ม.รามฯ แถลงเหตุวุ่น งานสารทเดือนสิบ ยันกลุ่มก่อเหตุเป็นคนนอก พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาด

ม.รามฯ แถลงเหตุวุ่น งานสารทเดือนสิบ ยันกลุ่มก่อเหตุเป็นคนนอก พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาด

ม.รามฯ แถลงเหตุวุ่น งานสารทเดือนสิบ ยันกลุ่มก่อเหตุเป็นคนนอก พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาด

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

มหาวิทยาลัยรามคำแหง แถลงการณ์ปมวัยรุ่นตีกันในงานบุญสารทเดือนสิบ ยืนยันไม่ใช่นักศึกษา เตรียมเอาผิดตามกฎหมาย

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้แจงกรณีเหตุการณ์ในงานสารทเดือนสิบ ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีกลุ่มวัยรุ่นพกอาวุธร้ายแรงเข้าทำร้ายร่างกายผู้เข้าร่วมงานคอนเสิร์ตในเทศกาลสารทเดือนสิบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายในคืนวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมานั้น

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอชี้แจงว่า งานออกร้านสารทเดือนสิบ เป็นงานที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้จัดขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวปักษ์ใต้ ซึ่งได้มีการจัดเป็นประจำทุกปี โดยมหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกฝังจิตสำนึกในประเพณีพื้นถิ่นอันดีงามของนักศึกษาและตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ และมหาวิทยาลัยได้ย้ำเสมอมาว่า นอกจากการปลูกฝังจิตสำนึกในประเพณีอันดีงามแล้ว ขอให้องค์การศึกษาย้ำกับผู้เข้าร่วมงานในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการร่วมกิจกรรม ให้คำนึงถึงลักษณะของพื้นที่ที่เป็นสถาบันการศึกษา ซึ่งไม่อนุญาตให้นำสุราหรือเครื่องดื่มมึนเมาเข้ามาจำหน่ายหรือเสพในงานโดยเด็ดขาด ตลอดจนห้ามพกพาอาวุธหรือมีเหตุพิพาทใด ๆ หากฝ่าฝืนจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในขณะนี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับรายงานในเบื้องต้นว่า กลุ่มที่เข้ามาก่อเหตุไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เป็นกลุ่มบุคคลภายนอก ที่บางรายสังกัดสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ได้ถูกจับกุมและอยู่ในระหว่างการสอบสวนเพื่อขยายผลเพิ่มเติม โดยมหาวิทยาลัยรามคำแหงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ จะได้แจ้งให้สาธารณชนได้ทราบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง เดือด! โจ๋ยกพวกตีกันหน้าคอนเสิร์ต งานสารทเดือนสิบในมหาลัยดัง เจ็บระนาว

รมว.นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

รมว.นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

รมว.นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.45 น.

“รมว.นฤมล” ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

วันที่ 19 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงสถานศึกษาในการรับสมัครนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 (ม.5) และ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 2 (ปวช.2) (รุ่นที่ 2) โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายภูธร จันทะหงษ์ปุณยจรัสธำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า โครงการทุน ODOS เป็นโครงการที่รัฐบาลทำมาต่อเนื่องเพื่อลดความเหลื่อมล้ำส่งเสริมให้เด็กที่มีศักยภาพได้เข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น จะได้ไม่ติดอยู่กับกับดักความยากจน ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 แล้ว วันนี้ตนไม่ได้อยากจะมอบนโยบายเรื่องใดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว เพราะถือเป็นโครงการที่ดีที่สร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษา แต่อยากฝากการดำเนินโครงการทุน ODOS ในอนาคต อยากให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การให้ทุนที่ไม่ควรไปขีดเส้นความยากจนในรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ เพราะนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้ครอบครัวมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแล้วถือว่ามีค่าครองชีพที่สูงกว่าจังหวัดอื่น จึงถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็คือคนยากจนในเมืองเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงอยากให้คำนึงถึงจุดนี้ เพื่อให้นักเรียนในเมืองได้เข้าถึงโอกาสทุนดังกล่าวเช่นเดียวกัน 

ศ.ดร. นฤมล  กล่าวต่อว่า  ในประเด็นที่ตนอยากฝากผู้บริหารกองทุนฯ ดูรูปแบบการให้ทุนในครั้งนี้  คือ กลุ่มสาขาที่คัดเลือกผู้เรียน ไม่อยากให้จำกัดแค่กลุ่มวิชาสเต็มศึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่ควรเน้นเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น อยากให้กระจายครอบคลุมไปยังกลุ่มทักษะด้านอื่นๆด้วย เช่น ทักษะด้านศิลปะ ด้านภาษา ด้านดนตรี ด้านกีฬา จิตวิทยาทางสังคม ก็น่าจะได้รับโอกาสส่งเสริมพัฒนา เพราะจำเป็นต่อการพัฒนาอนาคตประเทศเช่นเดียวกัน 

“และอยากฝากให้ ติดตาม ช้างเผือก หรือผู้ที่รับทุนโครงการไปแล้วว่า เมื่อเขาสำเร็จการศึกษากลับมาแล้วได้ไปทำงานใช้ทุนที่ไหน และมีรายได้ มีอาชีพรองรับหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ หรือแม้กระทั่ง รมช.กระทรวงแรงงาน มีโอกาสเดินทางไปดูงานและได้พบนักเรียนทุน ODOS ทำให้ทราบว่านักเรียนทุนหลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อในต่างประเทศสมัครงานทำเป็นลูกจ้างกับสถานทูตไทย ซึ่งเราจะมีวิธีอย่างไรที่จะนำนักเรียนทุนที่มีความรู้ความสามารถเหล่านี้กลับมาทำงานต่อที่ประเทศไทยได้ จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูงานที่จะรองรับและสอดคล้องกับสาขาวิชาที่เด็กไปเรียนมาด้วย เพื่อเด็กกลับมาแล้วมีงานทำตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการฯว่ากลับมาพัฒนาประเทศในมิติต่างๆได้อย่างแท้จริง“ รมว.ศธ. กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวว่า สำหรับโครงการทุน ODOS รุ่นที่ 2 มีผู้สมัครจำนวน 1,200 คน ได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 100 คน ส่วนที่เหลือเป็นทุนศึกษาต่อในประเทศ ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่จะไปเรียนต่อนั้น ดิฉันได้รับรายงานว่า มีการอบรมทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่ต่ำกว่า 5.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 9 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นการทดสอบภาษาที่เข้มข้น เพื่อปูพื้นฐานให้เด็กก่อนไปสนามจริงในต่างแดน 
 

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย โปรดเกล้าฯ เชิญถุงพระราชทานครอบครัวมีเด็กเล็ก จังหวัดพิจิตร

'ในหลวง'ทรงห่วงใย โปรดเกล้าฯ เชิญถุงพระราชทานครอบครัวมีเด็กเล็ก จังหวัดพิจิตร

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย โปรดเกล้าฯ เชิญถุงพระราชทานครอบครัวมีเด็กเล็ก จังหวัดพิจิตร

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็กไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

วันนี้ 19 กันยายน  2568  เวลา  10.36  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายเกษม  วัฒนชัย องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์กับเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 100 ถุง ซึ่งทรงบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ภายในถุงพระราชทานประกอบไปด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม เป้อุ้มเด็ก นมผง อาหารเด็ก ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สำลี ฟองน้ำเช็ดตัว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก กับเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,000 ถุง  ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็น ตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรต่อไป และมอบแก่ราษฎรตำบลโพทะเล อำเภอโพทะเล  ณ  อาคารหอประชุมอเนกประสงค์เทศบาลตำบลโพทะเล อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลโพทะเล อำเภอโพทะเล จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และราษฎรกลุ่มเปาะปราง  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ  และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทาน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
 

‘มูลนิธิคุณพุ่ม’มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

'มูลนิธิคุณพุ่ม'มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

‘มูลนิธิคุณพุ่ม’มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

19 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานมอบทุนสนับสนุนการศึกษาของมูลนิธิคุณพุ่ม ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการด้อยโอกาสในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จำนวน 108 ทุน เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่เด็กและครอบครัว โดยมี นางสาวสุวรรณา ชมภูแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน และผู้ปกครองเข้าร่วม

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ได้ทรงมีพระเมตตาประทานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการทุกประเภท เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปพัฒนาบุตรหลานให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ และตรงตามความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล  โดยในปีการศึกษา 2568 ได้ทรงประทานทุนให้แก่เด็กออทิสติก และเด็กพิการทุกประเภทที่มีฐานะยากจน และขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั่วประเทศ จำนวน 10,633 ทุน ซึ่งในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการจัดสรรทุนการศึกษา จำนวน 108 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 540,000 บาท

ด้านตัวแทนผู้ปกครองเด็กออทิสติก และเด็กพิการจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เข้ารับทุน ได้กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ใจความว่า ในนามผู้รับประทานทุนการศึกษาจากมูลนิธิคุณพุ่ม มีความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทรงเห็นความจําเป็น และความต้องการพิเศษทางการศึกษาที่มีต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาศักยภาพผู้พิการแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายมากกว่าคนปกติหลายเท่า ซึ่งทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องมีภาระเพิ่มขึ้น การได้รับประทานทุนการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลได้ระดับหนึ่ง.

012

‘ฉลาด’นำทัพ สส.ไทย ตีตกกัมพูชากลางเวทีรัฐสภาอาเซียน

'ฉลาด'นำทัพ สส.ไทย ตีตกกัมพูชากลางเวทีรัฐสภาอาเซียน

‘ฉลาด’นำทัพ สส.ไทย ตีตกกัมพูชากลางเวทีรัฐสภาอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

“ฉลาด ขามช่วง”รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ตีตกกัมพูชา ยื่นข้อเสนอขัดหลักสันติภาพอาเซียน ไม่อยู่ในพื้นฐานความจริง ไทยชี้ทุกอย่างมีหลักฐานทั่วโลกเห็นชัดเจนแล้ว พร้อมแจงประเด็นชาวบ้านกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามโดยฝ่ายไทยทำตามหลักสากลทุกขั้นตอน

19 กันยายน 2568 ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย กล่าวถ้อยแถลงบนเวที AIPA ภายหลังที่กัมพูชาได้กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ในนามของรัฐสภาไทย ขอย้ำถึงถ้อยแถลงครั้งนี้ว่า รัฐสภาไทยไม่ขอทำลายบรรยากาศฉันมิตรของ AIPA โดยการใช้เวทีของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อขยายความชี้แจงข้อมูล หรือตอบโต้ใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นล้วนมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศอันดีงาม ความถ้อยทีถ้อยอาศัยของเพื่อน AIPA 

รัฐสภาไทยเห็นว่า สถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นการบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชา ต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งการโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามาในพื้นที่ชุมชนของพลเรือนไทย ส่งผลให้พลเรือน ผู้บริสุทธิ์และเด็ก เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เกิดการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวานี กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ตลอดจนกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก สิทธิคนพิการ

การกระทำยังกล่าวถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม ตามธรรมนูญกรุงโรม และขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา ด้วยการวางระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ส่งผลให้ทหารไทยผู้กล้าหาญ ต้องทุพพลภาพถาวร โดยระเบิดดังกล่าวเป็นอาวุธที่กัมพูชามีไว้ครอบครอง ตามรายงานความโปร่งใสของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันไทยไม่มีทุ่นระเบิดใดอยู่ในครอบครอง นอกจากนี้การพบทุนระเบิด PMN-2 ที่วางไว้ และยังไม่ถูกใช้งานด้วยปรากฏหลักฐานข้อเท็จจริงระหว่างทหารกัมพูชา ได้รับการฝึกฝนการวางทุ่นระเบิดดังกล่าว จึงเป็นที่ชัดเจนว่าทุนระเบิดเหล่านี้ถูกวางโดยกัมพูชา 

อีกทั้งกัมพูชายังอ้างว่า ไทยโจมตีใกล้โบราณสถานปราสาทเขาพระวิหาร ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญากรุงเฮก ขอเรียนว่าการปฏิบัติการทางทหารของไทย ไม่กระทบต่อโบราณสถานดังกล่าว และไทยได้ชี้แจงต่อยูเนสโกเพื่อทราบแล้ว

และกรณีที่ชาวบ้านกัมพูชา มีการรื้อรั้วลวดหนาม ที่ฝ่ายไทยมีการติดตั้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีความจำเป็นต้องเล่าความจริงให้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในอธิปไตยของไทย และมีความพยายามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทำให้เจ้าหน้าที่บางคนได้รับบาดเจ็บ มีการรื้อถอนสิ่งกีดขวาง อันเป็นการละเมิดกฎหมายไทย ไทยจึงจำเป็นต้องเข้าระงับเหตุ ตามหลักสากลและหลักสิทธิมนุษยชน

รัฐสภาไทยขอใช้โอกาสนี้ ในการขอบคุณต่อทุกฝ่าย ที่มีความพยายามทำให้สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขอย้ำว่าความรุนแรงไม่สร้างประโยชน์อันใดกับประชาชน มีแต่สร้างความเสียหาย ความเจ็บช้ำ และลุกลามบานปลาย เป็นรอยแผลในใจที่ไม่สามารถลบเลือนได้

ดังนั้น เราจึงควรหันหน้าเข้าหากัน ในการสร้างความปรองดอง ขอยืนยันว่า รัฐสภาไทยจะยึดมั่นหลักการของสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักปฎิบัติด้านสิทธิมนุษยชน และหลักการของอาเซียน เราสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาข้อพิพาทอย่างสันติวิธี ผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ และไม่ประสงค์จะเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด เชื่อมั่นว่า AIPA เป็นตัวแทนของประชาชน และเราเข้ามาในนามของประชาชน จึงขอยืนยันว่า การใช้วิธีของฝ่ายนิติบัญญัติ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความไว้วางใจ และหาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติ และยั่งยืนเพื่อประโยชน์ ของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป 

การที่กัมพูชาพยายามนำเสนอประเด็นขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาอาเซียน จึงถูกปัดตกไป เพราะเหตุผลของฝ่ายไทยมีหลักฐานน่าเชื่อถือมากกว่า และที่ประชุมเห็นชอบให้เป็นการแก้ปัญหาในกรอบทวิภาคีระหว่างสองประเทศ ไม่ควรนำมาสู่เวทีระดับภูมิภาค

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน!

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน!

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน!

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน! “ อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้อง ศึกษากฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียด เพื่อนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง

ผศ.ดร. อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำข้อบังคับคุรุสภาฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัยสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยกำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีมาตรฐาน 3 ด้าน คือ 1. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2. มาตรฐานการปฎิบัติงาน และ 3. มาตรฐานการปฎิบัติตน

ในส่วนแรกด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจ ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมตามช่วงวัย มีความรู้ด้านศาสตร์การสอน พัฒนาการหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้อง ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปะวัฒนธรรม และกฎหมาย รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วม กับผู้ปกครอง และชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และจะต้องผ่านการปฎิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฎิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ

ผศ.ดร. อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรฐานการปฎิบัติงานนั้น กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครู จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง และชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม ออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อม ทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ส่วนสุดท้าย คือ มาตรฐานการปฎิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฎิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลที่สำคัญ เช่น ข้อบังคับนี้จะไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของผู้ได้รับและผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ใช้มาตรฐานวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ที่คุรุสภารับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพฯ สามารถใช้คุณวุฒิดังกล่าว ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ นอกจากนี้ ให้สถาบันที่ยังปรับปรุงหลักสูตรไม่แล้วเสร็จตามข้อบังคับนี้ ยังคงใช้หลักสูตรตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติมไปพลางก่อน แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี หลังจากวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ (ภายในวันที่ 21 ส.ค. 2571)

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาศึกษารายละเอียดต่าง ๆของกฎหมายฉบับนี้ และเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครู สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักมาตรฐานวิชาชีพ กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เบอร์โทร. 0 2280 0048 เพื่อร่วมกันพัฒนาให้ครูปฐมวัยมีมาตรฐานที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป 

‘สพฐ.’ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

'สพฐ.'ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

‘สพฐ.’ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.27 น.

สพฐ. ประกาศแนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR ไปใช้ในสถานศึกษา ยกระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารของเด็กไทย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568 ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง แนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ไปใช้ในสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตามมาตรา 20 (4) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พ.ศ. 2568 สามารถนำผลการประเมินตามกรอบ CEFR ไปใช้วัดและประเมินผลความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาแต่ละแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผลการประเมินไปใช้ในการเทียบโอนความรู้ในระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งในการเทียบโอนความรู้ ผู้เรียนจะต้องได้รับผลการทดสอบจากชุดข้อสอบที่เป็น Proficiency test โดยผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR มีระยะเวลาของการรับรองผลไม่เกิน 2 ปี นับจากวัน เดือน ปีที่ระบุในใบรับรองผลการประเมิน

“ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร โดยมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ใช้กรอบมาตรฐาน CEFR เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ รวมถึงพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ.จึงออกประกาศนี้ เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ประกาศ สพฐ. ฉบับนี้ มีแนวทางการพิจารณาแบบทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR โดยสถานศึกษาสามารถพิจารณาคุณสมบัติของแบบทดสอบ หรือ แบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน ดังนี้ 1. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ มีผลคะแนน ระดับ หรือคำอธิบายความสามารถที่ได้รับการรับรองเทียบเคียงกับกรอบมาตรฐาน CEFR และต้องได้รับการรับรอง หรือ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validation) ตามกรอบมาตรฐานทางภาษาจากองค์กร หรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากล หรือที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบวัดผลทางด้านภาษา หรือเทียบเท่า

2. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ จัดสอบได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ (Paper-based Test) รูปแบบคอมพิวเตอร์ (Computer-based Test) หรือรูปแบบออนไลน์ (Internet-based Test) โดยจัดสอบที่ศูนย์สอบ หรือ หน่วยสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง หรือ รูปแบบออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการทดสอบภาษารับรองแพลตฟอร์ม และมีระบบการยืนยันตัวตนของผู้สอบออนไลน์ และมีระบบการกำกับควบคุมการสอบแบบออนไลน์ (Remote Proctoring)

3. แบบทดสอบหรือแบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องวัดระดับความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการฟัง การอ่าน ส่วนการวัดทักษะการเขียน ต้องเขียนหรือพิมพ์เพื่อบรรยายหรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามหัวข้อที่กำหนด ไม่ใช่การเลือกตอบแบบปรนัย หรือการเติมคำในช่องว่างของประโยคสั้น ๆ สำหรับการวัดทักษะการพูด ต้องพูดบรรยายภาพ สถานการณ์ หรือตอบคำถาม อธิบาย ตามหัวข้อที่กำหนด หรือสนทนากับบุคคลจริง หรือกับระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การอ่านออกเสียงตามประโยคและข้อความ

4. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ ต้องมีคำอธิบายแบบทดสอบ ตัวอย่าง หรือรายละเอียดที่ผู้สอบสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการทดสอบภาษาโดยตรง หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยผู้สอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผลคะแนน ระดับ และคำอธิบายความสามารถทางภาษาของผู้สอบย้อนหลังได้.

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันจากอิทธิพลพายุ “วิภา” ในพื้นที่อำเภอเชียงของ

18 กันยายน 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเชิญสิ่งของพระราชทาน จากศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสาวงควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โปรดให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ดำเนินการมอบถุงยังชีพพระราชทานจำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณหอประชุมเทศบาลตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฏทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รอง ผอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ผู้แทนนายอำเภอเชียงของ ผู้แทนนายอำเภอขุนพญาเม็งราย และนายอำเภอเทิง หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

โอกาสนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานอัญเชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ นายอำเภอ ผู้แทนนายอำเภอ พร้อมล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสาวงควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังในราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดี พระองค์ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของราษฎรที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เมื่อราษฎรในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ในห้วงวันที่ 27 มิถุนายน – 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และโปรดให้เชิญถุงยังชีพพระราชทาน จำนวน 1,000 ชุด มอบให้กับราษฎรผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเชียงของ อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอเทิง เพื่อบรรเทาความทุกข์ให้กับราษฎรผู้ประสบภัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้อีกด้วย

ในการนี้ นายฤทธิเดช จรรยาพงษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเชียงของ ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในระหว่างวันที่ 20 – 29 กรกฎาคม2568 เนื่องจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน และประกอบกับได้รับอิทธิพลจากพายุ“วิภา” ส่งผลให้เกิดนำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 7 ตำบล 80 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 4,400 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 10,384 คนบ้านเรือนเสียหายบางส่วนกว่า 2,146 หลัง พื้นที่การเกษตร นาข้าว พืชไร่ และพืชสวนเสียหายกว่า 27,407 ไร่ บ่อปลาเสียหายกว่า 614 บ่อ ถนน สะพาน ฝาย และตลิ่งถูกกัดเซาะเสียหายกว่า 56 จุด รวมถึงวัดและสถานที่ราชการหลายแห่งได้รับผลกระทบ และได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางอำเภอเชียงของจึงได้เร่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนจิตอาสา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซ่อมแซมบ้านเรือน สิ่งสาธารณประโยชน์ และฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรให้กลับคืนสู่สภาพปกติดดยเร็ว ขณะเดียวกันได้มีการดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ต่อไป..

012

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’ ด้าน‘ปลัด อว.’ชี้เป็นกุญแจสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ท่ามกลางโลกพลิกผันเร็ว

บ่ายวานนี้ (17 กันยายน 2568) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight: APEC CTF) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) จัดตั้ง “ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย” (Thailand Foresight Alliance) โดยมีผู้แทนจาก 12 หน่วยงานเข้าร่วมลงนาม เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศด้านการคาดการณ์อนาคตของประเทศ ณ ห้อง Infinity 2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมี  ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวถึงความสำคัญของการคาดการณ์อนาคร (Foresight) ว่า เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างภาพใหญ่ เพื่อใช้กำหนดทิศทางและตอบโจทย์การบริหารประเทศในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิสรัปชัน แม้ว่าจะอาจไม่ถูกต้อง 100% เพราะปัจจัยที่คาดไม่ถึง เช่น กรณีนโยบาย 2.0 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ตัดงบวิจัยของหน่วยงานสำคัญอย่าง NSF, NIH รวมถึงงานด้านอวกาศ (SPACE) ทำให้การลงทุนวิจัยในสหรัฐฯ หดตัว และนักวิจัยจำนวนมากมีแนวโน้มย้ายออกนอกประเทศ ส่งผลต่อการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลกที่เริ่มเปลี่ยนขั้ว

“Foresight ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ยาว 5 ปี แต่เป็นกระบวนการที่มีความเป็นพลวัต ต้องปรับตัวต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีปัจจัยใหม่เข้ามา ทิศทางก็เปลี่ยนได้ทันที และในอนาคตจะมีการบูรณาการคาดการณ์อนาคาร หรือ Foresight เข้ากับการพยากรณ์ล่วงหน้า หรือ Forecast ผ่านการจัดทำ “taxonomy” ของเทรนด์ที่แม่นยำขึ้นจากการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ” ปลัดกระทรวง อว.กล่าว

ศ.ดร.ศุภชัย ย้ำว่า ประเทศไม่สามารถพึ่งพา Foresight เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวิเคราะห์ลึกลงไปจนกลายเป็นการไกด์ไลน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่ากระทรวงควรมุ่งไปในเรื่องใด และควรตั้งเป้าหมายความสำเร็จไว้ตรงไหน ขณะที่การมีเครือข่ายร่วมมือจะช่วยสร้างพลังเสริมที่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่และการขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ Executive Director, APEC CTF ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งภาคี โดยชี้ว่าการคาดการณ์อนาคต (Foresight) เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน โครงการ “Thailand Foresight Alliance” มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ พัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

สำหรับภาคีเครือข่ายทั้ง 12 หน่วยงานที่เข้าร่วมลงนาม ได้แก่ สอวช. และ APEC CTF, สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, โปรแกรมการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (MIdS) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภายในงานยังมีการเปิดตัวโครงการ “HORIZON 2030” ซึ่งเป็นกรอบการจัดทำรายงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย โดยนำเสนอแนวโน้ม ฉากทัศน์ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานคาดการณ์อนาคตจากหลากหลายหน่วยงานและนักวิชาการที่สำคัญ ได้แก่ นายภาวัต ผ่องใส ศูนย์อนาคตศึกษา สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ผศ.ดร.พบสุข ช่ำชอง สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ STIPI มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ นิด้า ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม บพท. และวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการประยุกต์ศาสตร์ Foresight เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทย แต่ละหน่วยงานสะท้อนภาพอนาคตในบริบทขององค์กร พร้อมมุ่งสร้าง “เข็มทิศอนาคต” เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถรับมือกับความท้าทายในเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และนวัตกรรมได้อย่างรอบด้าน

การจัดตั้ง “Thailand Foresight Alliance” นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการศักยภาพของหน่วยงานชั้นนำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้เครื่องมือ Foresight ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการวางแผนอนาคต และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.54 น.

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ

วันที่ 17 กันยายน 2568 พลเรือเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปเยี่ยมอำลากองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งจอดเทียบบริเวณท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือให้การต้อนรับ พร้อมทั้งจัดพิธีเพื่อเป็นเกียรติ

เมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทอง พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้เรียนเชิญขึ้นแท่นรับความเคารพ โดยมีเรือหลวงปิ่นเกล้ายิงสลุตจำนวน 19 นัด เพื่อเป็นเกียรติ จากนั้นผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ลงนามในสมุดเยี่ยมของเรือหลวงอ่างทอง ก่อนขึ้นแท่นรับการสดุดีจากผู้บัญชาการทหารเรือ

โดยผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวสดุดีใจความสำคัญว่า “ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่กองทัพไทยอยู่ภายใต้การนำของท่าน ที่เปี่ยมด้วยความเป็นผู้นำ ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญจนเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับนับถือโดยทั่วกัน กองทัพเรือมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชา ซึ่งที่ผ่านมาท่านได้สนับสนุนการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพเรือทั้งในด้านองค์บุคคลและองค์วัตถุให้มีความพร้อม และเข้มแข็งเป็นอย่างดียิ่ง”

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้โอวาท และกล่าวอำลาชีวิตราชการ พร้อมทั้งขอบคุณกองทัพเรือที่ได้จัดพิธีเพื่อเป็นเกียรติในครั้งนี้ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้มอบของที่ระลึกแด่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

สำหรับพิธีในวันนี้ มีการจัดกำลังพลจากกองเรือยุทธการ กองการบินทหารเรือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง ร่วมกับกำลังทางเรือในท่าเรือแหลมเทียน เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วย เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงสายบุรี เรือหลวงแรด เรือหลวงตาชัย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัตน์ เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงสัตหีบ เรือหลวงมันกลาง เรือหลวงจุฬา เรือหลวงทองหลาง เรือหลวงชลบุรี เรือหลวงภูเก็ต และเรือหลวงตากใบ