รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

“รมว.นฤมล” นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCGพร้อมเป็นต้นแบบประเทศอาเซียน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเปิดตัวรายงานโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ภายใต้โครงการ Country Programme ระยะที่ 2 ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยมี นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD, ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, หอการค้าบริติช-ไทย, ผู้แทนหอการค้าอังกฤษ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, หอการค้าไอร์แลนด์, ประธานอนุกรรมกานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมกาาส่งเสรอมการศึกษาเอกชน, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, ผู้ทรงคุณวุฒิ, และผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ในการนี้  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน ณ โรงแรมออร์คิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดประชุมว่า การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ทักษะแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นความท้าทายสำคัญต่อโครงสร้างการจ้างงานและระบบสังคม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์โควิด-19 ก็สร้างแรงกดดันใหม่ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการพัฒนามนุษย์อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 โดยการศึกษาต้องไม่เป็นเพียงกลไกผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็น “เครื่องมืออันทรงพลัง” ที่เตรียมประชาชนให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การสร้างทักษะยุคใหม่ คือการเสริมสมรรถนะคนไทยในศตวรรษที่ 21 ทั้งความรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต สร้างแรงงานที่พร้อมรองรับการเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และบริการเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายในแบบที่คล้ายคลึงกัน การสร้างระบบทักษะที่เข้มแข็งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ภาคเอกชนในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ องค์กรวิชาชีพในการกำหนดมาตรฐาน ภาคประชาสังคมที่สร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนพันธมิตรนานาชาติที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบทักษะที่พร้อมรับอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ดิฉันขอขอบคุณ OECD และพันธมิตรทุกฝ่าย สำหรับความทุ่มเทและความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญนี้  ทั้งนี้  OECD จะมาช่วยสนับสนุน โดยการเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกัน จะสนับสนุนในการให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการพัฒนาสกิลเซ็ต โดยจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง เพื่อพัฒนากำลังคนของเราให้พัฒนารองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป   

ด้าน นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD กล่าวว่า ความร่วมมือ OECD–Thailand ภายใต้โครงการ OECD Skills Strategy ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งเน้นประเด็นนโยบายด้านทักษะที่สำคัญ และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างระบบทักษะของประเทศ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนตลอดระยะเวลา 19 เดือน ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 โครงการนี้ส่งผลให้เกิดข้อเสนอแนะ 20 ประการ ใน 3 พื้นที่สำคัญ ที่มุ่งให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านนโยบายสำหรับประเทศไทย โดยเสนอแนะ 3 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายที่ 1 การเสริมสร้างทักษะของเยาวชนในระบบการศึกษาเริ่มต้น นโยบายที่ 2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ใหญ่ และนโยบายที่ 3 การเสริมสร้างการกำกับดูแลระบบทักษะ

และย้ำว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมาย Net-zero ปี 2065 รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนต้องการทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในทักษะ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยเพิ่มนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน           

“สกิลก็เป็นทักษะที่จำเป็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้เรียนในห้องเรียน แต่ทุกคนต้องมีทักษะด้วย โดยเฉพาะในโลกของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สกิลจึงมีความสำคัญเฉพาะตัวบุคคลเพื่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ OECD วิจัยใจเรื่องนี้ให้ประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการพัฒนาประเทศ” นายแอนดรูว์ กล่าว

ขณะทึ่ นายยศพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินโครงการ Country Programme Phase II ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ณ สํานักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้แผนการดําเนินงานของ OECD ได้พัฒนาข้อเสนอโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบทักษะแห่งประเทศไทย นำเสนอการประเมินจุดแข็งและความท้าทายของระบบทักษะ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง 

“สอศ.ได้พัฒนาทักษะของผู้เรียนให้สอดคร้องกับหลักของ OECD และนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยการพัฒนาทักษะของผู้เรียนอาชีวะฯให้ตอบโทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของ OECD ที่ศึกษา ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่ตรอง สอศ.ก็จะนำผลวิจัยข้อเสนอแนะมาพัฒนาสรรถนะในรูปแบบทวิภาคีอย่างเข้มข้นให้ตรงความต้องการ” นายยศพล กล่าว
 

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. นำโดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 (2025 ONESQA Forum) ภายใต้หัวข้อ “Beyond Assessment: Driving Educational Change – ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน ประกาศเจตนารมณ์สำคัญในการปฏิวัติบทบาทขององค์กร เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตัดสินคุณภาพ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตข้อมูลคุณภาพ” และกล่าวบรรยายในหัวข้อ จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ : วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.

พร้อมรวมพลังจากทุกภาคส่วนในวงการการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยกลไกการประเมินคุณภาพภายนอก โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารองค์กรภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการและที่ปรึกษาของ สมศ. นับเป็นเวทีหมุดหมายสำคัญที่รวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืน

Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

#Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

#Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กำลังดำเนินการเปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ระบบ TCAS รอบที่ 1 Portfolio ประจำปีการศึกษา 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://entry.wu.ac.th จำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 3,499 คน ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568- 19 มกราคม 2569 โดยในรอบ Portfolio จะมีการเปิดรับสมัคร จำนวน 5 รอบย่อย ดังนี้ รอบที่ 1.1 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 9-22 ก.ย.68  ชำระเงินค่าสมัคร 9-23 ก.ย.68 ประกาศผลการคัดเลือก 29 ก.ย.68 , ส่วนรอบที่ 1.2 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-27 ต.ค.68 ชำระเงินค่าสมัคร 1-28 ต.ค.68  ประกาศผลการคัดเลือก 3 พ.ย.68 , ขณะที่รอบ 1.3  รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-24 พ.ย.68 ชำระเงินค่าสมัคร 1-25 พ.ย.68  ประกาศผลการคัดเลือก 1 ธ.ค.68

สำหรับรอบที่ 1.4 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-22 ธ.ค.68 ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1-23 ธ.ค.68 ประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 29 ธ.ค.68 และรอบที่ 1.5 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-19 ม.ค.69 ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1-20 ม.ค.69 ประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 26 ม.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียด พร้อมทั้งกรอกใบสมัครออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://entry.wu.ac.th และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งไว้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพจเฟซบุ๊ก : สมัครเรียน ม.วลัยลักษณ์ https://www.facebook.com/entrywalailak หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-7567-3101-12 (ในวันและเวลาราชการ)

ชวนน้องๆโชว์ไอเดียการตลาด กับ ‘J-MAT Award’ ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทานฯ

ชวนน้องๆโชว์ไอเดียการตลาด กับ ‘J-MAT Award’ ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทานฯ

ชวนน้องๆโชว์ไอเดียการตลาด กับ ‘J-MAT Award’ ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทานฯ

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลัง บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) – SCGP และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) จัดการประกวดแผนการตลาดระดับประเทศ J-MAT Award ครั้งที่ 34 ชวนนิสิต นักศึกษา จากทั่วประเทศมาประชันไอเดียด้านการตลาด และออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้แบรนด์ยาสีฟันสมุนไพร Hi-Herb เป็นโจทย์หลักในการสร้างสรรค์ สะท้อนแนวทางการทำตลาดยุคใหม่ ที่ต้องผสานพลังของผลิตภัณฑ์–แผนการตลาด–บรรจุภัณฑ์ รวมถึงเทคโนโลยี เข้าด้วยกัน ชิงโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท

น.ส.ฐิติมา จตุรงคเวทย์ ผู้จัดการส่วนธุรกิจ ไอ.ซี.ซี. บจก.ไลอ้อนฯ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ SCGP และ MAT จัดโครงการ “J-MAT Award ครั้งที่ 34” การประกวดแผนการตลาดระดับประเทศภายใต้หัวข้อ “Packaging Speak Out: The Power of Premium Herbs” เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการตลาด ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงกับโจทย์ที่ท้าทายและใกล้เคียงสถานการณ์ธุรกิจจริงมากที่สุด การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนแนวทางการตลาดยุคใหม่ที่ผสานพลังของ ผลิตภัณฑ์ – แผนการตลาด – บรรจุภัณฑ์ – เทคโนโลยี เข้าด้วยกัน โดยมี แบรนด์ยาสีฟันสมุนไพร Hi-Herb เป็นโจทย์หลักในการสร้างสรรค์ผลงาน ทีมที่ชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท

“Hi-Herb ไม่ได้เป็นเพียงยาสีฟันสมุนไพรทั่วไป แต่เป็น Premium Herbal Toothpaste ที่ผสานพลังสมุนไพรคุณภาพ ผ่านการวิจัยและพัฒนาด้วย Smart Technology เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รสชาติดี ไม่เฝื่อน ไม่แสบปาก ภายใต้แนวคิด ‘สมุนไพรดี ไม่จำเป็นต้องแรง’ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพช่องปาก ควบคู่ไปกับความมั่นใจในทุกไลฟ์สไตล์ การนำ Hi-Herb มาเป็นโจทย์ในการประกวด J-MAT Award จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการตลาดเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังตอกย้ำเจตนารมณ์ของไลอ้อน ประเทศไทย ที่มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” น.ส.ฐิติมา กล่าว

ขณะนี้ โครงการ J-MAT Award x Hi-Herb เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขัน ทีมละ 3–10 คน สำหรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2–4 โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาทีม โดยสิ้นสุดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 10 ก.ย.68 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ส่งผลงานภายใน 30 ก.ย.68 และคัดเลือกผลงานในเดือน ต.ค.68 จะประกาศผลรางวัลในเดือน พ.ย.68

​เปิดรั้ว’68 CRA โชว์หลักสูตร นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

​เปิดรั้ว’68 CRA โชว์หลักสูตร นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

​เปิดรั้ว’68 CRA โชว์หลักสูตร นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดรั้วเป็นครั้งแรกต้อนรับปีการศึกษา 2568 สำหรับ คณะวิทยาศาสตร์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์หลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตามปรัชญาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต” และในปีการศึกษาล่าสุดนี้ได้เปิด 2 หลักสูตรใหม่ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และ เทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ เติมเต็มบุคลากรออกสู่ตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยครั้งนี้ ได้เปิดให้เยี่ยมชมห้องการเรียนการสอนและห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ อาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการแนะนำหลักสูตรใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ นำโดย รศ.น.สพ. ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจสำคัญในด้านการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสังคม โดยส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยของบุคลากรในประเด็นที่มุ่งแก้ไขปัญหาสุขภาพต่างๆ มุ่งสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรมเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน สืบสานพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี พร้อมแนะนำหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาบัณฑิต 3 หลักสูตรตามพระปณิธาน ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ประกอบด้วย

อาจารย์ ดร.ปิยะวัฒน์  ปิติกุลธรรม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิทยาศาสตร์ บรรยายแนะนำ หลักสูตรวิทยาศาตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการหรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้นักศึกษาในชั้นปีที่ 4 ยังได้มีการฝึกปฏิบัติงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบันรวมระยะเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านการวิจัย นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือนวัตกรด้านการแพทย์ และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้นได้

ผศ.ดร.พรภพ นัยเนตร หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยายแนะนำหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหลักสูตรใหม่ พ.ศ.2568 ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร สนับสนุนระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นศาสตร์ที่บูรณาการองค์ความรู้ผสมผสานหลักการของวิศวกรรมเข้ากับชีววิทยาและการแพทย์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถออกแบบพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรมีจุดเด่นที่ครอบคลุมงานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในทุกมิติ เช่น งานเครื่องมือแพทย์ งานวิศวกรรมโรงพยาบาล งานวิจัย รวมถึงงานด้านระเบียบข้อบังคับมาตรฐานทางด้านเครื่องมือแพทย์ นักศึกษาจะได้ฝึกจากห้องปฏิบัติการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริงทางการแพทย์ รวมทั้งเพิ่มโอกาสสร้างเครือข่ายผ่านการเรียนแบบโมดูล โดยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนร่วมกับบุคลากรภายนอกในสายวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการทำงานผ่านระบบการฝึกงานระยะยาว 3 เดือน ในช่วงของปี 4 เทอม 2 เป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้ทำงานต่อหลังจากฝึกงานเสร็จ

รศ.ดร.วาณี ชนเห็นชอบ หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร แนะนำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ บรรยายถึงภาพรวมของหลักสูตรฯ จากที่ปัจจุบันอาหารทางการแพทย์และสุขภาพมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในด้านนี้อยู่มาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้อย่างเร่งด่วน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยได้อย่างแท้จริง จึงได้ออกแบบหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารทางการแพย์และสุขภาพ โดยได้รับการอนุมัติและเปิดรับนักศึกศึกษาในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก เป็นหลักสูตรความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และควบคุมคุณภาพอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป สู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมตามพระปณิธาน

ทั้งนี้ สถานที่จัดการเรียนการสอนของ 3 หลักสูตรใหม่ ตั้งอยู่ที่อาคารอาคารวิจัยและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในโอกาสที่ทรงพระเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2560 เพื่อสนองพระปณิธานและสนับสนุนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญ ในการเป็นศูนย์รวมการวิจัยสร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมที่มุ่งเป้าตามแนวทางของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งเป็นสถานที่จัดศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้นำและนักวิจัยทางวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยี การแพทย์ และการสาธารณสุข ภายในอาคารได้กำหนดการแบ่งพื้นที่ใช้สอยให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนด้านการศึกษา วิชาการ วิจัย และนวัตกรรมให้กับส่วนงานต่างๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย ชั้น 1 – 3 พื้นที่การเรียนรู้ อาทิ ออดิทอเรียม โถงนิทรรศการ ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ พื้นที่อเนกประสงค์ และ พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน , ชั้น 4 – 6 พื้นที่การทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม อาทิ ห้องปฏิบัติการวิจัยเฉพาะทาง ห้องปฏิบัติการเพื่อความเป็นเลิศด้านการคิดค้นยา ห้องปฏิบัติการชีวสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ยีโนม ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิกเชิงระบบ และ ห้องนิทรรศการแสดงผลงาน และชั้น 7 – 9 พื้นที่สำหรับจัดตั้งขึ้นใหม่ตามพระปณิธาน ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ และโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร

​จุฬาฯ ชวนร่วมงาน ‘วันที่ระลึกวันทรงดนตรี’ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

​จุฬาฯ ชวนร่วมงาน ‘วันที่ระลึกวันทรงดนตรี’ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

​จุฬาฯ ชวนร่วมงาน ‘วันที่ระลึกวันทรงดนตรี’ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญชวนร่วมงาน “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 14.00 – 17.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ

โดยงาน “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” ปีนี้มีการแสดงของวงดนตรี CU Band วงดนตรีพี่เก่า OCU Band ร่วมด้วยการแสดงวงโยธวาทิต จากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ขับขานบทเพลงพระราชนิพนธ์ทรงคุณค่าในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชนิพนธ์ และบทเพลงต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้สนใจเข้าชมฟรี และขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล โดยบริจาคผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “สมทบทุนอานันทมหิดล วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” บัญชีเลขที่ 045-2-98139-9

“วันทรงดนตรี” เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล     อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ที่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ที่ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิสิตจุฬาฯ เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2500 ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร ต่อมาได้รับสั่งกับนายสันทัด ตัณฑนันทน์ หัวหน้าวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ สมัยนั้น ว่าจะนำวงลายครามมาบรรเลงที่จุฬาฯ งานวันทรงดนตรีที่จุฬาฯ จึงเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2501

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ มาทรงดนตรีที่จุฬาฯ ระหว่างปี 2501 – 2516 เนื่องจากทรงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้เสด็จฯมาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยอีก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดงานวันที่ระลึกวันทรงดนตรีในวันที่ 20 กันยายนของทุกปีโดยกำหนดไว้ในปฏิทินกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จฯ มาทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Line Official วันที่ระลึกวันทรงดนตรี https://www.facebook.com/cuband , สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ โทร. 0-2218-7041ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ โทร. 0-2218-3364-6 หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : CU Band

​ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนา ‘ม.นครพนม’ 2 ทศวรรษแห่งการพัฒนาเพื่อท้องถิ่นและภูมิภาค

​ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนา ‘ม.นครพนม’ 2 ทศวรรษแห่งการพัฒนาเพื่อท้องถิ่นและภูมิภาค

​ครบรอบ 20 ปี วันสถาปนา ‘ม.นครพนม’ 2 ทศวรรษแห่งการพัฒนาเพื่อท้องถิ่นและภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 20 ปี ณ หอประชุมวชิรบพิตร เขตพื้นที่มรุกขนคร อ.เมือง จ.นครพนม โดยมี ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักเรียน นักศึกษา และศิษย์เก่า เข้าร่วมกิจกรรม

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสอันสำคัญ อาทิ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป การบริจาคโลหิต การแข่งขันวิ่ง “NPU 10K RUN 2025” การแข่งขันกีฬาฟุตบอลนัดพิเศษ การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “100 เกียรติคุณศิษย์เก่า” รวมถึงพิธีมอบเกียรติบัตรบุคลากรดีเด่นและนักวิจัยดีเด่น ตลอดจนกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญและงานคืนสู่เหย้าศิษย์เก่า สะท้อนความผูกพันระหว่างมหาวิทยาลัยกับศิษย์เก่าและชุมชนโดยรอบ

ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยนครพนมได้ก่อร่างสร้างตัวจากการหลอมรวมสถานศึกษาในจังหวัดนครพนมตามพระราชบัญญัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2548 จนเติบโตเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ปวช. ปวส. จนถึงระดับปริญญา รวมทั้งสิ้น 7 คณะ และ 6 วิทยาลัย ครอบคลุมศาสตร์ที่ตอบสนองทั้งการพัฒนาท้องถิ่นและความร่วมมือระดับภูมิภาค

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยนครพนม ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์การเป็น “ที่พึ่งของสังคมและชุมชน” (Nakhon Phanom University, the university of society and community) เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของคนในพื้นที่ เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือสู่อาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศที่ตอบสนองต่อการพัฒนาท้องถิ่นและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

‘รมว.นฤมล’เปิดเวทีสัมมนา’พ.ร.บ.การศึกษาฯ’ หวังสภาฯ ชุดนี้ปลดล็อกสำเร็จ

'รมว.นฤมล'เปิดเวทีสัมมนา'พ.ร.บ.การศึกษาฯ' หวังสภาฯ ชุดนี้ปลดล็อกสำเร็จ

‘รมว.นฤมล’เปิดเวทีสัมมนา’พ.ร.บ.การศึกษาฯ’ หวังสภาฯ ชุดนี้ปลดล็อกสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.02 น.

“รมว.นฤมล” เปิดเวทีสัมมนา“พ.ร.บ.การศึกษาฯ”หวังสภาฯชุดนี้ปลดล็อกสำเร็จ ย้ำไม่ใช้การศึกษาเป็นเป้าทางการเมือง เผย ศธภ.6 ภาคอาจแท้งหาก พ.ร.บ.การศึกษาผ่านสภา

วันที่ 15 ก.ย.ศ.2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. … และการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษา” จัดโดย สมาคมผู้ปริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมี ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายอนุกูล ศรีสมบัติ ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต1 ปฏิบัติหน้าที่นายกสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน แห่งประเทศไทย, ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, รองผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม  ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ  

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้มาพบกันครบทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ หลายรัฐบาลพยายามที่จะผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่สภาฯ เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงอีกหลายจุดใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคการศึกษาของไทย และยังไม่เอื้อที่จะช่วยให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาทั่วประเทศไทยได้ เราจึงอยากจะให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าสู่สภาฯ สามารถปิดช่องว่างเหล่านั้นได้หมด ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อจะนำเข้าสภาฯก็จะเกิดการยุบสภาทุกรอบ แต่หวังว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะมีทั้งหมด 7 ร่าง 1 ในนั้นจะเป็นร่างของกระทรวงศึกษา ส่วนอีก 6 ร่าง จะเป็นของพรรคการเมือง และกลุ่มต่างๆ ที่นำเสนอมา สำหรับขั้นตอนการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้อยู่ที่การพิจารณาให้ความเห็นจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งตนได้ประสานไปยังปลัดกระทรวงการคลังเพื่อให้ช่วยเร่งรัดการดำเนินการให้แล้ว โดยเราขอให้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้เข้าสภาฯในชุดปัจจุบัน อย่าให้มันเป็นอาถรรพ์เหมือนกับทุกชุด

“อาจารย์พูดกับผู้บริหารกระทรวง และข้าราชการประจำมาเสมอว่า ภาคการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ถ้าจะมาทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องทำงานกับข้าราชการประจำ และข้าราชการประจำก็ต้องยืนหยัดบนหลักการว่า ท่านจะทำงานเพื่อภาคการศึกษาอย่างแท้จริง อาจารย์ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม ที่เราเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษา เราก็จะไม่ใช้การศึกษาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่เรามาเพื่อที่จะทำให้ภาคการศึกษาดีขึ้นจริง ๆ อาจารย์ก็หวังว่า พวกเราก็จะยึดหลักการเดียวกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อด้วยว่า ในช่วงบ่ายของการสัมมนาในวันนี้ ขอให้ทุกคนใช้เวลาให้เต็มที่ในการที่จะสะท้อนสิ่งที่ท่านอยากจะให้คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ที่จะมี สส.มาพูดคุยกับเรา เราต้องให้เขาเข้าใจและมาเป็นแนวร่วมเดียวกับเราในการที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สำเร็จให้ได้ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน             

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้มอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นการสดุดีคุณงามความดีและเป็นเกียรติประวัติแก่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการศึกษา จำนวน 52 คนและมอบโล่ประกาศกิตติคุณให้แก่คณะกรรมการสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา จำนวน 37 คน

ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ พิจารณา รับวาระร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 13 ฉบับแล้วนั้น ก็จะนำไปสู่การพิจารณาถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะไปชดเชยสำหรับคำสั่ง คสช. ที่ยกเลิกไป ส่วนหลัก ๆที่ทางผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆเสนอเข้าไปก็พยายามจะให้มีส่วนของผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าที่เป็นอยู่ใน คำสั่ง ของ คสช. เช่น จะมีตัวแทนจากครู ตัวแทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปกำหนดทิศทางการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา ขั้นตอนต่อไป ก็จะอยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะมีการพิจารณา ซึ่ง กมธ.ก็พร้อมที่จะผลักดันเพราะฟังมาหลายด้านและในวันนี้ก็มาฟังความคิดเห็นจากผอ.และรองผอ.เขตพื้นที่การศึกษาด้วย

รมว.ศธ. กล่าวถึงการแต่งตั้งศึกษาธิการภาค ที่ยังว่างอยู่ 6 ภาค จาก 18 ภาค ขณะนี้ปลัศ.ศธ.ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้ามา เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา แต่ถ้า พ.ร.บ.การศึกษาผ่านสภาฯ ศึกษาธิการภาคก็จะไม่มีแล้ว จึงต้องรอดูว่าจะเหมาะสม อย่างไร ก็ให้ทางสำนักงานปลัดศธ.พิจารณา
 

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีเรดาร์ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

15 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมประชุมหารือกับผู้บริหารและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประกอบด้วย ศ.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการฝ่ายวิจัย รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อป้องกันประเทศ ผศ.ดร.สราวุฒิ สืบแย้ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลังและกิจการทั่วไป ศ.ดร.ฐิติพงษ์  เลิศวิริยะประภา รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์นวัตกรรมสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีเรดาร์อุทยานเทคโนโลยี รศ.ดร.เอกรัฐ บุญภูงา ผู้เชี่ยวชาญระบบเรดาร์ศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีเรดาร์อุทยานเทคโนโลยี ผศ.นพดล พัดชื่น รองหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อป้องกันประเทศ ภาควิชาวิศวกรรมการผลิตและหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์ ดร.พงศธร  สายสุจริต รักษาการแทนผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มจพ. เพื่อต่อยอดการพัฒนาหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีเรดาร์ขั้นสูง“ สำหรับการตรวจจับ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกในอนาคต

ที่ผ่านมา ทีม iRAP Robot ของ มจพ. ซึ่งคว้าแชมป์โลกมาแล้วกว่า 10 สมัย ได้รับการยอมรับในฐานะทีมวิจัยและนวัตกรรมหุ่นยนต์แถวหน้าของประเทศ ผลงานที่เคยสร้างชื่อ เช่น หุ่นยนต์ช่วยเหลือทางการแพทย์ช่วงวิกฤตโควิด-19 และหุ่นยนต์ที่ใช้ในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของชาติ สำหรับ หุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ ได้ออกแบบให้มีโครงสร้างแข็งแรง สามารถกวาดล้างและจุดชนวนทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังมีต้นทุนการผลิตไม่สูง จึงเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานจริงในภาคสนามเพื่อสนับสนุนการทำงานของทหาร

ระบบสื่อสารของหุ่นยนต์ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะจากฐานความรู้ด้านหุ่นยนต์กู้ภัย โดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์เชิงพาณิชย์ทั่วไป ทำให้มีความเสถียรสูง ลดความเสี่ยงจากการถูกรบกวนหรือถูกดักสัญญาณจาก “แจมเมอร์” ของฝ่ายตรงข้าม ผู้ควบคุมสามารถสั่งการแบบไร้สายได้ในระยะไกลกว่า 200 เมตร เพิ่มความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มจพ. ได้ส่งมอบหุ่นยนต์ฯ นี้ ให้กับกองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทำหน้าที่เคลื่อนที่นำหน้าเพื่อกวาดล้างพื้นที่แนวรบ ก่อนที่กำลังทหารจะเข้าไปสำรวจพื้นที่จริง ถือเป็นการเสริมเกราะป้องกันชีวิตและความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ในภาคสนาม

ในอนาคต มจพ. มีแผนผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology: INDT) ร่วมกับกองทัพบก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมของ มจพ. แต่ยังเป็นหลักฐานชัดเจนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยที่สามารถสร้างเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของชาติได้ด้วยฝีมือคนไทยเอง และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ

พุทธสมาคม 14 จังหวัด จับมือขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาฟื้นฟูศีลธรรมสู่สังคมไทย

พุทธสมาคม 14 จังหวัด จับมือขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาฟื้นฟูศีลธรรมสู่สังคมไทย

พุทธสมาคม 14 จังหวัด จับมือขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาฟื้นฟูศีลธรรมสู่สังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

ในห้วงเวลาที่พระพุทธศาสนาต้องเผชิญกับกระแสข่าวฉาวในวงการสงฆ์ สั่นสะเทือนศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และถูกตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันศาสนาในสังคมไทย การรวมตัวของเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกกว่า 14 จังหวัด ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 จึงมิใช่เพียงการประชุมประจำปี หากแต่เป็น “บทพิสูจน์ศรัทธา” และ “พลังแห่งความร่วมมือ” ที่พร้อมจะขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง

พุทธสมาคมปทุมธานี เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออก ประจำปี 2568 “รวมพลังพุทธสมาคม ส่งเสริม สนับสนุน การปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อสู่สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง” โดยมี พระธรรมรัตนาภรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง ประธานคณะกรรมการบริหารกลางขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม เป็นประธานสงฆ์ นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิดฯ โดยมีพระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง, พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และคณะสงฆ์ พร้อมด้วย นางสาวอภิสรา เกษอินทร์ นายอำเภอคลองหลวง, พล.ต.ต.ธงชัย ขำสุวรรณ อุปนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เลขาธิการพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นางนิภาวรรณ กอพัฒนชีรวุฒิ นายกพุทธสมาคมปทุมธานี และคณะกรรมการเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออก 14 จังหวัด เข้าร่วมการประชุมฯ โดยพร้อมเพรียงกัน

ในการประชุมฯ ได้รับความเมตตาจากพระธรรมรัตนาภรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง ประธานคณะกรรมการบริหารกลางขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม ให้โอวาท, พระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง บรรยายธรรม,  พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย บรรยายธรรมและนำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา “รวมพลังพุทธสมาคม ส่งเสริม สนับสนุน การปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อสู่สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง” โดยคณะวิทยากรจากผู้แทนเครือข่ายพุทธสมาคม ภาคกลางและภาคตะวันออก 5 จังหวัด ประกอบด้วย นายพลากร เทศนำ นายกพุทธสมาคมจังหวัดสมุทราปราการ, นางสาววิภาวดี ทองสีไพล นายกยุวพุทธิกสมาคมจังหวัดเพชรบุรี, นายมานพ จังหวัดกลาง นายกพุทธสมาคม อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา, พลเรือตรีกฤษณ์ บุญเอี่ยม อุปนายกพุทธสมาคม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และมีนายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา เลขานุการพุทธสมาคมปทุมธานี ผู้ดำเนินรายการเสวนา ในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มประชุมและนำเสนอผลการประชุม “รวมพลังสามัคคีเพื่ออนาคตของพระพุทธศาสนา” ดำเนินการประชุมกลุ่ม โดย อาจารย์ลัดดา อิ่มอกใจ อุปนายกพุทธสมาคมปทุมธานี และคณะ ต่อด้วยการสรุปผลการประชุมฯ โดย ดร.ขวัญชัย พานิชการ อุปนายกพุทธสมาคมปทุมธานี ปิดท้ายด้วยการส่งมอบธงเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเสวนาพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกครั้งต่อไปให้แก่คณะกรรมการ พุทธสมาคม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา เลขานุการพุทธสมาคมปทุมธานี กล่าวว่า “การจัดประชุมพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออก ในวันนี้ ด้วยคณะทำงานตระหนักว่า ปัจจุบันพระพุทธศาสนากำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดทั้งโอกาสและปัญหาในเวลาเดียวกัน การทำงานด้านพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้มแข็ง และแนวทางที่สอดคล้องกับสถานการณ์ การประชุมพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนพุทธสมาคมจากหลายจังหวัด ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และแนวทางการทำงาน เพื่อร่วมกันหามาตรการและแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการธำรงรักษา เผยแผ่ และพัฒนาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืน ตลอดจนปลูกฝังศีลธรรมคุณธรรมแก่ประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างดียิ่ง ทั้งในด้านความรู้ ความเข้าใจ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่พุทธสมาคม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการธำรงรักษาพระศาสนาให้อยู่คู่สังคมไทยและโลกต่อไปอย่างสง่างาม นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ชาวพุทธได้รวมตัวกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าอย่างมีพลังในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง มิใช่เพียงแต่ต้องการการรักษาไว้ หากแต่ต้องการการมีชีวิตอยู่และแสดงผลเป็นรูปธรรม ผ่านพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเครือข่ายพุทธสมาคมในแต่ละจังหวัดที่มีบทบาทเสมือนฐานปฏิบัติการเชิงศีลธรรม ที่จะช่วยปลุกกระแสความดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชนและประเทศชาติสืบไป ขอกราบขอบพระคุณวัดพระธรรมกาย ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมทั้งให้บริการเครื่องดื่มและอาหารว่างแก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ขอขอบพระคุณองค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุน การจัดประชุมเสวนาฯ ในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อยดีงาม ขอชื่นชมการดำเนินงานของเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกรวมถึงทั่วประเทศ ที่ได้หล่อหลอมเป็นพลังของบวรอย่างแท้จริง โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และจรรโลงศีลธรรมให้กลับคืนสู่สังคมไทยดั่งเช่นสมัยโบราณกาล รวมพลังศรัทธาสามัคคีเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ วางแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับการเผยแผ่พระธรรม เพื่อให้พระพุทธศาสนาได้เข้าถึงใจของประชาชนอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน”

– 006