เปิดตัวแคมเปญ ‘KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)’ ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

เปิดตัวแคมเปญ 'KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)' ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

เปิดตัวแคมเปญ ‘KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)’ ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี และฮอนด้า ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญ “KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)” ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน และ ส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยตามแนวคิดของไทย “ทำดีได้ดี”

มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation – TMF) และ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd. – Honda) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration – BMA) ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ “KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสององค์กรในการร่วมกันแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนในประเทศ

 ทั้งนี้ TMF และ Honda ได้ร่วมมือกันภายใต้คณะอนุกรรมการด้านต่างประเทศของกรอบความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม “Tateshina Meeting” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “การสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นศูนย์” ทั้งสององค์กรได้แบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนที่ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาประยุกต์และขยายผลสู่ระดับสากล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการจราจรที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรเตรียมดำเนินแคมเปญในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมความเชื่อของไทย “ทำดีได้ดี (TAM-DEE-DAI-DEE / Good Deeds Bring Good Returns)” เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีและลดอุบัติเหตุทั้งจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมทั้งมีการติดตามและประเมินผลลัพธ์ของแคมเปญ เพื่อพัฒนาแนวทางด้านความปลอดภัยทางถนนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแคมเปญ: https://kubdeedaidee.com

1. ความเป็นมาของโครงการ

ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผลลัพธ์ที่ตามมาของการพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ คือ อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคนรุ่นใหม่

แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการดำเนินกิจกรรมรณรงค์และโครงการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการ พัฒนามาตรการและแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ภายใต้แคมเปญนี้ TMF และ Honda ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ (รถยนต์และรถจักรยานยนต์) จะร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Networking Services – SNS) เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง

โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร (BMA) ผ่านการดำเนินกิจกรรมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแคมเปญ รวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อของกรุงเทพมหานคร โครงการนี้ยังมีแผนที่จะพัฒนากิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่อย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

2. แนวทางและวัตถุประสงค์ของโครงการ

แคมเปญนี้จัดทำขึ้นเพื่อเชื่อมโยง “ทำดีได้ดี” ซึ่งเป็นสุภาษิตไทยที่สืบทอดกันมายาวนานในวิถีชีวิตของคนไทย เข้ากับพฤติกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีแนวคิดในการ “ตีความใหม่” ว่าความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เพียง “หน้าที่” ที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็น “การกระทำที่ดี” ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

TMF และ Honda มุ่งหวังที่จะสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ต่างมีความเอื้อเฟื้อและใส่ใจต่อกัน ภายใต้แนวคิด “ขับดี (KUB-DEE)” แคมเปญได้หยิบยกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การสังเกตและระมัดระวังรถจักรยานยนต์ในขณะขับขี่ การตรวจสอบจุดอับสายตา และการเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย — มานำเสนอเป็นตัวอย่างของ “พฤติกรรมการขับขี่ที่ดี”

แนวทางเหล่านี้ถูกออกแบบบนพื้นฐานข้อมูลเชิงลึกจากรูปแบบอุบัติเหตุและพฤติกรรมการขับขี่ที่พบบ่อยในประเทศไทย เพื่อเน้นย้ำให้ผู้ขับขี่ตระหนักและจดจำว่าพฤติกรรมเหล่านี้คือ “การทำดี” ที่สร้างความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

3. แผนดำเนินการของโครงการ

ในการสร้างสรรค์ภาพหลักของแคมเปญบนเว็บไซต์ TMF และ Honda ได้ร่วมมือกับศิลปินไทยรุ่นใหม่ นายสราวุธ พานนู เพื่อนำเสนอผลงานที่ผสานเอกลักษณ์ของศิลปะไทยแบบดั้งเดิมเข้ากับสไตล์ร่วมสมัยอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารแนวคิด “ทำดีได้ดี” ในมิติใหม่ ที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น และสะท้อนแนวคิดของแคมเปญในรูปแบบที่ทั้งทันสมัยและคงไว้ซึ่งรากฐานของวัฒนธรรมไทย

นอกจากนี้ ภายในเว็บไซต์แคมเปญยังได้เพิ่มฟีเจอร์เชิงอินเทอร์แอ็กทีฟ “KUB-DEE-DAI-DEE Generator” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ใช้งานสามารถเลือกพฤติกรรมการขับขี่ที่ต้องการตระหนักรู้มากขึ้น จากหมวด “KUB-DEE (ขับดี)” ที่แนะนำไว้ในเว็บไซต์ และสามารถสร้างวอลล์เปเปอร์หรือวิดีโอสั้นในสไตล์ของตนเอง เพื่อแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้โดยตรง

กลไกนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้ใช้ได้รับความรู้ด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ “ประกาศเจตนารมณ์แห่งการขับดี” ต่อสังคมรอบข้าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

4. ทิศทางต่อไปของโครงการ (Future Developments)

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นไป แคมเปญ “ทำดีได้ดี ขับดีได้ดี” จะเริ่มเผยแพร่ทั้งในรูปแบบ ออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย สื่อโฆษณากลางแจ้ง เว็บไซต์แคมเปญพิเศษ รวมถึง สื่อในเครือของกรุงเทพมหานคร (BMA) เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง และส่งต่อแนวคิด “ขับดีได้ดี” เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีในสังคมไทย

จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการดำเนินแคมเปญ “ทำดีได้ดี ขับดีได้ดี” ในระยะแรก ทำให้มีแผนที่จะขยายผลต่อเนื่องในปี 2026 โดยร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) และ มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย เพื่อส่งต่อแนวคิดและสารรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนไปสู่ประชาชนในวงกว้างยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แทนของแต่ละองค์กรร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่า “กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนมาโดยตลอด การเปิดตัวแคมเปญ ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ โดย TMF และ Honda ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมการขับขี่อย่างมีน้ำใจและปลอดภัย ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง กรุงเทพมหานครพร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าพัฒนาระบบถนนให้ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อทุกคนต่อไป”

มร. ซูซูมุ มัตสึดะ (Susumu Matsuda), รองประธานกรรมการ มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation) กล่าวว่า “ในที่ประชุม Tateshina Meeting เราให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า ‘ความปลอดภัยทางถนนเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกันสร้างได้’ เราเชื่อว่าการที่แต่ละคนได้คิดว่า ‘ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง’ และลงมือปฏิบัติจริง คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิด ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ จะได้รับการยอมรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวไทย และช่วยส่งต่อจิตสำนึกแห่งความเอื้อเฟื้อและความปลอดภัยให้แผ่ขยายระหว่างผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์”

ด้าน มร. ฮิเดอากิ ทาคาอิชิ (Hideaki Takaishi), ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TMF ในการเปิดตัวแคมเปญ ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนที่เป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย การส่งเสริมให้เกิดการขับขี่อย่างมีน้ำใจ ทั้งในมุมมองของผู้ใช้รถยนต์และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ จะช่วยมอบทั้ง ‘ความปลอดภัยและความสุข’ ให้กับทุกคน และร่วมกันก้าวไปสู่สังคมที่ปลอดอุบัติเหตุอย่างแท้จริง”

-(016)

องคมนตรี เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส จากอธิการบดี มจพ.

องคมนตรี เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส จากอธิการบดี มจพ.

องคมนตรี เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส จากอธิการบดี มจพ.

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.59 น.

19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร รองศาสตราจารย์ ดร.สมนึก วิสุทธิแพทย์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานบริการวิชาการและอุตสาหกรรมสัมพันธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและกิจการพิเศษ ดร.จินตนา ถ้ำแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมและเทคนิคศึกษา มจพ. และคณะให้การต้อนรับ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี และกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เป็นประธานในพิธีรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศล ประจำปีงบประมาณ 2568 จากศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้กับโรงเรียนพระดาบส เพื่อใช้ในการฝึกอบรมแก่ศิษย์พระดาบส โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มจพ. กล่าวรายงานความเป็นมาและผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ.

มูลนิธิพระดาบส และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและสื่อการเรียนการสอน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 มีระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันลงนามบันทึกความเข้าใจ ปีงบประมาณ 2566-2570 ซึ่งสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับคณะผู้บริหาร และครูโรงเรียนพระดาบส ได้ดำเนินการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนในแต่ละปีงบประมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือบุคคลที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา มีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอ ขาดแคลนทุนทรัพย์ มีความตั้งใจศึกษาหาความรู้เป็นวิชาชีพ   เพื่อนำความรู้ ความสามารถไปประกอบอาชีพได้ และยังเป็นการช่วยเหลือด้านการพัฒนาบุคลากร       พัฒนาสื่อการเรียนการสอน การวิจัย สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน และสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอน โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่มูลนิธิพระดาบส มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 24 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  มูลนิธิพระดาบสได้รับความร่วมมือและพัฒนาการจัดทำสื่อการเรียนการสอน การวิจัย และมีการส่งมอบอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนามาตรฐานหลักสูตรของโรงเรียนพระดาบส และส่งเสริมการสร้างคนดีให้มีความพร้อมในการประกอบสัมมาชีพและดำรงตนเป็นคนดีของสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่พร้อมให้บริการเพื่อสังคม และประสานผลประโยชน์ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings : Sustainability 2026

จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings : Sustainability 2026

จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings : Sustainability 2026

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings : Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนให้อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน อันดับ 1 ของประเทศไทย เช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ 15 ของเอ เชียและอันดับ 165 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568  

QS World University Rankings: Sustainability 2026 พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริ หารจัดการ (Governance)

ทั้งนี้ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของจุฬาฯ เช่น

            – ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม : อันดับ 81 ของโลก

            – การแลกเปลี่ยนความรู้ : อันดับ 138 ของโลก

            – ความเท่าเทียม : อันดับ 175 ของโลก

            – ความสามารถในการจ้างงานและโอกาส : อันดับ 179 ของโลก

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์หยวน (元朝 Yuan Dynasty พ.ศ. 1814-1911 ค.ศ. 1271-1368) เป็นราชวงศ์ที่มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษในประวัติศาสตร์จีน เนื่องจากเป็นราชวงศ์แรกที่ก่อตั้งและปกครองโดยชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่น ภายใต้การนำของจักรพรรดิคุบไลข่าน ผู้เป็นหลานชายของเจงกิสข่าน จักรวรรดิมองโกลได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่ง แล้วขยายอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนทั้งหมด

การรุกรานของมองโกล มองโกลเป็นชนเผ่าจากมองโกเลีย ทางภาคเหนือของประเทศจีน มีความสามารถในการรบบนหลังม้าในพื้นที่ทุรกันดาร การรุกรานจีนของมองโกลเริ่มต้นในสมัยเจงกิสข่าน แต่การพิชิตจีนใต้สำเร็จในสมัยคุบไลข่าน คุบไลข่านได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิจีน และประกาศตั้งราชวงศ์หยวนในปี พ.ศ.1822 โดยชื่อ “หยวน” (元) หมายถึง “จุดเริ่มต้น” หรือ “ต้นกำเนิด”

การพิชิตราชวงศ์ซ่ง การต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดคือการพิชิตราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งใช้เวลานานถึง 45 ปี มองโกลได้ใช้เทคโนโลยีการทำสงครามที่ล้ำสมัย รวมถึงการใช้ปืนใหญ่และกองเรือขนาดใหญ่ การล่มสลายของราชวงศ์ซ่ง  ทำให้จีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

คุบไลข่านได้ดำเนินการปฏิรูปการปกครองหลายประการ รวมถึงการจัดตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ปักกิ่ง (ขณะนั้นเรียกว่าต้าตู) และการสร้างระบบราชการที่ผสมผสานระหว่างแบบมองโกลและจีน

ราชวงศ์หยวนเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ เส้นทางสายไหมมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก มาร์โค โปโลนักเดินทางชาวอิตาลีได้เดินทางมายังจีนในสมัยนี้และได้รับการต้อนรับจากคุบไลข่าน

การพัฒนาเทคโนโลยี  เทคโนโลยีการพิมพ์ได้รับการพัฒนาและแพร่หลาย สร้างหอดูดาวและการพัฒนาปฏิทิน แลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก

ราชวงศ์หยวนเป็นราชวงศ์แรกที่ใช้ธนบัตรกระดาษเป็นเงินตราหลัก โดยมีการควบคุมจากส่วนกลาง ระบบนี้ช่วยให้การค้าขายสะดวกขึ้น แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในภายหลัง

สมัยราชวงศ์หยวนเป็นยุคของการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างมากมาย วัฒนธรรมมองโกล เปอร์เซีย อาหรับ และจีนได้หลอมรวมกัน เซรามิกสีน้ำเงินขาวได้รับการพัฒนาในสมัยนี้

ปัญหาและความท้าทาย เงินเฟ้อจากการพิมพ์ธนบัตรมากเกินไป การทุจริตในราชการ ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้น การจลาจลของเกษตรกร ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การล่มสลาย

1. ปัญหาเศรษฐกิจ – เงินเฟ้อและความยากจนของประชาชน

2. ความไม่พอใจของชาวจีน – การถูกปฏิบัติเป็นพลเมืองชั้นสอง

3. ความแตกแยกภายใน – การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์

4. ภัยธรรมชาติ – น้ำท่วมและความแห้งแล้งที่รุนแรง

การปฏิวัติและการสิ้นสุด

การจลาจลที่นำโดยจู หยวนจาง (Zhu Yuanzhang) ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง ได้รวบรวมกำลังต่อต้านการปกครองของมองโกล การสู้รบที่ยาวนานสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1911 เมื่อกองทัพหมิงยึดปักกิ่งได้สำเร็จ

บทเรียนสำคัญ การปกครองของมองโกลในจีนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวทางวัฒนธรรมและความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการปฏิรูป แม้ว่าราชวงศ์หยวนจะมีอายุสั้นเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ แต่อิทธิพลของพวกเขายังคงส่งผลต่อการพัฒนาของจีนในศตวรรษต่อมา

โดย  อาทร  จันทวิมล

‘ชายสี่’ ผนึกกำลัง ‘กะเพราขุนช้าง’ เปิด ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ ก้าวสู่ผู้นำสตรีทฟู้ดเมืองไทย

‘ชายสี่’ ผนึกกำลัง ‘กะเพราขุนช้าง’ เปิด ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ ก้าวสู่ผู้นำสตรีทฟู้ดเมืองไทย

‘ชายสี่’ ผนึกกำลัง ‘กะเพราขุนช้าง’ เปิด ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ ก้าวสู่ผู้นำสตรีทฟู้ดเมืองไทย

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารสตรีทฟู้ดของไทย เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในวงการธุรกิจอาหาร ด้วยการจับมือกับแบรนด์ดัง “กะเพราขุนช้าง” ร้านข้าวกะเพรารสชาติโบราณที่กำลังมาแรงเซ็นสัญญาร่วมถือหุ้นและก่อตั้ง บริษัท สี่ช้างเน็ตเวิร์ค จำกัด เพื่อผนึกกำลังขยายธุรกิจและต่อยอดความแข็งแกร่งของทั้งสองแบรนด์ ภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารไทย พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์องค์กร “ครัวของทุกบ้าน อาหารของทุกคน หนึ่งในใจทุกเวลา”

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ “ชายสี่” ในการขยายพอร์ตธุรกิจให้ครอบคลุมกลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทย โดยเลือกจับมือกับ “กะเพราขุนช้าง” ซึ่งมีจุดแข็งด้านเมนูข้าวกะเพรารสชาติดั้งเดิม หอมกลิ่นกะเพราและกลิ่นคั่วกระทะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้น้ำซอสสูตรสมุนไพรลับกว่า 50 ปี ที่ให้รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนใคร เมนูขายดีครองใจลูกค้า อาทิ กะเพราหมูกรอบ, กะเพราเนื้อสับ, เมนูเนื้อตุ๋น และ “ไข่ปี้” ไข่ข้นเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเนยอ่อน ๆ ที่เข้ากันได้ดีกับทุกเมนูจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน

การก่อตั้ง บริษัท สี่ช้างเน็ตเวิร์ค จำกัด มีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับโมเดลแฟรนไชส์ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจะนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการ การตลาด และระบบแฟรนไชส์มาตรฐานของชายสี่ มาผสมผสานกับสูตรลับความอร่อยและเอกลักษณ์ของกะเพราขุนช้าง เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

พันธ์รบ กำลา ประธานคณะกรรมการบริษัท ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของชายสี่ในการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่แข็งแกร่งและหลากหลายยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นว่าการรวมพลังกับแบรนด์กะเพราขุนช้าง ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางรสชาติและความนิยมในตลาด จะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้เพื่อเดินหน้าตอกย้ำการเป็นผู้นำสตรีทฟู้ดแห่งประเทศไทยตามพันธกิจของเรา ‘Street Food for All’”

ณัฏฐ์ กีรติเก้าทรัพย์ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สี่ช้างเน็ตเวิร์ค เสริมว่า “สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การขยายจำนวนสาขา แต่คือการสร้างรูปแบบธุรกิจแห่งความสำเร็จที่ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้ระบบแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม เราจะนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มาพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ทั้งในรสชาติ ประสบการณ์ลูกค้า และการบริหารธุรกิจ เพื่อให้ ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ เป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จของคนไทยในวงการอาหารแฟรนไชส์”

“ชายสี่” ยังคงเดินหน้าพันธกิจ “Street Food for All” มุ่งมั่นเป็นผู้นำที่ทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดี รสชาติโดนใจ ในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและนักลงทุนที่สนใจ เข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตไปด้วยกันในระบบแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพสูง

การจับมือกันของ “ชายสี่” และ “กะเพราขุนช้าง” ภายใต้ชื่อ “สี่ช้างเน็ตเวิร์ค” จึงไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือของสองแบรนด์สตรีทฟู้ดชั้นนำ ที่พร้อมสร้างความยิ่งใหญ่ในวงการอาหารไทย พร้อมมอบความอร่อยแบบต้นตำรับให้ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ

ม.เกษตรฯ เชิญชวนฟังเทศน์มหาชาติ ‘เวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์’ 1,000 พระคาถา สมทบสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

ม.เกษตรฯ เชิญชวนฟังเทศน์มหาชาติ ‘เวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์’ 1,000 พระคาถา สมทบสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

ม.เกษตรฯ เชิญชวนฟังเทศน์มหาชาติ ‘เวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์’ 1,000 พระคาถา สมทบสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการ “เทศน์มหาชาติ เกษตรรวมใจ ทำบุญใหญ่ด้วยเทศน์มหาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อสมทบทุนจัดสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ วันที่ 26 – 27 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงละครประเสริฐ ณ นคร สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยได้รับเมตตาจากพระธรรมกถึก นำโดย พระครูพิมลธรรมภาณ ดร.มานพ ปาละพันธ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และ คณะสงฆ์

สำหรับ เทศน์มหาชาติ เกษตรรวมใจ ทำบุญใหญ่ด้วยเทศน์มหาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 เป็นการเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา เริ่มจากการเทศน์มหาชาติคาถาพัน ตามด้วยการเทศน์มหาชาติแบบเรียงกัณฑ์ เป็นการเทศน์ที่เตือนบุคคลให้น้อมรำลึกถึงการบำเพ็ญบุญ คือความดีที่ยิ่งยวด อันมีการสละความเห็นแก่ตัว เพื่อผลประโยชน์สูงอันไพศาลของมวลมนุษยชาติเป็นสำคัญ อานิสงส์จากการฟัง “เทศน์มหาชาติ” ทั้ง 13 กัณฑ์ ได้รับถึง 13 อานิสงส์ บุญใหญ่โดยการฟังเทศน์มหาชาตินั้นมีความเชื่อว่า ผู้ฟังเทศน์จะได้บุญมาก และยังได้รับอานิสงส์ที่หลากหลายหากฟังครบจบทั้ง 13 กัณฑ์ ภายใน 1 วัน

การจัดงาน “เทศน์มหาชาติ” หรือ “มหาเวสสันดรชาดก” นั้นมิใช่ของง่ายเลย เพราะการจัดเทศน์มหาชาติต้องมีความเข้าใจ เข้าถึงธรรมเนียม คือประเพณีแบบแผน แบบอย่างของการแสดงธรรมแต่ละประเภทซึ่งไม่เหมือนกัน อาทิ พิธีกรรม พิธีการ หรือแม้การตกแต่งเครื่องบูชาที่มีความแตกต่างกันออกไป

ในส่วนของ “ธรรมะ” เป็นการเล่าเรื่องที่ปรากฏถึง การรู้รักสามัคคี การเป็นผู้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์เพื่อลดความตระหนี่ และสร้างสติปัญญา ในเรื่องทำนอง เป็นการเทศน์ที่มีลีลาไพเราะ ลีลาในการเทศน์ เพื่อให้เกิดความศรัทธาและความประทับใจของผู้ฟัง และเรื่องของดนตรี เป็นการบรรเลงดนตรีไทยเมื่อเวลาพระขึ้นธรรมน์เทศน์ หรือเมื่อเทศน์จบลงจากธรรมาสน์ ปี่พาทย์บรรเลงรับเพลงประจำกัณฑ์

โดยร่วมทำบุญได้ที่บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี “เทศน์มหาชาติ เกษตรรวมใจ” เลขที่บัญชี 235 – 404101- 9 อ่านรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://kasets.art/HTEcBL

คุณแหน : 19 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 19 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 19 พฤศจิกายน 2568

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เพื่อนๆ ชาว Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมิตร ส่วนชาว Digital CEO#6 ร่วมยินดีกับ จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี และชาว Digital CEO#7 ร่วมยินดีกับ อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.ศรีสะเกษ..
  • สุวรงค์ วงษ์ศิริ และ ดร.กรรณิการ์ เฉิน ให้การต้อนรับคณะหลักสูตร Digital Jump Start#3 ที่ไปเยี่ยมชม ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต (Futurium) พิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอโลกที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยในโซน Innovation World และโลกแห่งการพัฒนาศักยภาพด้านการงานอาชีพในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 10 อุตสาหกรรม S-Curve ในโซน Job World..
  • รศ.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดี คณะเภสัชฯ ม.มหิดล และ รศ.ดร. ภญ.ศิตาพร ยังคง พร้อมด้วย ผู้บริหารคณะ เข้าร่วมการประชุม ASEAN PharmNET Deans’ Summit 2025 จัดโดย Can Tho University of Medicine and Pharmacy และมีคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ด้วย ณ เมืองเกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม..
  • อนุโมทนาบุญกับ บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล กก.ผจก.บจ.พิทักษ์ปาล์มออยล์ ที่ร่วมบริจาคเงินในโครงการ ยิ้มสวย เสียงใสฯ ของ สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย โดยมี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบ..
  • รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร เป็นตัวแทน นลินี งามเศรษฐมาศ ซีอีโอ บมจ.ไอร่า แคปปิตอล (AIRA) และ ทวีฉัตร จุฬางกูร ผู้ถือหุ้น ร่วมมอบเงินบริจาค ให้แก่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น โดยมี รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย เป็นผู้รับมอบ..
  • รณชัย รัตนภวนนท์ มอบเงินบริจาคสมทบกองทุนพินิจ กุลละวณิชย์ เพื่อโรคทางเดินอาหารและตับทั่วไป โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ และผศ.(พิเศษ) นพ.ปิยะพันธ์ พฤกษพานิช รับมอบ..
  • ณรงวิทย์ ชดช้อย ผอ. สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดกิจกรรมฉลองวันเกิดให้กับ “เจ้าซูดี้” แรดขาวเพศผู้สุดหล่อของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี ซึ่งมีอายุครบ 21 ปีในปีนี้ โดยเป็นแรดเพศผู้เพียงตัวเดียวของสวนสัตว์ จึงได้รับฉายาว่า “แรดหนุ่มเนื้อหอมแห่งเขาเขียว”..
  • ดร.ธณภณ โตวัฒนา วันเกิดได้เข้ากลุ่มแคร์ คริสเตียน และได้ซื้อผัก ผลไม้เข้าโรงทานวัดอัมพวัน สิงห์บุรี..
  • สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ร่วมขอบคุณ ภก.ณรงค์ศักดิ์ ใบเนียม ที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ ให้แก่สโมสรนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เพื่อใช้ในกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย และกีฬาเภสัชสัมพันธ์..
  • VEJTHANI Application เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่ครบจบในแอปเดียว ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้าถึงบริการของ รพ.เวชธานี ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว ดาวน์โหลดได้แล้วทั้ง iOS และ Android สอบถามโทร. 02-734-0000..
  • หลักสูตรปริญญาโทเพื่อเตรียมพร้อมเป็นผู้บริหารและผู้นำแห่งอนาคต นิด้า เปิดรับสมัครเปิดรับสมัครหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต MPPM NIDA รุ่นที่ 31 ภาคพิเศษ กรุงเทพ หลักสูตรปรับปรุงใหม่ รับสมัครถึง 4 ธค. รายละเอียดที่ https://gspa.nida.ac.th/th/news/680909-50/..

น้องใหม่

Dr.Tallsters จัดงาน ‘Exclusive Star Growth’ฉลองความสำเร็จน้องๆ ที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความสูง

Dr.Tallsters จัดงาน 'Exclusive Star Growth'ฉลองความสำเร็จน้องๆ ที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความสูง

Dr.Tallsters จัดงาน ‘Exclusive Star Growth’ฉลองความสำเร็จน้องๆ ที่ผ่านโปรแกรมเพิ่มความสูง

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

Dr.Tallsters สถาบันเพิ่มความสูงด้วยนวัตกรรมอันดับ 1 ของเอเชีย จัดงาน Exclusive Star Growth – สูง บุคลิกดี อนาคตไกล” ฉลองความสำเร็จของน้องๆ กว่า 30 ท่านที่ผ่านการเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มความสูงและได้ผลลัพธ์จริง โดยความสูงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป “Powerful Presence & Exclusive Portfolio” เพื่อยกระดับบุคลิกภาพและเสริมความมั่นใจเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส อีกทั้งมอบประกาศนียบัตรและโล่แห่งความภาคภูมิใจให้กับน้องๆ ที่โรงแรม เอทัส ลุมพินี เมื่อวันก่อน

ดร.บัณลักข ถิรมงคล ผู้อำนวยการ สถาบันเพิ่มความสูง Dr.Tallsters กล่าวว่า “ที่ Dr.Tallsters เราไม่ได้เน้นแค่การเพิ่มความสูงเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์รวม เราเชื่อว่าความสูงพร้อมบุคลิกภาพที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสและความสำเร็จในชีวิต งานวันนี้เป็นการยืนยันว่า Dr.Tallsters คือ ของจริง เรามีเคสจริงที่ช่วยให้น้องๆ สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ หลายคนสูงขึ้นมากกว่า 10 เซนติเมตร และมีสถิติความสูงจากสถาบันถึง 32 cm ด้วยเทคนิคของสถาบันฯ “Aerodynamic Exercise” ที่กระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน ผสมผสานการปรับโครงสร้างและกระดูกด้วยศาสตร์ไคโรแพรคติกแพทย์จากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ทำให้เรามีผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งโปรแกรมของเรามีอัตราความสำเร็จสูงถึง 84.78% จากการดูแลมาแล้วมากกว่า 10,000 เคส เราใช้วิธีธรรมชาติ ไม่ฉีดยา ไม่ผ่าตัด ปลอดภัย มีทีมผู้เชี่ยวชาญถึง 3 ด้านคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ศาสตร์ไคโรแพรคติกแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงนวัตกรรมการกระตุ้นความสูง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติ และเราภาคภูมิใจมากที่ได้เห็นน้องๆ เติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ

เราเข้าใจว่า ผู้ปกครองทุกคนต้องการให้ลูกมีโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต และความสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจและเปิดโอกาสให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือแม้แต่ความมั่นใจในการเข้าสังคม Dr.Tallsters มีประสบการณ์กว่า 20 ปี มีนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลน้องๆ อย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ วันนี้น้องๆ ที่มาร่วมงานคือสักขีพยานของความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง”

ไฮไลท์ของงานในครั้งนี้คือ เวิร์กชอป Powerful Presence & Exclusive Portfolio” ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและปรับบุคลิกภาพให้กับน้องๆ ภายหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มความสูงแล้ว เวิร์กชอปประกอบด้วยการฝึกสอนและปรับท่าทางการเดิน การยืน การนั่ง และการโพสท่าถ่ายภาพพื้นฐานสำหรับทั้งหญิงและชาย โดยมุ่งเน้นให้น้องๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อ การนำเสนองาน การเข้าสังคม หรือแม้กระทั่งการถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ ประโยชน์ที่น้องๆ ได้รับ มีทั้งการเรียนรู้การแสดงออกที่เหมาะสมและน่าประทับใจ การรู้จักจุดเด่นของตัวเองและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การสร้างความมั่นใจในการยืนหน้าผู้คน และที่สำคัญคือการได้สัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพในสตูดิโอจากช่างภาพมืออาชีพ เหมือนน้องๆ เป็นดารา นางแบบ-นายแบบ และยังได้รับภาพถ่ายกลับบ้านไปพร้อมกับของขวัญพิเศษมากมาย

ปิดท้ายงานด้วยพิธีมอบประกาศนียบัตร Certificate of Star Growth” ให้แก่น้องๆ ทุกคน และการมอบโล่แห่งความภาคภูมิใจพิเศษให้กับน้องๆ ที่สูงขึ้นเกิน 10 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นต่อไป

นางสาวพรรณรังสี เต็มแสวงเลิศ CEO บริษัท สตรองผลลัพธ์ คอร์ป จำกัด กล่าวเสริมว่า “เวิร์กชอปที่เราจัดในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบบองค์รวมที่เรามุ่งเน้น เพราะเมื่อน้องๆ สูงขึ้นแล้ว พวกเขาต้องมีบุคลิกภาพและความมั่นใจที่จะใช้ความสูงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเดินที่สง่างาม การยืนที่มั่นใจ การนั่งที่ถูกต้อง และการแสดงออกที่เหมาะสม จะช่วยเสริมให้ความสูงที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นจุดแข็งที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้น”

Dr.Tallsters ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าสถาบันเพิ่มความสูง เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ พัฒนาบุคลิกภาพ และเปิดโอกาสให้กับเด็กและวัยรุ่นไทยทุกคน เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป งาน “Exclusive Star Growth” ในครั้งนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับบริการแบบองค์รวม ที่จะทำให้น้องๆ ทุกคนที่มาใช้บริการกับ Dr.Tallsters ไม่ได้แค่สูงขึ้น แต่ยังได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพ ความมั่นใจ และทักษะที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวพรรณรังสี กล่าวปิดท้าย

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจให้บุตรหลานเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มความสูงกับ Dr.Tallsters สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น2
  • สาขาเมกา บางนา ชั้น 1
  • สาขามาร์เช่ ทองหล่อ ชั้น 2
  • Tel : 02-055-6546
  • LINE: @tallsters
  • Tiktok : Dr.tallsters
  • เว็บไซต์: www.drtallsters.com
  • Facebook: อยากสูงดร.หญิงสูงสร้างได้ Tallsters 

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนคนไทยร่วมส่งต่อรอยยิ้ม โครงการ ‘Million Gifts Million Smiles’ ปีที่ 16

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนคนไทยร่วมส่งต่อรอยยิ้ม โครงการ ‘Million Gifts Million Smiles’ ปีที่ 16

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนคนไทยร่วมส่งต่อรอยยิ้ม โครงการ ‘Million Gifts Million Smiles’ ปีที่ 16

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเติบโตท่ามกลางความไม่มั่นคงและความหวาดหวั่นในแต่ละวันด้วยความเชื่อมั่นในพลังของความรักและความห่วงใยที่สามารถสร้างความหวังและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในจิตใจได้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้เดินหน้าโครงการ “Million Gifts Million Smiles (มิลเลี่ยนกิฟต์มิลเลี่ยนสมายล์) – ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยร่วมมือกับ กองทัพบก และ ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อของขวัญแทนรักและห่วงใยสู่มือน้องๆ เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และเขตจังหวัดสงขลาในอำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา) และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เนื่องในเทศกาลปีใหม่และวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 16 ปีของ โครงการฯ กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘เซ็นทรัล ทำ – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ’ เพราะเราเชื่อว่าทุกการให้คือการเติมเต็มรอยยิ้มและความหวังให้กับผู้คนในพื้นที่ที่ยังต้องการกำลังใจ โครงการนี้สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า คู่ค้า พนักงานและพันธ มิตรที่พร้อมส่งมอบของขวัญแห่งความสุขและความอบอุ่นจากใจของคนไทยทั่วประเทศ

โดยกลุ่มเซ็นทรัลถือเป็นภาคธุรกิจค้าปลีกรายแรกที่ริเริ่มการส่งมอบความสุขผ่านของขวัญให้น้องๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องในวันเด็กและเทศกาลปีใหม่ ร่วมกับกองทัพบกมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการส่งมอบของขวัญจากคนไทยทั่วประ เทศไปแล้วกว่า 2.3 ล้านชิ้น นับเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้มีส่วนร่วมสร้างรอยยิ้มและพลังใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ เราภูมิใจที่ได้เห็นคนไทยร่วมแรงร่วมใจกันส่งต่อของขวัญให้กับน้องๆ ในทุกปี ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน อุปกรณ์การเรียน กีฬา หรือของเล่น ของขวัญทุกชิ้นล้วนเป็นสัญ ลักษณ์แห่งความรัก ความหวัง และความห่วงใยที่ช่วยเสริมพลังใจให้เยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้และจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องการกำลังใจ ได้เติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งในอนาคต”

ผู้สนใจสามารถร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความห่วงใยให้กับน้องๆ เยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอื่นๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย Gift it Forward ร่วมส่งมอบรอยยิ้มผ่านของขวัญชิ้นใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน ณ จุดรับของขวัญ,จุดรับของขวัญ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 บริเวณ Rest Area ทางเข้าห้างเซ็นทรัล (ตั้งแต่วันนี้ – 20 ธันวาคม 2568),จัดส่งของขวัญ ณ ศูนย์บริการกระจายสินค้าบางนา (New DC) ถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ บางนาตราด กม.19 (ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568), Share it Forward : สมทบทุนสำหรับจัดซื้อของขวัญ อาทิ อุปกรณ์กีฬา ,อุปกรณ์การเรียน ของเล่นเด็กให้กับน้องๆ ในจังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอื่นๆ ตั้งแต่วันนี้ – 10 มกราคม 2569, สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking ในสื่อต่างๆ ของธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล หรือโอนเข้าบัญชีมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธ.กรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ สาขาสีลม เลขบัญชี 1180582031(สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า), สมทบทุนผ่านเคาน์เตอร์ชำระเงินผ่านระบบ Cen Pay, แลกคะแนน The 1 โดย 800 คะแนน สมทบทุน 100 บาท, สมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาค บริเวณจุดแลกซื้อ,จุดประชาสัมพันธ์หรือจุดชำระเงินในห้างร้านของเครือกลุ่มเซ็นทรัล กว่า 491 จุดทั่วประเทศ

พลตรี ณัฏฐพล ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารบก กล่าวว่า “ในนามของกองทัพบกขอขอบคุณกลุ่มเซ็น ทรัลที่ได้ร่วมสานต่อโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โครงการนี้ไม่เพียงเป็นการส่งมอบของขวัญให้กับน้องๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น หากยังเป็นการส่งต่อความหวัง กำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ กองทัพบกเชื่อมั่นว่า เยาวชนทุกคนจะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปรารถนาดีที่ส่งผ่านของขวัญทุกชิ้นและขอเป็นส่วนหนึ่งในการสานต่อความร่วมมืออันงดงามนี้ เพื่อให้รอยยิ้มแห่งความสุขยังคงเบ่งบานในหัวใจของเด็กๆ ในพื้นที่ต่อไป”

โครงการ “Million Gifts Million Smiles” นับเป็นสะพานแห่งความรักและความห่วงใยที่เชื่อมโยงหัวใจของคนไทยกับน้องๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม และความสุขที่มอบให้แก่กันและกันผ่านของขวัญแทนใจจากคนไทยทั่วประเทศ

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กองทัพบก และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อของขวัญแทนรักและห่วงใย

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กองทัพบก และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อของขวัญแทนรักและห่วงใย

พิชัย จิราธิวัฒน์,พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร,บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์

พิชัย จิราธิวัฒน์,พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร,บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์

พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร และ พ.อ.ภูมิจิต ภูมินาถ แห่งกองทัพบก สานต่อโครงการ “Million Gifts Million Smiles” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

พล.ต.ณัฏฐพล ดิษยบุตร และ พ.อ.ภูมิจิต ภูมินาถ แห่งกองทัพบก สานต่อโครงการ “Million Gifts Million Smiles” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

พิชัย จิราธิวัฒน์ ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโครงการ “Million Gifts Million Smiles”

พิชัย จิราธิวัฒน์ ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโครงการ “Million Gifts Million Smiles”

บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์ ร่วมส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้โครงการฯ

บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล จิราธิวัฒน์ ร่วมส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้โครงการฯ

โครงการ “Million Gifts Million Smiles – ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน”  ปีที่ 16

โครงการ “Million Gifts Million Smiles – ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน” ปีที่ 16

เยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาสจาก 66 จังหวัด ทัศนศึกษาเฉลิมพระเกียรติฯ 70 พรรษา

เยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาสจาก 66 จังหวัด ทัศนศึกษาเฉลิมพระเกียรติฯ 70 พรรษา

เยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาสจาก 66 จังหวัด ทัศนศึกษาเฉลิมพระเกียรติฯ 70 พรรษา

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒน ธรรมไทย ประจำปี 2568 ซึ่งมูลนิธิฯ จัดเป็นครั้งที่ 10 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ปี2568 โดยมี ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นประธานโครงการฯ เพื่อนำตัวแทนเยาวชนทุนมูลนิธิด้อยโอกาส 97 คน จาก 66 จังหวัด ที่ผู้ว่าราช การจังหวัดเป็นผู้คัดเลือกมาทัศนศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมไทยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อวันที่ 21-25 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในชนบทได้มารับความรู้ ได้เพิ่มพูนประสบการณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและมุ่งหวังที่จะปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนไทยเกิดความภาคภูมิใจ ความรัก ความผูกพันและความหวงแหนในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวัฒนธรรมไทยให้มากยิ่งขึ้น ตามพระดำริในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี  กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อม เกล้าฯ เพื่อช่วยกันอนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าของชาติไทยให้ยั่งยืนอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตราบกาลนิรันดร์

ก่อนเริ่มพิธี ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ และรองประธานโครงการฯ ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับทั้งได้เชิญพระราชดำรัสในพระองค์มาอ่านให้เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯทุกคนได้ซาบซึ้งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่แม้ว่าจะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายเพียงใด โดยพระราชดำรัสส่วนหนึ่ง คือ “ทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนทุกคนซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนจากจังหวัดต่างๆ มารับโอกาสอันดีเลิศครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาร่วมโครงการดีๆ เช่นนี้ เท่ากับเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตามที่ผู้ใหญ่ทุกคนตั้งใจคัดสรรมาให้เยาว ชนผู้รับทุนทุกคน นอกจากความรู้ทางวิชาการที่โรงเรียนแล้ว ขอให้ทุกคนนำประสบการณ์ และประโยชน์ของการมาทัศนศึกษาร่วมกันกับเพื่อน ๆ จากจังหวัดต่างๆ ในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป เพื่อจะได้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัวและส่วนรวม อันจะส่งผลให้บ้านเมืองมีความผาสุกร่มเย็นและมั่นคงยั่งยืนตลอดไป”

จากนั้นมูลนิธิจัดให้เยาวชนได้ฟังการบรรยายหัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย ” โดย นายหมวดโท น้ำเพ็ชร คชเสนี สัตยารักษ์ วิทยากรจิตอาสาพระราชทาน ก่อนเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สถานที่ต่างๆ สถานที่สำคัญที่มูลนิธิฯได้คัดสรรเป็นอย่างดีให้เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯได้ไปทัศนศึกษา อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมืองโบราณ  วัดพระเชตุพนฯ วัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศน์ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รวมทั้งให้เยาวชนได้ผ่อนคลาย สนุกสนานและมีความรอบรู้กับการไปชม Sea Life Ocean World ที่พารากอน รับฟังโอวาทจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหา นคร ที่ศาลาว่าการ กทม. โดยภราดา ดร.ฟอนซิก้า ได้จัดให้เยาวชนทุกคนพักค้างที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ซึ่งเด็กๆ ต่างจังหวัดจะตื่นตาตื่นใจมาก เพราะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงดงามมากเช่นในยุโรป  และเป็นสถานที่ที่คนจำนวนมากเลือกมาถ่ายพรีเว็ดดิ้งด้วย

การจัดโครงการนี้เกิดจากความคิดริเริ่มของ ภราดา ดร.ประทีป ม.โกมลมาศ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อปี 2537 และจัดต่อเนื่องถึงครั้งที่ 9 โดย ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ เพื่อให้โอกาสและประสบการณ์ที่พิเศษแก่เยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯ จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประ เทศซึ่งเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่หาได้ยาก โดยเฉพาะบางคนยังไม่เคยมากรุงเทพ เยาวชนที่เคยมาร่วมโครงการครั้งที่ผ่านๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นไว้ว่าประทับใจในโครงการที่ดีเช่นนี้มากๆ  ซึ่งมูล นิธิฯ ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมเฉลิมพระเกียรติจำนวนมาก อาทิ กระทรวงมหาดไทย กองทัพบกกองทัพเรือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดสมุทรปราการ บขส. และเจ้าของทุนผู้อุปการะให้ทุนการศึกษา             

ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข  เลขาธิการมูลนิธิฯ และรองประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ เปิดพิธีปฐมนิเทศคณะเยาวชนโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ

ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ และรองประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ เปิดพิธีปฐมนิเทศคณะเยาวชนโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ

คณะกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ดร.ประวิช รัตนเพียร,อุบล  อัคร
พัฒน์,ว่าที่ ร.ต.ดร.ยุทธนา  สุวรรณธาร รองอธิการบดี ม.อัสสัมชัญ,จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ,วิไล  ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล  ร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชน

คณะกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ดร.ประวิช รัตนเพียร,อุบล อัคร พัฒน์,ว่าที่ ร.ต.ดร.ยุทธนา สุวรรณธาร รองอธิการบดี ม.อัสสัมชัญ,จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ,วิไล ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชน

เยาวชนทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ไปถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 (พระบรมรูปทรงม้า)

เยาวชนทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ไปถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 (พระบรมรูปทรงม้า)

กราบสักการะองค์พระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง

กราบสักการะองค์พระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง

เยี่ยมชม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

เยี่ยมชม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

เยาวชนรับฟังการบรรยาย เรื่อง “ สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย ” โดย หมวดโทน้ำเพ็ชร คชเส
นี สัตยารักษ์ วิทยากรหลักสูตรจิตอาษา 904 โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน

เยาวชนรับฟังการบรรยาย เรื่อง “ สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย ” โดย หมวดโทน้ำเพ็ชร คชเส นี สัตยารักษ์ วิทยากรหลักสูตรจิตอาษา 904 โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้อนรับและให้โอวาทแก่เยาวชนทุนมูลนิธิฯ มีกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมด้วย  ดร.พรชัย มงคลวนิช,วิลาวัลย์ ธรรมชาติ,วิไล ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้อนรับและให้โอวาทแก่เยาวชนทุนมูลนิธิฯ มีกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมด้วย ดร.พรชัย มงคลวนิช,วิลาวัลย์ ธรรมชาติ,วิไล ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ ประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ  ต้อน
รับเยาวชนพักค้างคืนที่มหาวิทยาลัยตลอดโครงการฯ และร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชนหน้ารูปปั้นแม่พระอัสสัมชัญ ณ ม.อัส
สัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ ประธานโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทยฯ ต้อน รับเยาวชนพักค้างคืนที่มหาวิทยาลัยตลอดโครงการฯ และร่วมถ่ายภาพหมู่กับเยาวชนหน้ารูปปั้นแม่พระอัสสัมชัญ ณ ม.อัส สัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ปทุมธานี

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ปทุมธานี

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม

ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม

ทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ

ทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ

พนัส อัสสรัตนกุล เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล จัดเลี้ยงอาหารและมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน-เจ้าหน้าที่ 140 คน  มี ดร.ประ
วิช รัตนเพียร,กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล และกรรม
การสมาคมฯ ร่วมด้วย ณ สมาคมศิษย์เก่าเซนต์
คาเบรียล ถ.สามเสน

พนัส อัสสรัตนกุล เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล จัดเลี้ยงอาหารและมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน-เจ้าหน้าที่ 140 คน มี ดร.ประ วิช รัตนเพียร,กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล และกรรม การสมาคมฯ ร่วมด้วย ณ สมาคมศิษย์เก่าเซนต์ คาเบรียล ถ.สามเสน

ภราดา ดร.ศิริชัย  ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และเยาวชน ร่วมยืนสงบนิ่ง
ถวายความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิฯ

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ คณะอาจารย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และเยาวชน ร่วมยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิฯ

เปิดให้เข้าเยี่ยมชมความงดงาม วิจิตร ตระการตาของโบสถ์นักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ณ ม.อัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

เปิดให้เข้าเยี่ยมชมความงดงาม วิจิตร ตระการตาของโบสถ์นักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ณ ม.อัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ