W9 Wellness ชี้ ‘Neurowellness’ เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569 สุขภาพองค์รวมลงลึก ดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่ระบบประสาท

W9 Wellness ชี้  ‘Neurowellness’ เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569 สุขภาพองค์รวมลงลึก ดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่ระบบประสาท

W9 Wellness ชี้ ‘Neurowellness’ เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569 สุขภาพองค์รวมลงลึก ดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่ระบบประสาท

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

W9 Wellness  เผย “The Rise of Neurowellness” หรือ “การดูแลสุขภาวะของระบบประสาท” เป็นหนึ่งในเทรนด์สุขภาพระดับโลกที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569 โดยถูกยกให้เป็นพรมแดนใหม่ของการดูแลสุขภาพมนุษย์

รายงาน Global Wellness Trends 2026 จาก Global Wellness Summit สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสุขภาพเชิงพฤติกรรม สู่การดูแล “ระบบควบคุมกลาง” ของร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งในอดีต การดูแลสุขภาพมักมุ่งเน้นที่โภชนาการ การออกกำลังกาย หรือฮอร์โมน แต่ปัจจุบันองค์ความรู้ทางการแพทย์เริ่มชี้ชัดว่า “คอขวดสำคัญ” ของสุขภาพ อาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมหรือวินัย หากแต่คือ ภาวะ Overload ของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานสำคัญของร่างกาย ตั้งแต่การนอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงความสมดุลฮอร์โมนและการเผาผลาญพลังงาน

ผู้อำนวยการศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม W9 Wellness Center เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะความเครียดเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ร่างกายติดอยู่ในโหมด Fight or Flight ในระดับต่ำ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของปัญหาสุขภาพหลายประการ ทั้งการนอนหลับไม่ลึก ภาวะวิตกกังวล สมองล้า (Brain Fog) การอักเสบเรื้อรัง ฮอร์โมนแปรปรวน และภาวะหมดไฟ (Burnout) การมาของ Wearable devices ทำให้ภาวะเหล่านี้ “มองเห็นได้” ผ่านตัวชี้วัดอย่าง Sleep Score, Heart Rate Variability (HRV) และ Recovery Index จนกลายเป็นดัชนีสุขภาพสำคัญในชีวิตประจำวัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิด Neurowellness ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าความชุกของภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในช่วงปีแรกของการระบาดของโควิด-19 ขณะที่งานวิจัยด้าน Sleep Medicine และข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขหลายประเทศพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่มีปัญหาคุณภาพการนอน สะท้อนถึงภาระความเครียดสะสมในระบบประสาทของคนยุคใหม่

เทคโนโลยีดูแลระบบประสาท: จาก Niche สู่ Mainstream

Neurowellness จึงกำลังก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การใช้งานในวงกว้าง ผ่านเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation) เทคโนโลยีวิเคราะห์คลื่นสมองเพื่อปรับคุณภาพการนอนหลับ (EEG-Guided Sleep Technology) การฝึกสมองด้วย Neurofeedback รวมถึงอุปกรณ์ Neuromodulation ที่ใช้ได้ที่บ้าน ซึ่งบางประเภทได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว สะท้อนถึงการยอมรับในระดับคลินิกและระบบสุขภาพในอนาคต

การยกระดับ Soft-care ดั่งเดิมสู่ Nervous‑System Medicine

ศาสตร์การดูแลสุขภาพดั้งเดิม หรือ Soft-care เช่น Breathwork หรือการฝึกหายใจอย่างมีแบบแผน, โยคะ, Touch Therapy หรือ สัมผัสบำบัด และ Feldenkrais Method หรือเทคนิคสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของร่างกายและจิตใจโดยใช้การเคลื่อนไหวเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ กำลังได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น งานวิจัยด้านประสาทวิทยาหลายฉบับพบว่าศาสตร์เหล่านี้สามารถช่วยเพิ่ม Vagal Tone หรือระดับการทำงานของเส้นประสาทเวกัส ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ที่ทำหน้าที่หลักในระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ควบคุมการพักผ่อน ย่อยอาหาร อัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยลดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มค่า HRV ลดระดับ Cortisol ซึ่งคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไต จะมีระดับสูงเมื่อมีความเครียดในร่างกาย และปรับสมดุลระหว่างระบบประสาท Sympathetic-Parasympathetic ซึ่งทำหน้าที่ “Fight or Flight” (สู้หรือหนี) ทำงานเมื่อร่างกายเครียดและ “Rest and Digest” (พักผ่อนและย่อยอาหาร) ทำงานเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า Soft-care ไม่ได้เป็นเพียง Wellness Lifestyle แต่กำลังก้าวสู่การเป็นเครื่องมือในเวชศาสตร์ระบบประสาทยุคใหม่

นพ.พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ (หมอบาย)

Brain–Body Connection: อนาคตของสุขภาพองค์รวม

นพ. พิจักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิด Brain–Body Connection จากสถาบันวิจัยชั้นนำ เช่น Stanford ยังชี้ให้เห็นว่าระบบประสาท สมอง ภูมิคุ้มกัน เมตาบอลิซึม และอารมณ์ ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ส่งผลให้ Neurowellness ขยายบทบาทไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การดูแลสุขภาพจิต ฟิตเนสและการฟื้นฟูร่างกาย Wellness Hospitality ไปจนถึง Longevity Real Estate และ คลินิกเวชศาสตร์เชิงป้องกัน

“ปัจจุบันเราพบว่าผู้รับบริการกับ W9 Wellness จำนวนมากไม่ได้มีปัญหาสุขภาพจากโรคโดยตรง แต่เกิดจากภาวะระบบประสาทล้าเรื้อรัง (Nervous System Dysregulation) ซึ่งส่งผลต่อการนอน ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และประสิทธิภาพการใช้ชีวิตโดยรวม การดูแลสุขภาพในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การปรับพฤติกรรมหรือให้สารอาหารเสริม แต่ต้องเริ่มจากการประเมินและฟื้นฟูสมดุลของระบบประสาท ซึ่งถือเป็นรากฐานของ Longevity และ Performance Medicine อย่างแท้จริง”

Neurowellness จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพองค์รวม โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมือง ผู้บริหาร และผู้ที่มีภาวะเครียดสะสมสูง การควบคุมระบบประสาทได้ดีไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงโรคและส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพการทำงานในระยะยาวอีกด้วย นายแพทย์พิจักษณ์ กล่าว

ผู้สนใจดูแลสุขภาพเชิงลึกในมิติของระบบประสาท การนอนหลับ ความเครียด ฮอร์โมน และสุขภาพองค์รวม สามารถเข้ารับคำปรึกษาและประเมินสุขภาวะเฉพาะบุคคลได้ที่ W9 Wellness ซึ่งมุ่งเน้นการดูแลแบบ Integrative & Preventive Medicine ผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์ เวชศาสตร์ชะลอวัย และเทคโนโลยีสุขภาพสมัยใหม่ เพื่อยกระดับสุขภาพอย่างยั่งยืน ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://w9wellness.com/

คุณแหน : 24 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 24 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 24 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

  • เป็นการ BUILD-UP กองกำลังของสหรัฐฯทั้งบก-เรือ-อากาศอย่างมโหฬารที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนาม เฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “อับราฮัมฯ” และกองเรือพิฆาตอีกนับร้อยลำ สนับสนุนด้วยเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูซึ่งไม่ปรากฏตัว แต่ก็เป็นอาวุธลับที่อริราชหวาดกลัวที่สุด ความสามารถในเรื่องหายตัวลี้ลับแต่สามารถยิงจรวดนำวิถีจากใต้น้ำเข้าสู่เป้าหมายต่างๆอย่างแม่นยำ อีกเรื่องอานุภาพการทำลายล้างของฝูงบิน F-35 อิหร่านย่อมประจักษ์ดีเพราะปะทะกันครั้งสุดท้าย F-35 สามารถบินเข้าอาณาเขตอย่างล่องหน (STEALTH) และทิ้งระเบิดจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่านเสียหายยับเยิน ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวย้ำแล้วตำหนิอิหร่านเล่นเกมส์ดึงเช็งการเจรจาเรื่องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ผลงานของทรัมป์เรื่องเพาเวอร์เพลย์เห็นกันมาหลายครั้ง เขาคงไม่กรีฑาทัพหลวงมาอย่างไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจน วานนี้สหรัฐฯเพิ่งส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อม AWAC อีกลำเข้าโอบล้อมอ่าวเปอร์เซีย ผู้รู้บางท่านว่าเกมส์ที่อิหร่านเดินอยู่นี้อาจเข้าข่ายสุภาษิตจีนมีว่า “สู้ก็จั๊บ รับก็โหงว สู้ๆรับๆเลยโดนไปจับโหงว”
  • กูรูการเมือง/เศรษฐกิจอาวุโส ศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล แวะมาเยี่ยมกันใน ช่วงเทศกาลตรุษจีน สรุปสถานการณ์ที่กำลังพัฒนารวดเร็วในตะวันออกกลางให้ฟัง สุดท้ายย้อนมารีวิวเหตุการณ์การเมืองของไทย ซึ่งแน่นอนจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ท่านกูรูก็ยังแสดงความยินดีกับท่าน รก.นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปอย่างท่วมท้น แล้วก็เลยมาถึงเรื่องที่พรรคฯได้เฉลยออกมาแล้วว่าในส่วนของ “คนนอก” ที่จะมาดูแลการบริหารเศรษฐกิจ กล่าวคือท่าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะได้รับมอบหมายเป็นรองนายกฯและควบ รมว.คลัง ส่วนท่าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ก็จะได้รับมอบหมายบทบาทสำคัญเป็นรองนายกฯและควบ รมว.พาณิชย์ อีกทั้งกำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯอีกโสดหนึ่ง…
  • ข่าวจริงยืนยันจาก กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง แจ้งข้าราชการและลูกจ้างประจำที่จะพ้นจากราชการ เพราะเกษียณอายุ ลาออก ปลดออก หรือให้ออก ปีงบประมาณ 2569 สามารถยื่นขอรับบำเหน็จ–บำนาญล่วงหน้าได้ 8 เดือน ผ่านระบบ Digital Pension ของกรมบัญชีกลาง เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน(วันที่ 1 ก.พ.นี้) เป็นต้นไป…โดยผู้ยื่นต้องดำเนินการด้วยตนเองผ่านระบบ e-Filing และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID เท่านั้น…ขอให้ทุกท่านบริหารจัดการ “เงินก้อนสุดท้าย” ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง…
  • ขอแสดงความยินดีกับ พล.ร.ท. พงศชาญ เพ็ชรเทศ ที่ลูกสาวแฝดคนหนึ่ง พิชญาภัค ได้ทุนรัฐบาลออสเตรเลีย ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Melbourne ในสาขาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เรียนจบมาเมื่อไร มีส่วนราชการรอรับพอดี…
  • ดีใจด้วยกับ ผศ.ดร. พงศ์ภัค บานชื่น จากคณะวิทยาการจัดการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาภายในด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ม.เกษตรศาสตร์ มาตั้งแต่ปลาย ม.ค.ที่ผ่านมา…
  • ความปลาบปลื้มของคนเป็นพ่อ ว่าที่ร.ต.เกียรติยศ บูรณะสัมฤทธิ์ ภูมิใจมาก เมื่อลูกสาวคนเดียว น้องเจแปน เล่นเทควันโด้ จนได้รับสายเหลืองแล้วในขณะนี้…
  • เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา สุพิชา พันธ์ุโกศล ขึ้นเหนือไปเชียงราย ทำหน้าที่อาสาสมัคร ผู้ช่วยทันตแพทย์ ซึ่งต้องไปทุกเดือนอยู่แล้ว เดือนนี้ตรงกับวันแห่งความรัก และวันตรุษจีน…แบบดีงามยิ่ง !!…


บารอนเนส

มะเร็งถุงน้ำดี “มัจจุราชเงียบ” วัย 40+ ตรวจอัลตราซาวด์ปีละครั้ง

มะเร็งถุงน้ำดี “มัจจุราชเงียบ” วัย 40+ ตรวจอัลตราซาวด์ปีละครั้ง

มะเร็งถุงน้ำดี “มัจจุราชเงียบ” วัย 40+ ตรวจอัลตราซาวด์ปีละครั้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.56 น.

“มะเร็งถุงน้ำดี” แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อย ๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ.ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

“มะเร็งถุงน้ำดี” เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ผศ.นพ.ปณต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

ผศ.นพ.ปณต ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า การรักษาในระยะต้นคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมขึ้นคอนเสิร์ต Music is My Life II รายได้เข้ากองทุนกฤดิกร ศาตะมาน เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมขึ้นคอนเสิร์ต Music is My Life II รายได้เข้ากองทุนกฤดิกร ศาตะมาน เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมขึ้นคอนเสิร์ต Music is My Life II รายได้เข้ากองทุนกฤดิกร ศาตะมาน เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.40 น.

ครอบครัว “ศาตะมาน” นำโดย พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผะอบทิพย์-ปานเกศ ศาตะมาน จัดคอนเสิร์ตการกุศล Music is My Life II เพื่อ กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดย คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมนักร้องกิตติมศักดิ์ขึ้นเวทีคับคั่ง อาทิ ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, วัจนา สุทัศน์ ณ อยุธยา, ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ-จิตราภา หิมะทองคำ, ไกรทิพย์-นันดา ไกรฤกษ์, ปานสรวง ชุมสาย ณ อยุธยา, สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Henri Dunant Hall ราชกรีฑาสโมสร ถ.อังรีดูนังต์

อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญยารชุน, อาสา – ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน ร่วมด้วย คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์, คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช, ศศินันท์ อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา, พล.ต.ท.ประกาศ ศาตะมาน และ นันดา ไกรฤกษ์

อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญยารชุน มาร่วมงานคอนเสิร์ต Music is My Life II 

พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตะมาน ต้อนรับ ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ มาพร้อมลูกๆ อนุทิพย์-กุณฑิกา ไกรฤกษ์ ร่วมต้อนรับ

พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตะมาน ต้อนรับ ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ มาพร้อมลูกๆ อนุทิพย์-กุณฑิกา ไกรฤกษ์ ร่วมต้อนรับ

อาสา – ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน

ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ และ ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา

กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 40 ปีมาแล้ว โดยครอบครัวศาตะมาน โดย  พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตะมาน ได้นำเงินที่มีผู้ร่วมทำบุญในงานสวดพระอภิธรรมและงานฌาปนกิจ ลูกชาย คือ กฤดิกร ศาตะมาน ในวัยเพียง 18 ปี ซึ่งเสียชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้นำร่างกลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่ประเทศไทย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในครั้งนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น เสด็จพระราชดำเนินในพระพิธีธรรม และเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หลังงานเสร็จสิ้น ครอบครัวจึงได้นำเงินที่มีผู้ร่วมทำบุญกว่า 6 แสนบาท นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการนั้นครอบครัวศาตะมานได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเมตตาให้นำเงินที่ทูลเกล้าฯ ถวาย จัดตั้ง “กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ กฤดิกร ศาตะมาน โดยกองทุนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

อานันท์ ปัญยารชุน และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม, สุภาพ อิงควัต และแขกผู้มีเกียรติ

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร นำทีม อรสา เวชชาชีวะ ชมคอนเสิร์ต

อดีตประธานศาลฎีกา เมทินี ชโลธร มาพร้อมลูกสาว ปณตพร ชโลธร มี ศรัณภัสสร์ ศาตะมาน ร่วมต้อนรับ

นับจากปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน “กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” ได้มอบทุนการศึกษาเป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท โดยครอบครัวศาตะมาน ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนฯ เป็นประจำต่อเนื่องทุกปี การจัดคอนเสิร์ต Music is My Life เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญอันเกิดจากความชื่นชอบเสียงเพลงของ คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตมาน จึดขึ้นโดยเชิญชวนผู้มีจิตอันเป็นกุศลและชื่นชอบในเสียงดนตรีมาร่วมกันทำกุศลครั้งใหญ่ เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนทั่วประเทศที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน ต้อนรับนักร้องกิตติมศักดิ์ สุขสนั่น-ภาวนา โชติกเสถียร

Music is My Life II จบลงไปอย่างงดงาม ผู้มาร่วมงาน นำโดย ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน, ท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน, ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา, วุฒา ภิรมย์ภักดี, คุณหญิงชดช้อย โสภณพณิช, คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ต่างดื่มด่ำกับเสียงเพลงไพเราะจากนักร้องกิตติมศักดิ์และอิ่มเอมไปกับบุญที่ได้ทำร่วมกัน

พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร, อุษณีย์ วรวงศ์วสุ และสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

พล.อ.นพ.ชูฉัตร-คุณหญิงวิลาวัณย์ กำภู ณ อยุธยา

ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ ‘มื้ออาหารธรรมดา’ อายิโนะโมะโต๊ะต่อยอดแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ปีที่ 2

ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ ‘มื้ออาหารธรรมดา’ อายิโนะโมะโต๊ะต่อยอดแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ปีที่ 2

ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ ‘มื้ออาหารธรรมดา’ อายิโนะโมะโต๊ะต่อยอดแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ปีที่ 2

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมแห่งการกินดี มีสุข (Eat Well, Live Well.)  บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าต่อยอดแคมเปญ “กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น (Eating is a Miracle)” สู่ปีที่ 2 จับมือพาร์ทเนอร์ ชูแนวคิดการดูแลสุขภาวะทางใจ (Emotional Well-being)  ผ่านพลังของมื้ออาหาร จัดเทศกาลอาหารใจกลางเมือง “Eating is a Miracle Self-Love Food Fest” เนรมิตใจกลางสยามสแควร์ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพักใจ ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ “มื้ออาหารธรรมดา” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาแห่งการรักและดูแลตัวเอง ผ่านโมเมนต์ของ “Comfort Eating” ที่เชื่อว่า เมื่อกินอร่อยและสบายใจ ใจก็ดีขึ้นได้จริง

ภายในงานขนทัพร้านดังจาก LINE MAN Wongnai กว่า 20 ร้าน พร้อมยกร้าน “อาหารตาม (ใจ) สั่ง” กลับมาอีกครั้ง เสริมด้วยกิจกรรมฮีลใจหลากหลายที่ช่วยเติมเต็มทั้งกายและใจ เพิ่มสีสันจากศิลปิน T-POP อาทิ วง PERSES, Whal & Dolph และ No One Else พร้อมเชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย จากมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 2 มาร่วมสร้างความอร่อยจากเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดที่ร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง ณ BLOCK K สยามสแควร์

โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด

โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในวันที่ชีวิตอาจมีหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ‘การกิน’ คือสิ่งหนึ่งที่เรายังเลือกได้ เลือกว่า จะกินอะไร กินกับใคร กินที่ไหน และกินอย่างไร ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว เพียงแค่ได้เลือกสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ ก็สามารถบรรเทาความเครียดและทำให้ใจเบาลงได้ สำหรับอายิโนะโมะโต๊ะ ในฐานะที่เราทำงานกับอาหารมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปีในประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมกินดี มีสุข เราเชื่อมาตลอดว่า อาหารไม่ใช่แค่เรื่องโภชนาการ หรือความอิ่มท้อง แต่เป็นหนึ่งในสิ่งใกล้ตัวและง่ายที่สุดที่ช่วยดูแลสุขภาวะทางใจ (Emotional Well-being) ได้ ปีนี้เราจึงตั้งใจนำแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ที่เคยปลุกกระแสรักตัวเองในปีที่แล้วกลับมาสร้างบทสนทนาใหม่กับคนไทยอีกครั้งผ่านแนวคิด ‘Comfort Eating’ ที่ชวนทุกคนกลับมาให้คุณค่ากับช่วงเวลาดี ๆ ระหว่างมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น อาหารจานโปรด บรรยากาศที่ใช่ หรือการได้กินกับคนที่เรารู้สึกสบายใจ ตามแนวคิดของแคมเปญที่ว่า เมื่อกินอร่อยและสบายใจ ใจก็จะดีขึ้น

หลังจากจุดพลุแคมเปญด้วยการร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ปล่อยแคมเปญ ‘Your Comfort Is Arriving สั่งคอมฟอร์ตฟู้ด อัปมู้ดดี ๆ’ ที่ส่งคอมฟอร์ตฟู้ดอร่อยๆ พร้อมเมนูพิเศษ และกิฟต์เซ็ตลิมิเต็ด Ajinomoto Comfort Kit ไปถึงหน้าบ้านคนไทยในช่วงเดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนมีนาคม นี้ วันนี้เราได้จับมือกับพาร์ทเนอร์หลายภาคส่วน นำประสบการณ์นั้นมาพร้อมเสิร์ฟอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของฟู้ดเฟส ‘Eating is a Miracle Self-Love Food Fest’ เราตั้งใจเนรมิตให้งานนี้กลายเป็นพื้นที่เล็กๆ ของการพักกายและใจ และยังไม่ลืมที่จะนำ ‘ร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง’ ที่หลายคนประทับใจกลับมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้ เชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย จากมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 2 มาร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ รวมถึงกิจกรรมหลากหลายที่ชวนเติมเต็มทั้งกายและใจด้วยของอร่อยตลอดทั้งงาน งานนี้เปิดให้เข้าร่วมฟรี เพื่อให้ทุกคนได้มาสัมผัสประสบการณ์ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ไปด้วยกัน และเปลี่ยน ‘มื้อธรรมดา’ ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย” โรอาน กล่าวเพิ่มเติม

เชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย

พร้อมกันนี้ยังได้ เชฟเทียน – เทียนชัย พีรพงศธร จากรายการมาสเตอร์เชฟ เดอะ โพรเฟสชันนัลส์ ประเทศไทย และ เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร จากรายการเฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ มาร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษภายในงาน พร้อมสาธิตการทำเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ที่บ้าน ชวนเติมเต็มทั้งความอร่อยและความสบายใจตลอดงาน

“เราตั้งใจผลักดันแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนไทยสามารถสัมผัสและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราคือ การส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีผ่านมื้ออาหาร และสะท้อนความหมายของสังคมกินดี มีสุข ในแบบที่อายิโนะโมะโต๊ะเชื่อมั่นและยึดถือมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การกินและการใช้ชีวิตทุกรูปแบบของคนทุกวัยและทุกไลฟ์สไตล์ โรอาน กล่าวปิดท้าย

เมนูฮีลใจจาก เชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จากแคมเปญ “Eating is a Miracle กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น” ได้ที่ https://www.ajinomoto.co.th/th/well-being/eating-is-a-miracle/

แรงบันดาลใจของเด็กไทยที่ถูกส่งต่อริมแฟร์เวย์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026’

แรงบันดาลใจของเด็กไทยที่ถูกส่งต่อริมแฟร์เวย์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026’

แรงบันดาลใจของเด็กไทยที่ถูกส่งต่อริมแฟร์เวย์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ภาพความตื่นเต้นพร้อมเสียงปรบมือดังขึ้นเป็นจังหวะ เมื่อช็อตสำคัญตกลงใกล้ธง เด็กๆ กลุ่มหนึ่งยืนเรียงกันอยู่ภายในเชือกกั้นสนาม ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนักกอล์ฟระดับโลกอย่างไม่กะพริบ สำหรับพวกเขาการเดินทางมาชมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” ที่เพิ่งปิดฉากลงไป คือ ผลลัพธ์ของการเริ่มต้นจากกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

จากวันที่ฝึกไดร์ฟ พัตต์ และจำลองแข่งขันในสนามฝึก วันนี้พวกเขาได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่จริงของเกมระดับโลกในฐานะผู้มีสิทธิพิเศษ “Honorary Observer Inside the Rope” เดินตามนักกอล์ฟอย่างใกล้ชิดตลอด 18 หลุม เรียนรู้การวางแผนเกม การควบคุมอารมณ์ และการรับมือกับแรงกดดันในสถานการณ์จริง นั่นคือบทเรียนที่ไม่มีอยู่ในตำรา

พสิษฐ์ โชติภักดีตระกูล นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา วัย 15 ปี เล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เคยคว้าแชมป์ TGA Class B ตอนอายุ 14 ปี และเพิ่งเป็นตัวแทนนักกอล์ฟเข้าแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อสัปดาห์ก่อน เล่าด้วยแววตาเปล่งประกาย

“นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้มีโอกาสเดินตามดูโปรระดับโลกแบบใกล้ชิดครบ 18 หลุม กิจกรรมต่อเนื่องจาก Honda LPGA Thailand Junior Golf Program ที่จัดขึ้นปลายปีที่แล้ว วันนี้ผมได้เดินในก๊วนของพี่เม–เอรียา จุฑานุกาล ผมได้ประสบการณ์เยอะมาก ได้สังเกตวิธีคิดและวิธีวางแผนของโปร แต่ก่อนผมเล่นกอล์ฟค่อนข้างดุดัน แต่พอเห็นโปรเล่นแบบสุขุม รอบคอบ ผมเริ่มเข้าใจว่าการวางแผนสำคัญแค่ไหน และพยายามปรับเกมของตัวเองให้รอบคอบขึ้นครับ”

เขายังฝากถึงเพื่อนๆ และน้องๆ รุ่นหลังว่า “อยากชวนให้ติดตามกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program นะครับ เพราะจัดทุกปี และอาจโชคดีได้มา Inside the Rope แบบผมบ้าง โตขึ้นผมอยากเป็นทันตแพทย์และก็อยากเป็นโปรกอล์ฟด้วยครับ เรื่องเรียนผมตั้งใจเต็มที่ ส่วนความฝันด้านกีฬาผมก็ไม่ทิ้งครับ”

ประสบการณ์ “Honorary Observer Inside the Rope” เป็นรางวัลพิเศษ และเป็น “บทเรียนชีวิต” ที่ทำให้เด็กๆ มองเห็นเส้นทางของตัวเองชัดเจนขึ้น พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวินัย สมาธิ และความอดทน การได้เห็นโปรระดับโลกวางแผนเกม รับมือกับความผิดพลาด และคุมสติในจังหวะสำคัญ ทำให้ความฝันในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพดูใกล้ขึ้นกว่าที่เคย

ขณะที่เด็กๆ จากโครงการ Junior Golf Program ได้ก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ “Inside the Rope” แต่อีกด้านหนึ่งของสนาม ก็มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่เลือกสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกด้วยวิธีของตนเอง นั่นคือการพามาเห็นเวทีระดับโลกด้วยสายตาจริง

เช่นเดียวกับครอบครัวของ แยน ไอ จิง อาจารย์สอนภาษาจีนที่พำนักอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งใจพาลูกๆ น้องไทเกอร์ วัย 13 ปี และน้องโซอี้ วัย 11 ปี เดินทางโดยรถทัวร์ข้ามจังหวัดมาพัทยา เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” อย่างใกล้ชิด

สำหรับเธอ การได้พาลูกมายืนอยู่ริมแฟร์เวย์ ก็ถือเป็นการมอบบทเรียนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ “ฉันรู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่ได้มาชมการแข่งขันในสนามจริง เด็กๆ ตื่นเต้นมาก บรรยากาศแตกต่างจากที่ดูในทีวีอย่างสิ้นเชิง และเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำจริง ๆ” เธอกล่าว

น้องไทเกอร์เสริมด้วยความตื่นเต้นว่า “ในสนามมันตื่นเต้นกว่าเยอะครับ ผมได้เห็นทั้งตอนนักกอล์ฟตีช็อตดี ๆ และตอนที่พลาด ทำให้ผมเข้าใจเกมมากขึ้น” ขณะที่น้องโซอี้ยิ้มกว้างก่อนบอกว่า “หนูเห็นชัดกว่าทางทีวีมาก และอยากพัฒนาเกมของตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคตค่ะ”

แม้เส้นทางของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางคนเริ่มจากโครงการพัฒนาเยาวชน บางคนเริ่มจากการจับมือพ่อแม่เดินเข้าสนาม แต่จุดร่วมกลับเหมือนกัน ทุกคนกำลังยืนอยู่ใกล้เวทีโลกกว่าที่เคย และกำลังเก็บแรงบันดาลใจกลับบ้านไปพร้อมกัน

‘สีสันของลมหายใจ’ ไอคอนคราฟต์ จับมือ ‘เบลล่า ราณี’ เปิดตัวยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ ภายใต้แบรนด์ ‘หทัยเฮิร์บ’

‘สีสันของลมหายใจ’ ไอคอนคราฟต์ จับมือ ‘เบลล่า ราณี’ เปิดตัวยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ ภายใต้แบรนด์ ‘หทัยเฮิร์บ’

‘สีสันของลมหายใจ’ ไอคอนคราฟต์ จับมือ ‘เบลล่า ราณี’ เปิดตัวยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ ภายใต้แบรนด์ ‘หทัยเฮิร์บ’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ณ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม ร่วมกับ หทัยเฮิร์บ (Hathai Herb) แบรนด์สมุนไพรไทยร่วมสมัยที่ผสานธรรมชาติ งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน จัดงาน “ICONCRAFT x HATHAIHERB : Colour of Breath” เปิดตัวแบรนด์ หทัยเฮิร์บ (Hathai Herb) แนะนำยาดมสมุนไพรรูปหัวใจสีใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “สีสันของลมหายใจ” ที่มุ่งเปลี่ยนภาพจำของสมุนไพรไทยให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ไอเทมสุดคูล ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้จนถึง  1 มีนาคม 2569

เพราะเชื่อว่าสมุนไพรไทยไม่ได้มีดีแค่เรื่องของสรรพคุณ แต่ยังสะท้อนศิลปะแห่งการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความละเมียดละไมและความใส่ใจในธรรมชาติ “เบลล่า – ราณี แคมเปน” นักแสดงชื่อดังที่อยากนำเสนอภูมิปัญญาไทยให้คนทั่วโลกได้รู้จัก จึงจับมือนักธุรกิจ “ตอง-ปรัยวันท์ สถิรกุล” ผู้คร่ำหวอดในวงการออกแบบผลิตภัณฑ์,ของขวัญและแมกกาซีน รวมถึงการพัฒนาสินค้านวัตกรรมมาแล้วหลากหลายแบรนด์ ปั้นแบรนด์สมุนไพรไทยน้องใหม่ภายใต้ชื่อ “หทัยเฮิร์บ” (HathaiHerb) ด้วยความตั้งใจที่อยากทำสิ่งดี ๆ ร่วมกับชุมชนซึ่งมีเป้าหมายและหัวใจเดียวกัน

หัวใจสำคัญของแบรนด์คือการให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของวัตถุดิบ” อย่างสูงสุด คัดสรรสมุนไพรแท้เกรดพรีเมียมอย่างพิถีพิถันจากแหล่งเพาะปลูกที่ได้มาตรฐาน และใส่ใจกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์จะมีความบริสุทธิ์ ปลอดภัย และคงสรรพคุณไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถไว้วางใจได้อย่างแท้จริง จนรังสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ “ยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ” ที่ออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และผ่านการทดสอบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

เบลล่า – ราณี แคมเปน เผยว่า “หทัยเฮิร์บ มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ Premium Natural Herb ที่เน้นความปลอดภัย ไร้สารเคมี สนับสนุนเกษตรกรไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น กว่าจะเป็นยาดมรูปหัวใจอย่างที่เห็น หทัยเฮิร์บได้ผ่านการทำวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังมานานกว่าหนึ่งปี ทั้งทดลองกลิ่น ปรับสูตร และทดสอบคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพอย่างแท้จริง นอกจากนี้เรายังผสานงานออกแบบและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ยาดมสมุนไพรไทยเป็นไอเทมที่คนรุ่นใหม่หยิบขึ้นมาใช้ได้อย่างมั่นใจ และสนุกกับการ Mix & Match เข้ากับสไตล์ในแต่ละวัน ดังนั้น ยาดมรูปหัวใจจึงไม่ใช่แค่ของใช้ในบ้าน แต่ตั้งใจให้เป็น Functional Fashion ที่ครองใจคนไทยและชาวต่างชาติทั่วโลก ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์หทัยเฮิร์บ ได้รับการยอมรับและเติบโตได้ดีต่อไปในตลาดเมืองไทยและต่างประเทศ”

หทัยเฮิร์บ เปิดตัวด้วยยาดมกลิ่น “Fresh Heart” ที่สกัดจาก Essential Oil ของส้มหลากหลายชนิด ให้ความรู้สึกสดชื่น ไม่ฉุน และมีความลึกล้ำของเลเยอร์กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ มาในดีไซน์รูปหัวใจ 3 สี ได้แก่ สีเขียว ชมพู และน้ำเงิน ซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบไทยมากประสบการณ์ ที่ใส่ใจทั้งงานฝีมือและฟังก์ชัน เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยเน้นหลักการ Aerodynamics ทำให้การสูดดมลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ใช้ อีกทั้งยังจับถนัดมือ ใช้งานสะดวก และด้วยดีไซน์ที่สวยงามยังสามารถเป็นแอ็กเซสซอรีชิ้นเก๋ที่ใช้ห้อยกระเป๋าหรือพวงกุญแจได้อย่างลงตัว จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ภายใต้สโลแกน Breathe With Heart หทัยเฮิร์บ มุ่งมั่นจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนอารมณ์ผู้คนให้ผ่อนคลายด้วยความบริสุทธิ์จากธรรมชาติและสมุนไพรไทย เพื่อให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงการหายใจด้วยหัวใจ และส่งต่อพลังบวกจากใจสู่ใจ ตามความหมายของคำว่า “หทัย” ที่แปลว่า “ใจ”  โดยเจ้าของแบรนด์ย้ำว่า “หทัยเฮิร์บพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาดมรูปหัวใจออกมาด้วยหัวใจที่รักในสมุนไพรไทย หัวใจที่รักในความเป็นไทย รวมถึงหัวใจที่รักในผู้บริโภค และหากเขียนเป็นภาษาอังกฤษ คำว่า HATHAI จะมีคำว่า THAI อยู่ในนั้น เมื่อมารวมกับคำว่า Herb ทุกครั้งที่อ่านจะรู้ได้ทันทีว่า นี่คือสินค้าที่มาจากประเทศไทย จากภูมิปัญญาไทย”

ภายในงาน “ICONCRAFT x HATHAIHERB : Colour of Breath”  มีไฮไลต์เป็นการเปิดตัวยาดมสมุนไพรรูปหัวใจสีใหม่ “สีน้ำเงิน” ที่สะท้อนความเท่ แฝงความสุขุม และ Box set 3 ชิ้น (ยาดมรูปหัวใจสีเขียว ชมพู น้ำเงิน) ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสดชื่นผ่านสีสัน ให้เลือกแมตช์กับแต่ละอารมณ์และแต่ละวันของผู้ใช้งาน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองกลิ่น และร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Colour of Breath” ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอป DIY Keychain ออกแบบพวงกุญแจยาดมในสไตล์ของตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส ผสานกับความเป็นธรรมชาติ สะท้อนแนวคิด Color Therapy ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

“เรามองว่าหทัยเฮิร์บและไอคอนคราฟต์มีจุดยืนเดียวกัน คือต้องการเชื่อมโยงงานคราฟต์ไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย การร่วมกับไอคอนคราฟต์จัดงาน ICONCRAFT x HATHAIHERB : Colour of Breath ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่คือจุดเริ่มต้นของการนิยามสมุนไพรไทยในมุมมองร่วมสมัย ผ่านสีสัน ดีไซน์ และความตั้งใจจากหัวใจของเรา ที่อยากนำเสนอภูมิปัญญาไทยให้ทั่วโลกได้สัมผัสและรู้จัก ซึ่งนอกจากยาดมสมุนไพรไทยรูปหัวใจ ในอนาคตหทัยเฮิร์บยังเตรียมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หมวด Home & Lifestyle รวมถึงสินค้าในกลุ่ม Essential Oil อื่น ๆ โดยตั้งเป้าเติบโตควบคู่กับภาพลักษณ์ Functional Fashion และ Lifestyle Brand ที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างกลมกลืน” เบลล่าเผยวิสัยทัศน์

ไอคอนคราฟต์ และ หทัยเฮิร์บ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์ “สีสันของลมหายใจ” ที่จะเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของสมุนไพรไทยให้กลายเป็นความสดชื่นอย่างมีสีสันและเปี่ยมด้วยสไตล์ ในงาน “ICONCRAFT x HATHAIHERB : Colour of Breath” ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONCRAFT หรือทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Hathai Herb

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : PM 2.5 อยู่รอบตัวเรา ป้องกันตัวไว้ด้วย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : PM 2.5 อยู่รอบตัวเรา ป้องกันตัวไว้ด้วย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : PM 2.5 อยู่รอบตัวเรา ป้องกันตัวไว้ด้วย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ตอนนี้เข้าหน้าร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว (ตามคำประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา) ดังนั้น สิ่งที่จะตามมาก็คือความร้อนแบบร้อนสุด ๆ แล้วก็ยังมีฝุ่นควันสารพัดชนิด รวมถึง PM 2.5 ด้วย 

สำหรับประเทศไทย ไม่เฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ต่างก็ต้องผจญภัยกับ PM 2.5 อย่างหนักหน่วงจนกว่าจะถึงหน้าฝนครั้งใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าป้องกันตัวเองให้ห่างไกลและรอดพ้นจาก PM 2.5 เพื่อให้รอดพ้นจากมะเร็งปอดให้จงได้ ย้ำว่าข้อวิตกนี้ไม่เกินเลยมากไป เพราะเมื่อฝุ่นพิษ PM 2.5 หนักมาก ก็ทำให้หวาดวิตกถึงโรคมะเร็งปอด

เมื่อเราหายใจสูดอากาศเข้าไปในจมูก เราจะมีขนจมูกและน้ำมูกช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ได้ แต่ย้ำว่าไม่สามารถสกัดจับ PM 2.5 ได้ เพราะมันมีอนุภาคเล็กมาก มันสามารถผ่านหลอดลมเข้าไปถุงลมในปอด แล้วซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงทันทีเมื่อหายใจสูดมันเข้าไป แต่ที่น่ากลัวกว่าคือใน PM 2.5 มี โลหะหนัก และสารเคมี โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง ดังนั้นเมื่อมันหลุดเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจึงมองว่ามันเป็นผู้รุกราน ร่างกายจึงสั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัวแล้วเตรียมพร้อม โดยปล่อยสารอักเสบออกมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม จึงทำให้เราเกิดสภาวะอักเสบกระจายไปทั่วร่างกาย 

ฝุ่นพิษ PM 2.5 กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในปริมาณมหาศาล แล้วยังส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพรวดเร็ว แถมยังทำให้ผิวหนังเกิดการแพ้ง่าย เกิดริ้วรอย แต่หากร่างกายได้รับฝุ่นพิษต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด และโรคมะเร็งปอด

ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่เหมือนทหารที่ปกป้องบ้านเมือง คอยจัดการกำจัดทำลายศัตรูที่รุกราน เมื่อศัตรูคือฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่อยู่รายล้อมรอบตัวเราเช่นทุกวันนี้ จึงจำเป็นต้องเช็คว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานได้ดี และสามารถรับมือกับ PM 2.5 ได้หรือไม่ ต้องดูให้ดีว่าภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานได้มีประสิทธิภาพหรือไม่ หากไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ร่างกายของเราก็จะเป็นอันตราย

วิธิสังเกตภูมิต้านทานของร่างกายง่าย ๆ โดยดูว่าในระยะนี้ มีอาการหายใจช้ากว่าปกติหรือไม่ คัดจมูก มีน้ำมูกไหล มีไอแห้งบ่อย ๆ ตลอดเวลา แม้ว่าจะพักผ่อนหรือกินยาแล้วแต่ก็ไม่ดีขึ้น มีผื่นคันที่ผิวหนัง เกิดอาการแพ้ง่ายกว่าปกติหรือไม่ มีผื่นขึ้นในที่ซึ่งไม่ควรขึ้นหรือเปล่า มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง แม้จะนอนนานมากก็ตาม แต่เมื่อตื่นมากลับไม่สดชื่น สมองตื้อ คิดช้า ตาอักเสบหรือแห้งผิดปกติ แสบตา ตาแดง มีขี้ตา และสัญญาณสุดท้ายคือ ป่วยง่าย เจ็บคอบ่อย ๆ เป็นหวัดง่าย อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันไม่ดี 

เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ห้ามเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝุ่นพิษ เรื่องนี้ทำได้ยาก แต่ต้องทำให้ได้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือ ดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอ และต้องนอนให้มีคุณภาพด้วย นอนในที่ปลอดภัยไร้ฝุ่นพิษและมลพิษอื่น ๆ ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่ถ้าไม่มีเครื่องฟอกอากาศ อย่างน้อยก็เช็ดพื้นกำจัดฝุ่นเป็นประจำ และหมั่นจิบน้ำตลอดเวลาในยามตื่น 

หลายคนเห็นฝุ่นพิษแล้ววิ่งเข้าร้านยา ไปหาซื้อวิตามินกินแบบไม่รู้จริง แต่หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้วต้องเริ่มจากการล้างพิษด้วยการดื่มน้ำให้พอ จิบแต่น้อย แต่จิบบ่อย ๆ โดยทั้งวันให้ดื่มน้ำได้ 1.5-2 ลิตร การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ระบบน้ำเหลืองกำจัดของเสียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหมั่นล้างจมูกบ่อย ๆ จะช่วยชำระล้างฝุ่นพิษที่ติดในโพรงจมูก แต่ที่ต้องทำเป็นประจำอีกอย่างคือ กินอาหารสะอาดให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้หลากสี เราโชคดีที่อาหารไทยมีเครื่องแกง และเครื่องเทศสารพัดชนิด ที่ช่วยเสริมภูมิต้านอักเสบได้ เช่น ขิง หอมแดง หอมใหญ่ ขมิ้นชัน ดังนั้น การเลือกกินเมนูเหล่านี้ให้มากขึ้นในช่วงมีฝุ่นพิษมาก ๆ ก็จะช่วยให้ร่ายกายมีภูมิต้านทานมากขึ้น แต่ที่ต้องงดเด็ดขาดคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะเป็นตัวเพิ่มการอักเสบ และทำให้อนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และต้องงดอาหารจำพวกไขมันสูง และอาหารหวานจัด

เราน่าจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีฝนตกลงมาชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศ แต่ตอนนี้ยังไม่มีฝน ก็จึงต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเรา 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 23 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 23 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 23 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๐๐ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ไปงานนิทรรศการศิลปะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สยามพารากอน 19 ก.พ. แม้ท่านผู้หญิงต้องนั่งวีลแชร์ในบางครั้ง แต่เมื่อต้องร่วมถ่ายรูปหมู่ ท่านเต็มใจยืนพร้อมรอยยิ้มประทับใจท่านเน้นว่ายังยืนไหว แต่ถ้าให้เดินนาน ๆ อาจชักช้าจนคนอื่นรำคาญ..๐๐

๐๐ งานนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติฯมีผลงานจากศิลปินแห่งชาติ 2 ท่าน คือ ปรีชา เถาทอง และถาวร โกอุดมวิทย์ พร้อมศิลปินด้านจิตรกรรม และปฏิมากรรมชั้นนำอีก 20 ท่าน อาทิ พิษณุ ศุภนิมิตร ญาณวิทย์ กุญแจทอง ทินกร กาษรสุวรรณ เป็นต้น มีผลงานทั้งหมด 48 ชิ้น รายได้จากการจำหน่ายงานศิลปะนำไปสมทบทุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ..๐๐

๐๐  อดีตแกนนำนิสิตนักศึกษายุค 14 ตุลาฯ จิรนันท์ พิตรปรีชา ยังคงร่าเริงยิ้มหวานสดใสตลอดเวลาเมื่อถูกถามว่า ทำไมพี่จิ๊ดไม่เปลี่ยนเลย คำตอบที่พี่จิ๊ดตอบทันทีคือ อย่ามาปากหวาน แต่ปากไม่ตรงกับใจ ฉันไม่เปลี่ยนอะไรกัน ดูสภาพตอนนี้เสียก่อน เหมือนเดิมตรงไหนหรือจ๊ะ ผู้ถามตอบว่า หมายถึงรอยยิ้มที่ไม่เปลี่ยน เคยยิ้มหวานแบบไหนก็ยังหวานแบบนั้นเสมอ..๐๐

๐๐ ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ คุณหญิงหมัด จัดงานวันเกิด 24 ก.พ. ชื่องานสุดเก๋  The Icon Issue a Timeless Elegance Brithday Celebration Khun Ying M.R. Malinee Chakrabandhu พี่หญิงหมัดบอก ไม่ต้องระบุอายุนะคะ  เพราะ young at heart..๐๐

๐๐ ดร. Kiki นฎาประไพ สุจริตกุล หายหน้าหายตาไปจากวงสังคมลมโชยจนมีเสียงถามว่า ไปอยู่เมืองนอกหรือ คำตอบจาก คือ เบื่อ ขึ้เกียจออกงาน แต่ไม่ได้หายไปไหนเพราะยังทำงานสำคัญคือมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจัดงานถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นประจำทุก 4 ม.ค. ณ พระราชานุสาวรีย์ ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ..๐๐

๐๐ คอนเสิร์ตการกุศล สายใยดุจสายฝน 3 โดยมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อ 21 ก.พ. ณ พระราชวังพญาไท สำเร็จด้วยดี งานนี้มีนักร้องกิตติมศักดิ์ และอาชีพไปร่วมมากมาย อาทิ ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, นวลพรรณ ล่ำซำ, วิทูร ศิลาอ่อน, มาริสา สุโกศล หนุนภักดี, เสาวลักษณ์ ลีลาบุตร และ สินเจริญบราเธอร์ส บรรเลงเพลงแสนไพเราะโดยวงดุริยางค์กองทัพเรือ ..๐๐ 

๐๐ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ กัลยา มหาดำรงค์กุล มารดา กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล  23 ก.พ.  17.00 น. ศาลา 1 วัดสระเกศ สวดพระอภิธรรมถึง 27 ก.พ. 18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 28 ก.พ. 17.00 น…๐๐

๐๐ สินธุ พูนศิริวงศ์ อดีตประธานสมาพันธ์สนุกเกอร์แห่งเอเซีย ถึงแก่กรรมเมื่อ 21 ก.พ. รดน้ำศพ 24 ก.พ. ศาลา 4 สิทธิสยามการ วัดธาตุทอง สวดพระอภิธรรมถึง 28 ก.พ. 18.30 น. ฌาปนกิจศพ 1 มี.ค. 15.00 น. ..๐๐ ๐๐สินธุคือน้องชายวาริน พูนศิริวงศ์ แห่งแนวหน้า และพี่ชายของประทุม รัตนาวะดี ครอบครัวพูนศิริวงศ์ขอแสดงความเสียใจและความอาลัยอย่างสุดซึ้งในการจากไปของสินธุ.. ๐๐

Victor Lee

เปิดพื้นที่แห่งโอกาส ‘Museum For All’ สร้างการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมเพื่อสังคม

เปิดพื้นที่แห่งโอกาส ‘Museum For All’ สร้างการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมเพื่อสังคม

เปิดพื้นที่แห่งโอกาส ‘Museum For All’ สร้างการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมเพื่อสังคม

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของน้องๆ ผู้พิการทางสติปัญญาที่ดังก้องในพื้นที่เรียนรู้กว่า 374 ไร่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงภาพของกิจกรรมเพื่อสังคม แต่สะท้อนการก้าวสู่บทบาทใหม่ของพิพิธภัณฑ์ไทย ในการเป็น “Museum For All : พิพิธภัณฑ์สำหรับทุกคน” ที่เปิดโอกาสให้การเรียนรู้เข้าถึงได้อย่างแท้จริง

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. จ.ปทุมธานี เปิดพื้นที่เรียนรู้ 374 ไร่ ต้อนรับสมาชิกจากสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย พร้อมครอบครัวและอาสาสมัคร เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Museum For All : พิพิธภัณฑ์สำหรับทุกคน” สะท้อนบทบาทพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ในการเป็นพื้นที่เรียนรู้เพื่อสังคม เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงศาสตร์พระราชาและการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม ก้าวสู่ 17 ปี พกฉ. กับบทบาทพิพิธภัณฑ์เพื่อสังคม

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กล่าวว่า พกฉ.มุ่งพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นมากกว่าสถานที่จัดแสดง แต่ยกระดับสู่ศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกา ที่มุ่งเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านทั้งพิพิธภัณฑ์ภายในอาคาร พื้นที่เรียนรู้จริงในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ออกแบบให้เข้าถึงได้สำหรับทุกศักยภาพ

นางสาวสำเภาว์ งามเชย รองผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กล่าวว่า พกฉ.ให้ความสำคัญกับการออกแบบการเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ควรมีข้อจำกัด การเปิดพื้นที่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการวางรากฐานสู่การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของสังคมตามแนวคิด Universal Design

ด้าน นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การได้พาสมาชิกมาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ใหม่ให้กับสมาชิก ทำให้เห็นว่าศาสตร์พระราชาและการเรียนรู้ด้านเกษตรเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และสามารถนำไปต่อยอดสู่การพึ่งพาตนเองได้จริง พร้อมขอบคุณ พกฉ. ที่เปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้กับผู้พิการและครอบครัวได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

กิจกรรมตลอดทั้งวันประกอบด้วย การเข้าชมนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม การชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ เรื่อง เมล็ดสุดท้าย และฐานต้นไม้แห่งการเรียนรู้ รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยฝีมือของน้อง ๆ ผู้พิการทางสติปัญญา ซึ่งผลงานศิลปะบางส่วนจะถูกนำไปต่อยอดออกแบบเป็นเสื้อวิ่งลายพิเศษ ในกิจกรรม “Agri Run Fun Love” ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี การสถาปนา พกฉ. เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การแบ่งปัน และสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างต่อเนื่อง

โครงการ “Museum For All : พิพิธภัณฑ์สำหรับทุกคน” จึงสะท้อนการยกระดับบทบาทของ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ที่มุ่งเป็นมากกว่าสถานที่เรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างคุณค่า สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริงร่วมกัน