‘เสมา 1’ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784048

‘เสมา 1’ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5

‘เสมา 1’ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.25 น.

“เสมา 1″ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5 เข้ม สวมหน้ากากอนามัย งดกิจกรรมกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีความห่วงใยต่อสุขภาพอนามัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากข้อมูลของศูนย์สื่อสารการแก้ไขคุณภาพอากาศ (ศกพ.) แจ้งว่าอัตราการระบายอากาศใน กทม. มีแนวโน้มที่จะลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมกราคม นี้ จึงทำให้ฝุ่นละออง PM2.5 สูงขึ้นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกหนังสือกำชับ มาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยเน้นย้ำให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด

“ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่ง ศธ.ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด และเข้าใจถึงความห่วงใยของผู้ปกครองที่ไม่อยากให้ลูกหลานทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เข้าแถว เล่นกีฬาในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อปกป้องเด็กๆ จากพิษภัยของฝุ่นละออง PM 2.5 ให้ได้มากที่สุด วันนี้จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ศธ. เตรียมความพร้อมในการรับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เช่น การสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ลดการทำกิจกรรมนอกอาคาร งดการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยสามารถพิจารณาปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนได้ตามความเหมาะสม” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ ผลกระทบทางสุขภาพของฝุ่น PM 2.5 ที่เกินมาตรฐาน มีทั้งระยะสั้น เช่น แสบตา คันตา น้ำตาไหล คัดจมูก มีน้ำมูก แสบจมูก แสบคอ ไอแห้ง คันตามร่างกาย รวมถึงอาจมีอาการในระดับรุนแรงถึงขั้นแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย ส่วนระยะยาว จะส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จะมีการรับสัมผัสเร็วกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น สถานศึกษาจึงต้องติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 อยู่เสมอ พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย เพื่อขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมตามความต้องการของพื้นที่ได้ โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการรายงานคุณภาพอากาศ การคาดการณ์คุณภาพอากาศ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Air4Thai

เริ่มแล้ว!รองปลัด อว.เปิดประชุมAPAN แสวงหานวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นเยาว์โชว์ผลงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784021

เริ่มแล้ว!รองปลัด อว.เปิดประชุมAPAN แสวงหานวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นเยาว์โชว์ผลงาน

เริ่มแล้ว!รองปลัด อว.เปิดประชุมAPAN แสวงหานวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นเยาว์โชว์ผลงาน

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.37 น.

‘รองปลัด อว.’เปิดประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก รวมบุคคล 500 สาขาวิชาชีพ ร่วมแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ส่งเสริม นักวิจัยรุ่นเยาว์ โชว์ผลงาน

30 มกราคม 2567 นายศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 57 ( The Asia-Pacific Advanced Network : APAN 57) พร้อมกล่าวว่า ประเทศไทย โดยสำนักงานบริหาร เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือ UniNet สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมียินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก A 57 u The Asia-Pacific Advanced Network: APAN 57 nulúnia Towards a Sustainable Future ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศเจ้าภาพ ในปี ค.ศ. 2024 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 ม.ค. – 2 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ APAN เป็นเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของเครือข่ายการ วิจัยและการศึกษาแห่งชาติทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เป็นพื้นฐานในการให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมกันพัฒนาเครือข่าย ส่งเสริมการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง ถือเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ที่ไม่ แสวงหากำไรของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในประเทศเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิก

สำหรับการประชุม APAN ในครั้งนี้ มีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทุกศาสตร์ ทุกสาขาอาชีพ มารวมตัวกัน จากการจัดในประเทศไทยกว่า 500 คน เพื่อร่วมกันแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ก้าวหน้า โดยเน้นความเป็นเลิศ ในเครือข่ายขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาวิจัย เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างกันจากทุกศาสตร์ในหมู่ประเทศสมาชิกทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยรุ่นเยาว์ใน APAN ได้มีโอกาสนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยในทุกศาสตร์ “การประชุมตลอด 5 วันนี้ ท่านจะได้พบกับการประชุมวิชาการในระดับ Technical Program การสัมมนา Workshops การนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่มากกว่า 15 ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย จากหลายประเทศทั่วโลก โดยมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ นำเสนอแนวคิดเจาะลึกในประเด็น เฉพาะด้าน เกี่ยวกับเครือข่ายกิจกรรมด้านวิชาการและสังคม เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมมือในการพัฒนา ระหว่างกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากการประชุมในครั้งนี้ตามที่คาดหวัง NECTECT

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทย มีนโยบายที่จะกระตุ้นและสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ด้วยการใช้ประโยชน์จาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถปรับเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านทำให้ เกิดความเจริญขึ้นหรือความเสื่อมถอย ซึ่งคนไทยทุกคนจะต้องรู้เท่าทันและปรับวิธีคิดตามความเปลี่ยนแปลงให้ทัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้อยู่ในมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทางเศรษฐกิจและสังคม เครือข่าย APAN จึงได้มีส่วนในการเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ผลักดันให้คนไทยเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามนโยบายนี้

การประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ที่ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ โดยในครั้งที่ 1 คือ APAN 13 จัดขึ้นที่ภูเก็ต เมื่อปี 2002, ครั้งที่ 2 APAN 19 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2005, ครั้งที่ 3 APAN 33 จัดขึ้นที่เชียงใหม่ ปี 2012 และล่าสุด ครั้งที่ 4 APAN 57 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783908

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาค

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.07 น.

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมพัฒนาเมือง เพิ่มทักษะใช้เทคโนโลยี ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ

ในการประชุมคณะกรรมการอํานวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่ประธานเป็นการประชุม กอวช. ก็ได้เร่งให้มีการประชุมโดยเร็ว เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของงานที่จะต้องขับเคลื่อนต่อ โดยเฉพาะใน 4 หน่วยงานหลัก ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวง อว. ได้แก่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนอีก 3 แห่ง คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ที่มีบทบาทสำคัญมาก ในการขับเคลื่อนภารกิจและงานที่เกี่ยวข้องทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันภาคธุรกิจ การพัฒนาเชิงพื้นที่ การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาคนกำลังคนทักษะสูง รวมถึงการวิจัยขั้นแนวหน้า นอกจากนี้คณะกรรมการฯ แต่ละท่านก็ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ 

“ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่นายกรัฐมนตรีลงมากำกับดูแลสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้วยตัวเอง เนื่องจากท่านให้ความสำคัญมากเรื่องของนโยบายที่จะขับเคลื่อนด้าน อววน. ของประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว 

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของ สอวช. ประจำปี 2566 ใน 4 เป้าหมาย ได้แก่ 1.ยกระดับประเทศให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางในปี 2580 โดยเพิ่มจำนวนบริษัทนวัตกรรม 2.ยกสถานะทางสังคมของประชากรในกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำ 3.การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตัน ขณะนี้ได้มีการนำร่องโครงการ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย 50 แห่ง ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสีเขียว 4.ยกระดับทักษะพัฒนากำลังคน สมรรถนะสูงโดยตั้งเป้า 25% ของแรงงานทั้งหมด โดยปี 2567 ตั้งเป้าหมายฝึกอบรมให้ได้ 100,000 คน จาก 700 หลักสูตรที่ได้พัฒนาขึ้นมา นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนพลิกโฉมมหาวิทยาลัยผ่านโครงการ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการศึกษา ที่ผลิตหลักสูตรขึ้นมาใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

ด้าน ดร.สิรพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอแนวทางการจัดงาน “ตลาดนัดนวัตกรรม 3 มุมเมือง” โดยกล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. และหน่วยงานในสังกัด ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ตลอดจนสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับเมืองและชุมชนท้องถิ่นไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สอวช. บพท. กทม. และเครือข่ายหน่วยบริหารและจัดการทุน สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมงานได้แก่ บุคลากรจาก กทม. เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยงานจะจัดขึ้น ในวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2567 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

ดร.สิริพร กล่าวด้วยว่า จากการหารือร่วมกับ กทม. พบว่า กทม. เองต้องการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อตอบโจทย์สอดคล้องไปกับตัวชี้วัดของ กทม. ทั้ง 9 ด้าน อาทิ เศรษฐกิจดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี เดินทางดี ฯลฯ ขณะเดียวกันยังได้สรุปปัญหาสำคัญของเมืองและชุมชนได้ 3 ประเด็นหลักคือ 1.การศึกษาการเรียนรู้ 2.เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และ 3. การจัดการเมือง เช่น การคมนาคม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนั้นเพื่อให้การจัดงานครอบคลุมประเด็นปัญหาเหล่านี้ เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 3 พื้นที่ คือ 1.นวัตกรรมการเรียนรู้ 2. เมืองน่าอยู่อย่างชาญฉลาด และ 3. เป็นเมืองนวัตกรรมสำหรับทุกคน ซึ่งทั้ง 3 วันของการจัดงานจะมีการเสวนา โดยมีวิทยากร 57 คน จาก 22 หน่วยงาน สลับสับเปลี่ยนมาให้ความรู้ แสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว City Lab และ มีสภาเด็กและเยาวชนมาให้ความเห็นว่า อยากเห็นเมืองเป็นอย่างไรในอนาคตด้วย

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า สอวช. สกสว. และ บพท. ยังเห็นความสำคัญและโอกาสที่จะนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมเชิงนโยบายและการสนับสนุนทุน ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเมืองและชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ ได้  ////-005

สพฐ.แจ้งระเบียบจัดซื้อหนังสือเน้นย้ำโปร่งใส ตรวจสอบได้ นักเรียนทุกคนมีหนังสือเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783896

สพฐ.แจ้งระเบียบจัดซื้อหนังสือเน้นย้ำโปร่งใส ตรวจสอบได้ นักเรียนทุกคนมีหนังสือเรียน

สพฐ.แจ้งระเบียบจัดซื้อหนังสือเน้นย้ำโปร่งใส ตรวจสอบได้ นักเรียนทุกคนมีหนังสือเรียน

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.38 น.

สพฐ.แจ้งระเบียบจัดซื้อหนังสือเน้นย้ำโปร่งใส ตรวจสอบได้ นักเรียนทุกคนมีหนังสือเรียน

30 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีระเบียบในการจัดซื้อหนังสือแบบเรียน แจกนักเรียนทุกคนในระดับชั้นของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ได้รับหนังสือเรียนใหม่ทุกกลุ่มสาระ เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และจุดเริ่มต้นของการได้รับความรู้ ต่อยอดไปสู่ปัญญา รากฐานของการนำไปใช้ และบรรลุเป้าหมายตามหลักสูตรชาตินั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม การจัดสรรงบประมาณค่าหนังสือเรียน ใช้สำหรับเป็นค่าหนังสือเสริมประสบการณ์สำหรับนักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา ค่าหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกระดับชั้น และแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ใน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อจัดสรรให้นักเรียนมีหนังสือใช้เรียนครบทุกคน โดยระดับก่อนประถมศึกษา เป็นหนังสือเสริมประสบการณ์ระดับชั้นอนุบาลที่สอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 ส่วนระดับประถมศึกษา เป็นหนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน รายวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และแบบฝึกหัดในรายวิชาพื้นฐาน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางฯ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มี เพื่อเสริมทักษะที่จำเป็นแก่นักเรียนเฉพาะระดับประถมศึกษาเท่านั้น ได้แก่ 1) ภาษาไทย 2) คณิตศาสตร์ และ 3) ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และระดับมัธยมศึกษา เป็นหนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน รายวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ.2551

สำหรับการพิจารณาคัดเลือกหนังสือเรียนและแบบฝึกหัด ให้พิจารณาจากความสอดคล้องของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรสถานศึกษา ปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ส่งเสริมกระบวนการคิด คุณธรรม จริยธรรม รักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยให้ดำเนินการจัดซื้อเพื่อใช้สำหรับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 และสำหรับหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 ให้ครูผู้สอนเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกหนังสือตามเหตุผลเชิงคุณค่าทางวิชาการ เสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาคี 4 ฝ่าย (ผู้แทนครู ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และผู้แทนนักเรียน) และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยพิจารณาคัดเลือกจากหนังสือที่มีเนื้อหาสาระยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน โดยปกติให้เลือกจากบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้สำหรับเลือกใช้ในสถานศึกษา รายการที่อยู่ในบัญชีที่ 1 จากเว็บไซต์ฐานข้อมูลบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้สำหรับเลือกใช้ในสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางฯ ตามที่อยู่เว็บไซต์ http://academic.obec.go.th/textbook/web/ หรือเว็บไซต์ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ตามที่อยู่เว็บไซต์ http://academic.obec.go.th 

ในส่วนของวิธีการจัดซื้อนั้น ให้สถานศึกษาดำเนินการจัดซื้อโดยถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (หนังสือสำนักงบประมาณ ที่ นร 0704/ว 37 ลงวันที่ 6 มกราคม 2559 เรื่อง แนวทางการพิจารณาสิ่งของที่จัดเป็นวัสดุและครุภัณฑ์ตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ) และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยให้คำนึงถึงคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา และให้ต่อรองราคาจากผู้ขายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กรณีหนังสือเรียนที่คัดเลือกมีความจำเป็นต้องระบุชื่อสำนักพิมพ์และชื่อผู้แต่งเป็นการเฉพาะ ให้ดำเนินการโดยเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยให้จัดทำหนังสือแจ้งให้ผู้มีอาชีพ ร้านค้า สำนักพิมพ์ เข้าแข่งขันราคาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมีผู้เสนอราคาต่ำสุดแล้ว หากเห็นว่าราคายังไม่เหมาะสมให้ทำการต่อรองราคาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

“สพฐ. ได้เน้นย้ำในเรื่องการจัดซื้อที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่เรายึดถือมาตลอด เพื่อให้การจัดซื้อหนังสือเรียนเป็นประโยชน์กับสถานศึกษาและนักเรียนมากที่สุด ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการจัดซื้อเสร็จสิ้นแล้ว ให้สถานศึกษาแจกหนังสือเรียนที่จัดซื้อให้แก่นักเรียนทุกคน โดยไม่เรียกเก็บคืนและสร้างวินัยให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ ตระหนักถึงการใช้หนังสือให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

อว.สั่งอธิการบดี‘อุเทนถวาย’หยุดรับนักศึกษาปี 1 เร่งแผนย้ายสถานที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783882

อว.สั่งอธิการบดี‘อุเทนถวาย’หยุดรับนักศึกษาปี 1 เร่งแผนย้ายสถานที่

อว.สั่งอธิการบดี‘อุเทนถวาย’หยุดรับนักศึกษาปี 1 เร่งแผนย้ายสถานที่

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.45 น.

‘ศุภมาส’สั่ง‘อธิการบดีอุเทนถวาย’ห้ามรับเด็กปี 1 ปีการศึกษา67 เหตุต้องเร่งย้ายสถานที่เรียนไปวิทยาเขตอื่นตามคำสั่งศาลปกครอง รับแผนล่าช้า แต่กำชับให้ทำเร็วที่สุดแล้วเสร็จในรัฐบาลนี้

30 มกราคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี  รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการดูแลความปลอดภัย นักเรียนและนักศึกษาจากเหตุการณ์ปะทะกันของกลุ่มนักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย จนทำให้โรงเรียนรอบข้าง ต้องสั่งหยุดการเรียนการสอน ว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และมีการพูดคุยกับ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด ซึ่งทางอุเทนถวายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ต้องย้ายไปวิทยาเขตอื่น เพื่อลดความรุนแรงในการปะทะกัน และทางตำรวจก็จะเป็นเจ้าภาพในการนัดคุยกับทุกหน่วยงาน

เมื่อถามว่า ศิษย์เก่าได้มีการพูดคุยกับทางกระทรวงอว.หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า มีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งศิษย์เก่าก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกมา เพียงแต่คิดว่าทุกอย่างต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านย้ายโรงเรียน ไม่สามารถทำเพียงช่วงข้ามคืนได้ แต่ยอมรับ ว่าแผนตอนนี้อาจจะล่าช้า ต้องไปเร่งให้ทำเร็วขึ้น เพราะนักศึกษาไม่ได้มีเยอะ ไม่ได้ยากมากที่จะเร่งแผนในการย้ายได้ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทุกคนต้องตระหนักว่า เป็นเรื่องที่จะลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการรับเด็กใหม่ มีการรับน้องก็อาจจะทำให้มีปัญหาขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น ทุกคนยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และทางตำรวจก็ให้ความช่วยเหลือเต็มที่ในการป้องกันเหตุ ทางสถาบัน และทุกคนก็มีความเป็นห่วงชีวิตนักเรียน จึงเชื่อว่า อะไรที่ติดขัด ทุกคนก็จะช่วยกันแก้ออก และการใช้ความรุนแรงไม่ได้เกิดประโยชน์ ต้องใช้ความนุ่มนวลไม่ให้เกิดการปะทะกัน

ส่วนที่กรณีศิษย์เก่ามีการปลุกระดมไม่ให้มีการย้ายสถานที่เรียน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ก็เป็นข่าว แต่ศิษย์เก่าที่มาร่วมเป็นคณะกรรมการ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกอย่างต้องมีช่วงเวลาขนย้ายและเปลี่ยนผ่าน เตรียมตัวไปที่ใหม่ และสถานที่ใหม่ก็ต้องมีมาตรการรองรับ ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยด้วย โดยเฉพาะวันสถาปนาสถาบันอุเทนถวาย ต้องดูแลเป็นพิเศษ

“สำหรับกรอบเวลาในการย้ายอุเทนถวาย ก็ต้องทำให้เร็วที่สุด และขณะนี้ได้มีคำสั่งไปยังอธิการบดีอุเทนถวายขอให้งดรับเด็กปี 1 ในปีการศึกษา 2567 เพื่อลดปริมาณนักศึกษา มิเช่นนั้นจะแก้ปัญหาไม่ได้ โดยได้มีการแจ้งทางอธิการบดีไปแล้วว่าให้งดรับนักศึกษาปี 1 ในปีนี้ รวมทั้งต้องมาพิจารณาดูกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณที่ส่งไปถึงอุเทนถวาย ว่าถูกระเบียบหรือไม่ ถ้ามีคำสั่งศาลออกมาแบบนี้แล้ว” น.ส.ศุภมาส กล่าว

เมื่อถามว่าตรงนี้ถือเป็นข้อเสนอของทางอว. ใช่หรือไม่ที่ให้งดรับนักศึกษาปี 1 น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ถือเป็นคำสั่งของรัฐมนตรีที่แจ้งไปถึงอธิการบดีแล้ว ซึ่งรอดูอยู่ว่า อธิการบดีจะปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเรื่องนี้และให้คณะกรรมการทุกคน จัดการเรื่องนี้ไม่ให้เกิดการสูญเสียอีก โดยดำเนินการให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้ ทั้งที่เชื่อว่าหากไม่มีการรับนักศึกษา ปี 1 ใหม่ ก็จะทำให้การย้ายสถานศึกษาไปวิทยาเขตอื่นง่ายขึ้น

มูลนิธิเฮอริเทจ ร่วม ม.สงขลานครินทร์ บริการทันตกรรมนักเรียน อำเภอสทิงพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783744

มูลนิธิเฮอริเทจ ร่วม ม.สงขลานครินทร์  บริการทันตกรรมนักเรียน อำเภอสทิงพระ

มูลนิธิเฮอริเทจ ร่วม ม.สงขลานครินทร์ บริการทันตกรรมนักเรียน อำเภอสทิงพระ

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิเฮอริเทจ (ประเทศไทย) ร่วมกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดทำโครงการ ทันตแพทย์อาสา ครั้งที่ 5 “ส่งต่อรอยยิ้ม แบ่งปันความสุข 4 ภาค” นำโดย วลัยทิพย์ซื่อตรงมั่นคง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เครือเฮอริเทจ, ผศ.ทพญ.เสมอจิต พิธพรชัยกุล หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้, ผศ.ทพญ.มะลิ นิยมบัณฑิต อาจารย์ประจำคณะทันตแพทย์ม.สงขลานครินทร์ พร้อมด้วยทพญ.วิโรชา เพียรเจริญ สาธารณสุขจังหวัดสงขลา และ นางสาวอรกัญญาแก้วปลอด ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดคูขุด (เพื่อมประชานุกูล) ร่วมให้บริการทันตกรรมเด็กที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา

การบริการครั้งนี้ ครอบคลุมการตรวจรักษาโรคในช่องปาก อาทิ เคลือบหลุมร่องฟัน ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน ฯลฯ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้แก่เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี จากโรงเรียนวัดคูขุด (เพื่อมประชานุกูล), โรงเรียนวัดศรีไชย และ โรงเรียนวัดธรรมประดิษฐ์ รวมทั้งสิ้น 151 คน ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนวัดคูขุด (เพื่อมประชานุกูล) ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

KFC – กสศ. จัดกิจกรรมเตรียมพร้อม เด็กๆจากสถานพินิจฯเข้าสู่ระบบการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783745

KFC - กสศ. จัดกิจกรรมเตรียมพร้อม เด็กๆจากสถานพินิจฯเข้าสู่ระบบการศึกษา

KFC – กสศ. จัดกิจกรรมเตรียมพร้อม เด็กๆจากสถานพินิจฯเข้าสู่ระบบการศึกษา

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โครงการ Bucket Search โดย KFC ประเทศไทย และโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ของ กสศ. ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมผ่านโครงการ Bucket Search ให้เด็กจำนวน 130 คน จากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มาร่วมกิจกรรมในงาน “บักเกตเสิร์จคลับคลับของเด็กนอกกรอบ” เพื่อเตรียมพร้อมและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆ เพื่อที่จะได้ค้นหาความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของตัวเอง และสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ เพื่อเตรียมเด็กๆ ให้พร้อมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจเพื่อพัฒนาให้ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

โครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ของ กสศ. ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อมอบโอกาสทางการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำมีเป้าหมาย Thailand Zero Dropout คือทำให้เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็น “ศูนย์” และเปิดประตูสู่อาชีพที่ดีในอนาคต และโครงการ KFC Bucket Search มีจุดมุ่งหมายมอบโอกาสทางการศึกษาส่งเสริมในทุกด้านทั้งทักษะชีวิต ทักษะวิชาการ และทักษะการประกอบอาชีพ เพื่อนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วยความเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนล้วนแต่มีศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด และความสามารถที่หลากหลาย ไม่ควรถูกทิ้งให้สูญเปล่า KFC ประเทศไทยและ กสศ. ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือยุติการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนในสังคมไทย เพื่อช่วยลดปัญหาในด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

OKMD ส่งมอบพื้นที่เรียนสร้างสรรค์ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783748

OKMD ส่งมอบพื้นที่เรียนสร้างสรรค์  โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์)

OKMD ส่งมอบพื้นที่เรียนสร้างสรรค์ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์)

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้หรือ OKMD ส่งมอบพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ OKMD PLAYGROUND โดยมี ว่าที่ร้อยตรี เทพประทาน ช่างสาน ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นผู้รับมอบ พร้อมสักขีพยาน อาทิ นายกษิดิ์เดช พรมทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดสุนทรสถิต) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ดร.อภิชาติ ประเสริฐรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ นางอารีย์รัชต์ชวกาญจนกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ คณาจารย์ และนักเรียน นอกจากนี้ ยังมีการทำกิจกรรมให้ความรู้ด้านดิจิทัล Robot Play Day เรียนรู้การทำ coding โดยใช้หุ่นยนต์เป็นสื่อ ณ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD กล่าวว่า พื้นที่สร้างสรรค์เป็นพื้นที่ ที่เปิดสำหรับเด็กทุกช่วงวัย ส่งเสริมจินตนาการให้เกิดการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ และกิจกรรมพิเศษที่นำมาเสริมวันนี้เรียกว่า Robot Play Day สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เรียนรู้การทำ coding โดยใช้หุ่นยนต์เป็นสื่อ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ปูพื้นฐานสู่การใช้ดิจิทัลในอนาคต OKMD ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การสร้างพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย ควรมีการเฝ้าดูพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะเติบโตอย่างสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้รับการช่วยเหลือ เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย

ว่าที่ร้อยตรี เทพประทานช่างสาน ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า OKMD PLAYGROUND ส่งเสริมให้เด็กมีพื้นที่เล่นในโรงเรียนที่มีพื้นที่จำกัด มีทักษะและพัฒนาการดีขึ้น ทั้งกล้ามเนื้อ ความคิดวิเคราะห์ ท้าทายให้กล้าที่จะเล่นและแสดงออก
มีทักษะการแก้ปัญหา ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เด็กๆ ใช้เวลากับเครื่องเล่นมากขึ้นโดยเฉพาะก่อนเวลากลับบ้าน โดยพื้นที่สร้างสรรค์นี้จะคงอยู่เป็นประโยชน์ต่อไปในระยะยาว

ม.ศรีปทุมจัดเสวนาเทคนิคพิชิตทุน และทำเค้าโครงงานวิจัยด้านกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783746

ม.ศรีปทุมจัดเสวนาเทคนิคพิชิตทุน  และทำเค้าโครงงานวิจัยด้านกฎหมาย

ม.ศรีปทุมจัดเสวนาเทคนิคพิชิตทุน และทำเค้าโครงงานวิจัยด้านกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมทางวิชาการส่งเสริมความรู้ LAW FORUM 54 ปี ศรีปทุม ด้วยการเปิดเวทีเสวนาโครงการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาระดับปริญญาโททางด้านกฎหมาย ที่ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย ครั้งที่ 1 โดยมี อาจารย์กุศล สังขนันท์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านกฎหมายและด้านบริการวิชาการ เป็นประธานเปิดการเสวนา หัวข้อ “เทคนิคพิชิตทุนการศึกษาและพัฒนาเค้าโครงงานวิจัย” ซึ่งมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก อาทิ ร้อยโท ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคะ รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดา อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานบังคับคดี พร้อมด้วยวิทยากรภายในร่วมพูดคุย

การเสวนาครั้งนี้ได้ให้ความรู้และเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการขอทุนและการจัดทำเค้าโครงงานวิจัย แก่นักศึกษาปริญญาโททางด้านกฎหมายที่ศึกษาต่อปริญญาเอกและบุคคลทั่วไปได้รับฟัง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำวิจัยต่อไป ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เมื่อวันก่อน

สกสว.ขนส่งผลิตภัณฑ์โครงการหลวง ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นฯครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783749

สกสว.ขนส่งผลิตภัณฑ์โครงการหลวง  ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นฯครั้งแรก

สกสว.ขนส่งผลิตภัณฑ์โครงการหลวง ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นฯครั้งแรก

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถไฟขนส่งผลิตผลโครงการหลวงสู่ภาคใต้ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นแบบเคลื่อนที่ประสิทธิภาพสูง รอบปฐมฤกษ์ ณ สถานีรถไฟลำพูน จังหวัดลำพูน

พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวงได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เริ่มต้นจากการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพาะปลูก การส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่สูงให้ปลูกพืชที่เน้นความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการกระจายสินค้าที่ดีด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้ผลิตผลของเกษตรกรจากพื้นที่สูงยังคงคุณภาพที่ดีจนถึงมือผู้บริโภคและมีต้นทุนที่เหมาะสมสามารถแข่งขันได้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือในการจัดทำโครงการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์ฯ ในครั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนให้การรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรกรได้นานขึ้น และเหมาะสมกับการใช้งาน สำหรับการทดสอบขนส่งสินค้าเกษตรของโครงการหลวงจากภาคเหนือสู่ภาคใต้ ถือว่าเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญและเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่สินค้า เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า รูปแบบการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรของไทยด้วยระบบราง ภายใต้การประสานงาน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนให้กว้างขวางขึ้น และหากมีการขยายผลให้มากขึ้นก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแลกเปลี่ยน

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูลผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นแบบเคลื่อนที่ประสิทธิภาพสูงฯ เป็นโครงการที่ สกสว. มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อภาคเกษตร เพื่อช่วยยืดอายุผลิตผล ลดการใช้พลังงาน ลดการเกิดของเสียจากการจัดเก็บและขนส่งผลิตผล และรองรับการขนส่งทางราง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งลง ลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง และการปล่อยมลพิษ ตามโมเดลเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน หรือ Circular Economy

“โครงการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นแบบเคลื่อนที่ประสิทธิภาพสูง สำหรับการจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็นของผลิตผลทางการเกษตรตามเศรษฐกิจหมุนเวียน” ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (หรือ ร.ฟ.ท.) มูลนิธิโครงการหลวง ศูนย์วิจัยนวัตกรรมโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (หรือ สทร.) บริษัท พงศ์เทพ รุ่งเรือง เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เคซี เทรน ทรานสปอร์ต จำกัด และบริษัท ไทยเรล โลจิสติกส์ จำกัด ในการพัฒนายกระดับระบบขนส่ง
โลจิสติกส์ผลิตผลทางการเกษตรโครงการหลวงให้มีประสิทธิภาพ ผ่านขบวนรถไฟตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นแบบเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผลการดำเนินงานของโครงการฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่หลายภาคส่วน อาทิ การต่อยอดเทคโนโลยีห้องเย็น ให้มีความเหมาะสมกับระบบการขนส่งทางรางได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นก้าวใหม่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งสินค้าเกษตรของไทยด้วยต้นทุนที่ลดลงรวมถึงสร้างโอกาสในการกระจายสินค้าให้แก่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรของประเทศอีกด้วย” รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวทิ้งท้าย