สจล. ปี ’67 มุ่งบริหารองค์กรยั่งยืน สำเร็จทั้งงานวิจัย และนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784232

สจล. ปี ’67 มุ่งบริหารองค์กรยั่งยืน  สำเร็จทั้งงานวิจัย และนวัตกรรม

สจล. ปี ’67 มุ่งบริหารองค์กรยั่งยืน สำเร็จทั้งงานวิจัย และนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ปี 2567 มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีภารกิจสำคัญคือให้การศึกษาและการวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม สังคม รวมทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับแผนระดับชาติในมิติต่างๆ โดยกำหนดเป็นดัชนี 5 Global Index เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็น “ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก (The World Master of Innovation)” ภายในปี 2569

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวถึงทิศทางการบริหารงานปี 2567 ว่า การวางแผนงานที่เป็นระบบ มีตัวชี้วัดและเป้าหมายชัดเจน จะนำมาซึ่งกระบวนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ โดยสจล. กำหนดเป็นแผนกลยุทธ์ตัวชี้วัด 5 Global Index ในการขับเคลื่อนงานของสถาบันในด้านวิชาการ งานด้านวิจัยและนวัตกรรม งานบริการสังคม ซึ่งประกอบด้วย Index ที่ 1 Global Citizen คือ สร้างนักศึกษาที่มีศักยภาพ และมีความสามารถในการแข่งขัน โดยสร้างหลักสูตรทันสมัยตรงความต้องการของตลาดและปรับได้ตลอดเวลา สนับสนุนการเรียนการสอน พัฒนาทักษะ เน้นการปฏิบัติจริง ผลักดันให้นักศึกษาเริ่มทำโปรเจกท์ตั้งแต่ปี 1 เน้นทักษะการปฏิบัติ การแก้ปัญหาและการทำงาน สร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของทุกคณะ สร้างหลักสูตร Transdisciplinaryบูรณาการร่วมระหว่างคณะที่มีความแตกต่างของศาสตร์และศิลป์ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถด้านภาษาให้กับนักศึกษา จัดตั้งสำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิตพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KMITL Life Long Learning Center : KLLC) เพื่อจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อสะสมเครดิต และเพิ่มทักษะแก่ผู้สนใจทุกช่วงวัยและสร้างโอกาสนักเรียน นักศึกษาสู่การเป็นนวัตกร เป็นผู้ประกอบการ มีศักยภาพสามารถแข่งขันได้ในระดับโลกได้

Index ที่ 2 Global Innovation จากการเรียนรู้ สู่นวัตกรรมเพื่อให้ประเทศแข่งขันเวทีโลกสนับสนุนและยกระดับคุณภาพงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ระดับแนวหน้า นำไปใช้ได้จริงหรือแก้ไขปัญหาของสังคม และประเทศ ซึ่งจะมีการผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ทำวิจัยทำผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ไปสู่การได้รับการตีพิมพ์หรือเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ได้รับการอ้างอิงในระดับนานาชาติ ผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์หรือผลงานนวัตกรรมหรืองานสร้างสรรค์ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงได้รับรางวัลในระดับชาติและนานาชาติ นำไปสู่การพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”

Index ที่ 3 Global Learning วิทยาเขตชุมพรฯ ด่านช้าง ที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ครบวงจรร่วมกับชุมชน ด้านเกษตรอัจฉริยะด้านพลังงาน โดยใช้โมเดล BCG เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรชีวภาพ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าหรือยาวนานที่สุด โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้ด้านวิจัยและนวัตกรรมมาพัฒนาพื้นที่เกษตรอัจฉริยะ สร้างงานและอาชีพให้ชุมชนได้ด้วย

Index ที่ 4 Global Infrastructure เพิ่มคุณภาพชีวิตบุคลากรและนักศึกษา สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนและการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการอำนวยความสะดวก รวมทั้งปรับปรุงอาคารและสภาพแวดล้อมไปสู่ Green University ด้วยการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงการปรับภูมิทัศน์สถาบันให้ดียิ่งขึ้นเพิ่มระบบความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี เข้าถึงง่าย รวดเร็ว แม่นยำ โดยสำนักวิจัยเมืองอัจฉริยะ และให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรทางกายภาพให้เกิดความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งห้องเรียน ห้องปฏิบัติการและห้องประชุม ส่งเสริมกิจกรรมกีฬา และการออกกำลังกาย

Index ที่ 5 Global Management คนพร้อม ระบบพร้อม วิ่งไปด้วยกัน ด้วยธรรมาภิบาล มุ่งให้มีระบบการบริหารจัดการภายในสถาบันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการบริหารงานด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) ตั้งสำนักบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัล (KMITL Data management center : KDMC) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อการตัดสินใจและการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลและการเงินที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาศักยภาพของบุคลากร พัฒนาระบบประเมินศักยภาพพนักงาน DPBP ส่งเสริมโครงการผู้บริหารพบประชาคมและนักศึกษา และแชร์ทรัพยากรบุคลากรร่วมกัน เช่น ด้านการเรียนการสอนข้ามคณะ วิทยาลัย เพื่อดึงศักยภาพบุคลากรมาร่วมกันพัฒนาสถาบัน

ทั้งนี้ แผนบริหารทั้ง 5 Global Index ได้กำหนดกระบวนการที่เรียกว่า KMITL Readiness Level (KRL) เป้าหมายระยะปี พ.ศ.2567-2569 เพื่อเป็นการทบทวน และปรับปรุงแผนการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสังคมโลก โดยจะมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ระบบ และกระบวนการทำงานออกเป็นระดับตามเป้าหมายในแต่ละปี และวิธีการนี้ยังจะเป็นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจากบุคลากรทุกคน เป็นการพัฒนาคนและองค์กรไปพร้อมกันอย่างมีเป้าหมาย มีทิศทางที่ชัดเจน สู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย The World Master of Innovation ได้ในอนาคต

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ที่สาขา Stand Alone เปิดใหม่ จ.พัทลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784235

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้  ที่สาขา Stand Alone เปิดใหม่ จ.พัทลุง

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ที่สาขา Stand Alone เปิดใหม่ จ.พัทลุง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ เปิดตัวสาขารูปแบบ Stand Alone สาขาใหม่ล่าสุด “ซีเอ็ด สาขาพัทลุง” เพื่อเป็นแหล่งความรู้แห่งใหม่ของชาวพัทลุง และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้แก่สถานศึกษา โรงพยาบาล และหน่วยงานราชการ จังหวัดพัทลุง จำนวนรวมทั้งสิ้น 10 แห่งมูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท

การมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ในครั้งนี้ มีนางสาวภัสสรัชต์ สุกแก้ว ผู้อำนวยการกองการศึกษา สำนักงานเทศบาลเมืองพัทลุง นายกิตติพิชญ์ กลับคุญ ประธานหอการค้าจังหวัดพัทลุง นพ.สุทธิรักษ์ บัวแก้ว ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพัทลุง นายสุรพล สงณรงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดพัทลุง นายฐิติปกรณ์ ภคุโล รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง นายณรงค์ ศรีละมุล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง นายอำนาจ สุทิน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1ร่วมมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้แก่สถานศึกษา และองค์กรในท้องถิ่น จังหวัดพัทลุง ในครั้งนี้อีกด้วย

สายไหมต้องรอดร้อง ศธ. ช่วยนักเรียน ม.5 ถูกตำรวจย่ำยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784170

สายไหมต้องรอดร้อง ศธ. ช่วยนักเรียน ม.5 ถูกตำรวจย่ำยี

สายไหมต้องรอดร้อง ศธ. ช่วยนักเรียน ม.5 ถูกตำรวจย่ำยี

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

วันที่ 31 มกราคม 2567 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เข้าพบนายสุรศักดิ์  พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)  เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีนักเรียนหญิงชั้น ม.5 ขับรถจักรยานยนต์ ไปเรียนกับน้อง ถูกตำรวจเรียกตรวจ พบไม่มีใบขับขี่ ตร.จึงเรียก 2,000 บาท แต่น้องไม่มีจ่าย จึงถูกพาไปข่มขืนข้างโรงพัก ซึ่งเบื้องต้นผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจ ยศ ร.ต.อ. พื้นที่ สภ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร นั้น 

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า  กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นความไม่สบายใจอย่างยิ่ง โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)ก็มีความกังวลและห่วงใยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าไปดูแลช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น รวมถึงประสานงานกับพื้นที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ทราบว่าหลังเกิดเหตุ  มีเหตุการณ์ภายในโรงเรียนที่ไม่เหมาะสมของครูและบุคลากรการศึกษาภายในโรงเรียน โดยมีครูรายหนึ่งนำข้อความจากสื่อ ส่งไปถามเด็กในไลน์กรุ๊ปโรงเรียน ว่านักเรียนคนใดถูกกระทำดังกล่าว เหมือนเป็นการกระทำซ้ำกับเด็ก ซึ่ง ศธ.เองมีความไม่สบายใจ และต้องขอความร่วมมือบุคลากรในโรงเรียน ให้หยุดการกระการทำดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบกับจิตใจของน้อง ขณะที่ สพฐ. จะส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ความปลอดภัย สพฐ.เข้าไปช่วยดูแล 

“ส่วนการเยียวยาการเรียนเบื้องต้น ศธ. จะพยายามให้การเรียนของน้องไม่ติดขัด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนด้วยระบบออนไลน์ การส่งงาน เพื่อให้สามารถเรียนได้ปกติ  ขณะเดียวกันทราบว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ได้ส่งนักจิตวิทยาเข้าไปช่วยดูแลเบื้องต้นแล้ว และเร็ว ๆ นี้ศธ.ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเสริมอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ สพฐ.จะลงพื้นที่ปรับความเข้าใจกับโรงเรียนและครู ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรกระทำ เพื่อไม่ให้กระทบกับเด็ก เพราะผมเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ และไม่เหมาะสมกับการเป็นบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเราสมควรให้ความสำคัญมากกว่านี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  อย่างไรก็ตาม ผมได้คุยกับแม่ของนักเรียนรายดังกล่าว ซึ่งก็มีความห่วงใยเรื่องการเรียน เพราะสภาพจิตใจของเด็กยังไม่พร้อมที่จะมาเรียน ซึ่งศธ.จะหาวิธีเพื่อไม่ให้เด็กเสียการเรียน และหากผู้ปกครองและเด็กอยากย้ายโรงเรียนทางกระทรวงศึกษาฯและสพฐ.ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือในการย้าย” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า  ส่วนบุคลากรทางการศึกษา หากพบว่ามีการขอไลน์และมีการส่งข้อความหรือภาพที่สือไปในเชิงคุกคามทางเพศ กับเด็กนักเรียน จะถือว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงให้ออกหรือไล่ออกทันที  ซึ่งวันนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ก็ได้ย้ำในที่ประชุมผู้บริหารศธ. ว่า กรณีนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะหากครู เป็นที่ไว้ใจของเด็ก เรื่องคงไม่เกิดขนาดนี้  ซึ่งหมายความว่า ถ้าวันนั้นนักเรียนโดนตำรวจจับแล้วโทรศัพท์มาหาครู เพื่อขอความช่วยเหลือ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น  ดังนั้น ศธ. เองคงต้องมาพูดคุยเรื่องนี้ ครูต้องใกล้ชิด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับเด็กนักเรียนเหมือนลูกของตัวเอง  

ด้านนายเอกภพ กล่าวว่า ทางคดีได้ประสาน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) และทราบว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และได้ประสานกับ พล.ต.ท.ฐากูร นัทธีศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3  เข้าไปดูแล ทราบว่า มีการตั้งกรรมการสอบ และให้ตำรวจที่ก่อเหตุออกจากราชการไปแล้ว  ส่วนคดีความก็มีการนำส่งศาลในหลายข้อหา ซึ่งศาลก็ไม่ได้มีการให้ประกันตัว เพราะถือเป็นการกระทำอุกอาจอย่างไรก็ตาม มิติของการดำเนินคดีคงต้องติดตามอย่างไกล้ชิด เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ตำรวจรายดังกล่าวไม่ได้ก่อเหตุเป็นครั้งแรก  จึงไม่แน่ใจว่า จะมีผู้เสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีผู้เสียหายก็สามารถแจ้งมาได้ที่ศธ. หรือเพจสายไหมต้องรอด เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป 

“จากการสอบถามนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวพบว่า ผู้ก่อเหตุเคยเป็นตัวแทนของโรงพักไปสอนเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด การป้องกันภัยทางเพศตามโรงเรียนต่าง ๆ และมีข้อมูลในเชิงลึกว่า มีการไปขอไลน์กับนักเรียนที่หน้าตาดี และมีการพูดคุยเชิงชู้สาวกับนักเรียน แต่ทั้งหมดต้องตรวจสอบก่อนว่ามีเด็กรายอื่นที่ถูกกระทำอีกหรือไม่ การกระทำลักษณะดังกล่าว ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงมาก“ นายเอกภพ กล่าว

นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า อยากฝากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าไม่ควรเอาผิดแค่รองสารวัตรคนก่อเหตุเพียงคนเดียว ควรตรวจสอบผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปด้วย ว่าปล่อยให้เหตุการแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การตั้งด่านวันนั้นเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่มีผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีแล้วนายด่านไม่เห็นหรือที่ตำรวจคนดังกล่าวพาน้องนักเรียนไปตรงนั้น ทำไมถึงไม่เห็น หรือเห็นแล้วเพิกเฉยได้อย่างไร จนเกิดเหตุการแบบนี้ขึ้น เหตุเกิดช่วง 10.00 น. และถ้าวันดังกล่าวมีการตั้งด่านจริง ก็ต้องมีตำรวจคนอื่นๆด้วย แล้วทำไมถึงปล่อยให้ตำรวจพานักเรียนคนหนึ่งไปถูกกระทำย่ำยีได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีการสอบสวน

‘เสมา 1’ชื่นชมครูช่วยตำรวจบาดเจ็บบนถนน ย้ำมาตรการปลอดภัยในโรงเรียนได้ใช้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784122

'เสมา 1'ชื่นชมครูช่วยตำรวจบาดเจ็บบนถนน ย้ำมาตรการปลอดภัยในโรงเรียนได้ใช้จริง

‘เสมา 1’ชื่นชมครูช่วยตำรวจบาดเจ็บบนถนน ย้ำมาตรการปลอดภัยในโรงเรียนได้ใช้จริง

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.57 น.

วันที่ 31 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีคณะครูโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่นำนักเรียนไปร่วมแข่งขันในกิจกรรมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ที่โรงเรียนศึกษานารีวิทยา โดยขากลับได้พบตำรวจเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำบนถนน จึงเข้าช่วยเหลือโดยทันที และประสานกับโรงพยาบาลจนกระทั่งรถพยาบาลมารับผู้บาดเจ็บไปรักษา นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า เมื่อทราบเหตุดังกล่าว ได้มอบหมายนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สอบถามข้อเท็จจริงและได้รับรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 คณะครูกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้นำนักเรียนไปร่วมแข่งขันด้านคณิตศาสตร์ในกิจกรรมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ที่โรงเรียนศึกษานารีวิทยา โดยในระหว่างทางกลับเวลาประมาณ 14.25 น. บนถนนมุ่งหน้าขึ้นทางด่วน พระราม 9 ได้พบตำรวจเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำบนถนนซึ่งอาการบาดเจ็บสาหัส ไม่ได้สติและนอนอยู่กลางถนน เลือดไหลเป็นทาง ทางคุณครูและคนขับรถได้จอดลงไปดูคนเจ็บและโทรแจ้ง 191 และประสานรถพยาบาล พร้อมทั้งโบกรถบนถนน และยืนรอรถจนกว่ารถพยาบาลจะมารับ เมื่อรถพยาบาลมาแล้วทุกคนจึงได้ขึ้นรถกลับโรงเรียนอย่างปลอดภัย

จากนั้นในวันนี้ (31 มกราคม 2567) สพฐ. ได้นำคณะครูและบุคลากรโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ประกอบด้วย ครูปัณฑิตา ยาไก่ต้อย ครูอริสา สีระวงค์ ครูศิริวรรณ เนตรสว่าง และนายทรงยศ ทองศิริ พนักงานขับรถ เข้าพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับเกียรติบัตรแสดงความชื่นชม โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ได้กล่าวชื่นชมคุณครูและบุคลากรที่เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บบนถนน พร้อมทั้งประสานรถพยาบาลให้มารับผู้บาดเจ็บ โดยไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า สมเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่ดีพร้อมด้วยจิตอาสาและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ทั้งนี้ ได้กำชับให้สถานศึกษาในสังกัดปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ในระหว่างการพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมนอกโรงเรียน ให้ระมัดระวังอย่างรอบด้าน และให้สถานศึกษาเร่งอบรมความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ครูและนักเรียน เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียนเอง และอาจช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุเฉพาะหน้าได้ ก่อนที่จะได้รับการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ต่อไป

ด้านว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวเพิ่มเติม ว่า ทาง สพฐ. รู้สึกชื่นชมคณะครูและบุคลากรโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่มีความกล้าหาญและมีน้ำใจ เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบนถนน อย่างมีสติและมีลำดับขั้นตอน โดยให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ประสานรถพยาบาล พร้อมทั้งโบกรถบนถนน และรอจนกว่ารถพยาบาลจะมารับจนเรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุ ที่สพฐ.ได้เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนต้องมีความพร้อมในการป้องกันเหตุต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งนี้ ทาง สพฐ. จะกำชับสถานศึกษาในสังกัดได้เร่งอบรมให้ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ต่างๆ ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ. เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป 
 

สถาบันพระปกเกล้า อบรมทักษะผู้นำ เด็กนักเรียน 10 โรงเรียนในสงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783977

สถาบันพระปกเกล้า อบรมทักษะผู้นำ  เด็กนักเรียน 10 โรงเรียนในสงขลา

สถาบันพระปกเกล้า อบรมทักษะผู้นำ เด็กนักเรียน 10 โรงเรียนในสงขลา

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดการจัดอบรมโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี โดยมีนักเรียนมัธยมจาก 10 โรงเรียนในจังหวัดสงขลา เพื่อให้เกิดเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม
อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และเพื่อส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา

การอบรมขับเคลื่อนโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี ของสถาบันพระปกเกล้า มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม รวมทั้งมีทักษะความเป็นผู้นำสู่การพัฒนาโรงเรียนและชุมชนของตนโดยมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดมั่นหลักปฏิบัติอย่างมีธรรมาภิบาลและจริยธรรมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งระดับประเทศและระดับโลกและเพื่อให้เกิดเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งนี้การอบรมให้ความรู้แก่ผู้นำเยาวชนในจังหวัดต่างๆ จะจัดให้มีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2568 ทุกภูมิภาคของประเทศ

เด็กม.ศรีปทุมคว้ารางวัลชนะเลิศ ออกแบบเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่นิทรรศการไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783980

เด็กม.ศรีปทุมคว้ารางวัลชนะเลิศ  ออกแบบเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่นิทรรศการไทย

เด็กม.ศรีปทุมคว้ารางวัลชนะเลิศ ออกแบบเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่นิทรรศการไทย

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสาวนิธิกานต์ จึงถาวรอนันต์ นักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม โชว์ศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำอาคารนิทรรศการไทยจากผลงาน “เอกลักษณ์สยาม”ในโครงการ “Thailand Pavilion Expo 2025 Mascot and Costume Design Contest” “โก้แบบไทยๆ เป็นยังไง ใครๆก็อยากเห็น” โดยมี คุณพ่อของนางสาวนิธิกานต์ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบรางวัลชนะเลิศ จาก นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ประธานในพิธี ณ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) จ.นนทบุรี จัดโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

สำหรับ การจัดประกวดออกแบบมาสคอตและเครื่องแต่งกายเจ้าหน้าที่ประจำอาคารนิทรรศการไทยในครั้งนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดนิทรรศการของประเทศไทย ในงาน Expo 2025 Osaka Kansai ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดขึ้น โดยเปิดพื้นที่ให้นักออกแบบคนไทยได้ส่งผลงานเข้ามาร่วมประกวด ไม่จำกัดอายุ เพศ หรืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานการประกวดออกแบบชุดมาสคอตและเครื่องแต่งกายเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างการจดจำ และสะท้อนถึงภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศไทย รวมถึงการประชาสัมพันธ์ความเป็นไทยในด้านต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ ต่อประชาคมโลก โดยในงานนี้มีนักออกแบบทั่วประเทศส่งผลงานร่วมประกวดกว่า 200 ผลงาน

ผลการประกวดทั้ง 2 ประเภทผู้ชนะเลิศ ได้แก่ นายพิริยะ กาญจนคงคาได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดออกแบบมาสคอตอาคารนิทรรศการไทย “Thailand Pavition Expo 2025 Mascot Design Contest” ชื่อผลงาน น้องภูมิใจ และนางสาวนิธิกานต์จึงถาวรอนันต์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเจ้าหน้าที่ “Thailand Pavilion Expo 2025 Costume Design Contest” ชื่อผลงาน เอกลักษณ์สยาม และนายรดิศ หินคำ ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษ จากการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเจ้าหน้าที่ “Thailand Pavilion Expo 2025 Costume Design Contest” ชื่อผลงาน ภูมิพัสตรา

งาน World Expo เป็นงานแสดงนิทรรศการระดับโลกที่จัดขึ้นประจำทุก 5 ปี อันถือเป็น พันธกิจของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกในการเข้าร่วมงานทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่ประเทศไทยจะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพ ตลอดจนภาพลักษณ์ อันดีงามต่อประชาคมโลก อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ในแง่มุมต่างๆ บนเวทีระดับโลกในปี 2568 ประเทศญี่ปุ่น ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน WORLD EXPO OSAKA KANSAI 2025 ณ นครโอซาก้า ในระหว่างวันที่ 13 เมษายน-13 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิดหลัก “Designing Future Society for Our Lives” การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ เพื่อเป้าหมายชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพดี ซึ่งในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรับหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการเข้าร่วมงานในนิทรรศการไทย “Thailand Pavilion Expo 2025 Mascot and Costume Design Contest”

รร.นานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ คว้ารางวัลสูงสุดการประเมินคุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783979

รร.นานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ คว้ารางวัลสูงสุดการประเมินคุณภาพการศึกษา

รร.นานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ คว้ารางวัลสูงสุดการประเมินคุณภาพการศึกษา

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้รับรางวัลสูงสุด GOLD and OUTSTANDING รางวัลการรับรองมาตรฐานการศึกษาจาก Educational Development Trust (EDT) และ British Schools Overseas inspectorate (BSO) ด้วยผลการประเมินคุณภาพการศึกษาจากคณะกรรมการได้ผลลัพธ์เป็นเชิงบวกอย่างสูง และยังมีผลการสอบที่ดีที่สุดในประเทศไทย และผลสอบที่ดีที่สุดในบรรดาโรงเรียนทั่วโลกอีกด้วย

Mr. Nick Gallop ครูใหญ่ ของโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ผลการประเมินครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน นักเรียนครู และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน คณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาได้ให้คะแนนสูงสุดในทุกประเภทแก่โรงเรียนของเรา โดยให้ความสนใจกับผลการเรียนของนักเรียนเป็นพิเศษ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ Nursery จนถึง Sixth Form และไม่เพียงแต่ได้ผลการสอบที่ดีที่สุดในประเทศไทย แต่ยังได้ผลสอบที่ดีที่สุดในบรรดาโรงเรียนทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ผลการประเมินสำหรับระดับ Early Years และ Sixth Form ได้รับการยกย่องว่ามีความยอดเยี่ยมในการดูแลนักเรียน ได้รับการสนับสนุนและมีกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงได้รับคำชื่นชมจากคณะกรรมการ ได้แก่ ครูและนักเรียนมีความสัมพันธ์อันดีให้ความไว้วางใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้นักเรียนชอบมาโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนรู้ในคุณค่าของตนเอง ได้รับการชื่นชม และสนับสนุนให้ “Be the best version of yourself”นักเรียนมีความมั่นใจมีความนับถือในตนเอง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคุณภาพของหลักสูตรมีความโดดเด่นมีการนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เข้มข้น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยให้นักเรียนทุกคนได้พัฒนาทักษะและความสามารถของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ” มีกิจกรรมนอกเวลาเรียน (CCA)มากกว่า 100 วิชา ช่วยพัฒนาความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียน โรงเรียนได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครอง และผู้ปกครองเองได้ให้ความเห็นว่าบุคลากรมีแรงบันดาลใจและแสดงความห่วงใยกับนักเรียน

นอกเหนือจากการประเมินคุณภาพการศึกษาแล้ว ทางทีมคณะกรรมการยอมรับนโยบายเรื่อง ความปลอดภัยของนักเรียน ตรวจสอบดูสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ต่าง ๆ โดยละเอียด ซึ่งก็ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและล้วนมีมาตรฐานในระดับสูงทั้งสิ้น

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมเปิดบ้านวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567

ผู้ปกครอง สนใจเข้าร่วมงาน ลงทะเบียนได้ที่ ลิงก์ :https://form.jotform.com/233328079969068

วธ.เปิดเส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด หนุน Soft Power บนเส้นทางสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783981

วธ.เปิดเส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด  หนุน Soft Power บนเส้นทางสร้างรายได้

วธ.เปิดเส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด หนุน Soft Power บนเส้นทางสร้างรายได้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา : เส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด ภายใต้โครงการจาริกเส้นทางบุญในมิติทางศาสนา โดยมีพระพรหมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 และพระเทพสิงหวราจารย์เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ นายสุรพล เกียรติไชยากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และวัฒนธรรมจังหวัดภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงาน ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

กระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนฐานราก ด้วยมิติทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นนำ Soft Power ของท้องถิ่นมานำเสนอผ่านเส้นทางท่องเที่ยวบนฐานของศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อช่วยกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจ้างงาน ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น และช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้ประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา : เส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิดขึ้น เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ มีพระธาตุประจำปีเกิดถึง 5 แห่ง และมีศาสนสถานโบราณสถาน โบราณวัตถุแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ โดยคัดเลือกพระธาตุประจำปีเกิดซึ่งทรงคุณค่าและมีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ กำหนดเป็นเส้นทางสักการะพระบรมธาตุประจำปีเกิด จำนวน 5 วัด ได้แก่ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พระธาตุประจำปีเกิดปีชวด, วัดพระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม, วัดพระสิงห์ พระธาตุประจำปีเกิดปีมะโรง, วัดเกตการามพระธาตุประจำปีเกิดปีจอ และวัดเจ็ดยอด พระธาตุประจำปีเกิดปีมะเส็ง

การจัดงานในครั้งนี้มีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การแสดงฟ้อนบูชามหาเจดีย์ธาตุ (พระธาตุหลวง) การแสดงแสง สี เสียง และศิลปวัฒนธรรม จากเครือข่ายทางวัฒนธรรม อาทิ การแสดงชุดเล่าขานตำนานพระพุทธสิหิงค์และตำนานพระธาตุหลวงวัดพระสิงห์ นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการห่มผ้าพระมหาธาตุเจดีย์ธาตุ (พระธาตุหลวง) เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

สหพัฒน์ ให้นักเรียนรอคะแนน A-Level ชมการติวย้อนหลังแบบไม่จำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783975

สหพัฒน์ ให้นักเรียนรอคะแนน A-Level ชมการติวย้อนหลังแบบไม่จำกัด

สหพัฒน์ ให้นักเรียนรอคะแนน A-Level ชมการติวย้อนหลังแบบไม่จำกัด

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สหพัฒน์ เปิดโอกาสให้นักเรียนม.ปลายที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่รอคะแนน A-Levelในโครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น กลับเข้าระบบติวย้อนหลัง เสริมความรู้ สร้างความมั่นใจ เตรียมพร้อมรับมือกับการสอบ ที่จะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหลังจากที่กิจกรรมต่างๆ ในโครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น ครั้งที่ 26 ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และมีการสอบ TCAS ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาแล้วนั้น แม้ว่าจะมีเด็กบางส่วนผ่านการคัดเลือกจากรอบแฟ้มสะสมผลงาน แบบโควตา และแบบรับตรงไปบ้างแล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังรอคะแนนจากการสอบ A-Level ซึ่งเป็นการสอบที่ใช้เพื่อเตรียมความพร้อมและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ที่มีด้วยกัน 10 วิชาให้เลือกสอบ เพื่อนำคะแนนไปยื่นตามคณะที่ต้องการสมัครเข้าเรียน โดยการสอบ A-Level กำหนดจัดให้มีขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2567 นี้ เพื่อเป็นการเติมเต็มความรู้และเสริมความมั่นใจให้มากขึ้น ทางโครงการฯ จึงขอเชิญชวนให้เข้ามารับชมการติวย้อนหลัง ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสอบลอตสุดท้ายที่กำลังจะมาถึง และยังสามารถเข้าชมซ้ำได้ไม่จำกัดเวลาและจำนวนครั้งอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถรับชมการติวย้อนหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจในเนื้อหาความรู้กับทุกวิชาหลักสำคัญสำหรับการสอบ 10 วิชาสามัญหรือ A-Level จาก 20 ติวเตอร์ชั้นนำที่ร่วมติวกับทางโครงการฯ ได้แล้วทาง http://www.sahapatadmission.com

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ ค้นหาความสุขรอบตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784074

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ ค้นหาความสุขรอบตัว

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ ค้นหาความสุขรอบตัว

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 22.15 น.

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ พร้อมค้นหาความสุขรอบตัวได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม “Mindset Maker” หวังลดปัญหาสุขภาพจิตคนไทยทุกช่วงวัย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ Mindset Maker จัดงาน “Mindset Fest. Chapter 1 : Happy Together” ประจำปี 2567 ที่ ลานด้านหน้าและพื้นที่สามเหลี่ยมชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ เพื่อสื่อสารกิจกรรมดูแลใจ ต่อยอดจากงาน “Mindset Maker For Happiness” ในปี 2566 เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักและเห็นความสำคัญในการดูแลสุขภาพใจ รวมทั้งสามารถเข้าถึงชุดกิจกรรมได้ง่าย

ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนไทยทุกช่วงวัย สสส. จึงให้ความความสำคัญกับการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี สามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจ ปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข ปัจจัยสำคัญที่บุคคลจะสามารถมีพลังใจได้ คือ การออกกำลังใจเพื่อสุขภาพจิตที่แข็งแรง

“การฝึกฝนทักษะด้านสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเครื่องมือศาสตร์ด้านจิตวิทยาเชิงบวกที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ประกอบด้วยทุน 4 ด้าน 1.ความหวัง (Hope) 2.การเชื่อในความสามารถของตัวเอง (Efficacy) 3.ความเข้มแข็งทางจิตใจ (Resilience) 4.การมองโลกในแง่ดี (Optimisim) สสส. สานพลังกับ Mindset maker ใช้หลักคิดทางทุนจิตวิทยาเชิงบวก พัฒนาเครื่องมืออย่างง่ายให้บุคคลแต่ละช่วงวัย สามารถฝึกฝนตัวเองให้เข้าใจในความสามารถของตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม Mindset Maker รวม 60 เครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย นำไปใช้งานและฝึกฝนออกกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาวะทางจิตที่ดี” ดร.ชาติวุฒิ กล่าว

นายอรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้จัดการโครงการ และผู้บริหาร Mindset Maker กล่าวว่า จิตวิทยาเชิงบวก เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงปี 2542 จากการที่นักจิตวิทยาไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการวนเข้าสู่การรักษาอย่างไม่รู้จบ นักวิชาการจากทั่วโลกจึงระดมความคิดเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ จนเกิดเป็นจิตวิทยาเชิงบวก ที่มีหลักการพื้นฐานคือ “ทุกคนสามารถออกแบบความสุขของตัวเองได้ทุกที่ ทุกเวลา” ไม่ใช่เริ่มตอนที่เจอปัญหา งาน “Mindset Fest. Chapter 1 : Happy Together” เพื่อนำเสนอ “จิตวิทยาเชิงบวก” สู่สังคม ให้เป็นทางเลือกหลักที่คนทั่วไปเข้าใจ เข้าถึง และสามารถสร้างได้เองง่าย ๆ การจัดงาน 2 วัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย วันที่ 27 ม.ค. เป็นคนทำงานด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย กว่า 30 องค์กรเข้าร่วมแลกเปลี่ยนไปและนำไปต่อยอดงานที่ทำอยู่ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือแพลตฟอร์ม Mindset Maker ซึ่งมีความสอดคล้องกับการยกระดับจิตใจ ความคิดและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้ดีขึ้น

“กิจกรรมวันที่ 28 ม.ค. ชวนทุกคนมาเล่น Play Day and Happy Version of Me เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักกับแพลตฟอร์ม Mindset Maker มากขึ้น ได้เข้ามาลองเล่นกับนิทรรศการที่มีชีวิต เพื่อรู้จักวิธีที่จะทำให้สุขภาพจิตเราดีได้ด้วยตัวเราเอง โดยมีวิทยากรจากหลายหลากมุมมอง เช่น หมอโอ๋ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” คุณใบไม้ นัปกานต์ บุญประสม นักกิจกรรม“ยังแฮปปี้ (Young happy) เป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ด้านสุขภาพใจผ่านองค์ความรู้จิตวิทยาเชิงบวกสู่โมเดลความสุขอย่างแท้จริง” นายอรุณฉัตร ว่า

น.ส.วรกัญ รัตนพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง MasterPeace ศูนย์ปรึกษาเชิงจิตวิทยา กล่าวว่า ความสุขที่เราหมายถึงอาจเกิดจากนิยามเล็ก ๆ ของแต่ละคนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของสุขภาวะที่ดี พูดง่ายๆ “ความสุข” คือความพึงพอใจของชีวิตกับสถานการณ์ ณ เวลานั้น และมีความสามารถรับมือ จัดการความรู้สึก ความต้องการของตัวเองได้ ดังนั้น การจะพบความสุขได้โดยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องเริ่มจากเราตระหนักในตัวเองก่อน จากนั้น มองให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีความสุขไปกับเรื่องนั้น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนและเรียนรู้ในการสะสมความสุข สามารถเริ่มได้ทันทีผ่านการนึกถึงช่วงเวลาที่มีความรู้สึกเล็ก ๆ หรือรู้สึกเบา ผ่อนคลาย สบายใจ เป็นตัวเอง แม้ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่ความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งสิ่งนี้เหมือนจะเป็นความบังเอิญ แต่แท้จริงแล้วเกิดจากการที่เราหมั่นสังเกตตัวเองว่า เราได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มา ทำให้เราเกิดความสุขขึ้นได้ด้วยตัวเอง และสามารถหยิบความสุขที่เรียนรู้มานั้นมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน