‘รมว.กษ.’ลงพื้นที่สระบุรี ลุยแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ‘กรมชลฯ’เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

'รมว.กษ.'ลงพื้นที่สระบุรี ลุยแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 'กรมชลฯ'เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

‘รมว.กษ.’ลงพื้นที่สระบุรี ลุยแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ‘กรมชลฯ’เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สระบุรี เดินหน้าแผนพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลฯ เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง เสริมระบบชลประทาน ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดสระบุรี โดยมี นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน ณ โดมอเนกประสงค์บ้านโคกขวิด อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี

นายอรรถกร เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรีมีพื้นที่ชลประทานกว่า 546,706 ไร่ ครอบคลุมโครงการหลัก 7 โครงการ และมีแหล่งน้ำสำคัญ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก รวมถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำและฝาย ซ่อมแซมคันคลอง และปรับปรุงประตูระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำ รองรับทั้งฤดูน้ำหลากและภัยแล้ง

ด้าน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้จัดทำแผนงานโครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการน้ำ ครอบคลุมระยะสั้น – กลาง – ยาว เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีกกว่า 7,350 ไร่ และสร้างประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกกว่า 440,000 ไร่ โดยในปีงบประมาณ 2569 – 2570 จะดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง การปรับปรุงประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 23 ขวา ตำบลรังโคก และคันคลองชัยนาท – ป่าสัก ฝั่งซ้าย อำเภอบ้านหมอ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและเสริมความมั่นคงของระบบชลประทานในพื้นที่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ยังได้ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งในตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ และบ้านเรือนกว่า 184 ครัวเรือน รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพการระบายน้ำและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้มอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแก่ผู้แทนเกษตรกร อาทิ เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ปุ๋ยชีวภาพ ต้นพันธุ์หม่อน น้ำหม่อน พันธุ์ปลากินพืช เมล็ดพันธุ์ผัก สารชีวพันธุ์ ไข่ไก่ และน้ำดอกเกลือสำหรับล้างผัก เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

– 006

‘อรรถกร’สั่งจับตาสถานการณ์น้ำ 24 ชม.รับมือ’พายุคาจิกิ’

'อรรถกร'สั่งจับตาสถานการณ์น้ำ 24 ชม.รับมือ'พายุคาจิกิ'

‘อรรถกร’สั่งจับตาสถานการณ์น้ำ 24 ชม.รับมือ’พายุคาจิกิ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.36 น.

‘อรรถกร’เผยระดมกำลังเฝ้าน้ำ 24 ชม.รับมือ’พายุคาจิกิ’ กำชับ’กรมชลฯ’พร่องน้ำเขื่อน-ระบายน้ำให้เป็นระบบ พร้อมแจ้งข่าว ปชช.ลดความเสียหายพื้นที่ท้ายน้ำ และพื้นที่การเกษตร

เมื่อเวลา 24 ส.ค.2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนคาจิกิ (KAJIKI) จากอิทธิพลดังกล่าวจะทำให้ในช่วงวันที่ 24 – 27 ส.ค.นี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยเดิม ได้แก่ จ.น่าน, พะเยา, แพร่, บึงกาฬ, หนองคาย, เลย และจังหวัดใกล้เคียง ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบพายุโซนร้อน

นายอรรถกร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกรมชลประทาน ได้พร่องน้ำจากเขื่อน และอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งตรวจสอบ และซ่อมแซมอาคารชลประทาน รวมถึงคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการบริหารจัดการน้ำได้บูรณาการเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำ

“ผมได้กำชับให้ทางกรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชม. และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานกาาณ์ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที“ นายอรรถกร กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 50,913 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 25,593 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,527 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,344 ล้าน ลบ.ม.

NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ’68

NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ'68

NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ’68

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

เริ่มแล้ววันนี้! NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 68 กระจายสู่ชุมชนทั่วประเทศ สำหรับคนที่พลาดชม หรือต้องการชมงานมหกรรมวิทย์ฯ อีกครั้ง ชมกันเต็มอิ่ม 1 ปีเต็ม ถึง ส.ค.2569 พร้อมนำนิทรรศการใหม่เอี่ยมไปให้ร่วมสนุกทั้งจุดกำเนิดชายหาดทะเลใต้ มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนาหาชมยาก บั้งไฟภูมิปัญญาของภาคอีสาน ผจญภัยในโลกควอนตัมสำรวจจักรวาลจิ๋ว ดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย ฯลฯ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on สนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

25 สิงหาคม 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ” ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา ชั้น 5 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพฯ ว่า การจัดงาน NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ เป็นผลต่อเนื่องมาจากการมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้งในส่วนกลางที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และภูมิภาค ที่ จ.สงขลา จ.เชียงใหม่ และ จ.ขอนแก่น ตลอดช่วงเดือน ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างประชาชน เยาวชน นิสิตนักศึกษา นักเรียนตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ดังนั้น NSM จึงมีการต่อยอดด้วยการนำนิทรรศการมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่จัดแสดงเสร็จแล้ว เอาไปจัดแสดงต่อเนื่องผ่านแหล่งเรียนรู้ของ NSM รวมทั้งเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ถือเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ สำหรับคนที่อาจพลาดชมนิทรรศการ หรือต้องการชมนิทรรศการในช่วงงานมหกรรมวิทย์ฯ อีกครั้ง ได้มีโอกาสได้เติมเต็มและเข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มที่

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญการจัดงาน NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ ยังถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่ช่วยผลักดันและส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของเยาวชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ของเยาวชน ในการเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“NSM ได้พัฒนานิทรรศการขึ้นมาใหม่หลากหลายชุดที่จะนำไปจัดแสดงในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ ในเครือข่ายต่าง ๆ ของ NSM ทั่วประเทศ อาทิ นิทรรศการ “The Beach Treasure of the south” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี จ.สงขลา นำเสนอจุดกำเนิดชายหาดทะเลใต้ สำรวจสิ่งมีชีวิตบนชายหาด และเรียนรู้ การปรับตัว สืบและค้นหาคำตอบจากซากปริศนาบนชายหาด ค้นพบขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เข้าใจภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน, นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา Seed traits of the northern tales” จะนำไปจัดแสดงที่ ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมาค้นหาเรื่องราวของพันธุกรรมพืชท้องถิ่น อาทิ สัก นางพญาเสือโคร่ง ข้าวก่ำ ถั่วลายเสือ งาขี้ม่อน และภูมิปัญญาการเกษตรของล้านนาที่หลอมรวมกับนวัตกรรมวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาที่เหมาะกับวิถีชุมชนภาคเหนือ, และที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น มีจัดแสดง 2 นิทรรศการ ได้แก่ นิทรรศการ “The Rocket Maker ISAN Inspiration” นำเสนอเรื่องราวของบั้งไฟ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากประเพณีพื้นบ้านของภาคอีสาน มาเป็นสื่อกลางในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านจรวดให้เยาวชนและประชาชนได้เข้าใจง่ายขึ้น นิทรรศการนี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราเอง และนิทรรศการ “ควอนตัมเปลี่ยนโลก (Quantum Quest)” ชวนมาร่วมผจญภัยในโลกควอนตัมที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต สำรวจจักรวาลจิ๋วในอะตอมและค้นพบธรรมชาติอันน่าพิศวงของอนุภาคต่าง ๆ ที่อยู่รายล้อมตัวเรา เป็นต้น” นายสุวรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการที่เตรียมนำมาจัดแสดงภายในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ของ NSM ในช่วงระหว่างเดือน ก.ย. 2568 อาทินิทรรศการ “ส่องสมอง (Brain Inside Out)” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ที่ชวนไขปริศนาความสามารถของสมอง เพราะจะเห็นได้ว่าเมื่อเราโตขึ้นสมองถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อบังคับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นในวัยที่ยังเป็นเด็กสมองควรได้รับการเรียนรู้และพัฒนาที่ดีเพื่อช่วยในเรื่องของความจำ นิทรรศการนี้จึงเปิดให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ เพื่อช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมอง, นิทรรศการ ”คลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต (Mystery of Svalbard)” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า นำเสนอเรื่องราวของเมล็ดพันธุ์ จำลองคลังเก็บเมล็ดพันธุ์จากทั่วโลกที่นำมาฝากไว้ที่ “สฟาลบาร์” คลังเก็บรักษาภายใต้ภูเขาน้ำแข็งระดับความลึกกว่า 150 เมตร ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับฝาก จัดเก็บ ดูแล ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์แทนธนาคารเมล็ดพันธุ์จากทั่วโลก, นิทรรศการ “ดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย (Little Inventor)” จัดแสดงที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะสตรีท รัชดา และ Futurium อพวช. ถือเป็นพื้นที่สำหรับเด็กอายุ 3-7 ปี สนุกกับการประดิษฐ์และเรียนรู้กลไกพื้นฐานรอบตัว, นิทรรศการ “Sport Science on the move” จัดแสดงที่ เดอะ สตรีท รัชดา ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีจี สปอร์ต จำกัด ในการนำเสนอเรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์กับกีฬาอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดสอบสมรรถนะร่างกาย วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และค้นหากีฬาที่ใช่ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน, นิทรรศการ “Science Spark” เตรียมนำไปจัดแสดงกับ กิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ฟิสิกส์แบบ Interactive ที่ให้ผู้ชมได้จับต้อง ทดลอง และเล่นได้ด้วยตนเอง พร้อมค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์พื้นฐานในรูปแบบสนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจ,นิทรรศการ “Science Speak” เตรียมนำไปจัดแสดงกับกิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เปิดโลกแห่งชีววิทยา เรียนรู้ผ่านการเล่น ทดลอง และค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเองในรูปแบบ Interactive ที่ทั้งสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นต้น

นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ NSM ได้ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ โดยนิทรรศการบางส่วน ได้แก่ นิทรรศการ “The Beach Treasure of the south”, นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา Seed traits of the northern tales” และนิทรรศการ “The Rocket Maker ISAN Inspiration” พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่เดือน ส.ค.2568 ถึงเดือน ส.ค.2569 ในเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และในอนาคต NSM ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนานิทรรศการใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อมกระจายโอกาสไปสู่หน่วยงานพันธมิตรและเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ หวังที่จะจุดประกายความรู้ สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวสู่ยุคแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ต่อยอดความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 75 ปี ร่วมกับ มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์และพันธมิตรทุกภาคส่วน จัดงาน “จากปางสู่ป่า: เรียนรู้และเปลี่ยนผ่านสู่ช้างเป็นมิตร” เปิดตัว “Elephant Forest Phitsanulok” ต้นแบบปางช้างที่เป็นมิตรอย่างสมบูรณ์ แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง และหมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรม สร้างมุมมองใหม่เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับช้างสำหรับคนไทยและก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพช้างไทยสู่สากล โดยได้รับเกียรติจาก ทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ กรมปศุสัตว์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อินเทรพิด ทราเวล (Intrepid Travel) บริษัทท่องเที่ยวระดับโลกที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน และ ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศสวีเดน ผู้ให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ รวมถึง กัญจนา ศิลปอาชา ผู้มีบทบาทสำคัญด้านการอนุรักษ์ช้างไทย มาร่วมเป็นสักขีพยานในการยกระดับการท่องเที่ยวที่เคารพสวัสดิภาพช้างและสัตว์อย่างแท้จริง

ทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และ วราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก 

Elephant Forest Phitsanulok มีจุดเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์และความเมตตาของ ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ที่ได้ซื้อโรงแรมทรัพย์ไพรวัลย์ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่ากว่า 900 ไร่ และได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของช้างที่ถูกใช้งานหนัก ครอบครัวจึงตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิเพื่อดูแลช้างที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยมอบ “บ้าน” ที่ปลอดภัยและใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของช้าง หลังจากสั่งสมประสบการณ์และเรียนรู้การดูแลช้าง ครอบครัวศิริวิริยะกุลได้ค่อยๆ ปรับกิจกรรมจากการขี่และป้อนอาหารช้าง ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น พร้อมกันนี้ครอบครัวยังรักษาผืนป่า ดูแลต้นไม้ เพื่อให้ช้างทุกตัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์เข้าร่วมโครงการพรุ่งนี้ที่ดีกว่าของช้าง (Build Back Better) ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก โดยได้รับทุนพัฒนาแปลงพืชอาหารยั่งยืน พร้อมระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยแก้วิกฤต แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา “Elephant Forest Phitsanulok” ให้เป็นปางช้างที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ และเป็น “ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง” อย่างแท้จริง

ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล 

ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล  ผู้อำนวยการมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวศิริวิริยะกุล กล่าวถึงการทำงานร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกว่า “สิ่งหนึ่งที่มูลนิธิฯ เห็นตรงกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกคือการทำปางช้างเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง (Elephant Friendly) ให้เป็นจริง เราต้องการให้ปางช้างอื่นๆ เห็นว่ามีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้สวัสดิภาพช้าง ควาญช้างดีขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันปางก็ยังสามารถมีรายได้อย่างยั่งยืน เราได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ เช่น การลดระยะเวลาการใช้โซ่ให้สั้นลง ให้ช้างได้ใช้เวลาเดินอย่างอิสระมากขึ้น และปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการดูแลช้างให้สอดคล้องกับพฤติกรรมธรรมชาติของช้างมากขึ้น จากเดิมที่กังวลว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เมื่อเห็นตัวอย่างจากปางอื่นๆ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการได้พบกับบริษัททัวร์ที่ทำงานร่วมกับองค์กร  ทำให้เรามั่นใจว่าการทำแบบนี้ทำให้สวัสดิภาพของช้างดีขึ้นจริงและเราจะมีรายได้เพียงพอสำหรับบริหารจัดการ ดูแลควาญ และดูแลช้างได้ในระยะยาว”

ปัจจุบัน Elephant Forest Phitsanulok เป็นบ้านของช้างเพศเมีย 5 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากจากการลากไม้และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่นี่ช้างทุกตัวได้รับการฟื้นฟูทั้งกายและใจ ที่สำคัญช้างได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับช้างสำหรับคนไทย” เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ในการอยู่ร่วมกับสัตว์ด้วยความเคารพ โดยเน้นแนวคิดจาก “พาช้างมาให้คนดู” สู่ “พาคนไปดูช้างในป่า”

การเปลี่ยนผ่านยังครอบคลุมถึง การปรับอุปกรณ์โซ่ที่ใช้ผูกช้างเวลากลางคืน จากโซ่โลหะ เปลี่ยนเป็นโซ่น้ำหนักเบา การสร้างคอกล้อมรั้วที่ปลอดภัยสำหรับใช้เวลาพัก จัดกิจกรรมเสริมอุปกรณ์ Enrichment กระตุ้นพฤติกรรมตามธรรมชาติ การฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนดูแลช้างสูงอายุให้พักในโรงเรือนและทำอาหารเฉพาะที่ย่อยง่ายและช่วยระบบขับถ่าย ที่สำคัญยังยกระดับคุณภาพชีวิตของควาญช้าง ปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุมบังคับ” เป็น “ผู้ดูแล” ที่ทำงานร่วมกับช้างด้วยความเคารพและเข้าใจ เพื่อลดความเครียดของทั้งสองฝ่าย

ทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านของช้างเอเชียมายาวนาน จึงเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากมาเยือน การเปลี่ยนผ่านของ Elephant Forest Phitsanulok ไม่เพียงคืนชีวิตอิสระให้ช้าง แต่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวที่มีจริยธรรมและมีความหมาย พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนจากการทำงานโดยไม่ต้องบังคับช้าง ในวาระครบรอบ 75 ปีขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เรามองว่านี่คือก้าวสำคัญ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้การท่องเที่ยวทั่วโลกก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ”

ทริเซีย โครสดอล

โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่าทุกปางต่างรักช้างและอยากให้ช้างมีชีวิตที่ดี สิ่งที่เราทำคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า การดูแลที่ดีต่อทั้งช้างและควาญ สามารถเดินคู่ไปกับรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนได้จริง ปัจจุบันองค์กรฯ มีเครือข่ายปางช้างที่เปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรแล้วกว่า 13 แห่งทั่วประเทศ และภายในปลายปีนี้จะมีเพิ่มอีก 2 แห่ง ความก้าวหน้านี้
ตอกย้ำว่าการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์คือเส้นทางสู่อนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของประเทศไทย อนาคตที่เคารพต่อสัตว์และธรรมชาติ”

โรจนา สังข์ทอง

ไมค์ สจ๊วต ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ บริษัท อินเทรพิด ทราเวล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวจะคำนึงถึงเสมอว่าในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งของพวกเขาจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นเอเจนซี่ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราจะเลือกมาเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวนั้น จึงเป็นผู้ประกอบการที่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสวัสดิภาพสัตว์ด้วย ซึ่งแนวทางการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกมุ่งเน้นการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และศูนย์การเรียนรู้เอเลแฟนท์ ฟอเรสต์ พิษณุโลก ตรงกับแนวทางกับบริษัทของเรา อินเทรปิดมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับองค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทย”

ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล, โรจนา สังข์ทอง และ ไมค์ สจ๊วต ในการเสวนาเรื่อง   “จากปางสู่ป่า: เรียนรู้และเปลี่ยนผ่านสู่ช้างเป็นมิตร”

ผู้สนใจเยี่ยมชมปางชางที่เป็นมิตรต่อช้าง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://elephantforestphitsanulok.com/th/ และ Facebook: องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

JobThai – THiNKNET มอบรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ และตู้ชีวนิรภัย แก่ รพ.กำแพงเพชร ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพชุมชนห่างไกล

JobThai – THiNKNET มอบรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ และตู้ชีวนิรภัย แก่ รพ.กำแพงเพชร ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพชุมชนห่างไกล

JobThai – THiNKNET มอบรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ และตู้ชีวนิรภัย แก่ รพ.กำแพงเพชร ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพชุมชนห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

เพราะสุขภาพที่ดีคือรากฐานของชีวิตที่มีคุณภาพ จ๊อบไทยแพลตฟอร์มหางานและหาบุคลากรออนไลน์ชั้นนำของไทย ร่วมกับ บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ด้วยการมอบ “รถบริการตรวจสุขภาพและตรวจเลือดเคลื่อนที่” และ “ตู้เก็บตัวอย่างชีวนิรภัยแบบเคลื่อนที่ จำนวน 2 ตู้” ให้แก่โรงพยาบาลกำแพงเพชร เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลและยากต่อการเข้าถึง

พิธีส่งมอบจัดขึ้น ณ วัดป่าดอยลับงา จังหวัดกำแพงเพชร โดยมีพระครูอรรถกิจนันทคุณ (นพดล นันทโน) เจ้าอาวาสวัดป่าดอยลับงา และแพทย์หญิงอังคณา อุปพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกำแพงเพชร ร่วมรับมอบอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทยเป็นผู้แทนส่งมอบ

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) กล่าวถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินโครงการนี้ว่า “สุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน แต่ยังมีผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในชุมชนห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง ที่ไม่สามารถเข้าถึงการตรวจสุขภาพหรือบริการทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง เราจึงมุ่งมั่นสนับสนุนโครงการ CSR นี้ เพื่อส่งต่อโอกาสและเพิ่มความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพแก่ทุกคนในสังคม”

“รถบริการตรวจสุขภาพและตรวจเลือดเคลื่อนที่” ได้รับการออกแบบอย่างครบครัน ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์มาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล อาทิ เครื่องวัดความดันโลหิต วัดอัตราการเต้นหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดและสามารถเจาะเลือดเพื่อเก็บส่งวิเคราะห์เลือดเพื่อใช้ในการประเมินสุขภาพและวางแผนการรักษาในอนาคต หรือเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน

นอกจากนี้ “ตู้เก็บตัวอย่างชีวนิรภัยแบบเคลื่อนที่” จำนวน 2 ตู้ ยังได้รับการออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง มีเป็นระบบความดันบวก และมีระบบกรองอากาศผ่าน HEPA Filter เพื่อให้ในตู้เก็บตัวอย่างปราศจากเชื้อโรคและสารปนเปื้อน ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันกับในห้องผ่าตัด รวมทั้งมีการติดตั้งระบบปรับอากาศเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และติดตั้งระบบเก็บตัวอย่างในอุณหภูมิที่เหมาะสม สามารถเก็บตัวอย่างได้เป็นระยะเวลานาน ทั้งยังมีระบบฆ่าเชื้อโรคภายในห้องโดย UV-C และภายนอกด้วยการฉีดพ่นน้ำยาเชื้อโรคด้วย อีกทั้งสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ภาคสนามและสถานการณ์ฉุกเฉิน

ด้าน แพทย์หญิงอังคณา อุปพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกำแพงเพชร กล่าวว่า “การได้รับอุปกรณ์สำคัญเหล่านี้ จะช่วยเสริมศักยภาพในการให้บริการด้านสุขภาพชุมชนของโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งอุปกรณ์จะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการและทำให้การดูแลสุขภาพมีความครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ รถตรวจสุขภาพและตู้ชีวนิรภัยเคลื่อนที่ ผลิตและพัฒนาโดยบริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับมาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งเครื่องมือแพทย์ ห้องปฏิบัติการ และการออกแบบก่อสร้างห้องคลีนรูมสำหรับห้องผ่าตัด ห้องปฏิบัติการด้านการเจริญพันธุ์ ห้องตรวจหาเชื้อแรงดันลบ (COVID) อ้างอิงตามเกณฑ์มาตรฐาน CDC และ WHO เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จำกัด ติดต่อคุณธัชพนธ์ โชคสุชาติ 0924348228

จ๊อบไทย และ ทิงค์เน็ต ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนและส่งมอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเสริมศักยภาพการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในอนาคตต่อไป

ปลดล็อกศักยภาพการศึกษาไทย จักอบรม “Mind Mapping” ยกระดับผู้บริหารและคณาจารย์สู่ยุคการเรียนรู้แห่งอนาคต

ปลดล็อกศักยภาพการศึกษาไทย จักอบรม “Mind Mapping”  ยกระดับผู้บริหารและคณาจารย์สู่ยุคการเรียนรู้แห่งอนาคต

ปลดล็อกศักยภาพการศึกษาไทย จักอบรม “Mind Mapping” ยกระดับผู้บริหารและคณาจารย์สู่ยุคการเรียนรู้แห่งอนาคต

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.47 น.

ชมรม สวปอ.มส.9 สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ ร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี และบริษัท ไอเดียล อินโนเวชั่น จำกัด จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนด้วยแผนภูมิความคิด (Mind Mapping)” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

กิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนวัดกระจับพินิจ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน ประธานคณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารจัดการความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 9  (สวปอ.มส.9) จิรเสกข์ วัฒนมงคล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี  ว่าที่ร้อยตรี เดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี พลเรือตรี หญิง ดร.วิมลกานต์ แช่มช้อย กรรมการรุ่น สวปอ.มส 9 ดร.ดวงสมร บุญผดุง สมาชิก สวปอ.มส.9  พลตำรวจเอกปรุง บุญผดุง เสกสรรข์ รังสิยีรานนท์ กรรมการรุ่น สวปอ.มส 9 สมนึก งามนิธิพร ที่ปรึกษารุ่น สวปอ.มส.9 ปิติกานต์ พ่วงรอด เลขาธิการรุ่น สวปอ.มส.9 ดร.วิชิต สุรพนานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทไอเดียล อินโนเวชั่น จำกัด สมาชิก สวปอ.มส.9  และวิทยากร พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและคณาจารย์จากเขตธนบุรีเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความรู้และความสามารถของบุคลากรทางการศึกษา ส่งเสริมการใช้ Mind Mapping เป็นเครื่องมือในการคิด วิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

เสียงจากผู้นำ…แรงบันดาลใจจากใจผู้ขับเคลื่อน โดย ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน ประธานคณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารจัดการความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 9 (สวปอ.มส.9) กล่าวว่า “การอบรมในวันนี้คือการลงทุนที่ทรงคุณค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความเจริญของประเทศ เราเชื่อมั่นว่า Mind Mapping จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

จิรเสกข์ วัฒนมงคล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่  กิจกรรมในวันนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การยกระดับความรู้ ความสามารถของผู้บริหารและคณาจารย์ เพื่อปรับวิธีการเรียนการสอนให้ทันสมัย ตอบโจทย์ยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ และทำให้นักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการนำ Mind Mapping มาใช้เป็นเครื่องมือในการคิด วิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในพิธีเปิดว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม CSR ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาจิตใจ (Mind) ของคุณครู เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณครูคือ “ตัวคูณ” ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้รวดเร็วและกว้างขวาง เราต้องการปลูกฝังให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ มีจิตใจที่ดีงาม และเมื่อเด็กเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ ก็จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเมืองของเราให้ดีขึ้นในอนาคต ผมหวังว่าการอบรมครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาของไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่จะนำพาการศึกษาของไทยไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืน

กระทรวงมหาดไทย สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เปิดเวที ‘Young Designer 2025’ เฟ้นหาสุดยอดดีไซเนอร์รุ่นใหม่

กระทรวงมหาดไทย สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’  เปิดเวที ‘Young Designer 2025’ เฟ้นหาสุดยอดดีไซเนอร์รุ่นใหม่

กระทรวงมหาดไทย สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เปิดเวที ‘Young Designer 2025’ เฟ้นหาสุดยอดดีไซเนอร์รุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.12 น.

เปิดฉากแล้วกับการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ ตามโครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ ประจำปี 2568 “Young Designer 2025” โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่สานต่อแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์เจนเนอเรชั่นใหม่ได้ปลดปล่อยศักยภาพ ถ่ายทอดจิตวิญญาณของผืนผ้าไทยอันทรงคุณค่า ผ่านมุมมองการสร้างสรรค์ที่ร่วมสมัย พลิกโฉมมรดกสิ่งทอของชาติให้กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มสุดชิคที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน สอดรับกับยุคสมัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งได้น้อมนำแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะ การออกแบบแฟชั่น โดยพระองค์ทรงศึกษาและพระราชทานแนวทางให้กระทรวงมหาดไทยได้สานต่อพระดำริ พร้อมทั้งพระราชทาน “คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” เปรียบประดุจวิชชาลัยผ้าเคลื่อนที่สัญจรไปพัฒนาผู้ประกอบการทั่วทั้งประเทศโดยพระองค์ท่านทรงเป็นองค์ประธานด้วยพระองค์เอง และพระราชทานลายผ้าให้ผู้ประกอบการไปถักทอ ทำให้เกิดความท้าทายในการพัฒนาทักษะของตนเองพร้อมจัดให้มีการประกวดประชัน ทั้งลายผ้า การออกแบบตัดเย็บ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีอาชีพแต่เดิมได้พัฒนาการออกแบบลายผ้า การย้อมผ้า การทำบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย เป็นสากล สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ทุกโอกาส

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานในงานแถลงข่าวโครงการ Young Designer 2025 ณ แมกโนเลีย บอลรูม ชั้น 10 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ กล่าวว่า “สิ่งที่น่ายินดี คือ ทุกวันนี้เราจะเห็นผู้ประกอบการที่เป็นผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ผ่านเข้ารอบมาถึงรอบสุดท้ายมากขึ้น จึงขอเป็นกำลังใจให้กับผู้สมัครทั้ง 735 คน และแม้ว่าผู้ชนะจะมีคนเดียว แต่ถ้าเรายังไม่ถึงวันนั้น ยังไม่ได้เป็นที่ 1 ความผิดหวังก็จะเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ในการทุ่มเทฝึกซ้อม เพราะสิ่งที่จะได้จากคุณครูทุกท่าน นอกจากองค์ความรู้แล้ว เรายังมี Thai Textiles Trend Book ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานให้มาเป็นแนวทางได้อีกด้วย และเวทีนี้คือจุดเริ่มต้นของประเทศไทยในการสร้าง Young Designer ต้องขอขอบคุณทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทีมดีไซเนอร์ชั้นนำของประเทศทุกท่านคือคณะทำงานที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ให้กับประเทศไทย เพื่อจารึกให้คนไทยได้มีอาชีพ มีรายได้ และพัฒนาตนเองสู่สากลอย่างยั่งยืน”

ในปีนี้ โครงการ “Young Designer 2025” ได้สร้างปรากฏการณ์ของวงการแฟชั่นอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้สมัครถึง 735 ราย โดยมีผู้สมัครทั้งนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยธรรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ ยังเป็นการรวมตัวของกูรูแฟชั่นแถวหน้าของเมืองไทยครั้งสำคัญ ที่มาร่วมให้คำปรึกษาตลอดโครงการฯ ได้แก่ คุณอารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่น อาจารย์พิเศษด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์เธียเตอร์ (THEATRE) คุณภูภวิศ กฤตพลนารา ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์อิชชู่ (ISSUE) และ คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของการออกแบบผ้าไทย และเชื่อมต่อระหว่างช่างทอผ้าในชุมชนกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่อย่างแท้จริง

อารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่น อาจารย์พิเศษด้านแฟชั่น และสไตลิสต์ กล่าวว่า “ปีนี้มีผู้สนใจสมัครเป็น Young Designer 2025 มาถึง 735 คน ตั้งแต่อายุ 12 ปีถึง 64 ปี ซึ่งปีนี้จะมีช่างแพทเทิร์นมาร่วมให้คำแนะนำด้วย ทำให้ดีไซเนอร์ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับความรู้เพิ่มเติม ได้เข้าใจเรื่องวัสดุ เรื่องการตัดเย็บมากขึ้น โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก จะต้องเข้าร่วมการประกวดในระดับภาค ณ วัน เวลา และจังหวัดที่เป็นจุดดำเนินการประกวดระดับภาค โดยต้องเตรียมผลงานภาพสเก็ต ที่สามารถปรับแก้ได้ตามคำแนะนำ โดยนำ Mood board ของชุดที่จะออกแบบตัดเย็บ ตามที่ได้ยื่นสมัคร พร้อมตัวอย่างผ้า หรือวัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประกอบการนำเสนอต่อคณะกรรมการ จากนั้น ผู้ผ่านการคัดเลือกระดับภาค จะต้องออกแบบตัดเย็บชุดตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้าร่วมการประกวดในระดับประเทศ

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนสนับสนุนงบประมาณสำหรับเป็นค่าออกแบบ ตัดเย็บ และนางแบบ นายแบบให้กับผู้เข้าประกวด ซึ่งจะมีการกำหนดวัน Fitting Day ให้ผู้เข้าประกวดสร้างสรรค์ผลงานให้ดีที่สุดก่อนส่งผลงานนำเสนอในรอบตัดสิน วันที่ 28 ต.ค. 68 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีชุดที่ร่วมสมัย สอดคล้องกับยุคปัจจุบันปี 2025 ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ  โดยผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำในการต่อยอด โดยผู้แข่งขันจะต้องตอบโจทย์คำว่า “สนุก” ให้ได้ และสะท้อนเสน่ห์ความเป็นตนเอง ที่มีทั้งความเป็น Fashion และ Wearable เพื่อให้ได้คะแนนจากกรรมการฝั่งดีไซเนอร์ และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย”

เส้นทางการเฟ้นหา Young Designer 2025 เปิดฉากในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ จากผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั่วประเทศ  735 ราย คัดเลือกให้เหลือ 223 ราย ต่อด้วยการคัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบไปประกวดระดับภูมิภาค จำนวน 94 ราย โดยแบ่งเป็น ภาคเหนือ 20 ราย วันที่ 30 ส.ค. 68 ณ โรงแรมมีเลีย จ.เชียงใหม่ ภาคใต้ 25 ราย วันที่ 10 ก.ย. 68 ณ โรงแรมลากูน่า จ.สงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 ราย วันที่ 15 ก.ย. 68 ณ มณฑาทิพย์ฮอลล์ จ.อุดรธานี ภาคกลาง 25 ราย  วันที่ 21 ก.ย. 68 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี และรอบชิง ชนะเลิศระดับประเทศ 40 รายในวันที่ 28 ต.ค. 68 ณ สุราลัยฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ

สำหรับรางวัลแห่งความสำเร็จนั้น ผู้ได้รางวัลชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 75,000 บาท ชมเชย 5 รางวัลๆ ละ 40,000 บาท ซึ่งผู้ที่เข้ารอบการประกวดในระดับประเทศ จำนวน 40 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการทุกราย แต่สิ่งที่นอกเหนือจากเงินรางวัลและเกียรติบัตร ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival ที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2568 นี้

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามอัพเดทข่าวสารการประกวด Young Designer 2025 ได้ที่ http://www.cdd.go.th และ Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก

‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’ ร่วมมือ 3 หน่วยงานภาครัฐให้ความรู้การเงินเครือข่ายคนพิการ

‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’ ร่วมมือ 3 หน่วยงานภาครัฐให้ความรู้การเงินเครือข่ายคนพิการ

‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’ ร่วมมือ 3 หน่วยงานภาครัฐให้ความรู้การเงินเครือข่ายคนพิการ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ร่วมมือพันธมิตร 3 หน่วยงานภาครัฐ  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเทศบาลนครบางบัวทอง จ.นนทบุรี จัดงานให้ความรู้ด้านการเงินกับโครงการอมรมเครือข่ายคนพิการ และผู้ดูแลคนพิการ “เสริมทุนปัญญา ต่อยอดด้วยปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามแนวคิดกองทุนแม่ของแผ่นดิน”

ในงาน SAM ผู้รับผิดชอบโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” เป็นผู้บรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ “แก้หนี้อย่างเข้าใจ เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ กับคลินิกแก้หนี้ by SAM” มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน ได้รับทราบถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้และการวางแผนทางการเงินในหลากหลายมิติ  ซึ่งบรรยากาศก็ได้มีการซักถามแลกเปลี่ยนข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ร่วมอบรม

นอกจากนี้ SAM ยังได้มีการประชาสัมพันธ์แคมเปญ “SAM ทรัพย์มือสองต้องบอกต่อ”  เชิญชวนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสมัครเป็นผู้แนะนำทรัพย์มือสองของ SAM เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ทางเลือก แบบไม่เสียเงินลงทุนแก่ผู้เข้าร่วมอบรม ณ สำนักงานเทศบาลบางบัวทอง จ.นนทบุรี อีกด้วย

ผู้ที่สนใจทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA ของ SAM ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.sam.or.th รวมทั้งช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายและสะดวกรวดเร็ว โดยแอด ID Line @Samline ติดตาม Facebook /YouTube / TikTok ได้ที่  “SAM บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท”  เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารดี ๆ จาก SAM  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1443 

ส่วนลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ NPL ของ SAM ทั้งหนี้ที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1443 เช่นกัน รวมทั้ง Facebook คลินิกแก้หนี้ by SAM และ Facebook บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท  โดยลูกค้าที่เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันและต้องการสมัครเข้าร่วม “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” สามารถสมัครได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ http://www.คลินิกแก้หนี้.com  หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam หรือ walk-in เข้าไปที่สำนักงานคลินิกแก้หนี้ by SAM  ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ อเวนิว รัชโยธิน (โซนลิฟท์แก้ว) ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ (BTS สถานีรัชโยธิน) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-19.00 น.

 บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งรัฐ ที่มีบทบาทสนับสนุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน นับตั้งแต่ปี 2560 SAM มีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ผ่านการดำเนินโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM”  ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่มีหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันกับเจ้าหนี้หลายรายให้ได้ข้อยุติ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ทางการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินแก่ลูกค้าด้วย

‘เพนเทล’ ชวนชมผลงานศิลปะจากเด็กไทย คว้ารางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น จัดแสดงใน ‘นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติครั้งที่ 55’

‘เพนเทล’ ชวนชมผลงานศิลปะจากเด็กไทย คว้ารางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น จัดแสดงใน 'นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติครั้งที่ 55'

‘เพนเทล’ ชวนชมผลงานศิลปะจากเด็กไทย คว้ารางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น จัดแสดงใน ‘นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติครั้งที่ 55’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เพนเทล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องเขียนคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าส่งเสริมความสามารถด้านศิลปะของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง จัดงาน “นิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติ ครั้งที่ 55” (The 55th International Children’s Art Exhibition) ซึ่งในปีนี้เยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลจากการประกวดระดับนานาชาติ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้มากถึง 116 รางวัล จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดกว่า 36,492 ชิ้น จาก 41 ประเทศทั่วโลก รวมถึงรางวัลสูงสุดแห่งปี Japanese Foreign Minister’s Award สะท้อนถึงความสามารถและมุมมองสร้างสรรค์ของเด็กไทยที่ไม่แพ้ใครบนเวทีนานาชาติ

โดยปีนี้เยาวชนไทยให้ความสนใจส่งภาพเข้าร่วมประกวดกว่า 1500 ภาพ จากทั่วประเทศ ซึ่งแบ่งเป็นรางวัลต่างๆ ดังนี้ รางวัลสูงสุดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น (Japanese Foreign Minister’s Award) 1 รางวัล, รางวัลเหรียญทองยอดเยี่ยม (Supreme Gold Award) 4 รางวัล, รางวัลเหรียญทอง (Gold Award) 18 รางวัล, รางวัลเหรียญเงิน (Silver Award) 23 รางวัล, รางวัลเหรียญทองแดง (Bronze Award) 33 รางวัล และรางวัลชมเชย (Pentel Award) 37 รางวัล ร่วมชื่นชมผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการและสีสันของเยาวชนไทยคนเก่งได้ ในระหว่างนี้จนถึงวันที่ 7 กันยายน 2568 ณ ชั้น 3 หอศิลปะและวัฒนธรรมกรุงเทพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม สอบถามเพิ่มเติม Facebook : Pentel (Thailand) หรือโทร02-261-8285

คุณแหน: 25 สิงหาคม 2568

คุณแหน: 25 สิงหาคม 2568

คุณแหน: 25 สิงหาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

II พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีมอบโล่รางวัลพระราชทาน “มหิดลวรานุสรณ์” ประจำปี 2560-2566 ในวันที่ 24 ก.ย.10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมฯ…

II ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จะจัดงานพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี เพื่อบูรณะอุโบสถและสาธารณูปการ ประจำปี 2568 ณ วัดธรรมนิมิต จ.สมุทรสงคราม เชิญชวน
ร่วมบริจาคจตุปัจจัยชื่อบัญชี วัดธรรมนิมิต (ทอดผ้าป่า คปภ.2568) ธนาคารกรุงไทยสาขาแม่กลอง เลขที่บัญชี 748-0-62598-7 สอบถาม สายกลยุทธ์องค์กร โทร. 088-6351414…

II ยินดีกับ พญ.สุวณี รักธรรม ที่ปรึกษาคณะกก.อำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้รับรางวัล บุคคลต้นแบบทำความดีเพื่อแผ่นดินวุฒิสภา ประเภทผู้สูงอายุ…

II สิริพงษ์ อรุณไพโรจน์ และคณะ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดดอกไม้ตกแต่งบุษบกและสถานที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ประดิษฐาน ณ วัดหนองขุ่น อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี พร้อมทั้งบริจาคปัจจัย ซื้อมุ้ง ผ้าห่ม หมอน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและจัดโรงทานด้วย…

II มิตรสหายยินดีกับ จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย…

II ละเอียด โควาวิสารัช ซีอีโอ บจ.วิมานสุริยา ผู้บริหารโครงการมิกซ์ยูส ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ต้อนรับ ดร.ภาสกร ประถมบุตร ที่นำคณะหลักสูตร SCL#5 มาศึกษาดูงานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค โดยมี อโรชา นันทมนตรี, สมหวัง อารีย์เอื้อ, นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล, เทมส์ ไกรทัศน์, ดร.สุพรชัย แสงรัตน์วัชรา, ผศ.ดร.ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล, วัชระ จึงมงคลสวัสดิ์, วิทวัส กันยารอง ร่วมด้วย…

II ชาว Digital CEO#4 ยินดีกับ ภุชพงค์ โนดไธสง ที่ได้เป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ…

II พจมาน ภาษวัธน์ ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ศิษย์เก่าต.อ.28 ไปพบกันในงาน “60 ปี ฉันเธอมาพบเจอด้วยผูกพัน” ฉลองใหญ่ ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้ง 60 ปีแล้ว ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก วันอาทิตย์ 31 ส.ค. 09.30-15.30 น. มีรายการสนุกๆ ของขวัญจากเพื่อนๆ มากมาย…

II ผ่าตัดใหญ่พักได้ไม่ถึง 3 เดือน จิตริก เศรษฐบุตร อดีตเอกอัครราชทูต ไปแข่งว่ายน้ำอาวุโสชิงแชมป์โลก นำทีมศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ประสบความสำเร็จ 9 เหรียญ จากงานระดับโลกที่สิงคโปร์ เฉพาะท่านทูตฯ คว้าชัย 1 เหรียญทอง, 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง ในวัย 91 ปีได้กำลังใจเต็มเปี่ยมจาก ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร …การแข่งขันครั้งนี้ มีนักกีฬาว่ายน้ำกว่า 7,000 คน จาก 148 ประเทศ …ผลงานนี้สร้างความภูมิใจ ปลาบปลื้มใจและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ และคนไทยอย่างยิ่ง…●●