเข้าใกล้

ไต้หวันกำลังเร่งอพยพประชาชนหลายร้อยคนออกจากพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ ก่อนที่พายุไต้ฝุ่นโพดุลจะพัดขึ้นฝั่ง ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงกำลังฟื้นตัวจากน้ำท่วมและลมกระโชกแรงจากพายุลูกก่อน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางไต้หวัน ออกคำเตือนเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่นโพดุล ในวันนี้ (12 ส.ค.) ขณะที่พายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะ โดยเตือนว่าผลกระทบอาจเริ่มรู้สึกได้ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่าพายุโพดุลกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็วลมต่อเนื่อง 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงถึง 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าเวลา 08.00 น. ของวันพุธ พายุไต้ฝุ่นจะเคลื่อนตัวห่างจากเขตไถตง ไปทางตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 140 กิโลเมตร คาดว่าจะมีประกาศเตือนภัยทางบกในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าบางส่วนของไต้หวันจะอยู่ในบริเวณขอบนอกของพายุภายใน 18 ชั่วโมง

ในเขตนครฮวาเหลียนทางตะวันออก ประชาชนเกือบ 700 คน จะต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากน้ำล้นจากเขื่อนธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดดินถล่มจากพายุไต้ฝุ่นลูกก่อนหน้านี้

นอกจากนั้น มีการเตรียมการในพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่เกษตรกรรม ที่เมืองอี๋หลาน ประเทศไต้หวัน เรือประมงกำลังกลับเข้าฝั่ง โดยชาวประมงกำลังรัดเชือกผูกเรือให้แน่นเพื่อรับมือกับลมที่พัดเข้ามา

เกษตรกรก็กำลังใช้มาตรการป้องกันเช่นกัน ชาวสวนผลไม้ท้องถิ่นรายหนึ่งกล่าวว่า พวกเขากำลังเสริมความแข็งแรงให้กับต้นไม้ด้วยหลักเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้ล้ม

ส่วนที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยนางรมเร่งเก็บผลผลิตก่อนที่พายุไต้ฝุ่นจะพัดมาถึง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากคลื่นลมแรง

CWA คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักและฝนตกหนักมากในพื้นที่ทางตะวันออก ตะวันออกเฉียงใต้ และเทือกเขาทางตอนใต้ของไต้หวัน เริ่มตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป โดยเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังน้ำท่วม ดินถล่ม และลมแรง ทางการขอให้ประชาชนเตรียมพร้อม หลีกเลี่ยงกิจกรรมริมทะเล และติดตามข่าวสารสภาพอากาศอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ หลังจากพายุพัดขึ้นฝั่งแล้ว คาดว่าพายุจะพัดถล่มชายฝั่งตะวันตกซึ่งมีประชากรหนาแน่น ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่มณฑลฝูเจี้ยนทางตอนใต้ของจีนในปลายสัปดาห์นี้.