‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 8 พ.ย.68 โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

“ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

แนวคิด “Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” คือหัวใจสำคัญที่มูลนิธิเอสซีจีผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีเพื่อเชื่อมโยง “การเรียนรู้” กับ “การมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง” ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถพึ่งพาตนเองได้จริง และเมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาขยายผลในระดับพื้นที่ผ่านโครงการ Learn to Earn Sandbox จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

สระบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ที่ต่างมีหัวใจเดียวกันในการพัฒนาคน มูลนิธิเอสซีจีจึงได้ร่วมมือกับจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนโครงการ Learn to Earn Sandbox เพื่อสร้างต้นแบบ “สระบุรีกินได้” ที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้จริง

ภายใต้โครงการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับภาคีในจังหวัด สร้างอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการอบรม 5 อาชีพ “Quick Win” ได้แก่ พยาบาล พนักงานขับรถบรรทุก พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ ช่างล้างแอร์ ช่างท่อประปา และไกด์ป่าชุมชน อาชีพเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ทันทีและตรงกับศักยภาพของคนในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคนให้มีกิน มีใช้ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการนี้ว่า สระบุรีไม่ใช่เพียงพื้นที่ต้นแบบ แต่คือพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนร่วมลงมือทำจริง โครงการ Learn to Earn Sandbox แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา ‘คน’ ต้องอาศัยพลังแห่งความร่วมมือที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาครัฐที่สนับสนุนเชิงนโยบายและจัดตั้งคณะทำงาน ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ร่วมผลิตคนและเปิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนภาคการศึกษา ที่ช่วยขยายแนวคิดสู่เยาวชน เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีงานทำ แต่ยังสามารถพัฒนาทักษะและต่อยอดอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นชาวสระบุรี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้ ที่สำคัญนี่คือโมเดลที่เราจะต่อยอดให้คนสระบุรี ‘มีกินได้’ อย่างยั่งยืน และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

หลังจากดำเนินงานตลอดหนึ่งปี มูลนิธิเอสซีจีและคณะทำงานจังหวัดได้ร่วมกันถอดบทเรียนโครงการ โดยใช้กรอบคิด “2P2S” เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และหาแนวทางต่อยอดให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการถอดบทเรียนนี้ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย , 2.การพัฒนาอาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง , 3.ระบบข้อมูลการจ้างงานที่เชื่อมโยงและติดตามผลได้ต่อเนื่อง และ 4.มีหน่วยงานที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของการพัฒนาคนไม่ได้เกิดจากการฝึกอาชีพระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบที่บูรณาการทุกมิติ ทั้ง คน กระบวนการ ระบบ และโครงสร้าง เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

นายยุทธนา เจียมตระการ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสระบุรีไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพ แต่คือการสร้างต้นแบบการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน มูลนิธิฯ มีความตั้งใจจะส่งมอบโมเดลนี้ให้จังหวัดนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ Learn to Earn กลายเป็นแนวคิดที่จับต้องได้ และสร้างผลลัพธ์จริงต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“นอกจากการพัฒนาอาชีพ เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Soft Skills โดยเฉพาะ 3Cs ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานเป็นทีม (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มคุณครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ในโรงเรียนนำร่องได้แก่ โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม โรงเรียนแก่งคอย และวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี เพื่อปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักรู้ (Aware) และมี Mindset ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต”

จากสระบุรีกินได้วันนี้ กำลังเติบโตเป็น “สระบุรีโมเดล” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวใจการพัฒนาคนอยู่ที่ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเมื่อทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน พลังของ การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด จะกลายเป็น การอยู่รอดด้วยการเรียนรู้ อย่างแท้จริง ต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนมจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีลอยกระทง ภายใต้หัวข้อ “ม.นครพนม สมมานทีธาร ประจำปี 2568” เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า โดยมี ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร)

ก่อนเริ่มพิธีเปิดงาน ประธานในพิธีได้นำนักศึกษาและบุคลากร ร่วมกิจกรรมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย และร่วมจุดเทียนแปลอักษรถวายความอาลัย ในความหมาย “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

น.ส.ศุทธหทัย สาวิสิทธิ์ นายกองค์การนักศึกษา มนพ. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือขององค์การนักศึกษา สภานักศึกษา สโมสรนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ร่วมกับแผนกกิจกรรมและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม กองพัฒนานักศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีไทย และเรียนรู้การสืบสานวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การเรียนรู้การทำกระทงรักษ์โลก ร่วมกับชุมชนบ้านท่าค้อ การประกวดกระทงประเภทความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนบูธ “ชิม ช็อป แชะ เช็กอิน” จากนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศความสวยงามของอุโมงค์โคมไฟ “แสงส่องหล้าสู่สายธารแห่งพระเมตตา” ที่ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นและสีสันของค่ำคืนเทศกาลลอยกระทง

ซึ่งการจัดกิจกรรมฯเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยนครพนม ข้อที่ 7 “มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเลิศ (Excellence Culture Community)” และสอดคล้องกับพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย-ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าหน้าศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง

โดยมี ราชสกุล คณะบุคคล และประชาชนจากทั่วทุกสารทิศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่งกายด้วยชุดดำไว้ทุกข์ และชุดชาติพันธุ์ เดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพพร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวงเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่องด้วยความอาลัยและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมา    

อาทิ  ราชสกุลมนตรีกุล ราชสกุลวัชรีวงศ์ ราชสกุลจรูญโรจน์ ราชสกุลเทพหัสดิน นักเรียนและนักศึกษามูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม คณะผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์มูลนิธิเทียนฟ้าและโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ คณะผู้บริหารและครูโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ระยอง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครูและลูกเสือเนตรนารีโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวราเทพ รัตนากร อดีตนัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มูลนิธิธรรมดี ศิษย์เก่านักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ รุ่น 71 สมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดพุทธบูชา  เป็นต้น 

ด้านนายมาเทียส มาเทียสเซ่น อายุ 59 เดินทางมาจากประเทศเดนมาร์ก พร้อมนางเตือนใจ มาเทียสเซ่น อายุ 49 กล่าวว่า วันนี้ตนมาถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระพันปีหลวง จะจดจำช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ไว้ ตนรู้สึกเสียใจไม่ต่างกับคนไทยที่สูญเสียแม่ของแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่

ขณะที่นางเตือนใจ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจมากที่พระองค์ท่านจากไป เรารักในหลวง ร.9  รักพระพันปีหลวง เกิดมาเห็นพระองค์ท่านมาโดยตลอด การมาที่นี่ได้มากราบลาพระองค์ท่าน ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับเดนมาร์กในวันพรุ่งนี้ พวกเรารักมหากษัตริย์ทุกองค์ ทั้งในหลวง ราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์  ถึงแม้ตนจะอยู่ต่างประเทศ แต่ภูมิใจที่เรามีพระมหากษัตริย์ไทย อีกทั้งพระราชินีประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์เดนมาร์ก

ส่วน น.ส.นราพร ภูงามเขียน อายุ 60 ข้าราชการเกษียณ จาก จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า  ตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นโอกาสครั้งหนึ่งที่เราจะได้มาส่งเสด็จท่าน พรุ่งนี้ตนก็จะมากราบพระบรมศพพระพันปีหลวงบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อีกครั้ง สำหรับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ตนประทับใจคือทรงส่งเสรืมภูมิปัญญาชาวบ้านจังหวัดกาฬสินธุ์ อย่างผ้าไหมแพรวา มาต่อยอดกลายเป็นมรดกโลก

“พระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง เป็นแม่ของชาติ พระองค์ไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย นึกถึงแต่ประชาชนเป็นหลักว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร จะอิ่มไหม จะสุขไหม ขนาดท่านป่วยท่านแพ้ฝุ่นจนพยาบาลต้องขอให้พัก ท่านจะไม่ยอม ท่านบอกว่าประชาชนรออยู่ และในช่วงที่เกิดวิกฤตคอมมิวนิสต์ในไทย ท่านก็ไปหาประชาชนถึงที่“ น.ส.นราพร กล่าว

โรงพยาบาลราชวิถี เผยชื่อ ยา 8 รายการ ข้าราชการต้องร่วมจ่าย เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง

โรงพยาบาลราชวิถี เผยชื่อ ยา 8 รายการ ข้าราชการต้องร่วมจ่าย เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง

โรงพยาบาลราชวิถี เผยชื่อ ยา 8 รายการ ข้าราชการต้องร่วมจ่าย เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โรงพยาบาลราชวิถีออกประกาศเพิ่มเติม ถึงรายการยารักษาโรคที่ประชาชนสิทธิข้าราชการต้องร่วมจ่ายตามประกาศกรมบัญชีกลาง เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ชี้แจง การร่วมจ่ายยารักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงตามประกาศกรมบัญชีกลาง (ว537)  
              
ตามที่ โรงพยาบาลราชวิถี ได้มีประกาศ เรื่อง อัตราเบิกจ่ายค่ายารักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามประกาศกรมบัญชีกลาง (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0146.2/ว537 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2568) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นั้น

โรงพยาบาลราชวิถี ขอเรียนว่า สำหรับโรงพยาบาลราชวิถี มียาที่ต้องร่วมจ่ายตามประกาศกรมบัญชีกลาง   เพียง 8 รายการ ดังต่อไปนี้

1.Abiraterone 500 mg

2.Azacitidine 100 mg

3.Bevacizumab 400 mg

4.Bortezomib 1 mg

5.Dasatinib 70 mg

6.Fulvestrant 250 mg

7.Rituximab 1,400 mg

8.Trastuzumab 600 mg
          
ทางโรงพยาบาลราชวิถี มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลรักษาผู้ป่วย โดยการใช้ความรู้ทางการแพทย์ และทักษะความเชี่ยวชาญ ประกอบกับการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยในผู้ป่วยทุกราย อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม  ขอยืนยันให้ผู้ป่วยและประชาชนมั่นใจถึงระบบการรักษาและการเบิกจ่ายเงินในทุกสิทธิ์การรักษาเป็นไปตามระเบียบทุกประการ 

เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’เริ่ม 9 พ.ย.นี้

เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’เริ่ม 9 พ.ย.นี้

เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’เริ่ม 9 พ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.39 น.

ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ บนพระที่นั่งดุสิตฯ ตั้งแต่ 9 พ.ย. โปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์

8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังออกประกาศ เรื่องการถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถวายสักการะพระบรมศพได้ใน 4 ช่วงเวลา ดังนี้ ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 -16.45 น. ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 – 18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45 – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย.2568

ส่วนการแต่งกายของผู้ที่จะมาสักการะพระบรมศพ ขอความร่วมมือให้ทุกคนโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สีดำ,ขาว เสื้อคอปก ไม่แขนกุด ชุดชาวเขาสำหรับชาวเขา ชุดลูกเสือสำหรับลูกเสือ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงผ้า หรือผ้าถุงเท่านั้น งดสวมกระโปรงยีนส์ หรือกางเกงยีนส์

การเข้ากราบสักการะพระบรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประชาขนทุกคน เมื่อมาถึงบริเวณท้องสนามหลวงจะต้องผ่านจุดคัดกรอง นั่งรอที่เต็นท์พักคอย ที่ กทม.จัดเตรียมเก้าอี้ไว้ให้นั่งพัก จากนั้นเจ้าหน้าที่จิตอาสาจะพาลงไปที่อุโมงค์หน้าพระลาน บริเวณทางเข้าที่ 1 โดยทุกคนจะต้องผ่านการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ และผ่านเข้าเครื่องสแกน เพื่อถ่ายรูปหน้าเครื่องสแกน เสร็จแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบเรื่องการแต่งกายให้มีความพร้อมตามระเบียบสำนักพระราชวัง

สำหรับสุภาพสตรีที่ไม่ได้สวมกระโปรงมา จะต้องเปลี่ยนผ้าถุง จุดที่บริการให้ยืมผ้าถุง ที่บริเวณอุโมงค์หน้าพระลาน ทางออก 2 โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.ผู้รับบริการยื่นบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ในการลงทะเบียน ณ จุดยืมผ้าถุง อุโมงค์หน้าพระลาน 2.เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและส่งคืนบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ให้ผู้รับบริการ 3.ผู้รับบริการคืนผ้าถุง ณ จุดคืนผ้าถุง บริเวณที่ท่าราชวรดิษฐ์ ทางออกประตูเทวาภิรมย์

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

'รมว.นฤมล'ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

“รมว.นฤมล” ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู พร้อมดันการศึกษา Learn to Earn สร้างรายได้ระหว่างเรียน

7 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายชูสิน วรเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง และในพื้นที่นราธิวาส เข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมจำลอง ศรีเลขา โรงเรียนนราธิวาส อ.เมือง จ.นราธิวาส

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 11 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เพื่อมารับฟังปัญหาการทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะผู้ปฏิบัติย่อมรู้ถึงการทำงานในบริบทของตนเองเป็นอย่างดี และให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้มารับฟังปัญหา พร้อมทั้งให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรการศึกษาของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อนั้นก็จะเกิดการสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานการศึกษาของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

“กิจกรรมหลัก ๆ ในการลงพื้นที่วันนี้ก็เพื่อมามอบทุนให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเข้าใจดีกับการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มอัตรากำลังครูวิชาเอกให้ครบในทุกโรงเรียน เรื่องของวิทยฐานะ ซึ่งได้เพิ่มช่องทางการขอวิทยฐานะใน 3 ทางเลือก คือ 1.งานวิจัย 2.นวัตกรรมเชิงประจักษ์ ที่สามารถใช้งานได้จริงในสถานศึกษา ก่อเกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เช่น แอปพลิเคชันของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และ 3.รางวัลระดับชาติ ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ค.ศ.” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ที่จะทำให้ครูได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งนี้ ยังหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมาชิกของแต่ละแห่งไว้ด้วย  และท้ายสุด เรื่องของระบบย้ายครู (TRS) ถือว่าระบบเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการย้าย คือมีความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง แต่เมื่อเราใช้ระบบแล้วพบข้อติดขัด ก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานและก่อเกิดประโยชน์ต่อครูทุกคนมากยิ่งขึ้น

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและนิทรรศการ ผลงาน นักเรียน ได้แก่ ทักษะอาชีพผลิตผ้าคลุมผม ผ้าลีลาลาย โรงเรียนบ้านโคกสุมุ สพป.นราธิวาส เขต 1, ทักษะอาชีพการสานเสื่อกระจูด โรงเรียนบ้านโคกพะยอม, โครงการทักษะอาชีพ กลุ่มสาระการงานอาชีพ การจัดการธุรกิจการอาหาร (Food business management : FBM) และการจัดการธุรกิจการเกษตร (Agribusiness management: AM) โรงเรียนนราธิวาสม, นวัตกรรมหลักสูตรที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนและตอบสนองความต้องการของบริบทพื้นที่ โรงเรียนดารุสสาลาม ตลอดจนศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center งานโครงการพิเศษและบริการชุมชน วิทยาลัยเทคนิคบางนรา

“จากการชมนิทรรศการ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สามารถจัดกิจกรรมการศึกษาได้ตรงกับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างอาชีพ หรือ Learn to Earn ที่นอกจากจะสอนอาชีพแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับนักเรียนในระหว่างเรียนด้วย ถือเป็นกิจกรรมที่ดีและตอบโจทย์การเรียนการสอนของพื้นที่และโลกยุคปัจจุบัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ'พระพันปีหลวง'

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.17 น.

7 พฤศจิกายน 2568 คณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 86 คน จาก 85 ประเทศ 1 องค์กร 7 องค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมในพระราชพิธีปัณรสมวาร (15วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

โดยมีเอกอัครราชทูต 39 ประเทศ อาทิ รัสเซีย, ฟิลิปปินส์, สหราชอาณาจักร, นิวซีแลนด์, ออสเตรีย, เปรู, เช็ก, นอร์เวย์, สหรัฐอเมริกา, อิตาลี, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, เยอรมนี, เป็นต้น

โอกาสนี้ คณะผู้แทนได้เข้าวางพวงมาลา ถวายความอาลัยพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.13 น.

7 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่ 9 พ.ย. 68 เป็นต้นไป

กรมการขนส่งทหารเรือ ได้จัดเรือโดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ตามเส้นทางดังนี้
เส้นทางที่ 1 ไป – กลับ ระหว่าง ท่าเรือนนทบุรี ( พิบูลสงคราม 3) – ท่าเรือเกียกกาย(วัดแก้วฟ้าฯ) – ท่าเรือเทเวศร์ – ท่าเรือท่าช้าง

เส้นทางที่ 2 ไป – กลับ ระหว่าง ท่าเรือสาทร (สะพานตากสิน) – ท่าเรือกรมเจ้าท่า – ท่าเรือราชวงศ์ – ท่าเรือราชินี – ท่าเรือท่าช้างไอคอน

โดยทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา 09.00 น. – 22.00 น. เริ่มตั้งแต่ 9 พ.ย.68 เป็นต้นไป

หน่วยงานรัฐ ขานรับ ‘เกษียณสร้างสุข ปี 2568’ งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

หน่วยงานรัฐ ขานรับ 'เกษียณสร้างสุข ปี 2568' งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

หน่วยงานรัฐ ขานรับ ‘เกษียณสร้างสุข ปี 2568’ งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุทิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

ตามที่เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมรณรงค์ในโครงการเกษียณสร้างสุข โดยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย(มท.)และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานสังกัดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่ผ่านมา

นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนได้รวบรวมหน่วยงานที่แจ้งเข้าร่วมโครงการปีนี้ กว่า 2,010 แห่งจากทุกจังหวัด อาทิ ที่ทำการปกครองจังหวัดร้อยเอ็ด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย, ที่ทำการปกครองอำเภอร่องคำ จ.กาฬสินธุ์, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา อ.แม่ริม   จ.เชียงใหม่ เทศบาลตำบลระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม, สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.หนองคาย, โรงพยาบาลน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดระนอง, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สำนักงานประมงจังหวัดน่าน, สำนักงานสถิติจังหวัดนนทบุรี, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2, และโรงเรียนจำนวน 1572 แห่ง เป็นต้น โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “งานเกษียณราชการ ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า เพื่อแสดงความยินดีแก่ผู้ครบอายุราชการ”

จากข้อมูลของหน่วยงานที่ร่วมรณรงค์ พบ 6 เหตุผลหลัก ได้แก่ (1) ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยในงาน 70% (2) สร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรมและต้นแบบที่ดี 55% (3) ส่งเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 45% (4) ประหยัดงบประมาณและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 40% (5) สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและวัฒนธรรมไทย 35% (6) เสริมความสามัคคีและบรรยากาศอบอุ่นในองค์กร (30%)

ทั้งนี้ จากการสำรวจค่าใช้จ่ายถ้ามีการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเลี้ยงในงาน ซึ่งจะต้องไปจัดนอกสถานที่เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ดื่มในสถานที่ราชการทำให้ต้องจ่ายค่าสถานที่เพิ่ม ส่วนค่าเหล้าที่ต้องออกเงินซื้อกันเอง พบว่า สัดส่วนโดยเฉลี่ยงานขนาดเล็ก (30–50 คน) ใช้งบประมาณ 3,000–8,000 บาท งานขนาดกลาง ใช้งบ 10,000–20,000 บาท และงานขนาดใหญ่ (มากกว่า 200 คน) ใช้งบ 30,000–60,000 บาทต่อครั้ง ทำให้คนมาร่วมประหยัดงบได้เฉลี่ย 10,000–30,000 บาท หรือกรณีที่บางงานใช้วิธีรวบรวมงบกันเองมาจัดงาน สามารถประหยัดเงินกองกลางได้กว่า 20% ทีเดียว

นายธีระ กล่าวต่อว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “งานเกษียณปลอดเหล้า” ไม่เพียงเป็นการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความเรียบง่าย ความสามัคคี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลายหน่วยงานแสดงเจตนารมณ์ที่จะสานต่อแนวทางนี้ เพื่อให้ “งานปลอดเหล้า” กลายเป็นแบบอย่างของ องค์กรคุณธรรม ที่แท้จริงในอนาคต ทั้งในด้านการลดอุบัติเหตุและเหตุไม่พึงประสงค์ การสร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมความสามัคคี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมุ่งหวังให้ “งานเลี้ยงเกษียณสร้างสุข” กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการแสดงความเคารพและมุทิตาจิตที่งดงามในหน่วยงานราชการไทย