ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

ไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยน กมธ.วุฒิสภาเตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

กมธ.วุฒิสภา รุกแลกเปลี่ยนกับไทยพีบีเอส เผยทิศทางการทำงานของสื่อสาธารณะ เตรียมพร้อมรับโจทย์ใหญ่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572 เป็นกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนและปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสื่อ ดัน OTT ‘VIPA’ ส่งเสริมการเติบโตของสื่อใหม่และสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่อภาคพลเมือง

คณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมการบริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4 ประเด็น คือ 1. การเตรียมความพร้อมกรณีใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุ พ.ศ. 2572 2. การให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล 3. แนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร 4. ข้อจำกัดหรืออุปสรรคด้านกฎหมายในการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ เพื่อบริการสื่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี เปิดเผยถึงทิศทาง วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของไทยพีบีเอสว่า ทีมผู้บริหารชุดใหม่ ได้วางแผนดำเนินงานภายใต้วาระ 4 ปี โดยมีภารกิจสำคัญคือการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลในปี 2572  ในยุคที่สื่อกระแสหลักกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ บทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการเป็นกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนและปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสื่อ

ไทยพีบีเอส มีความพร้อมในการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ๆ โดยเฉพาะ OTT ‘VIPA’ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งในการส่งเสริมการเติบโตของสื่อใหม่และสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่อภาคพลเมือง ทั้งนี้ แม้ไทยพีบีเอสจะมีศักยภาพในการพัฒนาและขยายบทบาทให้กว้างขึ้น แต่ยังคงมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย เช่น การจัดหารายได้จากค่าสมาชิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การดำเนินงานของสื่อสาธารณะมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

รอง ผอ.ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบและบทบาทของสื่อสาธารณะในต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวทางการเปลี่ยนแปลงและแผนระยะยาวที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ไทยพีบีเอสก้าวสู่การเป็น “พื้นที่สาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” ในยุคดิจิทัล

ด้าน สุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่ ไทยพีบีเอส ดำเนินงานมาเป็นเวลา 17 ปี พร้อมกับการวางรากฐานที่มั่นคง และสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างด้านเทคโนโลยีที่ดี

แพลตฟอร์ม VIPA ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูง ซึ่งสามารถพัฒนาให้กลายเป็น ‘แพลตฟอร์มแห่งชาติ’ ได้ในอนาคต นอกจากนี้ อยากเห็นไทยพีบีเอสก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้นำด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ’ ของประเทศ เพราะมีทั้งเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมอยู่แล้ว และหากมีการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

สำหรับเวทีการแลกเปลี่ยนมีคณะผู้บริหาร ส.ส.ท. ในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร, สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา, กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล นำเสนอในหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มสื่อสมัยใหม่ และบทบาทในการเป็นสื่อสาธารณะภายใต้ระบบดิจิทัล” อมร ศรีแก้ว ผู้จัดการฝ่าย Network Operation Center สำนักวิศวกรรม หัวข้อ “การเตรียมความพร้อมกรณีใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุ ปี 2572” และ “การให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล”, สมพร เจียสารัมย์ ผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ แนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร (สำนักวิศวกรรม) นอกจากนี้ คณะ กมธ. วุฒิสภา ยังได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการทำงานด้านกิจการโทรทัศน์และดิจิทัลของ ส.ส.ท. อาทิ กระบวนการผลิตรายการ การออกอากาศ การผลิตและบริหารจัดการสื่อดิจิทัล รวมถึงระบบวิศวกรรมและโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดิน

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.01 น.

‘บาหลี’จัด‘สมาธิเพื่อสันติภาพ’ เฉลิมฉลอง‘วันสันติภาพโลก’ 60 ประเทศ 2,000 กว่าคนร่วมงาน

วัดพุทธบาหลี – ศูนย์สมาธิบาหลี BMC Bali Meditation Center และสหภาพพระธรรมทูตไทยในแอฟริกา – ตะวันออกกลาง (ส.ธ.อ.ต.)  THE UNION OF THAI DHAMMADUTA IN AFRICA – THE MIDDLE EAST (UTAM) ร่วมกันจัดงาน “สมาธิ-จุดประทีปเพื่อสันติภาพ”  Light of Peace Bali 2025 A Global Meditation Gathering for World Peace ในวันสันติภาพสากล International Day of Peace ณ ห้องประชุมสิงหาราชาจา ศูนย์การประชุมนูซาดัว บาหลี อินโดนีเซีย เนื่องในโอกาสวันสันติภาพสากล International Day of Peace และเพื่อให้นานาชาติได้มาเรียนรู้การปฏิบัติธรรม ”สมาธิทางสายกลาง“ Middle way Meditation เพื่อให้เข้าถึงสันติสุขภายใน การปฏิบัติธรรมทางสมาธิภาวนา และจุดประทีป ภาวนาอธิษฐานจิต ให้เกิดสันติภาพโลก

ภายในงาน พระราชวิเทศวชิรเวที (บัณฑิต วรปญฺโญ,ดร.) ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในแอฟริกา-ตะวันออกกลาง, เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ กล่าวในหัวข้อ สันติภาพภายนอกเริ่มต้นจากสันติสุขภายใน ว่า จิตเดิมแท้ของมนุษย์ทุกคนเหมือนกัน คือเป็นจิตประภัสสร มีความสว่างไสวในตัว แต่ที่ผ่านมา มีกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเครื่องเศร้าหมองครอบงำจิตใจ การทำสมาธิเป็นการทำให้มนุษย์กลับเข้าไปสู่จุดเดิมแท้ความสว่างภายใน สันติสุขภายใน ที่มาพร้อมกับความเมตตา ความปรารถนาดี และทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขและสันติภาพ, พระมหาวีรวัฒน์ วีรวัฑฒโก (ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี กล่าวถึงความสำคัญของสมาธิต่อสันติภาพโลกว่า สงครามและความวุ่นวายของโลกเริ่มจากจิตใจของมนุษย์ การทำสมาธิเป็นการจัดระเบียบ และสร้างความสงบ ของจิตใจ ใจทุกคนสงบโลกก็จะสงบและเกิดสันติภาพได้

พระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดภาวนาบาหลี นำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา ด้วยการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำใจหยุดใจนิ่ง ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางใจสบายๆ ที่ศูนย์กลางกาย โดยในช่วงท้ายได้สอบถามประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม ซึ่งผู้ร่วมงานปฏิบัติธรรมทั้งห้องได้สัมผัสถึงความสงบภายใน หลายท่านได้เข้าถึงความสุขภายใน  หลายเห็นแสงสว่างภายใน บางท่านตัวขยาย หลายท่านใจขยายแผ่เมตตาและความปรารถนาดีไปยังเพื่อนมนุษย์ทั่วโลกได้

สำหรับผู้ร่วมปฏิบัติธรรม มีกลุ่มเยาวชนอินโดนีเซีย เข้าร่วม กว่า 500 คน และผู้สนใจจากนานาชาติเข้าร่วมกว่า 2,000 คน จากกว่า 60 ประเทศ จาก Albania, Argentina, Armenia, Australia, Belarus, Belgium, Bolivia, Brazil, Bulgaria, Cambodia, Canada, China, Colombia, Denmark, Egypt, Indonesia, France, Germany, Greece, Hungary, India, Iran, Ireland, Italy, Japan, South Korea, Latvia, Lebanon, Lithuani, North Macedonia, Malaysia, Mexico, Moldova, Morocco, Netherlands, New Zealand, Norway, Peru, Philippines, Poland, Portugal, Romania, Russia, Serbia, Singapore, Slovenia, South Africa, Spain, Sweden, Switzerland, Syria, Thailand, Turkey, Ukraine, United Arab Emirates, United Kingdom, United States, Uruguay, Venezuela

กิจกรรมครั้งนี้ เป็นการแบ่งปันความรู้ผ่านธรรมะภายในตัว สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ“ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง และตามคำที่หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ให้ไว้ว่า สันติสุขภายในเริ่มจากสันติภาพภายนอก World Peace through Inner Peace

ทั้งนี้ สำหรับ วันสันติภาพสากล (International Day of Peace) ตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 และเริ่มจัดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1982 เพื่อเป็นวันหยุดสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกหยุดยิง หยุดความรุนแรง และหันมาส่งเสริมสันติภาพ

ในปี ค.ศ. 2001 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 21 กันยายน เป็น “วันแห่งการหยุดยิงและการไม่ใช้ความรุนแรงทั่วโลก” (day of global ceasefire and non-violence) โดยมุ่งหวังให้มนุษย์ทุกชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความสงบสุข

กิจกรรมในวันนี้มักประกอบด้วยการนั่งสมาธิ การภาวนา การประชุมเสวนา การเดินขบวนเพื่อสันติภาพ และการจัดงานรณรงค์ต่าง ๆ ที่มุ่งย้ำเตือนว่าความสงบภายนอกต้องเริ่มจากสันติสุขภายใน

วันสันติภาพสากลจึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเชื้อเชิญให้ทุกคนทบทวนตนเอง ลดความขัดแย้ง และร่วมกันสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนความเมตตา การให้อภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

วันสันติภาพสากล (21 กันยายน) จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการหันกลับมาทบทวนตนเองว่า สันติภาพภายนอกจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนเข้าถึง สันติสุขภายใน ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” สุขอื่นยิ่งกว่าใจสงบ ใจหยุดใจนิ่งไม่มี หมายถึง ความสงบในจิต คือความสุขที่แท้จริง และเป็นฐานของความสุขทั้งหมด เมื่อใจสงบ โลภ โกรธ หลง จางคลาย ความขัดแย้งย่อมดับลง ความสัมพันธ์ในครอบครัว ชุมชน และสังคม ก็จะเปี่ยมด้วยความเมตตาและความเข้าใจ ดังนั้น การนั่งสมาธิ การเจริญสติ หรือการแผ่เมตตา ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติส่วนบุคคล แต่คือการสร้างพลังแห่งสันติสุขที่จะขยายออกไปสู่คนรอบข้าง และต่อเนื่องสู่ความสงบสุขของโลกทั้งโลก

วันสันติภาพสากลจึงสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับคำสอนที่ว่า “สันติภาพโลก ต้องเริ่มต้นจากสันติสุขในใจ”

WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 5 ดาว

WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 5 ดาว

WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 5 ดาว

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดงาน “OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้” ภายใต้โครงการประเมินผลการดำเนินงานศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา

        
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัลระดับ 5 ดาว จำนวน 20 ทีม และรางวัลระดับ4 ดาว จำนวน 37 ทีม ภายใต้การประเมินผลการดำเนินงานศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ ที่สะท้อนถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันทุกผลงานที่นำมาจัดแสดงล้วนมีคุณค่า และคือบทพิสูจน์ถึงพลังของเยาวชนอาชีวะที่พร้อมจะก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

       
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า อาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยการสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพและทักษะตรงกับความต้องการของภาคประกอบการ สอศ. จึงเดินหน้าส่งเสริมศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา เพื่อผลักดันนักเรียน นักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพ สามารถสร้างธุรกิจและนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน


”ซึ่งการจัดงาน “OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้” ครั้งนี้ มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการจากนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกระดับภาค รวมทั้งสิ้น 57 ทีม ครอบคลุมทั้งประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์ โดย ผลงานที่ได้รับรางวัลนำไปสู่ต่อยอดความสำเร็จของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ของสถานศึกษา  จากการบูรณาการการเรียนการสอนกับทักษะเชิงปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและการตลาด เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพร้อมแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ“ เลขาธิการ กอศ. กล่าว
ทั้งนี้ สามารถติดตามผลงานผลิตภัณฑ์และรายละเอียดผลรางวัลได้ที่ Facebook Page : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี 'อุ้มพระดำน้ำ' ประจำปี 2568

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าวัดไตรภูมิ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 โดยได้อัญเชิญองค์ พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อแห่รอบเมืองอย่างยิ่งใหญ่และตระการตา

ในขบวนแห่มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองของเมืองเพชรบูรณ์ สร้างความประทับใจและความคึกคักให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมชมอย่างเนืองแน่นตลอดสองฝั่งถนน

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การแสดงแสงสีเสียง, งานอาหาร, การแสดงดนตรี, และการแข่งขันพายเรือทวนน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน

สำหรับพิธีสำคัญจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.09 น. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะนำคณะประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” อันศักดิ์สิทธิ์ โดยอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงเรือทวนน้ำจากท่าน้ำวัดไตรภูมิไปยังท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งเป็นพิธีที่เชื่อว่าหากได้ประกอบพิธีนี้แล้วจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลและบ้านเมืองสงบสุข

ตำนานอุ้มพระดำน้ำ เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เดิมทีชาวประมงได้พบพระพุทธรูปลอยขึ้นเหนือน้ำในแม่น้ำป่าสัก ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ แต่ในวันสารทไทยของปีถัดมา พระพุทธรูปกลับหายไปและพบว่ากำลังดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำ ชาวบ้านจึงอัญเชิญกลับมาอีกครั้ง และตั้งนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” จากนั้นเป็นต้นมา ประเพณีการอัญเชิญองค์พระดำน้ำจึงได้ถูกสืบทอดมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ในปัจจุบัน ///-026

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.06 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยอุทยานพฤกษศาสตร์ ร่วมกับองค์การสวนพฤกษศาสตร์  และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  จัดโครงการประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดคุณค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่สากล” (The 3rd Ethnobotany Conference of Thailand) โดยในพิธีเปิด ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี รศ.ดร.ฉัตรชัย กัลยาณปพน รักษาการแทนผู้อำนวยการอุทยานพฤกษศาสตร์ นายอดุลวิทย์ ริยาพันธ์ หัวหน้างานจัดนิทรรศการและศิลปกรรม องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อาจารย์ ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์ หัวหน้าโครงการสวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา ผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า การประชุมวิชาการในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และประสบการณ์ด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป รวมถึงเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดคุณค่าและการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงวิชาการและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แห่งนี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการตามแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้าจากยอดเขาสู่ใต้ทะเล” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตัวอาคารตั้งอยู่ภายในอุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รองรับการบริการวิชาการและเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้บริการ รวมถึงการดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หอชมฟ้า Bota Sky Tower สถานเพาะพันธ์สัตว์ป่า เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า ให้นักท่องเที่ยวสามารถชมความน่ารักของสัตว์ต่าง ๆ เช่น คาปิบารา, เก้ง, เนื้อทราย, และกวางดาว โดมกระบองเพชร เรือนไม้เมืองหนาว สวนสมุนไพร และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “พฤกษศาสตร์พื้นบ้านกับการพัฒนาชุมชน”โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศรี ไตรสนธิ ผู้นำการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในประเทศไทย การบรรยายพิเศษ เรื่อง “อพ.สธ.กับงานพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน” โดย ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพ.สธ. และเลขานุการคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริฯ การเสวนา“พฤกษศำสตร์พื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดคุณค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดย พระมหาขวัญชัย อัคคชโย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศรี ไตรสนธิ อาจารย์ ดร.อุษา กลิ่นหอม และดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ การนำเสนอบทความวิชาการ 19 บทความ แบ่งเป็น การนำเสนอภาคบรรยาย 10 บทความ และ การนำเสนอภาคโปสเตอร์ 9 บทความ

งานประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2559  โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้านไทยมองไกลสู่อนาคต และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2561  โดย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน รากฐานการพัฒนา สู่นวัตกรรมและความยั่งยืน”  และในครั้งที่ 3 นี้  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ โดยรูปแบบการจัดประชุม ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ การนำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ วิชาชีพ และการต่อยอดทางธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการศึกษาวิจัย พัฒนาใช้ประโยชน์ รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

​ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตร ‘Art Beyond Canvas’ สร้างผู้บริหารศิลปะมืออาชีพ

​ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตร ‘Art Beyond Canvas’ สร้างผู้บริหารศิลปะมืออาชีพ

​ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตร ‘Art Beyond Canvas’ สร้างผู้บริหารศิลปะมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) ร่วมมือกับ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดหลักสูตรอบรมพิเศษ Art Beyond Canvas: Management in Art Industry” หลักสูตรเข้มข้น 42 ชั่วโมง ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อสร้างผู้บริหารจัดการงานศิลปะมืออาชีพรุ่นใหม่ หลักสูตรครอบคลุม 3 แกนหลักคือ ศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมทัศนภาพ (Contemporary Art & Visual Culture) พื้นฐานอุตสาหกรรมศิลปะ (Art Industry Foundation) การบริหารจัดการในอุตสาหกรรมศิลปะและการปฏิบัติ (Management in Art Industry & Practice) พร้อมฝึกงานเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 120 ชั่วโมง

จุดเด่นของหลักสูตรคือการบูรณาการความรู้เชิงทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้จริง โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าจากทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำทุกสัปดาห์ อาทิ ดร. มิกะ โยชิตาเกะ ภัณฑารักษ์อิสระ จากลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา, ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่, ดร.กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการำหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน, ดร. เดวิด  เทห์ (David Teh) ภัณฑารักษ์ นักเขียน และนักวิชาการจากสิงค์โปร์ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะร่วมสมัยในภูมิภาคอุษาคเนย์, ดร.วิภาช ภูริชานนท์ อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, คุณ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินและภัณฑารักษ์ ผู้อำนวยการศิลป์ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025, คุณ โรเบิร์ต จ้าว เหรินฮุย (Robert Zhao Renhui) ศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์, คุณจิตติ เกษมกิจวัฒนา ศิลปิน และภัณฑารักษ์, คุณ ซารา เมา (Sara Mao) ผู้อำนวยการสถาบัน Christie’s Education, คุณ ไอดา เอิง (Ida Ng) CEO Artmove, Helu-trans Group, คุณจงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ผู้ร่วมก่อตั้ง SAC GALLERY กรุงเทพฯ และ CEO ของ RSM (รวมสมัย) เชียงใหม่ และคุณนันท์นรี พานิชกุล ผู้จัดการด้านศิลปะร่วมสมัยจากกรุงเทพฯ

หลังจบภาคทฤษฎี ผู้เข้าร่วมจะได้รับประสบการณ์วิชาชีพ 120 ชั่วโมง ผ่านการฝึกงานจริงกับเครือข่ายองค์กรพันธมิตรชั้นนำ ดังนี้ Bangkok Art Biennale Foundation, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม, หอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน, Bangkok CityCity Gallery, Gallery VER, SAC Gallery, Nova Contemporary, Bangkok Kunsthalle, ATTA Gallery และ Dib Bangkok

หลักสูตรนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองและก้าวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการงานศิลปะในระดับมืออาชีพ การผสมผสานระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงกับองค์กรชั้นนำในแวดวงศิลปะ จะทำให้ผู้เข้าร่วมมีความพร้อมสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมศิลปะอย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของวงการอวกาศไทยและโลก ถูกบันทึกไว้เมื่อเพย์โหลด “TLC ” (Thailand Liquid Crystals in Space) ซึ่งเป็นการทดลองผลึกเหลว (Liquid Crystals) บนอวกาศ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย ได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศอย่างราบรื่น จากแหลมคะเนอเวอรัล มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.11 น. ตามเวลาในประเทศไทย

ภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Commercial Resupply Service Mission (CRS) ขององค์การ NASA โดยเพย์โหลด TLC ถูกบรรจุไว้ในยานอวกาศ Cygnus เที่ยวบินที่ NG-23 ของบริษัท Northrop Grumman และถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX ซึ่งมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

โดยมีคณะจากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีกับความสำเร็จดังกล่าว นำโดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จาก ม.เกษตร นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงานวิจัย ได้แก่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการ บพค. ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA เข้าร่วมแสดงความยินดี โอกาสนี้ Dr. Robyn Gatens – NASA ISS Director และ Mr. Robert Hampton – Director of Payload Operations จาก U.S. ISS National Lab ได้แสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ด้วย

รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตร หัวหน้าโครงการ TLC เปิดเผยว่า เพย์โหลด TLC จะทดลองในอวกาศเป็นเวลา 3 เดือน รวมจำนวนชั่วโมงทำการทดลอง 144 ชั่วโมง โดยภารกิจการทดลองจะดำเนินการโดยนักบินอวกาศ NASA ร่วมกับทีมนักวิจัยจากประเทศไทยและนิสิตจาก ม.เกษตรฯ ที่จะประจำการภาคพื้นดินที่ Payload Operation Control Center ของบริษัท Voyager Technologies ที่เมือง Houston มลรัฐเท็กซัส และที่ ISS Microscope Control Center ของบริษัท BioServe Space Technologies ที่เมือง Boulder มลรัฐโคโลราโด ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในความควบคุมดูแลของ NASA

เพย์โหลดของโครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) สำหรับทำการทดลองผลึกเหลวในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆด้วยกัน คือ Control module และ Image module โดย Control module เป็นโมดูลสำหรับการควบคุมคือการจ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำ และอากาศให้กับ Image module ซึ่ง control module นั้นมีน้ำหนักประมาณ 15.7 กิโลกรัม Control module นั้นมีรูปทรงลักษณะของกล่องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดความกว้าง 330 มิลลิเมตร ความยาว 417 มิลลิเมตร และความสูง 190 มิลลิเมตร ซึ่งในขณะทำการทดลองจะถูกติดตั้งอยู่บนผนังประตูของกล้องจุลทรรศน์ KERMIT (Keyence Research Microscope Testbed) rack

ในส่วนของ Image module นั้นจะมีหน้าที่ในการจ่ายสารผลึกเหลว (liquid crystal) ให้กับเพลทที่ถูกเจาะรูสำหรับสร้างฟิล์มผลึกเหลว ทำหน้าที่สร้างฟิล์มของผลึกเหลวและลำเลียงไอน้ำและอากาศสำหรับการทำการทดลอง เพลทฐานของ Image Module ถูกออกแบบมาให้สามารถยึดติดกับฐานภายในกล้องจุลทรรศน์ KERMITใช้ตัวยึดโลหะ นอกจากนี้ ด้านฐานมีการติดตั้งฝาครอบโพลีคาร์บอเนตแบบใสไว้ภายนอกของเพลทฐานนี้ในระหว่างขนส่งเพื่อป้องกันความเสียหายแก่เพลทฐานของ Image module น้ำหนักของ Image Module จะอยู่ที่ประมาณ 4.0 กิโลกรัม และมีขนาดความกว้าง 165 มิลลิเมตร ความยาว 182.5 มิลลิเมตรและความสูง 48 มิลลิเมตร

ระบบเพย์โหลดทั้งสองชิ้นส่วนนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงของสถานีอวกาศที่ความดันไฟฟ้า 28 โวลต์ โดยทั้งสองชิ้นส่วนได้รับการอนุญาตจาก NASA ให้ใช้กำลังไฟฟ้าจากสถานีอวกาศนานาชาติได้สูงสุด 120 Watts โดยมีจำนวนเซสชั่นของการทดลองอย่างน้อย 48 เซสชั่นซึ่งมีระยะเวลาการทดลอง 3 ชั่วโมงในแต่ละเซสชั่น รวมเป็น 144 ชั่วโมงสำหรับการทดลอง ในระหว่างทำการทดลองนั้นสามารถบันทึกผลการทดลองและออกคำสั่งต่างๆสำหรับทำการทดลองจากสถานีควบคุมภาคพื้นดินไปยังบนสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบเครือข่าย uplink และติดตามผลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบ downlink ได้ตลอดเวลาการทำการทดลองในแต่ละเซสชั่น โดยข้อมูลผลการทดลองซึ่งเป็น high resolution video จะถูกส่งลงมากับHard Disk Drive SSD 6 TB

ทั้งนี้ เพย์โหลด TLC จะถูกส่งกลับมายังพื้นโลกโดยเที่ยวบิน SpaceX-33 ในเดือนมกราคม 2569 นี้ พร้อมกับข้อมูลการทดลองใน Hard Disk Drive SSD 6 TB และจะถูกนำส่งมายังประเทศไทยเพื่อให้ทีมวิจัยและนิสิตนักศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลการทดลองต่อไป

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงงานวิจัยวิทยานิพนธ์ไม่ได้เป็นเพียงบทสรุปปลายทางของการเรียนมหาวิทยาลัย แต่คือเวทีแห่ง ความฝัน ความพยายาม และแรงบันดาลใจของนักศึกษาที่ตั้งใจเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เบื้องหลังของแต่ละผลงานคือ ภาพสะท้อนของการคิดวิเคราะห์ การลงมือทำ และความกล้าที่จะท้าทายปัญหา เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ๆ ที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมและอุตสาหกรรม

เพื่อสานต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆเยาวชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาที่มีความสามารถด้านงานวิจัย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 (Chalit Industry Award 2025)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบทุนวิจัยและยกย่องโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่นให้กับน้องๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจกับผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานและมอบทุนวิจัยโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมใบประกาศเกียรติคุณฯ ให้กับน้องๆนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. โดยมี รศ.ดร. ทวิช พูลเงิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  มจธ. เป็นประธาน และนายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ร่วมด้วย ดร.สมพร เพียรสุขมณี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, รศ.ดร. บวรโชค ผู้พัฒน์, ดร.ฐิตินันท์ มีทอง และ รศ.ดร.พร้อมพงษ์ ปานดี อาจารย์ประจำภาควิชา ตลอดจนคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ร่วมแสดงความยินดี ณ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มจธ.

ทุนวิจัยดีเด่น “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ในปีนี้คณะกรรมการการได้คัดเลือกผลงานโครงงานปริญญานิพนธ์ที่มีศักยภาพในการนําไปพัฒนาต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง ทั้งสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ จํานวน 4 โครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ด้านการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 ผลงาน ได้แก่

1.การพัฒนาข้อกำหนดเฉพาะในการเชื่อมด้วยกระบวนการเชื่อมเลเซอร์เเบบฟัลส์บนวัสดุเหล็กหล่อ  โดยไม่ใช้กระบวนการทางความร้อนก่อนเเละหลังการเชื่อม (โดย นส.สาริน่า เฮาเทอคีต, นส.รังสิมา รัสเซล และนส. รัชชุวรรณ ตันติวงค์) ซึ่ง นส.สาริน่า และนส.รังสิมา เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัล ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 เหมือนสิ่งที่ตั้งใจทำได้รับการยอมรับ และสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจากโครงการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เข้าใจกระบวนการเชื่อมมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมเลเซอร์แบบพัลส์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย และยังได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วย”

2.การเพิ่มอัตราการเดินเครื่องจักรของกระบวนการขึ้นรูปเย็นของบริษัทกรณีศึกษา (โดย นส.กฤติยาพร ไกรสุดจิตร์ , นส. ฐิตาภรณ์ แสงงิ้ว และนส. นาตาชา วัชระอนันท์) เพื่อหาแนวทางปรับปรุง เช่น การแยกงานที่ไม่จำเป็นออกไปทำภายนอก และนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย เพื่อช่วยลดเวลาสูญเสียในกระบวนการผลิต ทำให้บริษัทสามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น ช่วยลดภาระของพนักงาน และลดต้นทุนในการผลิต ผลให้กระบวนการผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านการผลิตและการพัฒนาในอุตสาหกรรมทั่วไป 2 ผลงาน ได้แก่ 1.การพัฒนากระบวนการตรวจสอบตำหนิในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method (โดย นส.จิดาภา ขวัญเมือง, นส.วาสนา จันทร์แก้ว, นส. หทัยทิพย์ สกุลวงษ์ และ นส.ประสิตา มณีสุข) มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนากระบวนการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพิ่มกำลังการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (โดย นส. กัลยา ตันติวัชรีกุล, นส. ชลิดา หาญพิพัฒน์ภากรณ์, นส. ธัญชนก อมรเทวภัทร และ นส. นริศรา ปุราชะโก) มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิตในกระบวนการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตเดิมไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ โดยได้นำแนวคิด Lean มาปรับใช้เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการให้มากที่สุด จากนั้นจึงออกแบบแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิต โดยพิจารณาทั้งการเพิ่มพนักงาน เครื่องจักร และการจ้างแรงงานภายนอก ภายใต้ข้อจำกัดของกระบวนการและเป้าหมายการผลิต โดยได้นำเอาเทคนิคการจำลองสถานการณ์ (Simulation) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพกำลังการผลิตของแนวทางที่ออกแบบ พร้อมทั้งทำการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของแนวทางที่ออกแบบ 

นักศึกษาที่ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025”  ต่างแสดงความภาคภูมิใจ ที่ได้รับรางวัลนี้ รู้สึกว่าความพยายามในการตั้งใจทำโครงงานได้สัมฤทธิ์ผล เป็นกำลังใจให้ได้อยากไขว่ขว้าและเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และเห็นว่าการทำวิจัยเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะจริง พร้อมต่อยอดสู่งานอุตสาหกรรมในอนาคต

ประสิตา มณีสุข หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” บอกว่า “รู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติมากค่ะ รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป เป็นเหมือนการยืนยันว่าเส้นทางที่เลือกเดินนั้นมีคุณค่า และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง”

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.15 น.

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานพรวันเกิดแก่ สว.ดร.วราภัสร์  ไพพรรณรัตน์  ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 17กันยายน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหารในการนี้ได้นำสมาชิกครอบครัว“ไพพรรณรัตน์”และคณะสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมรับพรเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

‘รมว.นฤมล’เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

'รมว.นฤมล'เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

‘รมว.นฤมล’เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

“รมว.นฤมล” เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

วันที่ 20 กันยายน 2568 ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระกุศลแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ และถวายผ้าป่าเพื่อการศึกษาพระภิกษุสามเณรวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จำนวน 21 ทุน ได้แก่ พระเปรียญธรรม จำนวน 6 ทุน โรงเรียนมัยมวัดเบญจมบพิตร จำนวน 5 ทุน โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร จำนวน 5 ทุน และโรงเรียนพญาไท จำนวน 5 ทุน