‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

'ปิยบุตร'ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี

เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทย ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี กันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่าง นายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ตอนปี 2565 ผมได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตรา เอาไว้ และนำไปรวมเล่มเป็นหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นการรวมข้อเขียนของผมทั้งหมดตลอด 2 ทศวรรษในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ผมขอคัดเฉพาะข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี มาเผยแพร่อีกครั้ง ดังนี้

ยกเลิกคณะองคมนตรี

1. คณะองคมนตรีเป็นองค์กรตกทอดมาจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังอภิวัฒน์สยาม 2475 องค์กรนี้ถูกยกเลิกไป แต่นำกลับมาใหม่อีกครั้งหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยเริ่มแรก ในรัฐธรรมนูญ 2490 ให้ชื่อว่า “คณะอภิรัฐมนตรี” มีได้ 5 คนและเปลี่ยนเป็น “คณะองคมนตรี” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 และดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน

2. ประเด็นคณะองคมนตรีเคยถูกสมาชิกรัฐสภาอภิปรายโต้แย้งไม่เห็นด้วยกันมากตั้งแต่ครั้งจัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 หลังจากนั้นข้อวิจารณ์ต่อการดำรงอยู่ของคณะองคมนตรีก็ค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมืองปลายปี 2548 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

จวบจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรีจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปสัก 3 กรณี ดังนี้
กรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความเห็นเรื่อง “รัฐบาลเหมือน jockey ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติและพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดถึงเรื่อง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ กรณีชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งหลังรัฐประหาร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2550 ก็กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกจนเป็นประธานองคมนตรีในปัจจุบัน

กรณีนายนุรักษ์ มาประณีต ผู้เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ และมีความเห็นส่วนตนให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี

3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

“รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…”
และ

“ในการร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับ 2492 สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ถ้ามีคณะที่ปรึกษาสำหรับพระมหากษัตริย์จะเป็นประโยชน์ จึงได้บัญญัติไว้โดยเปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรีเป็นคณะองคมนตรี และเพิ่มจำนวนจาก 5 นายเป็นไม่เกิน 9 นาย และกำหนดให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรีและการให้องคมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย…”

อย่างไรก็ตาม หยุด แสงอุทัย ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

”ถ้าจะพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยนัก เพราะตามหลักประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเข้ามาบริหารประเทศโดยความยินยอมของประชาชน … แต่คณะองคมนตรีหาได้มาจากประชาชนไม่ โดยไม่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร คณะองคมนตรีจะถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรว่าราษฎรมีเจตจำนงอย่างไร…”

4. เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย

5. ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า
การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับคณะรัฐมนตรี ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีย่อมเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและพระราชกรณียกิจ สอดคล้องกับหนึ่งในสิทธิสามประการที่กษัตริย์มีอยู่ตามธรรมเนียมประเพณีตามที่ Walter Bagehot สรุปไว้ใน The English Constitution (1867) นั่นคือ สิทธิในการได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The Right to be consulted)

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“ยศชนัน” ลุยเชียงใหม่! ชูยุทธศาสตร์ยกระดับ อว. เป็น “มินิ ครม. ด้านวิทยาศาสตร์” ผุด Sandbox แก้ปัญหาโครงสร้างชาติ ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง พร้อมปั้น “เชียงใหม่” เป็นอีกหนึ่งฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันที่ 23 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงานสัมมนาผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจำปี 2569 ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร มีการแสดงปาฐกถาจาก ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้ฉายภาพ “การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ที่ส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย” จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” เพื่อมอบหมายนโยบายและชี้แนะแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ

ยศชนัน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในปัจจุบันกระทรวงไม่ได้ต้องการยุทธศาสตร์ใหม่ แต่ต้องการการเติมเต็มช่องว่าง และการทำงานแบบ Synergy โดยมองว่ากระทรวง อว. เปรียบเสมือน “มินิ ครม. ด้านวิทยาศาสตร์” ที่มีพร้อมทั้งองค์ความรู้และบุคลากรระดับหัวกะทิ ซึ่งสามารถสร้างพื้นที่ Sandbox นำร่องในการแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้ในทุกมิติ โดยต้องนำงานวิจัยไปเชื่อมโยง กับภาคเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง การจัดการภัยพิบัติ และการบริหารภาครัฐ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานรับผิดชอบสามารถนำไปขยายผล (Scale up) ได้จริง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ไทยเป็น “ประเทศรายได้สูง” ผ่านเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งจะเป็นรากฐานในการแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ฝังรากลึกในสังคมอย่างยั่งยืน

“ผมตั้งเป้าว่าเป็นประเทศรายได้สูง คนอาจจะหัวเราะ แต่ทุกอย่างจะกลับมาที่ปากท้อง ทุจริตคอร์รัปชัน พี่ไปแก้ปัญหาคอร์รัปชันดิ พี่แก้อีก 100 ปีก็ไม่หมด พี่ให้คนมีตังค์ ใครจะอยากคอร์รัปชันครับ เพราะพื้นฐานความเป็นคน ถ้าเรามั่นใจในประชาชน ยังไงเขาก็ไม่โกงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมีโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มี New growth engine ถึงจะเป็นทางรอดของประเทศ”

ยศชนัน

ในด้านการพัฒนาระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Ecosystem) รมว.อว. ได้หยิบยกกรอบการทำงานของ World Bank ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน 3 เสาหลัก ได้แก่ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วงล้อเศรษฐกิจจะไม่สามารถหมุนต่อไปได้ พร้อมแนะว่าหากวิทยาการใดล้าสมัย (Obsolete) สถาบันการศึกษาไม่ควรอุ้มเทคโนโลยีนั้นไว้ แต่ต้องหันมา “อุ้มคน” ด้วยการ Reskill และ Upskill ให้บุคลากรสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ได้

นอกจากนี้ ยังแนะให้นักวิจัยก้าวออกจากห้องแล็บเพื่อสร้างเครือข่าย และเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และกลุ่มทุนอย่าง Venture Capital (VC) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีมูลค่าและต่อยอดได้จริง

ยศชนัน

“ทรัพย์สินที่อยู่ในหัวเรา คือสิ่งที่ Google มี value ขึ้นมาตอนนี้ Elon Musk สามารถรวยเข้ามาได้กับเรื่องนี้ และในบางครั้งแล้วทรัพย์สินทางปัญญาถึงผมมีปริญญา 4-5 ใบ โดนรถชนตายข้างหน้านี้ ลูกหลานไม่ได้เลย แต่ถ้าผมมี IP ผมสามารถที่จะส่งเรื่องนี้ให้ลูกให้หลานผมได้ เพราะฉะนั้นพี่จะจด IP แบบยิบๆ ย่อยๆ ใครจะอยากได้ประโยชน์ แล้วเมื่อไหร่จะเอา IP ไปเปลี่ยนเป็นเงินได้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก”

ศ.ดร.ยศชนัน แนะให้มหาวิทยาลัยปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาใหม่ โดยยึดประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) เป็นศูนย์กลาง การศึกษาในยุคหน้าจะต้องครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิด 100 วันแรก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุในระดับ Hospice Care มหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การมองว่าบริษัท Startup ที่เข้ามาอบรมเพียงครึ่งวันก็ถือเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือการจับคู่ผู้สูงอายุวัยเกษียณที่มีประสบการณ์สูงมาเป็น Venture Builder ร่วมกับนักศึกษาปริญญาตรี พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อย่าง TK Park เข้ากับอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมระดับประเทศได้

ยศชนัน

ในช่วงท้าย รมว.อว. ได้กล่าวชื่นชมอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ว่าเป็นหนึ่งในระบบนิเวศการบ่มเพาะ Startup ที่ดีที่สุดและเป็นเสมือนศูนย์ฝึกงานด้านนวัตกรรมของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่เป็น “ศูนย์กลาง” ที่เชื่อมต่อระหว่างอินเดียและจีน อีกทั้งไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นต้นน้ำที่สำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ (MedTech) และการผลักดันแนวคิด Nature Positive ควบคู่ไปกับ Net Zero รวมถึงศักยภาพด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ที่ไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท้ายสุด ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกหรือ Technology Disruption ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวกระโดด โดยกล่าวว่า

ยศชนัน

“หลายประเทศเขาเจริญไปละ พอ Technology disruption เกิดขึ้น เขาออกไปเลย เขากำลังถอยหลังมาใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ ไม่ใช่ช้าแล้วยังเข้าไปอีก คือในเมื่อเราช้าแล้วเราก็ต้องไปให้ถูก นี่คือโอกาสของเรา เพราะเรากำลังเดินมาช้าๆ มาถึงแยกพอดี ยังไม่หลงทาง วันนี้มันเป็นโอกาสจริงๆ ที่เราจะเลือกก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตของประเทศเรา“

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนาดังกล่าวมีคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง , ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. , นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ตลอดจนคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ยศชนัน

เปิดเอกสารสอบ ‘ปลัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน 26 กระบอก-โยงเว็บพนัน จบแค่ตัดเงินเดือน 2%

เปิดเอกสารสอบ ‘ปลัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน 26 กระบอก-โยงเว็บพนัน จบแค่ตัดเงินเดือน 2%

เปิดเอกสารสอบ ‘ปลัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน 26 กระบอก-โยงเว็บพนัน จบแค่ตัดเงินเดือน 2%

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

เปิดเอกสาร! สอบ ‘ปลัดจังหวัดภูเก็ต’ ปมออกใบอนุญาตปืน ‘26กระบอก’ ลามโยง ‘เว็บพนันออนไลน์’ แต่จบลงโทษสถานเบาหวิว แค่ตัดเงินเดือน 2% ก่อนที่ล่าสุดถูก ‘อธิบดีปกครอง‘ เด้งเข้ากรุจากเคส ’ส่วยป่าตอง‘

23พ.ค.2569 รายงานข่าวแจ้งว่า จากเอกสารบันทึกข้อความ ลงวันที่ 7 ก.ค. 2568  ของกระทรวงมหาดไทย  เรื่องข้าราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
พบรายละเอียดว่า “นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร”  ปลัดจังหวัดภูเก็ต ครั้งดำรงตำแหน่ง นอ. (ผอ.สูง) อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใน 2กรณี ทั้งเรื่องการออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ 

ในเอกสารระบุว่า นายรุ่งเรือง ในฐานะนายทะเบียนท้องที่ ออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ให้กับ “นายแซม แวดาโอ๊ะ” รวม 26 กระบอก ทั้งที่ไม่ได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เอกสารรายได้ ทรัพย์สิน และหนังสือรับรองความประพฤติอย่างรอบคอบ ต่อมาปรากฏว่าเจ้าตัวมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 

นอกจากนี้ ผลสอบยังกล่าวถึงเส้นทางการเงินเชื่อมโยงคดีพนันออนไลน์ โดยระบุว่ามีการใช้บัญชีธนาคารและโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับนายรุ่งเรือง ในธุรกรรมรับโอนเงินจำนวนหลายล้านบาทจากเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ทราบพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา แต่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นการปล่อยปละละเลย จนกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของราชการ

ทั้งนี้จากเหตุและผลตามข้อเท็จจริงนายรุ่งเรือง  ธิมาบุตร ดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อปฏิบัติ อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติ คณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ตามมาตรา83(2) และ (10 ) ประกอบมาตรา84 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551และโดยที่อำนาจการดำเนินการทางวินัยและมีคำสั่งลงโทษทางวินัย  นายรุ่งเรือง ธิมาบุตรเป็นของอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่ง มท. ที่ 251 /2565 ลว. 27ม.ค. 2565  จึงเห็นควรดำเนินการ ดังนี้

ลงโทษตัดเงินเดือนนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ในอัตราร้อยละ2เป็นเวลา3 เดือน ตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน   และ รายงานผลการดำเนินการทางวินัยต่อคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 103
แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และแจ้งคำสั่งลงโทษนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ให้ ผวจ.หนองบัวลำภู ทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวมีการลงนามเสนอความเห็นโดย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง และปัจจุบันเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พค.2569 นาย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งด่วนให้ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร  ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวม 5 คน ในจังหวัดภูเก็ต เข้าช่วยราชการที่กรุงเทพมหานคร หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับส่วยสถานบันเทิงในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

เปิดโผทีมขับเคลื่อน แลนด์บริดจ์ เอกนิติ เซ็นตั้ง 3 อนุกรรมการชุด ลุยเคลียร์ปมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม

เปิดโผทีมขับเคลื่อน แลนด์บริดจ์ เอกนิติ เซ็นตั้ง 3 อนุกรรมการชุด ลุยเคลียร์ปมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม

เปิดโผทีมขับเคลื่อน แลนด์บริดจ์ เอกนิติ เซ็นตั้ง 3 อนุกรรมการชุด ลุยเคลียร์ปมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจำนวน 3 ชุด เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการประเมินความเป็นไปได้และศึกษาผลกระทบในด้านต่าง ๆ ของโครงการอย่างรอบด้าน โดยมีรายละเอียดของคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ดังนี้

1. คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำหน้าที่เป็นประธาน โดยมีรายชื่ออนุกรรมการที่น่าสนใจ อาทิ นายสันติธาร เสถียรไทย, ศาสตราจารย์รุธิร์ พนมยงค์, ศาสตราจารย์สุพจน์ เตชวรสินสกุล, นายภูมินทร์ หะรินสุต และนายสุวัฒน์ อัศวทองกุล ร่วมเป็นคณะทำงาน

2. คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ กำหนดให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการ

3. คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ มีปลัดกระทรวงคมนาคม รับหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ปลัด กทม. เซ็นประกาศแล้ว ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ส.ก. อย่างเป็นทางการ

ปลัด กทม. เซ็นประกาศแล้ว ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ส.ก. อย่างเป็นทางการ

ปลัด กทม. เซ็นประกาศแล้ว ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ส.ก. อย่างเป็นทางการ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

ปลัดกทม. ลงนามประกาศให้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. อย่างเป็นทางการ เตรียมซ้อมเสมือนจริง 27 พ.ค. เปิดรับสมัครวันแรก 28 พ.ค.นี้ 

วันที่ 23 พ.ค.69  นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยกาาการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 

โดยกำหนดวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2569 ระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.30 น. ถึงเวลา 16.30 น. สถานที่รับสมัคร ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง จำนวนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเลือกตั้ง 1 คน เขตเลือกตั้ง 1 เขต และ จำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่จะเลือกตั้ง ทั้งสิ้น 50 คน เขตเลือกตั้งมี จำนวน 50 เขต 

ทั้งนี้ จะมีการแถลงข่าวการเตรียมการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันพุธที่ 27 พ.ค. 69 โดยมีปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อม กกต.ทถ.กทม. และ ผู้บริหารกทม.ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการรับสมัครฯ ณ โถง ชั้น1 อาคารไอราวัตพัฒนา และ มีการซักซ้อมเสมือนจริงระบบการรับสมัคร ส.ก.และผู้ว่าๆ กทม. ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) 

จับตา 28 พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

จับตา 28  พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

จับตา 28 พ.ค. สภาถกวาระด่วน DSI ขอตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อหา

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 28 พฤษภาคมนี้ จะมีการพิจารณาวาระด่วน กรณีดีเอสไอ ขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา ๑๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

โดย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

เรื่อง ส่งเรื่องพิจารณาตามมาตรา ๑๒๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ อส ๐๐๓๑.๒/๖๙๕๓ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เรื่อง มอบหมายหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีความผิด ซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย จำนวน ๒ แผ่น

ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ อยู่ระหว่างสอบสวน กรณี กลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเป็นคดีต่อเนื่องเกี่ยวพัน คดีพิเศษที่ ๕/๒๕๖๖ (คดีพิเศษที่ ๑๕๐/๒๕๖๘) ต่อมาระหว่างการสอบสวนพบว่าความผิดดังกล่าว เป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา ๒๐ จึงมีหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๑๑/๐๑๓๓ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ กราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ต่อมาอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย แจ้งว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๐ จึงมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนหนึ่งคนใด ในกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนฝ่ายเดียว พร้อมให้แจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา ในสำนวน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ จึงกราบเรียนมายังท่าน เพื่อพิจารณาอนุญาตตามมาตรา ๑๒๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ทำการออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เข้ามารับทราบ ข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

ยุทธนา แพรดำ

อนุชา ควง มาร์ค นำทัพ ปชป. ลุยสุขุมวิท ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

อนุชา ควง มาร์ค นำทัพ ปชป. ลุยสุขุมวิท ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

อนุชา ควง มาร์ค นำทัพ ปชป. ลุยสุขุมวิท ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

“อนุชา” ควง “อภิสิทธิ์-ขุนพล ปชป.” ลุยสุขุมวิท จี้ กทม. จัดระเบียบร้านกัญชา-ป้ายโฆษณา ชูดัน กทม. เป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ย้ำคอนเซ็ปต์ “เมืองฟ้าอมร” ให้กรุงเทพดีกว่าที่เป็นอยู่

วันนี้ 23 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค, นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิป้ตย์ ลงพื้นที่สำรวจย่านสุขุมวิทซอย 4 และบริเวณริมทางเท้าบนถนนสุขุมวิทซอย 5-11 เพื่อรับฟังปัญหาและตรวจสอบสภาพพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวใจกลางเมือง

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา กล่าวว่า บริเวณสุขุมวิทเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการจัดระเบียบอย่างเร่งด่วนเป็นลำดับต้นๆ คือ “ปัญหาการโฆษณาและร้านจำหน่ายกัญชา” ตลอดแนวถนนสุขุมวิทพบการติดป้ายโฆษณาเชิญชวนอย่างแพร่หลาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่สำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ (Recreation) จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้มอมเมาเยาวชนและสร้างค่านิยมที่ผิด

“กทม. สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้ทันที ทั้งการตรวจสอบป้ายโฆษณาที่สุ่มเสี่ยง การกวดขันร้านค้าที่ตั้งใกล้สถานศึกษาหรือวัด ไปจนถึงการจัดการเหตุรำคาญจากกลิ่น ควัน และสุขลักษณะในอาคาร เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะ ‘เมืองฟ้าอมร’ ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเมืองที่ใช้กัญชาอย่างเสรีจนเกินขอบเขต” นายอนุชากล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี

สำหรับปัญหาที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ กทม. โดยตรง เช่น การตรวจสอบใบอนุญาตสถานพยาบาล หรือข้อสงสัยเรื่องกลุ่มทุนนอมินี (Nominee) ข้ามชาติ นายอนุชาเน้นย้ำว่า กทม. จะต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “เจ้าภาพ” ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน และเป็นแกนหลักในการประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดย กทม. จะต้องไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจและการจัดระเบียบเมืองแล้ว นายอนุชายังได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยระบุว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำงานเชิงรุก (Proactive) ไม่ใช่เพียงการตั้งรับ ตรวจสอบระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และการบำรุงรักษา (Maintenance) เครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และบุคลากรในระดับเขต เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบและรู้หน้าที่ทันทีที่เกิดเหตุ

อนุชา บูรพชัยศรี

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับในช่วงที่ผ่านมา นายอนุชาระบุว่า ผลโพลที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ มีความตื่นตัวและอยากออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแสดงถึงความหวังที่อยากเห็นกรุงเทพฯ ดีกว่าที่เป็นอยู่

“การลงพื้นที่ในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่มาพร้อมกับองคาพยพของพรรค ทั้งท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ท่านสกลธี ท่านกรณ์ และท่านองอาจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ระดับชาติ ผนวกกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ที่เกาะติดพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทำให้มั่นใจได้ว่าการทำงานเป็นทีมในลักษณะนี้ จะสามารถผลักดันนโยบายและนำประโยชน์สูงสุดมาสู่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

อนุชา บูรพชัยศรี

เสรีพิศุทธ์โวย’ส้มไม่ช่วย’ ขอ50ชื่อทวงเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์โวย'ส้มไม่ช่วย' ขอ50ชื่อทวงเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์โวย’ส้มไม่ช่วย’ ขอ50ชื่อทวงเขากระโดง

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเพจเฟซบุ๊กของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของพรรคฝั่ง “สีส้ม” พรรคประชาชนอย่างดุเดือด 

“หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ”ส้ม”เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ”ยักษ์น้ำเงิน”ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน

โดยเนื้อหาระบุว่า ทางพรรคเสรีรวมไทยต้องการรายชื่อ ส.ส. เพียง 50 ชื่อ เพื่อร่วมกันยื่นถอดถอนและจับ “ยักษ์น้ำเงิน” ที่ฝั่งสีส้มเคยปล่อยออกมาให้กลับเข้าขวด แต่ปรากฏว่าทางฝั่งสีส้มกลับนิ่งเฉยและไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมตัดพ้อทิ้งท้ายว่า อยากเห็นพรรคการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน

เพื่อไทยยื่นแก้ รธน. สัปดาห์หน้า ชูสูตร ส.ส.ร. 150 คน ย้ำไม่แตะรูปแบบการปกครอง

เพื่อไทยยื่นแก้ รธน. สัปดาห์หน้า ชูสูตร ส.ส.ร. 150 คน ย้ำไม่แตะรูปแบบการปกครอง

เพื่อไทยยื่นแก้ รธน. สัปดาห์หน้า ชูสูตร ส.ส.ร. 150 คน ย้ำไม่แตะรูปแบบการปกครอง

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

‘เพื่อไทย’ จ่อยื่นร่างแก้รธน.สัปดาห์หน้า-ต้นสัปดาห์ถัดไป เผย กรอบการทำงาน ส.ส.ร.ต้องแก้ปัญหาประเทศ-องค์กรอิสระมีอิสระจริง เชื่อ หากทุกพรรคจริงใจเดินหน้าได้ 

23 พฤษภาคม 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหนัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า วันที่ 25 พฤษภาคม คณะทำงานของพรรคเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะดูร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยให้เรียบร้อยว่าจะมีแก้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หากเรียบร้อยวันที่ 26 พฤษภาคม จะนำร่างดังกล่าวเข้าที่ประชุมสส.พรรคเพื่อไทยเพื่อให้ร่วมลงชื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเสียงไม่พอขาด 26 เสียง ต้องไปขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองทุกพรรคให้ร่วมลงชื่อ เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ โดยจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในสัปดาห์หน้าหรืออย่างช้าต้นสัปดาห์ถัดไป 

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเนื้อหาในร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดหลักการเดิม ที่อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะการที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ดี โดยจะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 150 คน โดย 100 คนแรกให้ประชาชนเลือกเข้ามา 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ถือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมที่ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ใช่การเลือกโดยตรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ ส่วนอีก 50 คนจะมาจากการเสนอขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรทางวิชาการ มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ เพื่อให้มีความหลากหลาย 

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะวางกรอบการทำงานของส.ส.ร. เช่น ให้มีกลไกแก้ปัญหาหลักนิติรัฐหลักนิติธรรม มีกลไกแก้ปัญหาให้องค์กรอิสระมีความอิสระอย่างแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาของประเทศที่เป็นอยู่ รวมถึงมีข้อห้ามไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กำหนดไว้เช่นนี้เชื่อว่าครอบคลุมดีแล้ว 

เมื่อถามว่า เป็นการยื่นร่างประกบกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับรัฐสภา เชื่อว่าจากนี้จะมีการยื่นอีกหลายร่างที่จะมาขอความร่วมมือ เช่น พรรคประชาชาติ ในหลักการเราก็ยินดี เมื่อเข้าไปถึงรัฐสภาก็ต้องลงมติว่าจะดำเนินการอย่างไร 

เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะดำเนินการได้จริงหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความจริงใจของพรรคการเมืองว่าเป็นอย่างไร หากทุกพรรคจริงจังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประเทศดีขึ้น ประชาธิปไตยก้าวหน้า ก็ต้องลดเงื่นไขของตัวเองลง แล้วไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ โดยรับฟังเหตุผลกันอย่างจริงจัง แบบนี้ก็จะไปต่อได้ 

สพฐ.ไฟเขียว! ปรับ’จ้างเหมา’เป็น’ลูกจ้างชั่วคราว’ เงินเดือนสูงสุด 1.9 หมื่น เริ่ม 2 มิ.ย.นี้

สพฐ.ไฟเขียว! ปรับ'จ้างเหมา'เป็น'ลูกจ้างชั่วคราว' เงินเดือนสูงสุด 1.9 หมื่น เริ่ม 2 มิ.ย.นี้

สพฐ.ไฟเขียว! ปรับ’จ้างเหมา’เป็น’ลูกจ้างชั่วคราว’ เงินเดือนสูงสุด 1.9 หมื่น เริ่ม 2 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา ปรับจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว เติมกำลังใจ พร้อมสร้างความมั่นคงให้คนทำงาน สตาร์ตเงินเดือนสูงสุด 19,120 บาท ดีเดย์ 2 มิ.ย.นี้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรในระบบการศึกษา โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.ได้ไฟเขียวปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากจ้างเหมาบริการ ไปสู่สถานะลูกจ้างชั่วคราว จำนวนทั้งสิ้น 7,588 อัตรา ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้

สำหรับการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูอัตราจ้างและบุคลากรสนับสนุน ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น และถือเป็นการปรับอัตราค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับคุณวุฒิและลักษณะงานอย่างเหมาะสม โดยอัตราเงินเดือนใหม่นี้ กำหนดให้ครูผู้ช่วย วุฒิปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ได้รับเงินค่าตอบแทนสูงสุด 19,120 บาทต่อเดือน ส่วนวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับค่าตอบแทน 18,220 บาทต่อเดือน ขณะที่ครูช่วยสอนและบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ จะได้รับค่าตอบแทนรวมค่าครองชีพประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การยกระดับสถานภาพในครั้งนี้ เป็นการสร้างความมั่นคง และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เมื่อครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลสัมฤทธิ์โดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งกระบวนการสรรหา คัดเลือก และจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้บุคลากรทั้งหมดสามารถเริ่มปฏิบัติงานภายใต้สัญญาจ้างรูปแบบใหม่ได้ภายในกรอบเวลาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยให้ยึดหลักการสรรหาด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้