บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเยอรมัน มีสัตว์สี่ตัวที่เป็นเพื่อนรักกัน คือ พี่ลาตัวใหญ่ หมาจมูกไว แมวเหมียว และเจ้าไก่โต้ง สัตว์ทั้งสี่นี้ไม่ใช่สัตว์ที่หนุ่มสาวและแข็งแรงเท่านั้น แต่มีสิ่งที่วิเศษยิ่งกว่าพละกำลัง นั่นคือ “หัวใจที่รู้จักพลอยยินดีกับเพื่อน  เมื่อเพื่อนได้ดี  “

               วันหนึ่ง สี่สหาย ไม่มีงานทำ จึงตัดสินใจ พากันเดินทางไปที่เมืองบรีเมนซึ่งเป็นเมืองท่าเรือที่เจริญรุ่งเรือง เพื่อจะไปทำงานเป็นนักดนตรี ระหว่างทางที่เหนื่อยล้า พวกเขาไม่ได้บ่นหรืออิจฉากันเลย

เมื่อ พี่ลา เห็น หมา เห่าได้เสียงดัง พี่ลาก็ชมว่า “โอ้โห! เสียงของเจ้ายอดเยี่ยมที่สุดเลย ถ้าไปถึงเมืองบรีเมน ทุกคนต้องชอบเสียงของเจ้าแน่ๆ”
เมื่อ เจ้าไก่ บินขึ้นไปบนกิ่งไม้สูงเพื่อมองทาง เพื่อนๆ ข้างล่างก็ตะโกนบอกว่า “ขอบใจนะเจ้าไก่ เจ้าเก่งมากที่มองเห็นได้ไกลขนาดนี้”

              รู้ไหมว่า การที่สัตว์ทั้งสี่ชมเชยและยินดีในความเก่งของเพื่อนแบบนี้ ภาษาบาลีทางพระ เรียกว่า “ปัตตานุโมทนามัย” คือการร่วมยินดีในความดีของผู้อื่น หรือรวมยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีนั่นเอง

              คืนหนึ่ง พวกเขาหิวและเหนื่อยจนมาเจอกับบ้านหลังหนึ่งที่มีโจรหัวขโมยอาศัยอยู่ สัตว์ทั้งสี่ไม่ได้แย่งกันว่าใครจะเก่งกว่าใคร แต่ใช้วิธี “ช่วยกันส่งเสริม”

              พี่ลายอมเป็นฐานให้หมาขี่หลัง หมายอมให้แมวปีนขึ้นไป และเจ้าไก่ก็บินขึ้นไปเกาะบนหลังแมว

              พวกเขาร้องประสานเสียงเพลง (ที่อาจจะฟังดูแปลกๆ สักหน่อย!)

                                    ลาร้องเสียง ฮีฮอ….ฮีฮอ….ฮีฮอ

                                    หมาเห่า โฮ่ง… โฮ่ง

                                    ไก่ร้อง ….เอ้กอี๋เอกเอ้ก

                                    แมวร้อง…….เมี้ยว  เมี้ยว

               พวกโจรตกใจ เสียงดนตรีประหลาด จึงพากันวิ่งหนีไปหมดเลย สัตว์ทั้งสี่ต่างกระโดดโลดเต้นและกอดกันด้วยความดีใจ พวกเขาไม่ได้ดีใจแค่ที่ตัวเองรอดชีวิต แต่ “ดีใจที่เห็นเพื่อนๆ ทุกตัวมีความสุขและปลอดภัย”

               ในที่สุด สี่สหายก็ได้อยู่อาศัยในบ้านที่อบอุ่นด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้ไปถึงเมืองบรีเมนตามที่วางแผนไว้ แต่พวกเขาก็มีความสุขที่สุด เพราะในบ้านหลังนั้นไม่มีความอิจฉาริษยา มีแต่คำว่า “ดีใจด้วยนะ” และ “เจ้าทำเก่งมาก”

               จำไว้นะว่า  เวลาที่เห็นเพื่อนเรียนเก่ง เห็นเพื่อนวาดรูปสวย หรือเห็นเพื่อนได้รับคำชมเชย ให้เรายิ้มกว้างๆ แล้วบอกเพื่อนว่า “ดีใจด้วยนะ” จากใจจริง ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นแหละคือ ผลบุญความดีจากการพลอยยินดี ซึ่งจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเลย

               เรียบเรียงจากนิทานเยอรมัน The Town Musician of Bremen  Die Bremer Stadtmusikanten” (ดี เบรเมอร์ สตัดท์-มูสิกันเท็น) ที่กริมม์รวบรวมจากเรื่องเล่าพื้นบ้านโบราณ

อาทร  จันทวิมล

Health News : โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในวัวที่จีน

Health News : โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในวัวที่จีน

Health News : โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในวัวที่จีน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรของจีนรายงานการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-mouth disease – FMD) ในฝูงวัวในมณฑลกานซูและเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศในสัปดาห์นี้ พบวัวติดเชื้อทั้งหมด 219 ตัว จากจำนวนวัวทั้งหมด 6,229 ตัวในสองฝูงที่เกิดการระบาด

กระทรวงเกษตรของจีนยืนยันว่า เป็นการระบาดของซีโรไทป์ SAT1 (Serotype SAT1) ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่พบสายพันธุ์นี้ในประเทศจีน รัฐบาลท้องถิ่นในเขตปกครองตนเองซินเจียงและมณฑลกานซู ได้ดำเนินการทำลายวัวที่ติดเชื้อ และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ที่เกิดการระบาดทันทีเพื่อควบคุมโรค อย่างไรก็ดี วัคซีนที่ใช้ในประเทศปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันข้ามสายพันธุ์ (no cross-protection) ต่อเชื้อสายพันธุ์ SAT1 นี้

สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์กีบคู่ เช่น วัว หมู แกะ และแพะ แม้จะไม่ติดต่อสู่คนโดยตรง แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาและเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร องค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และงานวิชาการ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่ “แหล่งเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจเชิงดิจิทัล” ที่ทันสมัย โดยจะพัฒนา สื่อดิจิทัล นวัตกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง

โดยมุ่งให้การเรียนรู้ดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการรับรู้ข้อมูล แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สร้างทักษะและแนวคิดในการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาพิพิธภัณฑ์สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลที่ทันสมัย ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ให้เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตร ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อยกระดับแหล่งเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ สู่รูปแบบที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง ทุกช่วงวัย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซต์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา และบุคลากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมการเรียนรู้ของนักศึกษาเข้ากับการทำงานจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาสื่อดิจิทัล นวัตกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง”

หลังเสร็จพิธีลงนาม ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและฐานการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเตรียมขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และภายใต้ความร่วมมือนี้ ครอบคลุมการพัฒนาสื่อดิจิทัล การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับนักศึกษา

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจความร่วมมือฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายผลการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิต พึ่งพาตนเองได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

‘หัวใจข้ามสายน้ำ’ เส้นทางการศึกษาของ ‘เด็กหลังขุนเขา’ ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล

‘หัวใจข้ามสายน้ำ’ เส้นทางการศึกษาของ ‘เด็กหลังขุนเขา’ ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล

‘หัวใจข้ามสายน้ำ’ เส้นทางการศึกษาของ ‘เด็กหลังขุนเขา’ ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเรือเล็กออกจากฝั่ง

เช้าตรู่เหนือผืนน้ำกว้างใหญ่ของเขื่อนภูมิพล จ.ตาก หมอกสีขาวบางเบาลอยคลออยู่เหนือผิวน้ำที่สงบนิ่ง ราวกับธรรมชาติกำลังห่มโลกไว้ด้วยผ้าบางๆ ความเงียบของเช้าถูกแทรกด้วยเสียงเครื่องยนต์ของเรือหางยาวที่กำลังติดเครื่อง เรือลำนั้นไม่ได้บรรทุกเพียงผู้โดยสาร แต่มันกำลังบรรทุก ความห่วงใยของครู  ที่กำลังออกเดินทางไปหาเด็กๆ ซึ่งอาศัยอยู่หลังแนวขุนเขาอันไกลโพ้น

เส้นทางฝุ่นแดงหลังสายน้ำ

ภารกิจเยี่ยมบ้านนักเรียนเชิงรุกครั้งนี้ นำโดย นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก พร้อมด้วย นายรัติน์พงษ์ สันตติภัค ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเงาวิทยาคม และคณะครู จากสันเขื่อนภูมิพล เรือหางยาวล่องผ่านผืนน้ำกว้างใหญ่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ปลายทางแรกคือ หมู่บ้านสันป่าปวย แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด รถขับเคลื่อนสี่ล้อต้องไต่ผ่านทางดินแดงที่คดเคี้ยวกลางภูเขา ฝุ่นแดงของฤดูร้อนลอยฟุ้งกลางอากาศ บางเวลา เมฆฝนก่อตัวขึ้นเหนือแนวเขา แล้วโปรยสายฝนลงมาราวกับกำลังเต้นระบำกลางผืนป่า แสงแดดแผดจ้าสะท้อนผืนป่าในบางช่วง สลับกับความชุ่มเย็นของสายฝน ธรรมชาติเหมือนกำลังทดสอบหัวใจของผู้เดินทาง กว่าสองชั่วโมงบนเส้นทางลูกรัง ปลายทางที่เรามาถึงคือ บ้านหินลาดนาไฮ หมู่บ้านเล็กๆ ของชาวปะกาเกอะญอ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าจากสายส่ง มีเพียงแสงไฟเล็กๆจากแผงโซลาร์เซลล์ และวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย บ้านไม้เรียบง่ายหลายหลัง มุงหลังคาด้วยใบตองตึง ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางภูเขาและป่าไม้

“ฝากลูกด้วยนะครู”

เมื่อคณะครูเดินทางมาถึง พ่อแม่ผู้ปกครองต่างออกมาต้อนรับ รอยยิ้มของพวกเขาเรียบง่ายเหมือนวิถีชีวิต จัดสำรับข้าวปลาอาหารต้อนรับ คณะผู้บริหารได้มอบถุงยังชีพจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก และโรงเรียนสามเงาวิทยาคม ข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็น สิ่งของเหล่านั้นอาจดูเล็กน้อยสำหรับคนเมือง แต่สำหรับครอบครัวกลางภูเขา มันคือสัญญาณว่าโรงเรียนยังไม่เคยลืมพวกเขา

แม่ของนักเรียนคนหนึ่ง พูดกับผู้บริหารและครู “ฝากลูกด้วยนะครู อยากให้เขาเรียนให้จบ จะได้มีงานดีๆทำ ชีวิตจะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่” ซึ่งคำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นราวกับคำฝากฝังทั้งชีวิต

เด็กชายกับเรือหาปลา

วันที่สองของการเดินทาง คณะครูนั่งเรือออกจากหมู่บ้านสันป่าป๋วย มุ่งหน้าไปยัง หมู่บ้านโสมงหมู่บ้านเล็กๆของผู้คนที่อพยพมาอยู่เหนือเขื่อน

ที่นี่..ชีวิตผูกพันกับสายน้ำ ผู้ชายออกเรือหาปลา ผู้หญิงดูแลบ้านและทำเกษตร เด็กๆเติบโตมากับเรือ และเรียนรู้การหาปลาตั้งแต่ยังเล็ก ในหมู่บ้านแห่งนี้คณะครูได้พบกับเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

นายเพชรทักษิณ พูลประเสริฐ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ใช้เวลาว่างจากการเรียนออกเรือหาปลา ทีละตัว ทีละวัน เงินเล็กๆจากการขายปลา ถูกเก็บสะสมอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นเงินก้อนสำหรับค่าเทอม เขากำลังจะเข้าเรียนต่อประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ค่าเทอม 10,300 บาท แม่ของเขาพูดด้วยแววตาภูมิใจ

“แม่จ่ายแค่สามร้อยบาท ที่เหลือลูกขายปลาเก็บเงินจ่ายค่าเทอมเอง”

คำพูดสั้นๆ แต่ทำเอา ผอ.จิรกร ฐาวิรัตน์ ผอ.และคณะครู ถึงกับตื้นตันใจในความวิริยะอุตสาหะของลูกศิษย์คนนี้

การศึกษาที่ต้องเดินทาง

ภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก แนวคิดสำคัญของการศึกษาที่เชื่อมั่นว่า เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าบ้านของเขาจะอยู่ใกล้เมือง หรือซ่อนตัวอยู่หลังขุนเขาอันห่างไกล สำหรับครูสามเงา การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ แต่มันคือการเดินทาง เพื่อไปบอกเด็กๆว่า ความฝันของพวกเขามีคนคอยดูแล

เรื่องราวเล็กๆของหมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพลนี้ สะท้อนความหมายของคำว่า “การศึกษา” ได้อย่างลึกซึ้ง ผืนน้ำกว้างใหญ่ของ เขื่อนภูมิพล เขื่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงพระราชทานกำเนิดไว้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน

วันนี้ ผืนน้ำเดียวกันนั้น กำลังสะท้อนอีกภารกิจหนึ่งของสังคมไทย ภารกิจของการพาโอกาสทางการศึกษา เดินทางไปถึงเด็กทุกคน แม้บ้านของพวกเขาจะอยู่ไกลเพียงใดก็ตาม เพราะในเส้นทางของการศึกษา จะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มีผลงานชั้นเลิศอยู่มากมาย แต่ภาพเหมือนใบหน้าที่สวยจับใจกลับหาดูได้ยาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะคำว่า ‘สวย’ นั้นไร้คำนิยามตายตัว และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวดังภาษิตที่ว่า Beaty is in the eye of the beholder หรือ ความงามขึ้นอยู่กับสายตาของผู้ดู ถึงกระนั้นก็ตาม ความสวยของใบหน้าก็ยังมีมาตรฐานบางอย่างที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ตรงกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเวทีประกวดนางงามมาจนถึงทุกวันนี้ แม้การใช้สายตาของคนจำนวนมากตัดสินอาจทำให้เราตกลงกันไม่ได้ว่าใบหน้าใดสวยที่สุด แต่เราก็ยังสามารถยอมรับร่วมกันได้ว่า ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีหลายใบหน้าที่สวยงามในระดับที่ทัดเทียมและน่าประทับใจไม่แพ้กันอยู่ 3 ภาพ

ผลงานชิ้นแรก The Pearl Necklace ของ Charles Chaplin จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อคล้ายกับศิลปินตลกชื่อดัง Charles Chaplin ที่มีชื่อเต็มว่า Charles Joshua Chaplin เกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1825 ที่ Les Andelys ฝรั่งเศสกับมารดาที่เป็นชาวฝรั่งเศส และบิดาที่เป็นนายหน้าขายภาพชาวอังกฤษ เขาเรียนศิลปะที่ Ecole des Beaux-Arts ในกรุงปารีสก่อนจะศึกษาส่วนตัวที่ห้องภาพของ Michel Martin Drolling ซึ่งเป็นผู้ฝึกศิลปะให้กับศิลปินอีกหลายคน อาทิ Paul Baudry, Jules Breton ก่อนเข้าเป็นอาจารย์ที่ Ecole des Beaux-Arts เขาได้มีโอกาสส่งผลงานเข้าแข่งขันในนิทรรศการ Academie des Beaux-Arts โดยส่งภาพเหมือนเข้าประกวด  วิชาหลักที่เขาสอนก็คือ การวาดภาพเหมือนผู้หญิง แต่เขาก็ยังชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทิวทัศน์ชนบทแถว Auvergne ภาพผู้หญิงกึ่งเปลือยท่อนบนนั่งหน้ากระจกกำลังลองสร้อยไข่มุกซึ่งเป็นภาพตามแบบฉบับดั้งเดิมที่นิยมเขียนกันในวงการศึกษาในช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของร่างกาย ความพริ้วไหวของผืนผ้า และที่สำคัญความสวยงามของใบหน้าที่ดูนุ่มนวลกระจ่างใสราวกับเทพธิดาเลยทีเดียว 

ผลงานชิ้นที่สอง Young Man Distracted ของ Jean Raymond Hippolyte Lazerges  แม้เขาจะเป็นคน Algeria และไม่ได้รับการสนับสนุนจากบิดาที่เป็นเจ้าของร้านขายขนมปังให้เรียนศิลปะ แต่หลังจากที่เขารับราชการเป็นทหารจนครบกำหนด เขาตัดสินใจอยู่ปารีสต่อ และเรียนศิลปะกับ David d’Angers และ Francois Bouchot ก่อนเริ่มรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตามที่ได้รับการว่าจ้างจากราชการ แม้เขาจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากจนในช่วงเวลานั้น แต่เขากลับได้เริ่มสร้างงานที่ชื่อ Death of the Virgin ในหอสวดมนต์ที่ Palais des Tuileries ซึ่งช่วยให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาจำเป็นต้องกลับ Algeria เนื่องจากปัญหาสุขภาพ และเริ่มสร้างงานแนวตะวันออก อีกทั้งยังร่วมกับ Joseph Sintes และ Alfred Chataud จัดตั้งแนวทางศิลปะแบบตะวันให้กับอัลจีเรีย หลังจากนั้น 2 ปี เขากลับไปปารีสอีกครั้งและเริ่มรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตของพระนางมารีตามหอสวดมนต์ Eglise Notre-dame de Recouvrance d’Orleans จนทำให้เขาได้รับตำแหน่งอัศวิน Legion of Honor แม้ศิลปินจะเลื่องชื่อจากการวาดพระแม่มารี แต่ผลงาน Young Man Distracted ชิ้นนี้กลับพิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการเขียนภาพเหมือนบุรุษ ด้วยการถ่ายทอดผิวสัมผัสที่ดูเรียบเนียน ตัดกับความเข้มของริมฝีปากและเรือนผมสีทองอย่างสมบูรณ์แบบ สายตาที่เหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในความฝันสามารถสะกดให้ผู้ชมตกตะลึงจนอดไม่ได้ที่จะต้องเพ่งมองอีกครั้งว่าใบหน้าที่งดงามปานเทพธิดานี้คือบุรุษจริงหรือ

ผลงานชิ้นสุดท้าย The Virgin in Prayer ของ Sassoferato ศิลปินยุคบาโรคชาวอิตาเลี่ยน Sassoferato ที่มีชื่อเต็มว่า Giovanni Battista Salvi da Sassoferrato นี้เกิดที่เมือง Sassoferrato ในแคว้น Marche ในวันที่ 25 สิงหาคม 1609 ประวัติการศึกษาศิลปะของเขาไม่ชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์ศิลป์คาดว่าเขาฝึกงานกับ Domenichino ศิลปินชาวโบโลญญา ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินหลายคน อาทิ Albrecht Durer, Guercino และ Raphael แม้เขาจะไม่ได้รับการว่าจ้างมากนัก เขาจึงชอบรังสรรค์งานในเรื่องเดียวกันซ้ำ ๆ อาทิ The Virgin in Prayer ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอยู่ถึง 4 ชิ้น ชิ้นที่โด่งดังและได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดอยู่ที่ National Gallery London ภาพวาดพระแม่มารีในขณะภาวนาที่มีขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนี้ ทรงพลังจนทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับพระองค์ได้ประทับอยู่ในห้องเดียวกันนี้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้พื้นหลังจะถูกฉาบด้วยสีดำสนิท แต่แสงสว่างที่ทอดผ่านผืนผ้าคลุมผมสีขาวกลับช่วยขับเน้นใบหน้าให้กระจ่างใส จนสัมผัสได้ถึงความสงบเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาสะกดใจผู้ชม สมกับที่เป็นหนึ่งในใบหน้าที่งดงามที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กว่าสองพันปีมาแล้ว ขณะที่อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งโรจน์ โดยมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวง มีทาสแอฟริกันหนุ่มนามว่า อันโดรเคลส (Androcles) เขาต้องทำงานหนักและถูกปฏิบัติอย่างทารุณจากนายเงินผู้ใจจืดใจดำ จนวันหนึ่งอันโดรเคลสตัดสินใจเสี่ยงชีวิต หนีออกจากเมืองมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหาอิสรภาพ

              ขณะที่เขากำลังพักเหนื่อยซ่อนตัวในถ้ำแห่งหนึ่ง อันโดรเคลสต้องตกใจสุดขีดเมื่อเผชิญหน้ากับสิงโตตัวมหึมา ที่เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่สังเกตเห็นว่าสิงโตตัวนั้นนอนดิ้น ส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดและยื่นอุ้งเท้าหน้ามาข้างหน้าอย่างน่าเวทนา ด้วยความเมตตา อันโดรเคลสจึงเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามี “หนามแหลมขนาดใหญ่” ปักลึกอยู่ที่อุ้งเท้าของมันจนบวมเป่ง เขาจึงรวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ ดึงหนามนั้นออกให้อย่างเบามือ สิงโตใช้ลิ้นเลียมืออันโดรเคลสแสดงความขอบคุณ

              ตั้งแต่นั้นมา ทั้งทาสหนุ่มและเจ้าป่าก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน และทั้งคู่ก็ได้อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอย่างสงบสุข ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป 

              ต่อมาอันโดรเคลสถูกทหารโรมันจับตัวได้ ในสมัยนั้นทาสที่หลบหนีเจ้านายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วยการ “โยนให้สัตว์ร้ายกิน” ต่อหน้าสาธารณชนในสนามโคลอสเซียม เมื่อวันตัดสินมาถึง ทาสอันโดรเคลสถูกส่งลงไปกลางสนามอันกว้างใหญ่ เมื่อประตูกรงก็เปิดออก สิงโตที่ถูกขังอดอาหารหลายวันจนหิวโหยและดุร้ายตัวหนึ่งคำรามเสียงกึกก้อง แล้วกระโจนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

              แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อสิงโตเข้ามาใกล้ แทนที่จะตะปบเหยื่อ มันกลับหมอบตัวลง แล้วเลียมือของอันโดรเคลส ด้วยความรักเหมือนแมวเชื่อง

              กษัตริย์โรมันและผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น กษัตริย์จึงเรียกอันโดรเคลสไปซักถาม เมื่อทรงทราบเรื่องราวความเมตตาที่อันโดรเคลสมีต่อสัตว์และความกตัญญูของสิงโต กษัตริย์ทรงประทับใจมากจึงให้ปล่อยอันโดรเคลสเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และสิงโตตัวนั้นก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติ

              จักรพรรดิ ได้เห็นความกตัญญูของสิงโตที่มีต่อแอนโดรเคิล จึงมีความยินดีในการทำดีของแอนโดรเคิล (ปัตตานุโมทนามัย) แล้วปล่อยให้แอนโรเคิลและสิงโตเป็นอิสระ โดยมีฝูงชนร่วมอนุโมทนาด้วย                          

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ” 

              เรียบเรียงจากนิทานโรมันโบราณและนิทานอีสป เรื่อง ทาสกับสิงโต (The Slave and the Lion) ซึ่ง เบอร์นาด ชอว์ (George Bernard Shaw) นำมาเขียนเป็นบทละครเสียดสีสังคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ขอเริ่มข่าวแรก ด้วยการบอกบุญให้แก่พี่น้องคนไทยร่วมชาติ ทั้งนี้ได้รับข่าวสารมาจาก นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งได้เปิดใจว่า โรงพยาบาลอุ้มผาง มีวิกฤตการเงินมาตลอดหลายสิบปี ทว่าตั้งแต่ ต.ค.2568 เป็นต้นมา เรียกว่า”วิกฤตที่สุด” ในรอบ 35 ปี ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินต่างๆลดลงหมด ยิ่งเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากสงคราม รพ.ได้รับผลกระทบหนักชนิดไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร รพ.ได้แล้ว ในเดือน เม.ย.ปีนี้ ส่วนการบริหารจัดการต่างๆจากเงินที่มีอยู่คาดว่า จะบริหารได้ไม่เกิน 6 เดือนจากนี้ …ค่าใช้จ่ายของ รพ.ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าออกซิเจน และอีกหลายอย่างเฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีเงินอยู่ 3 ล้านบาท จึงไม่พอ นี่ยังไม่รวมหนี้เก่าอีก 50 ล้านบาท อย่างหนี้ค่ายา เป็นต้น…ในฐานะที่เป็นคนไทยเห็นปัญหาขาดแคลนของโรงพยาบาล ที่พึ่งของผู้ป่วยแล้ว รู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีจิตเป็นกุศล ได้ร่วมกันบริจาคช่วย โรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งกองทุนยา และอาหารผู้ป่วย ดังนี้ : ชื่อบัญชีเงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง ธนาคารออมสินสาขาอุ้มผาง เลขที่บัญชี 020-1333-88387 และ ชื่อบัญชี เงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง (อาหารผู้ป่วย) เลขที่ 020-0522-75417 …ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย…
  • เนื่องในโอกาสประเพณีวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญศิษย์เก่าทุกรุ่น ร่วมงาน รดน้ำดำหัวขอพรคณาจารย์และรุ่นพี่อาวุโส ในวันที่ 17 เม.ย.เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์สัมพันธ์ กรุงเทพฯ สำหรับคณาจารย์ที่มาร่วมงาน อาทิ รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ ,ผศ.นาฎยา ตนานนท์ , พ.อ.หญิง มาลัยวัลย์ แสงสุวรรณ์ , พล.ร.ต.หญิง สุรัชฎา ชลออยู่ และ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรรัตนา…นอกจากนี้ จะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่ แทน ชลวิทย์ สุขอุดม ที่ครบวาระในปีนี้ด้วย…ศิษย์แมสซ่า มช.ที่สนใจเข้าร่วมงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ เคน : โทร 081-314-4777 , ต้อม : โทร 081-593-9166 , อ้อม : โทร 081-644-3240 ข่าวว่า มีรางวัลสำหรับรุ่นที่มามากที่สุดอีกต่างหาก…
  • เพราะถึงวัยเลย 60 มาหลายปีแล้ว ต้องหาความสุขให้กับตัวเองบ้าง ปราโมท ห่านวิไล เกี่ยวก้อยภรรยาสุดเลิฟ ดร.นงนาถ บินไปชื่นชมดอกซากุระบานที่เกียวโตและท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆอีกหลายแห่ง อยู่ขณะนี้ … 
  • พล.ร.ต. กฤษดิ์กมล กีรติบุตร ศิษย์เก่าสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2519 เตรียมรับไม้ต่อจากพี่ๆรุ่น 2518 จัดงานฯ ในโอกาสที่เรียนจบกันมา 50 ปี…
  • มีบ้านอยู่แม่ริม เชียงใหม่ อารดา โกศลตระกูล ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษจิ๋วขณะนี้มากจริงๆ…
  • ส่วน อิ่มทิพย์ ซูฮาร์โต้ อยู่บันดุง อินโดนีเซีย บอกที่นี่ใช้น้ำมันจากไบโอดีเซล ไม่กระทบน้ำมันขึ้นราคา…ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • ระหว่างหลานทั้งสองปิดเทอม คุณปู่ คุณย่า สนธิ-รัชนี เอมะรุจิ มีทริปพา หลานเอวา กับ หลานอคิณ ไปญี่ปุ่น มีครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ของหลานๆร่วมทริป…เปลี่ยนที่ซนกันนะลูกหลาน…
  • ม.ล. นิรมล ศรีธวัช พร้อมครอบครัว ในราชสกุล ”ศรีธวัช” ได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมประจำวัน ถวายแด่ สมเด็จพระพันปีหลวงฯ เมื่อ วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา…
  • ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ นัดเพื่อนๆราชินี 63 ร่วมรุ่นรวม 20 คน จองโต๊ะยาว ไปทานข้าวแช่ที่ Royal River ในวันหยุดราชการ 6 เม.ย.นี้… ่มอร่อยบอกต่อ…
  • เพื่อนๆ รุ่น 93 วัฒนาวิทยาลัย ห่วงใยเพื่อนสองคนที่เดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เช่น รุ่งนภา จักรพันธ์ฯ ช่วงนี้มาทำกายภาพบำบัดที่รพ.สมิติเวช…อีกคนคือ ขนิษฐา สุนทรปักษิน ล่าสุด ผ่าตามาแล้ว คราวนี้เข้าผ่าเข่าที่รพ.ภูมิพล ขอให้ทั้งสองมีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็ววัน !!…

บารอนเนส

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ...วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย จัดแถลงข่าวการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ครั้งที่ 11 ชูแนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน โดยมี  นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธาน พร้อมด้วย นายนิติกร กรัยวิเชียร พลเรือตรีสมภูมิ ประยูรอนุเทพ  นางรุ่งรัตน์ พุทธพงษ์  พันตำรวจเอกทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ นายพลภัทร สุวรรณศร และหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมงาน ณ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานเปิดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” กล่าวว่า ททท.สนับสนุนการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” มาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเทศกาลไทย สู่เวทีนานาชาติ โดยใช้การท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ่ายทอดเสน่ห์ไทยผ่านวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะร่วมสมัย และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการเดินทางและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านเทศกาลและวัฒนธรรมระดับสากล

นายนิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า งาน Water Festival เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทยก้าวสู่ปีที่ 11 โดยยังคงยึดมั่นในการสืบสาน และต่อยอดคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย อันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ซึ่งสะท้อนถึงความเรียบง่าย อบอุ่น และความสุขในแบบวิถีไทยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การจัดงานในปีนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การเชื่อมโยงชุมชนในระดับภูมิภาค และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรายได้ชุมชน นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานของ Water Festival ยังสะท้อนถึงบทบาทของไทยเบฟในการขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการมิติด้านศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยต่อยอดจากกิจกรรมสำคัญ เช่น โครงการ SX REPARTMENTSTORE ที่ส่งเสริมการคัดแยก และนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” กล่าวว่า การจัดงาน“Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 11 โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่มาเที่ยวชมงานอย่างคึกคักทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทศกาลท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของประเทศไทยที่ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ

งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ที่ กรุงเทพมหานคร จะจัดขึ้นบนแลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่าง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน ริเวอร์วอร์ค, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และท่าศาลเจ้ากวนอู   (คลองสาน) กิจกรรมไฮไลท์ภายในงาน คือการแห่พระพุทธรูปประจำพระอารามทางน้ำ จาก 5 พระอารามหลวง /ลอดอุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์ / สรงน้ำพระพุทธรูปประจำวัด / รดน้ำดำหัวตามประเพณีโบราณ / เก็บภาพที่ระลึกสุดประทับใจกับฉายานิติกร / ช้อปสินค้าชุมชน / การแสดงดนตรี และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ Bike Walk Talk Boat ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เรื่องราวย่านวิถีเก่า ผ่านการล่องเรือ เดินชม และปั่นจักรยาน สัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน และเรื่องเล่าในอดีตช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกิจกรรมล่องเรือท่องประวัติศาสตร์ บันทึกภาพพหุวัฒนธรรมคลองบางกอกน้อยร่วมกับบ้านและสวน เอกซ์พลอเรอร์คลับ เป็นต้น

นอกจาก กรุงเทพมหานคร แล้ว งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ยังจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทย   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี  “ม่วนซื่น ม่วนคัก สงกรานต์บ้านเฮา” ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายนนี้  ภาคเหนือ ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และชุมชนช้างม่อย  จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 11-13 และ 15 เมษายน 2569 และจังหวัดลำพูน ที่ถนนรถแก้ว ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคใต้ ที่วัดไม้ขาว และหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต  ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 

การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของไทยเบฟ  ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ผสานพลังกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / กระทรวงวัฒนธรรม / กองทัพเรือ / กรุงเทพมหานคร / พันธมิตรท่าน้ำ / ชุมชนในพื้นที่การจัดงานทุกภูมิภาค และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนเทศกาลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และเฉลิมฉลองวิถีไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาครัฐ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

NSM ปฐมนิเทศ ‘กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ฯ รุ่นที่ 3’ เสริมประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์

NSM ปฐมนิเทศ 'กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ฯ รุ่นที่ 3' เสริมประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์

NSM ปฐมนิเทศ ‘กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ฯ รุ่นที่ 3’ เสริมประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

นางสาวศิริรัตน์ เสริมวิฑูรย์ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานเปิดโครงการ “กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช. รุ่นที่ 3” พร้อมบรรยายพิเศษแนะนำบทบาทและภารกิจของ NSM ในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้แก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 142 คน ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า จ.ปทุมธานี

นางสาวศิริรัตน์ กล่าวว่า ช่วงเวลาปิดภาคการศึกษาคือโอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้นอกห้องเรียน NSM จึงมุ่งมั่นเปิดพื้นที่เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการค้นพบแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต เราเชื่อว่าประสบการณ์จากการเป็นผู้ให้ จะหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม โครงการนี้จึงเป็นเวทีที่ช่วยปลูกฝังจิตสาธารณะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน

รอง ผอ. NSM กล่าวต่อว่า โดยเยาวชนจิตอาสาฯ รุ่นที่ 3 จะได้ลงมือปฏิบัติงานจริงตลอดเดือนเมษายน 2569 ในภารกิจต่าง ๆ ได้แก่ ภารกิจต้อนรับและอำนวยความสะดวกกับผู้เข้าชม เพื่อเรียนรู้ทักษะการบริการและการจัดการเบื้องต้น ภารกิจนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ฝึกฝนการถ่ายทอดความรู้ผ่านการแนะนำชิ้นงานนิทรรศการ ภารกิจสนับสนุนการช่วยจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในแหล่งเรียนรู้ของ NSM ได้แก่ อพวช. คลองห้า จ.ปทุมธานี, จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดากรุงเทพฯ และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เชียงใหม่

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯ ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจาก บริษัท แลคตาซอย จำกัด 
และ บริษัท ศรีลำทับ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเยาวชน และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศร่วมกับ NSM อีกด้วย

ออร์กานอน ประเทศไทย มอบทุนโครงการ Her Health Grant ให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย

ออร์กานอน ประเทศไทย มอบทุนโครงการ Her Health Grant ให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย

ออร์กานอน ประเทศไทย มอบทุนโครงการ Her Health Grant ให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

บริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพสตรี ได้ประกาศมอบทุนให้แก่ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย ภายใต้โครงการ Her Health Grant 2026 เพื่อเน้นย้ำถึงพันธกิจและความมุ่งมั่นของออร์กานอนในการยกระดับสุขภาพสตรีทั่วโลก โครงการ Her Health Grant มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิง ผ่านการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพ นวัตกรรม และการให้ความรู้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ผู้หญิงได้รับผลกระทบเฉพาะด้านหรือได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ

โครงการ Smart Family Planning in Action ของมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย ได้รับการคัดเลือกจากศักยภาพในการสร้างประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อชุมชน สอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของบริษัท ออร์กานอน ในระดับโลก ตลอดจนความเข้มแข็งของคีนันเอเชียในฐานะองค์กรท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในประเทศไทย ที่จะช่วยผลักดันให้โครงการสามารถดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกับบริบทจริงและสร้างความไว้วางใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ หลังจากที่โครงการได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ออร์กานอน ในระยะแรก และได้รับการยกย่องในฐานะผู้รับรางวัล AMCHAM (Thailand) 2025 Impact Excellence Award โครงการดังกล่าวได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่สองอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านสุขภาพสตรีอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

Andreas Daugaard Jørgensen กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “การที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับสัดส่วนทุนสนับสนุนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ การผลักดันเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมควบคู่กับการลงมือปฏิบัติในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าในด้านสุขภาพสตรีอย่างแท้จริง โครงการ Her Health Grant ช่วยยกระดับบทบาทผู้นำในท้องถิ่น และทำให้แนวทางแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างตรงจุด สำหรับบริษัท ออร์กานอน เรารับฟังเสียงของผู้หญิงและลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย เพราะเมื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมีสุขภาพที่ดี สังคมก็จะแข็งแรงขึ้น และเราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเชิงบวกให้เกิดขึ้นจริง”

Mo Yasin ผู้บริหาร บริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ผู้หญิงในประเทศไทยควรมีพลังในการกำหนดอนาคตของตนเอง โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพดังกล่าว ด้วยการเสริมสร้างความมั่นใจ ความรู้ และโอกาสให้กับเยาวชนสตรี รวมถึงสตรีกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้พวกเธอสามารถก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างเต็มที่”

ดร. วิมลกานต์ โกสุมาศ ประธานและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สานต่อภารกิจสำคัญนี้ในระยะที่สองของโครงการ Smart Family Planning in Action โดยต่อยอดจากรากฐานที่ได้วางไว้ในระยะที่หนึ่ง มูลนิธิคีนันมีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงในประเทศไทย ให้พวกเธอมีความรู้ ความมั่นใจ และได้รับการสนับสนุนและมีข้อมูลที่จำเป็นเพื่อประกอบในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพและอนาคตของตนเองอย่างเหมาะสม”