ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4 เงินสะพัด 23.9 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 5 ล้าน

ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4 เงินสะพัด 23.9 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 5 ล้าน

ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4 เงินสะพัด 23.9 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 5 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 4 ประชาชนร่วมกว่า 1.8 แสนคน สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 23.9 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่ายประชาชนกว่า 5 ล้านบาท

23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นทั่วประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งที่ 4 ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 181,748 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด มีร้านค้าเข้าร่วมทั้งสิ้น 9,669 ร้าน และมีสินค้านำมาจำหน่ายรวมกว่า 232,015 ชิ้น สร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวม 23,933,544 บาท พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5,072,100 บาท

ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านสินค้า OTOP และร้านค้าชุมชน–SMEs วิสาหกิจชุมชน ผู้ค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ข้าวสาร อาหารสด ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้า OTOP ประเภทอาหารและของใช้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า หากรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1–4 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมแล้วกว่า 110.89 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 24.51 ล้านบาท สะท้อนผลสำเร็จของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ในการช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยใช้กลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐบาลชวนร้านค้าสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดีเดย์ 25 พ.ค. นี้

รัฐบาลชวนร้านค้าสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดีเดย์ 25 พ.ค. นี้

รัฐบาลชวนร้านค้าสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดีเดย์ 25 พ.ค. นี้

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มยอดขาย–ลดค่าครองชีพประชาชน

วันนี้ (23 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

ไชยวัฒน์ ยื่น ป.ป.ช. สอบ ภูมิธรรม–ปลัด มท. ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ไชยวัฒน์ ยื่น ป.ป.ช. สอบ ภูมิธรรม–ปลัด มท. ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ไชยวัฒน์ ยื่น ป.ป.ช. สอบ ภูมิธรรม–ปลัด มท. ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.57 น.

‘ไชยวัฒน์ อดีตอธิบดีปกครอง’ ยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบ ‘ภูมิธรรม–ปลัด มท.’ ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลัง ‘ก.พ.ค.’ ฟันธงขัด ‘ระบบคุณธรรม’

23 พ.ค. 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย ในฐานะอดีตอธิบดีกรมการปกครอง ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เมื่อวันที่22พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการโยกย้ายตนออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณอายุราชการ

ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์

คำร้องดังกล่าว กล่าวหานายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเสนอและดำเนินการโยกย้ายผู้ร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ผู้ร้องระบุว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการมอบนโยบายในช่วงเวลาอันสั้น โดยไม่ปรากฏเหตุผลเฉพาะรายว่า ผู้ร้องมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ไม่มีการประเมินผลการทำงาน ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจง และไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าการย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองเป็นความจำเป็นแท้จริงของทางราชการ

ประเด็นสำคัญของคำร้อง คือ ผู้ร้องเห็นว่าการถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมิใช่การสับเปลี่ยนตำแหน่งตามปกติ แต่เป็นการลดบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และโอกาสในทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อผู้ร้องใกล้เกษียณอายุราชการ ทำให้ไม่อาจกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ และส่งผลกระทบต่อเกียรติประวัติ ชื่อเสียง และโอกาสหลังเกษียณอายุราชการ

คำร้องยังอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. ซึ่งมีมติเสียงข้างมากว่า การดำเนินการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ผู้ร้องจึงขอให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ไต่สวน ตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบว่ามีผู้ใดเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวหรือไม่

ผู้ร้องยืนยันว่า มิได้ประสงค์ให้ ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดล่วงหน้า แต่ขอให้มีการไต่สวนโดยรอบคอบ เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรม ระบบคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน และความเป็นธรรมต่อข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง แต่เป็นคำถามสำคัญต่อ “ระบบคุณธรรม” ในราชการไทยว่า การใช้อำนาจย้ายข้าราชการต้องมีเหตุผลเฉพาะราย ตรวจสอบได้ และต้องไม่กระทบสิทธิ เกียรติประวัติ และความเป็นธรรมของผู้ถูกย้าย

เมื่อ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยว่า การโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้รับความเสียหายจึงมีสิทธิร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบต่อไปว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ หรืออาจถึงขั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายอาญาหรือไม่

ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์

พร้อมพงศ์ หนุน ไทยช่วยไทยพลัส จี้รัฐเติมยาแรงพยุงเศรษฐกิจ

พร้อมพงศ์ หนุน ไทยช่วยไทยพลัส จี้รัฐเติมยาแรงพยุงเศรษฐกิจ

พร้อมพงศ์ หนุน ไทยช่วยไทยพลัส จี้รัฐเติมยาแรงพยุงเศรษฐกิจ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

“พร้อมพงศ์” หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ แนะรัฐเติมมาตรการพยุงเศรษฐกิจทุกภาคส่วน จี้ดูแลค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม ชี้ “แจกเงินช่วยหายใจได้ แต่เศรษฐกิจต้องมีทางรอด”

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพราะถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมและมาถูกจังหวะ ในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของหลายครอบครัวยังไม่เพิ่มขึ้นตามภาระค่าใช้จ่าย การที่ภาครัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ จะช่วยให้ประชาชนพอหายใจได้ และช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในภาวะเช่นนี้

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

อย่างไรก็ตาม จากเสียงสะท้อนที่ได้รับจากพี่น้องประชาชนในหลายภาคส่วน เห็นว่า การช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะวันนี้ความเดือดร้อนไม่ได้อยู่แค่ผู้บริโภค แต่กำลังกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบ “แจกเงินช่วยหายใจได้ แต่เศรษฐกิจต้องมีทางรอด”  

เกษตรกรกำลังเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาปราบวัชพืช และค่าน้ำมัน แต่ราคาพืชผลหลายชนิดกลับไม่คุ้มต้นทุน ขณะที่ แรงงานจำนวนไม่น้อยเผชิญความเสี่ยงจากการลดโอที ลดกำลังการผลิต หรือความไม่มั่นคงในการจ้างงาน รวมถึง ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำนวนมากกำลังเผชิญยอดขายลด ต้นทุนเพิ่ม ค้าขายฝืด รวมไปถึงภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า มัคคุเทศก์ และผู้ประกอบการบริการ ก็กำลังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง หากปล่อยให้ธุรกิจทยอยชะลอตัวหรือปิดกิจการ ย่อมกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวม

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ยังได้รับเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากว่า กำลังเผชิญภาระค่าธรรมเนียม ค่าส่วนแบ่งทางการตลาด หรือค่า GP จากบางแพลตฟอร์มในอัตราที่สูง จนกำไรของคนทำมาหากินลดลงอย่างน่าเป็นห่วง “เก็บค่าธรรมเนียมได้ แต่ต้องเป็นธรรม ไม่ใช่สูงจนกินกำไรคนทำมาหากิน” จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาดูแลกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย และช่วยลดภาระของผู้ค้ารายย่อย

นอกจากนั้น ควรเร่งมาตรการระยะยาว ทั้งการลดต้นทุนด้านพลังงาน ดูแลภาคแรงงาน ช่วยเหลือ SME พยุงภาคเกษตร โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยและปัจจัยการผลิตในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

ประเทศไทยต้องคิดใหญ่เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะวันนี้สินค้าไทย เกษตรไทย การท่องเที่ยวไทย และบริการไทยจำนวนมาก ยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้เม็ดเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจไหลออกนอกประเทศ “ไทยไม่ควรเป็นแค่ผู้ขายบนแพลตฟอร์มของคนอื่น แต่ต้องมีพื้นที่เศรษฐกิจของคนไทย”  ภาครัฐควรศึกษาความเป็นไปได้ในการสนับสนุนหรือพัฒนาแพลตฟอร์มเศรษฐกิจของคนไทย เพื่อเปิดตลาดให้สินค้าไทย เกษตรไทย การท่องเที่ยวไทย และบริการไทย เข้าถึงตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่เงินประคองชีวิตวันนี้ แต่ต้องการเศรษฐกิจที่พยุงอนาคตของพวกเขาได้ การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในระยะยาว สำคัญไม่แพ้กัน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ไทยดันชุดไทยสู่มรดกโลก นายกฯหารือใหญ่ UNESCO ยกระดับท่องเที่ยว-การศึกษา

ไทยดันชุดไทยสู่มรดกโลก นายกฯหารือใหญ่ UNESCO ยกระดับท่องเที่ยว-การศึกษา

ไทยดันชุดไทยสู่มรดกโลก นายกฯหารือใหญ่ UNESCO ยกระดับท่องเที่ยว-การศึกษา

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.08 น.

นายกฯ หารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านมรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนสำนักงานใหญ่ UNESCO และเห็นพ้องว่า การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับ UNESCO

ด้านผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ยังได้รับทราบถึงความตั้งใจของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมกับ UNESCO โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ

1. ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกจำนวน 8 แห่ง และไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้

2. การผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลกถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย

ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2570 (2027 Global Education Meeting) พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน 

นายกฯ ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก ผอ. IEA ชื่นชมไทยเดินมาถูกทาง

นายกฯ ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก ผอ. IEA ชื่นชมไทยเดินมาถูกทาง

นายกฯ ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก ผอ. IEA ชื่นชมไทยเดินมาถูกทาง

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

นายกฯ ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก ผอ. IEA ชื่นชมไทยเดินมาถูกทาง พร้อมผลักดันไทยสู่สมาชิก OECD

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ ดร. ฟาทีห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับ IEA

ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการ IEA กล่าวชื่นชมแนวทางการดำเนินนโยบายพลังงานของไทยว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทพลังงานโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการเร่งทบทวนนโยบายพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือทางเทคนิค รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจพลังงานระดับโลก

โฆษกฯกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นหารือ มีดังนี้

1. นโยบายด้านพลังงานและการรับมือวิกฤตพลังงานโลก

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่ผ่านมา ไทยได้เร่งแสวงหาความร่วมมือเพื่อกระจายแหล่งนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำมันสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ควบคู่กับการเพิ่มกำลังการกลั่นภายในประเทศ การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งและกระจายพลังงานทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก และขยายมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย

2. การยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับ IEA

นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับ IEA ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงาน การหารือเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการฝึกซ้อมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของ IEA ในอนาคต

3. การผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD

นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนจาก IEA ต่อกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ให้ความมั่นใจว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ในกระบวนการดังกล่าว

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้อำนวยการ IEA เข้าร่วมงาน GASTech 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ตอบรับเข้าร่วมทันที โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องใช้โอกาสดังกล่าวในการสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานเชิงลึกต่อไป

ทั้งนี้ GASTech 2026 ถือเป็นงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดด้านอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน และพลังงานทางเลือก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

กองทัพเตรียมพร้อม เขมรยิง 5 นัด ก่อกวนด้านสรินทร์

กองทัพเตรียมพร้อม เขมรยิง 5 นัด ก่อกวนด้านสรินทร์

กองทัพเตรียมพร้อม เขมรยิง 5 นัด ก่อกวนด้านสรินทร์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพเตรียมพร้อม เขมรยิง5นัด ก่อกวนด้านสรินทร์ ชี้พฤติกรรมฉีกข้อตกลง สว.เชิญทูตแจงเลิกMOU

ทบ. แจงเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์ “ผบ.ทร.”ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์ จับตากัมพูชาขยับกำลังชายแดนตราด ซ้อมอพยพ-ช่วยประชาชนรับทุกมิติ กมธ.สว. เชิญทูตอาเซียน+3 เผยเหตุรัฐบาลไทย เข้ารับฟังเหตุผลยกเลิก MOU 43 เพราะไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาชายแดน ซัด ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลงหลายปี ยก“บ้านหนองจาน-ช่องอานม้า” เคยช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่กลับถูกบุกรุก แถมเจรจามา 26 ปี ล่าช้ามาก ส่วน MOU 44 เขมรจ้องงาบ “ปิโตรเลียม” แบบ “ครึ่งต่อครึ่ง” ทั้งที่เส้นอ้างสิทธิ์ยังเคลียร์ไม่จบ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา กองทัพบก ได้รับรายงานจาก ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 14.20 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

‘ผบ.ทร.’ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายกำลังบริเวณชายแดนจ.ตราด ว่า กองทัพเรือมีการเตรียมกำลังและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทะเล ซึ่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยันดูแลพื้นที่แนวชายแดนเข้ม ทั้งการรักษาแนวและตรวจการณ์ในพื้นที่วางกำลัง พร้อมเตรียมรับทุกสถานการณ์ ทั้งการฝึกใช้อาวุธ การช่วยเหลือและอพยพประชาชน

“ผมชื่นชมและขอส่งกำลังใจถึงประชาชนในพื้นที่ จันทบุรี และตราด ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี เห็นได้จากการเข้าร่วมการฝึกต่างๆ อย่างพร้อมเพรียง ถือเป็นส่วนสำคัญในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ฝึกให้ทราบว่าตัวเองจะต้องทำอะไร“ ผบ.ทร. กล่าว

ส่วนกำลังพลทหารเรือ นั้น ผู้บัญชาการทหารเรือ ย้ำว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นให้ความห่วงใยกำลังพลอย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่พบปะพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจด้วยตนเองทุกครั้ง

ซ้อมอพยพ-ช่วยประชาชน

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ พร้อมด้วย พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝึกกองทัพเรือ 2569 ได้ร่วมชมการฝึกอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤติ และการฝึกบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้การฝึกกองทัพเรือ 2569 (รหัส ทร.69) ที่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อทดสอบความพร้อมด้านกำลังพล ระบบบัญชาการ และการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยพิบัติในพื้นที่ชายแดนต่อไป

‘ทูตญี่ปุ่น’พบ’บิ๊กดุลย์’ถกความมั่นคง

ที่กระทรวงกลาโหม ศาลาว่าการกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับ นาย Otaka Masato (โอตากะ มาซาโตะ) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร

ปราบสแกมเมอร์ชายแดนไทย-เขมร

ในการนี้ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการสนับสนุนผ่านโครงการความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแบบให้เปล่า(Official Security Assistance : OSA)พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ไทยและญี่ปุ่นจะร่วมกันเป็นประธานคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus : ADMM-Plus) ในวงรอบถัดไป ระหว่างปี 2570 – 2573

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนแนวทางความร่วมมือในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่เสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป

รบ.ยันเลิกMOU44ไทยยังได้เปรียบ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การยกเลิก บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันกมหรือ MOU 2544 โดยเปลี่ยนมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS แทน ซึ่งยืนยันว่าไทยยังคงได้เปรียบทางกัมพูชา แต่ต้องยอมรับว่า UNCLOS เป็นกฎหมายทางทะเลที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งต้องยอมรับว่ามีข้อกฎหมายย่อยอีกกว่า 300 ข้อ ซึ่งมีเทคนิคค่อนข้างมาก จึงต้องทำความเข้าใจ

ส่วนการเดินทางเยือนฝรั่งเศสในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้ขอคำแนะนำเรื่องกฎหมายเพื่อไปชี้แจง ต่อการยกเลิกการใช้ MOU 2544 แม้ว่าทาง ประธานาธิบดีจะเปิดทำเนียบรับกัมพูชาด้วยเช่นกัน เนื่องจากด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ทางฝรั่งเศสจะต้องเปิดรับทุกประเทศ

สว,แจงทูตอาเซียนปมเลิกMOU43

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เชิญเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน +3 เข้ารับฟังข้อมูลการพิจารณายกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวบรรยายสรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจาก 12 ประเทศ ได้แก่ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม รวมถึงผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี สถานเอกอัครราชทูตเนการาบรูไนดารุสชาลาม และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์

พบการละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง

โดย นายนพดล กล่าวว่า ตามที่ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทย – กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดที่ประเทศไทย ควรจะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในมิติด้านพรมแดน และทรัพยากร พื้นที่ทับช้อนทางบกและทางทะเล ถือว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศและความมั่นคงของรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสสาธารณะและข้อห่วงกังวลจากฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบเชิงความมั่นคง อธิปไตยทางดินแดน และผลประโยชน์ของประเทศที่อาจเกิดจากการดำรงอยู่ของ MOU ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นความคลุมเครือของแนวเขตแดน ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและผลกระทบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาความไม่เข้าใจ เอกสารอ้างอิง เช่น แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 และการตีความที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย ตลอดจนการเกิดเหตุการณ์การละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง รวมถึงการอ้างว่า MOU 2544 เป็น ข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ได้นำไปสู่กระแสเรียกร้องทางสังคม เกิดข้อเสนอให้พิจารณาการ “ยกเลิก แก้ไข หรือทบทวน MOU ทั้ง 2 ฉบับ” เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับประโยชน์แห่งรัฐ

ได้ข้อมูลเชิงลึกเป็นประโยชน์อย่างมาก

ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาศึกษา และรวบรวมข้อมูลจากการเชิญบุคคล ที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เขมรบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง

นายนพดล กล่าวต่อว่า เรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย นอกจากนี้ ตนขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน 2 ประการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญบริเวณพื้นที่แนวชายแดนมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างประการแรก คือ พื้นที่บ้านหนองจานในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นดินแดนของไทย แต่เมื่อปีพ.ศ. 2522 หลังสงครามในกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยาก ข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย ในช่วงเวลาขณะนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงาน ข้าหลวงใหญ่ผู้สี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และสภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองอย่างครอบคลุมแก่ชาวกัมพูชาหลายแสนคน ที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหารยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ เช่น ค่ายหนองจาน ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิด แต่ก็ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังไม่ยอมย้ายออกไป และยืดครองพื้นที่บ้านหนองจานมาจนถึงก่อนเหตุการณ์การปะทะกันเมื่อเดือนก.ค. พ.ศ. 2568

ชี้MOU43มีปัญหาความชอบด้วยรธน.

นายนพดล กล่าวอีกว่า ตัวอย่างที่สอง คือ ช่องอานม้าในจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ประเทศไทยจึงได้ผ่อนปรนให้ชาวบ้านกัมพูชาเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อทำการค้าและขายสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีครัวเรือนประมาณ 200 ครัวเรือน ค่อย ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรภายในเขตแดนไทย นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างจากพื้นที่อย่างน้อย 15 แห่งที่เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภายใต้การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ อีกทั้งการเสียสละของ พี่น้องทหารจะต้องไม่สูญเปล่า คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544

โดยเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2543 มี สาระสำคัญคือ เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลคือ คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2542 และการยอมรับใน MOU 2543 ว่าแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม – อินโดจีน มีผลทำให้เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ซึ่งแผนที่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อบทในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 จึงเห็นได้ว่า MOU 2543 อาจเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย และไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แผนที่เส้นเขตแดนไม่ได้รับการรับรอง

นายนพดล กล่าวว่า แผนที่แสดงเส้นเขตแดนตาม MOU 2543 ไม่ได้รับการรับรอง เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเอง กำหนดว่าบูรณภาพแห่งดินแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจะต้องไม่ถูกละเมิดโดยเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อแล้วเสร็จ แผนที่จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายไทยและและกัมพูชาอย่างแน่นอน ทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า ทั้งนี้ การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย – กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี แต่ปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ตามที่กำหนดใน TOR ซึ่งมีความคืบหน้าเพียงราวร้อยละ 60 ของขั้นตอนที่ 1 ตาม TOR เท่านั้น

หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่3 ของคณะกรรมการ GBC เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเบื้องต้น ในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ กรอบการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวร จะต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบยั่วยุเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใด ๆ กับกัมพูชาจึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ซึ่ง MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอที่จะรับมือกับพฤติกรรม ดังกล่าวของกัมพูชาได้

แจงเหตุผลสำคัญในการยกเลิกMOU44

นายนพดล กล่าวด้วยว่า สำหรับเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2544 มีสาระที่สำคัญ คือ เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าว เข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม MOU ด้วย เห็นได้จากการที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุม ต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิค ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. พ.ศ. 2565 โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ การเสนอให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปในเปอร์เซ็นต์เท่ากัน คือ 50:50 ข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นเป็นที่แน่ชัดว่ากัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมดหรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ ดังนั้น กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ ประกอบกับขณะนี้

ชี้เขมรอ้างสิทธิ์เกินความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจจากฝั่งกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบทางลบและไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจาเห็นได้จาก ฝ่ายกัมพูชา มีเจตนาที่จะอ้างสิทธิ์พื้นที่ใหญ่เกินจากความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ

“จากเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยได้ดำเนินการเพื่อยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านานาชาติคงจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว” นายนพดล กล่าว

สภายื้อพรก.กู้เงิน อ้างรอศาลวินิจฉัย

สภายื้อพรก.กู้เงิน อ้างรอศาลวินิจฉัย

สภายื้อพรก.กู้เงิน อ้างรอศาลวินิจฉัย

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สภายื้อพรก.กู้เงิน อ้างรอศาลวินิจฉัย

“โสภณ” แจงย้ำรอ “ศาลรธน.” ชี้ขาด “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ก่อนบรรจุญัตติ ชี้พรรคส้มชงตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงิน ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน “ฝ่ายบริหาร” ยังไม่ได้ใช้เงิน คาดบรรจุวาระถกรธน.ช่วงมิ.ย. กำชับเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมสภา ด้าน‘อภิสิทธิ์’เผยสัปดาห์หน้ายื่นร่างแก้รธน.ติงร่าง’ภท.’แตกต่างประเด็นการมีส่วนร่วมปชช. โวมั่นใจ ปชป.พร้อมเต็มที่ ชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯกทม.-สก.เชื่อบุคลลากรพรรคตอบโจทก์โพลคนกรุง

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเสนอญัตติด่วนขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบตาม พรบ.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ว่า พรก.ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำร้องของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งศาลมีกรอบเวลาพิจารณาภายใน 60วัน ขั้นตอนที่เราฝ่ายนิติบัญญัติ เราว่าเราจะได้พิจารณาเมื่อศาลส่งผลกลับมาจะเป็นอย่างไร รอฟังศาลก่อน

‘โสภณ’รอศาลวินิจฉัยพรก.กู้เงิน

เมื่อถามว่าหมายถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามใช้เงิน พรก.กู้เงิน 4แสนล้าน ต้องรอให้ศาลชี้ขาดก่อนถึงจะตั้งได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า อาจจะมีคนแย้ง ว่าเขาดำเนินการแล้วเหตุใดไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเห็นว่าหากศาลมีคำชี้ขาดว่าไม่ยก ก็จะมีคนแย้งมาอีกว่าไม่ยกก็ตกไปกรรมาธิการชุดนี้ เราฝ่ายนิติบัญญัติมันไม่ได้เร่งด่วน เดี๋ยวนี้เท่าที่ทราบฝ่ายบริหารก็ยังไม่ได้ทำอะไร มีแต่ขบวนการยังไม่ได้ใช้เงิน การเร่งที่จะดำเนินการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี ในการใช้ภาษีของประชาชนอย่างถูกต้อง แต่ว่าต้องอยู่ในโอกาสที่เป็นจังหวะที่เหมาะสม ไม่ขัดข้องหรอก แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่สมาชิก ไม่ใช่อำนาจของตนอยู่ที่สภา ว่าจะตั้งกรรมาธิการหรือไม่ ผมมีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของสภาเท่านั้นเอง

นายโสภณ กล่าวถึงการพิจารณาบรรจุวาระประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ว่าเท่าที่รับทราบยังเห็นอีก 2-3 พรรคการเมืองจะยื่นเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะพิจารณาบรรจุไปพร้อมกันอาจจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายนนี้

กำชับเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมสภา

นายโสภณ ยังให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์น้ำฝนทะลักลงชั้นบี1 ในพื้นที่ห้องเก็บขยะจนพบภาพขยะลอยเกลื่อน เมื่อวันที่ 21พ.ค.ที่ผ่านมาว่า อาคารรัฐเป็นอาคารเปิดรับน้ำ ซึ่งคนมองว่าการก่อสร้างเป็นปัญหา แต่ตนไม่ได้บอกว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ จึงไปดูด้วยตา ซึ่งพบว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำฝนไหลลงมาจากทางลงของรถยนต์จากชั้น1 ไหลลงมาชั้นบีหนึ่ง ขณะที่ท่อระบายน้ำนั้นมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน นอกจากนั้นตนยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทุกชั้น โดยเฉพาะชั้น9 ที่เป็นพื้นที่เปิดรับน้ำ ขณะที่ท่อน้ำทิ้งมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดปัญหาว่าเมื่อมีฝนตกปริมาณมาก ท่อน้ำระบายไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นตนได้สั่งให้แก้ไข ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น เพราะบางเรื่องนั้นออกแบบไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ทางหนีไฟที่ไม่มีหลังคา ทั้งนี้จะพยายามไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

“ผมได้กำชับเรื่องขยะ โดยประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารของข้าราชกาสภาฯ ต่อไปจะใช้มาตรการคัดแยกขยะให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในวันประชุมสภาฯ และประชุมวุฒิสภา พบว่ามีปริมาณขยะจำนวนมาก ดังนั้นต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่การคัดแยกขยะ รวมถึงขอความร่วมมืออย่าทิ้งขยะ ซึ่งต่อไปจะเป็นมาตรการที่เข้มงวด” นายโสภณ กล่าว เมื่อถามถึงมาตรการประหยัดไฟของสภาฯ ได้ผลหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนจะมีรายงานตัวเลขให้ทราบ โดยเปรียบเทียบการใช้ไฟก่อนออกมาตรการและหลังออกมาตรการ เบื้องต้นพบว่าสามารถลดค่าไฟได้

‘พริษฐ์’จับตาประธานสภาช่วยรบ.

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กพริษฐ์วัชรสินธุ -ไอติม -ParitWacharasindhuระบุว่า จับตาดูวันนี้ : ประธานสภาจะช่วยรัฐบาลหลบเลี่ยงการตรวจสอบโดยสภา ต่อกรณี พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท หรือไม่? วันนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าประธานสภา จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือจะมีส่วนในการช่วยรัฐบาลหลบเลี่ยงการตรวจสอบโดยสภา ต่อกรณี พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท (ซึ่ง ครม.ได้มีมติให้เดินหน้าใช้แล้วเงินแล้ว) อย่างที่ทราบกัน ทางพรรคประชาชน (และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น)ได้ยื่น ญัตติด่วน เพื่อเสนอให้สภามีการตั้ง กมธ. วิสามัญ เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การใช้จ่ายงบประมาณตาม พรก.กู้เงิน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่สภาดำเนินการมาโดยตลอดสำหรับ พ.ร.ก. เงินกู้ ในอดีต และเป็นการดำเนินการที่ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จะวินิจฉัยเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่

เมื่อยื่นไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการที่ประธานสภาจะต้องวินิจฉัยว่าญัตติดังกล่าว เป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่า เป็นญัตติด่วน ญัตติดังกล่าวจะถูกบรรจุกันเข้ามาเป็นลำดับแรก และสภาจะได้พิจารณาญัตติในการตั้ง กมธ. พรก.กู้เงินสัปดาห์หน้า หากวินิจฉัยว่า ไม่เป็นญัตติด่วน ญัตติดังกล่าว ก็จะถูกบรรจุไปเข้าคิวตามปกติ ต่อท้ายอีกหลายสิบญัตติ และทำให้การเลื่อนขึ้นมาพิจารณาภายในสมัยประชุมนี้ เป็นไปไม่ได้ หากไม่ได้รับเสียงเห็นชอบจาก สส. รัฐบาล วันนี้เราจะได้เห็นวาระการประชุมสภาสัปดาห์หน้า ซึ่งจะบ่งบอกว่าตกลงแล้วประธานสภา จะวินิจฉัย ให้ญัตติตั้ง กมธ. พ.ร.ก. เงินกู้ เป็นญัตติด่วนหรือไม่

สำหรับผมแล้วหากประธานสภาไม่วินิจฉัยให้ญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วน เราคงจำเป็นต้องถามอย่างจริงจังว่า ประธานสภาใช้หลักเกณฑ์อะไรในการวินิจฉัย ถ้าประธานสภาไม่วินิจฉัยให้ญัตติตั้ง กมธ.กู้เงิน เป็นเรื่องด่วน ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ประธานสภากำลังใช้อำนาจของตนเองเพื่อช่วยรัฐบาลในการหนีการตรวจสอบของสภา มาร่วมกันติดตามวาระประชุมสภาสัปดาห์หน้าและผลการวินิจฉัยของประธานสภากันครับ

‘อภิสิทธิ์’เผยสัปดาห์หน้ายื่นร่างแขรธน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนสส.ไม่พอที่จะยื่นร่างได้ จึงปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่นที่มีจำนวนสมาชิกไม่พอเช่นเดียวกัน ขณะนี้ค่อนข้างจะตรงกันในเชิงของหลักการที่จะยื่นคือ 1.ต้องเป็นการสร้างกระบวนการให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากของพรรคภูมิใจไทยและ2.ต้องไม่มีการไปแก้ไขหมวด1หมวด2 ซึ่งจะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน นอกจากนั้น เรามีความเห็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการคัดเลือก สสร.รวมถึงการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการจัดทำเสร็จ ซึ่งมีรายละเอียดและมีความแตกต่างกันบ้าง ระหว่างแต่ละพรรคที่คุยกันอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีข้อยุติ จะสามารถเสนอเข้าไปได้ ตอนนี้ได้คุยกันว่าแต่ละพรรคก็จะไปทำข้อเสนอของตัวเองมา และจะมาตกลงกันในสัปดาห์หน้า

ชี้ฉบับ’ภท.’ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

“ผมเห็นร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทย ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้นการเลือกตัว สสร.ก็จะมีปัญหา ซึ่งพยายามจะทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วน และจังหวัด ก็จะมีความสับสนอยู่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการเสนอร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอในนามพรรค ซึ่งตามปกติกฎหมายสำคัญ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต้องเป็นผู้เสนอนั้นมองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เป็นเรื่องของการจะกำหนดว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้เขียนในนโยบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ตนก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ที่ไม่มีร่างของครม. เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้ ก็ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองไป ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่มีได้ แต่คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลก็บอกชัดตั้งแต่ต้นว่า ไม่ทำเรื่องนี้ จึงไม่เขียนในนโยบาย

เมื่อถามว่ารายละเอียดที่พูดคุยกับแต่ละพรรคการเมืองในการยื่นร่างฯนั้นจะเป็นคนละร่างฯ หรือร่างฯ เดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละฝ่าย จะไปยกร่างมาว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าสมมติว่าปรับเข้าหากันได้ ก็เสนอร่างเดียว แต่ถ้ามีความแตกต่างกัน อาจจะใช้วิธี เสนอคนละร่าง และช่วยกันเซ็นสนับสนุนเพื่อให้ สามารถเสนอเข้าไปได้ทุกร่างฯ โดยคาดว่าจะสามารถยื่นได้ในสัปดาห์หน้า

เลือกสสร.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมประชาชนจำเป็นหรือไม่จะต้องให้ ประชาชนเป็นผู้เลือก สสร. เพราะอาจจะเข้าข่าย ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แนวคิดของตน ขณะนี้คืออยากใช้วิธีการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์แปลว่า ให้ประชาชนสามารถที่จะแสดงความเห็น เกี่ยวกับตัวสสร.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่คิดระบบนี้ จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในวงกว้าง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปเลือกตั้ง วิธีนี้อาจจะเป็นความต่างที่พรรคคิดอยู่ขณะนี้ เข้าใจว่ายังไม่ตรงกับพรรคอื่น ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกัน แต่ละพรรคมีความคิดของตัวเอง เกี่ยวกับการที่จะได้มาของ สสร.เข้าใจว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็เหมือนกับพรรคประชาชน ที่ต้องการให้เหมือนกับการเลือกตั้ง แต่ว่าเป็นการเลือกเกินจำนวนเข้ามา แต่ของพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงเรื่องการไม่ให้เสียเวลา และเรื่องการมีค่าใช้จ่าย

องคาพยพพร้อมมากสู้เลือกตั้งกทม.

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคปชป.เปิดตัว นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้วว่า ขณะนี้ทั้ง นายอนุชา และนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ ที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้น่าจะมีความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่พรรคมองว่า คนกรุงเทพฯ ควรจะมีทางเลือก และเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนทีมผู้บริหารกทม.จะเปิดเมื่อตัวเมื่อไหร่นั้น ก็จะดูจังหวะเวลาอีกทีหนึ่ง กรณีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯที่อยากได้สมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) ที่รู้พื้นที่จริง ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ว่า ส่วนในแง่ตัวบุคคลนั้น พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้ที่มีประสบการณ์ และเป็น สก.จำนวนหนึ่ง และระบบพรรคฯ ไม่ได้มีแค่บุคคลที่เป็น สก. หรือ อดีต สก. แต่มีคนที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆ อาจเป็นสาขาพรรค หรือผู้ช่วยดำเนินงาน สส.และสก.

“ยืนยันพรรคปชป.มีความพร้อมมาก ไม่เฉพาะผู้สมัคร สก.หรือผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แต่องคาพยพของพรรคฯมีความพร้อม และให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด เมื่อถามว่า พิจารณาจากคู่แข่งแล้ว ซึ่งมีทั้งอดีตผู้ว่าฯกทม.และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

2ดร.โจควงแขหาเสียงเขตบางซื่อ

วันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียง ในถนนสายไม้ เขตบางซื่อ พร้อมกับ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ โดยมี ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ มีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่างๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงานคราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน

อวยเป็นวิศวกรต้องออกแบบเมือง

ผู้สื่อข่าวถามถึงการมาของดร.พิจิตต วันนี้ ดร.พิจิตต กล่าวว่าตนรู้จักกับนายชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม.คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจ ว่าการเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม.ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป แต่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง จากการที่ตนพูดคุยกับนายชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่านายชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว ประการที่สอง จากการที่นายชัยวัฒน์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาจะพบว่าแทบทุกคน จะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก

คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ร่วมมือกันทำงาน

“ผมจึงมองว่า คุณชัยวัฒน์ จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชน ยังมีสิ่งที่ผมชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชน มีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อม แต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม.ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชน ยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชน และการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของผม จึงเป็นสาเหตุที่ผมอาสาเข้ามาช่วยคุณชัยวัฒน์” ดร.พิจิตต กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นอกจาก ดร.พิจิตต และตน จะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของ ดร.พิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม.มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์

นายกฯนำคณะเดินทางถึงฝรั่งเศสแล้ว

เวลา 07.55น.(ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5ชั่วโมง) วันที่ 22พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ออร์ลี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี ในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ดังนี้ 1.วันศุกร์ที่ 22 พ.ค.มีกำหนดการพบหารือกับผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เพื่อหารือส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เพื่อต่อยอดความร่วมมือจากการหารือร่วมกัน ผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก

เปิดหลายภารกิจถกภาครัฐ-เอกชน

2.วันเสาร์ที่ 23พ.ค.นายกฯจะเป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพบปะชุมชนไทย ณ วัดพุทธนานาชาติ หลังจากนั้น นายกฯจะพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในฝรั่งเศส ในอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหาร การรีไซเคิล และการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืนและธุรกิจร้านอาหาร 3.วันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในบริบทภูมิภาคยุโรป

4.วันจันทร์ที่ 25พ.ค.ในช่วงเช้า นายกฯมีกำหนดการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) หลังจากนั้น นายกฯจะพบหารือกับภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน เครื่องมือแพทย์/ออปติคส์ การบินและอวกาศ ขณะที่ช่วงค่ำนายกฯจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ โดยนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ พร้อมพบหารือเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée) หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกฯและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันอังคารที่ 26พ.ค.และจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพุธที่ 27พ.ค.69

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่า เรื่องการเปิดด่านจะเป็นเรื่องสุดท้าย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไหร่ หากปฏิบัติตามตามข้อตกลง Joint Statement ครบ ดำเนินการทุกอย่างตามที่ฝ่ายไทยบอก หมายถึงว่า ต่างฝ่ายต่างต้องมีเงื่อนไขซึ่งกันและกัน”

พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ไทยช่วยไทยพลัสคึกคัก การันตีไม่ล่ม รัฐบาลยันเคยทำมาแล้ว

ไทยช่วยไทยพลัสคึกคัก การันตีไม่ล่ม รัฐบาลยันเคยทำมาแล้ว

ไทยช่วยไทยพลัสคึกคัก การันตีไม่ล่ม รัฐบาลยันเคยทำมาแล้ว

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยช่วยไทยพลัสคึกคัก การันตีไม่ล่ม รัฐบาลยันเคยทำมาแล้ว ชาวบ้านแห่อัปเดตแอป

“ภราดร” เชื่อลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” แอปฯ “เป๋าตัง” ไม่ล่ม ชี้ธนาคารกรุงไทยเคยทำแล้วหลายครั้ง ส่วนในต่างจังหวัดวุ่นวายตั้งแต่เช้า ประชาชนเข้าคิวแน่นธนาคารกรุงไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาการใช้แอปฯเตรียมตัวลงทะเบียนรับสิทธิ์วันจันทร์นี้ ขณะที่ สกสค.-กรมการค้าภายใน” Kick Off “ไทยช่วยไทย : เสมาช่วยผู้ปกครองลดค่าครองชีพ” หนุนรัฐบาลลดภาระครอบครัวไทย

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยการเตรียมความพร้อมลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ว่า บัตรคนละครึ่งเดิม(ไทยช่วยไทย พลัส) เป็นการลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย ซึ่งกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบ ครั้งที่ผ่านมาการลงทะเบียนเป็นไปด้วยดี และเชื่อว่าธนาคารกรุงไทย เคยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง ดังนั้นการลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ก็น่าจะราบรื่น ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 25-29 พฤษภาคม ย้ำว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของภาครัฐ จะมีการผลักดันเรื่องของประวัติอาชญากรรม เข้าไปเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมวันนี้ หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลพยายามเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อยู่แล้ว นายภราดร กล่าวว่า การประชุมในวันนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเนื้อหาสาระ แต่รัฐบาลมีการผลักดันอยู่ตลอด โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยได้เน้นย้ำ เรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มที่จะดำเนินการแล้ว และจะนำข้อมูลไปให้ภาครัฐนำไปใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในกระบวนการ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ว่าได้มีประชาชนจากหลายอำเภอเดินทางมาใช้บริการกันอย่างหนาแน่น หลังใกล้ถึงวันเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. 69 ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง จำกัดจำนวน 30 ล้านสิทธิ

โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาในช่วงเช้าต่างประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนไม่ผ่าน ระบบสแกนใบหน้าใช้งานไม่ได้ เบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ไม่ตรงกับชื่อผู้ใช้งาน รวมถึงโทรศัพท์มือถือบางรุ่นที่ไม่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชัน ทำให้บรรยากาศภายในธนาคารค่อนข้างวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ต้องเร่งคัดแยกประเภทปัญหาของผู้มาใช้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดความล่าช้า ทั้งยังต้องรองรับประชาชนที่เดินทางมาใช้บริการด้านธุรกรรมทางการเงินตามปกติควบคู่กันไป

ทั้งนี้ พบว่ามีประชาชนบางรายเดินทางมาจากพื้นที่อำเภอบ้านไร่ ซึ่งมีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาแอป “เป๋าตัง” ของตนเอง โดยหวังว่าจะสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้สำเร็จ เนื่องจากมองว่าโครงการนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้เป็นอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน

ส่วนที่ จ.จังหวัดชัยภูมิ ได้มีชาวบ้านจำนวนมากจาก 3 อำเภอ ที่ยังไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม่เคยได้รับสิทธิคนละครึ่ง หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตน ได้เดินทางมายังธนาคารกรุงไทย สาขาภูเขียว โดยนำโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่หรือซิมการ์ดเบอร์ใหม่ ทั้งที่ลงและยังไม่ลงแอปเป๋าตังลายคนมีแอปเป๋าตั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดตเวอร์ชัน มาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารฯช่วยลงแอปเป๋าตั้ง และช่วยอัปเดตแอป เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส

บริเวณพื้นที่ของธนาคารทั้งด้านข้างในและบริเวณบันไดทางขึ้นธนาคารกรุงไทย สาขาภูเขียว ชาวบ้านทั้งชายและหญิง นั่งรอคิวเพื่อเข้าไปใช้บริการในธนาคารฯ

ชาวบ้านต่างบอกว่านำโทรศัพท์เครื่องใหม่มาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยลงแอปเป๋าตั้งให้ หากลงทะเบียนรับสิทธิไม่ได้วันจันทร์ที่ 25 พ.ค.นี้ คงเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยลงทะเบียนให้อีก และคงดีใจหากได้สิทธิในโครงการ เงินที่ได้รับจะนำไปจับจ่ายใช้ซื้อของกินประจำวัน นอกจากนี้ ชาวบ้านยังอยากให้ปรับระบบให้ลงทะเบียนได้ง่ายขึ้น หวั่นว่าเมื่อถึงเวลาหน้าจอจะหมุนติ้ว เหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา ทำให้คนยากจนที่ควรมีสิทธิร่วมโครงการ พลาดโอกาส

คุณตาสมควร อายุ 76 ปี ที่ให้รถรับจ้างพามาจาก อ.บ้านแท่น ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร เพราะที่อำเภอบ้านแท่น ไม่มีธนาคารกรุงไทย โดยคุณตาเป็นอีกคนหนึ่งที่นำโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ มาให้เจ้าหน้าที่ลงแอปเป๋าตังให้

วันเดียวกัน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมเป็นประธานเปิด “โครงการลดภาระผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนในภาวะวิกฤต (ไทยช่วยไทย : เสมาช่วยผู้ปกครองลดค่าครองชีพ)” ณ โรงเรียนพรตพิทยพยัต เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับโครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่ง “ลดรายจ่าย เพิ่มโอกาส และดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน” โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำกับการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพในมิติสังคมและการศึกษา ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานด้านการศึกษาร่วมขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนและสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้ประสานผู้ประกอบการและร้านค้านำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน มาจำหน่ายในราคาประหยัด อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาล สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก และของใช้ในครัวเรือน ขณะที่ สกสค. ได้นำสินค้าจากองค์การค้า ของ สกสค. เช่น อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน มาร่วมจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองโดยตรง

ดร.พีระพันธ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกสค. และกรมการค้าภายใน ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อความช่วยเหลือของรัฐบาลสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ สกสค. จะเดินหน้าสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การศึกษาเดินหน้าได้โดยไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ปกครอง

สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย : เสมาช่วยผู้ปกครองลดค่าครองชีพ” ได้เริ่ม Kick Off พร้อมกันทั่วประเทศจำนวน 18 แห่ง ได้แก่ สกสค. กรุงเทพมหานคร ลำปาง กาญจนบุรี ตราด ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี ขอนแก่น มหาสารคาม และจังหวัดเลย และจะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 โดยมอบหมายให้ สกสค. จังหวัด ประสานความร่วมมือกับร้านค้าในพื้นที่ รวม 478 แห่ง ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด สู่พื้นที่ห่างไกลและชายขอบกว่า 1,000 จุด ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 138 จุดทั่วประเทศ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า 158,000 คน สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ภายใต้แนวคิด “ไทยช่วยไทย คนไทยไม่ทิ้งกัน”

จึงขอเชิญชวนผู้ปกครอง ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ จุดจำหน่ายสินค้ากว่า 1,000 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เพจ : สกสค. และ http://www.otep.go.th