ม็อบชาวนาบุก ก.เกษตรฯ ทวงเงินโครงการงวด 4 ขีดเส้น 7 วัน ไม่จบเจอท่านนายกฯ

ม็อบชาวนาบุก ก.เกษตรฯ ทวงเงินโครงการงวด 4  ขีดเส้น 7 วัน ไม่จบเจอท่านนายกฯ

ม็อบชาวนาบุก ก.เกษตรฯ ทวงเงินโครงการงวด 4 ขีดเส้น 7 วัน ไม่จบเจอท่านนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ม็อบชาวนาชัยภูมิ บุกกระทรวงเกษตรฯร้อง กระทรวงเร่งรัดเดินหน้าช่วยเหลือเกษตกรฯโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี2557 งวดที่4 ที่ยังตกค้างหวั่นไม่ได้รับการช่วยเหลือ 

27 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10 .00 น ได้มีกลุ่มเกษตรในพื้นที่ ต.บ้านบัวอ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ กว่า 80 คน นำโดยนายเสนอ นราพล ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567งวดที่ 4 (รอบเก็บตก)ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยขอให้กระทรวงเกษตรเร่งดำเนินการช่วยเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในส่วนของเกษตรกรที่ยังตกค้างอยู่ 
จากนั้นกลุ่มเกษตรได้ยื่นหนังสือ โดยมี นายกฤษฏิน คำต้น รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้รับเรื่อง

ทั้งนี้นายเสนอกล่าวว่า กล่าวว่าได้รับข้อมูลว่าที่ผ่านมากรมการข้าวได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างปัจจัยการผลิต ผ่านระบบอีเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) จนเสร็จสิ้นและมีการคัดเลือกผู้รับจ้างตามระเบียบราชการเรียบร้อยแล้วต่อมาอธิบดีได้มีหนังสือให้ชะลอโครงการ และแจ้งว่ามีคนร้องเรียนซึ่งหากล่าช้าออกไปอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในพื้นที่ โดยเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่รัฐสนับสนุนได้ทันตามฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการจัดหาปัจจัยการผลิตด้วยตนเอง สูญเสียโอกาสในการลดต้นทุน และเพิ่มผลิตตามวัตถุประสงค์ของโครงการและยังกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยรวม

อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นทางกลุ่มเกษตรกรขอให้ทางกระทรวงเกษตรตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ภายใน 7 วัน ถ้าไม่ทราบข้อเท็จจริงทางกลุ่มจะมาติดตามอีกครั้งจะนำเกษตรกรไปร้องต่อ นายกรัฐมนตรีพร้อมให้เร่งรัดการลงนามอนุมัติในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อได้ทันที โดยจะต้องให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากโครงการของภาครัฐอย่างเต็มที่ และทันต่อฤดูกาลผลิต ที่จะช่วยลดต้นทุน และ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรต่อไป

ด้านนาย กฤษฏิน คำต้น รองอธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า กรมการข้าว พร้อมเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายใน1สัปดาห์ โดยนำเรื่องข้อข้อเรียนดังกล่าวเสนอต่ออธิบดีกรมการข้าว ก่อนเสนอต่อกระทรวงฯ เพื่อช่วยเหลือเกษตรต่อไป 

สำหรับฤดูการผลิตข้าวปีนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะประเทศไทย เกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ และอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้ โดยคาดว่าจะมีฝนตกในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึงจะเริ่มต้นฤดูการเพราะข้าวได้ ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีการวางแผนการเพราะปลูกให้ดี และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดพร้อม ต้องฟังคำแนะข้อมูลทางด้านวิชาการจากกรมการข้าวอย่างใกล้ชิดเพราะป้องกันความเสียหายที่เกิด และยืนยันว่ากรมการข้าวพร้อมที่จะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

โดยพอหลังรับหนังสือ กลุ่มเกษตรกรได้เตรียมเดินทางกลุ่มเกษตรกร ได้เตรียมเดินทางกลับ โดยระหว่างนั้นนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางแวะมาดูพร้อมกับสั่งให้เจ้าหน้าที่ดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่พร้อมสั่งข้าวให้กับเกษตรกรก่อนเดินทางกลับด้วย

สุริยะ สั่ง ตรวจสอบ อสค. หาสาเหตุขาดทุนต่อเนื่อง ก่อนเดินหน้าแก้ปัญหา

สุริยะ สั่ง ตรวจสอบ อสค. หาสาเหตุขาดทุนต่อเนื่อง ก่อนเดินหน้าแก้ปัญหา

สุริยะ สั่ง ตรวจสอบ อสค. หาสาเหตุขาดทุนต่อเนื่อง ก่อนเดินหน้าแก้ปัญหา

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

วันนี้ 27 เมษายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสุด ตนได้มอบหมายให้นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริง หาสาเหตุการขาดสภาพคล่องและขาดทุนต่อเนื่อง ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนในการแก้ปัญหาให้ถูกทาง และเชื่อว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติ เพราะมีการขาดทุนต่อเนื่องมาตลอด โดยจะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด 

“ผมสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่าทำไมเงินส่งไปมันขาดทุนอยู่ตลอดเวลา คงต้องให้รัฐมนตรีช่วยเข้ามาดู้รื่องนี้“ นายสุริยะกล่าว

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ส่วนการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น กรณีที่ อสค.ขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถรับซื้อนมดิบจากเกษตรกรได้  ในวันพรุ่งนี้ 28 เม.ย.69 ตนจะนำเรื่องขออนุมัติจัดสรรเงินเพื่อดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) วงเงิน 600 ล้านบาท จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร  โดยยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงินที่ อสค. ต้องกู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการกิจการ อสค. ให้สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไปเท่านั้น

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

สว.อิสระ หนุน ปชน. ยื่นศาลฎีกา ตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปม ศักดิ์สยาม

สว.อิสระ หนุน ปชน. ยื่นศาลฎีกา ตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปม ศักดิ์สยาม

สว.อิสระ หนุน ปชน. ยื่นศาลฎีกา ตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปม ศักดิ์สยาม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

สว.อิสระ หนุน ปชน. ยื่นศาลฎีกา ตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ลั่น เป็นองค์กรอิสระเดียวที่ให้ตรวจสอบ ดักคอ ปธ.รัฐสภา ไม่ดึงเช็ง ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เตือน พี่โสภณ อย่าฟังอำนาจมืด ใช้อำนาจผ่านสีน้ำเงิน-บุรีรัมย์ คอนเนกชั่น ถามคนในเงามืดจะทำร้ายองค์กรอิสระอีกนานแค่ไหน ขู่ หากไม่ส่งต่อ เตรียมขยายผลสอบประธานรัฐสภาด้วย

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา สว.อิสระ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ แถลงข่าวการเริ่มลงชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) 

โดย น.ส.นันทนา กล่าวว่า จากบทบาท ป.ป.ช. ที่ประชาชนได้รับทราบในช่วงเวลานี้ ส่งผลให้เกิดข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. หากย้อนกลับไปในคดีต่างๆ ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ทั้งกรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ป.ป.ช. ก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง เช่นเดียวกับคดีของนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จนหมดอายุความ คดีสินบนสวนปาล์มอินโดนีเซีย ไม่มีความผิด กรณี ป.ป.ช. 3 คน พัวพันสินบน 246 ล้านบาท ซึ่งเป็นทองคำ ไม่ทราบว่าคดีไปถึงไหน ล่าสุดคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. เชื่อว่าเจตนาดี ไม่มีความผิด นี่คือตัวอย่างผลงานของ ป.ป.ช. ที่น่าจะเป็นผลให้ดัชนี การรับรู้การทุจริตหรือ CPI ของไทยตกต่ำลงทุกปี ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และจะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และยื่นคำร้องที่ล้อไปกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้น กลุ่ม สว. อิสระ จึงรวมตัวกันเพื่อจะสนับสนุนคำร้องของฝ่าย สส. ตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยต้องมี สส. และ สว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้นำส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน นี่คือช่องทางเล็กๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระองค์กรเดียวที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้มีการตรวจสอบ จึงหวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาจะไม่ดึงเช็ง ดึงเรื่อง แล้วใช้ดุลพินิจในการไม่ส่งเรื่อง 

“หวังว่า ประธานรัฐสภาจะรีบนำคำร้องนี้ ไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ให้โปร่งใสชัดเจน หากพวกเราช่วยกันทำกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ที่เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริตโดยตรง เราสามารถรู้ระบบกลไกอุปถัมภ์ ทำให้ ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระ ที่ตรวจสอบนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าดัชนี CPI ปีหน้าจะยกระดับขึ้นมา สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุน” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เปิดโอกาสให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนได้ยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนการใช้ดุลพินิจของประธานรัฐสภาแล้ว ขณะนี้เราไม่สามารถยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ ดังนั้น การแก้รายมาตราจะเป็นทางออกของประเทศ จึงเรียกร้อง ประธานรัฐสภาให้รีบบรรจุการแก้รัฐธรรมนูญ และเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อเราจะได้เดินหน้าตรวจสอบองค์กรอิสระ แม้จะเป็นช่องทางเล็กน้อย แต่ดีกว่าถูกปิดกั้น 

ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า “การใช้อำนาจ 1 ใน 5 เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประธานรัฐสภา ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบนายโสภณ ก็เป็นผู้แทนราษฎรในยุคเดียวกับตนที่เคยเป็น จึงอยากจะฝากพี่โสภณครับ พี่อย่าไปดึงเวลานะครับ ไม่ใช่พอมีคนลงนามแล้ว ก็ไปตรวจสอบลายเซ็น ตรวจแล้วตรวจอีก เหมือนอย่างที่ท่านประธานวุฒิสภาให้ตรวจสอบรายชื่อ จนมีการล็อบบี้ให้ตกไปในคดี ฮั้ว สว. ถ้าพี่โสภณสามารถที่จะเป็นทางผ่านของอำนาจสมาชิกรัฐสภาได้ พี่โสภณก็จะเป็นประธานรัฐสภาที่ถือว่าเปิดทางให้กระบวนการได้เดินทางไปอย่างราบรื่น แต่ถ้าพี่ไม่ไม่ทำหรือดึงเช็งไว้ด้วยเทคนิคต่างๆที่เรารู้กันอยู่ จะเป็นการเปิดทางให้เกิดการแทรกแซงของวงจรอุบาทว์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับพี่โสภณ ในฐานะที่เราเคยร่วมสภาด้วยกันมา อย่าไปฟังพวกอำนาจมืดต่างๆ ที่ผ่านสีน้ำเงินคอนเน็คชันหรือบุรีรัมย์คอนเน็คชัน  ถ้ากระบวนการครั้งนี้ตกไปจะส่งผลร้ายแรงมากต่อระบบการตรวจสอบ”

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า และฝากถึงนายโสภณว่าขอให้ท่านได้ดำเนินการส่งต่อไปที่ประธานศาลฎีกา ให้กระบวนการได้ตั้งกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นทางออกเดียวที่ยังมีอยู่ในขณะนี้ ถ้าไม่ดำเนินการ ตนจะไม่ยอมหยุด จะยื่นตรวจสอบการดำเนินงานของประธานรัฐสภาต่อไปด้วย นอกจากนี้ ตนขอฝากไปถึงบุคคลในเงามืดว่าจะทำลายองค์กรอิสระไปถึงไหน จะทำลายระบบตรวจสอบไปถึงไหนถึงจะสาแก่ใจ และทำให้ระบบตรวจสอบต้องหยุดลง เพียงแค่ว่าจะดำรงอำนาจครอบงำบ้านเมืองต่อไป ขณะนี้ เกิดความระส่ำระส่ายมาก อยู่ในการบริหารบุคคลของป.ป.ช. มีการแต่งตั้งรองเลขาธิการขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ปรากฏว่า ป.ป.ช. แต่งตั้งผู้ช่วยเลขาลำดับท้ายๆ มาเป็นรองเลขาธิการในตำแหน่งที่ว่าง ผู้อาวุโสต่างก็หงายท้องเป็นแถบ ทำให้ระบอบธรรมาภิบาลของ ป.ป.ช. หายไป และทำให้เกิดการแทรกแซงคดี ล้วงเอาคดีต่างๆมาดำเนินการอย่างย่ามใจ แล้วจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างไร ไม่อย่างนั้น จะเป็นการอวสานการตรวจสอบของ ป.ป.ช.

สว.นรเศรษฐ์ ยื่นญัตติอภิปราย ล้มแลนด์บริดจ์ ดักคอสร้างโอกาสนายทุนประมูลล่วงหน้า

สว.นรเศรษฐ์ ยื่นญัตติอภิปราย ล้มแลนด์บริดจ์ ดักคอสร้างโอกาสนายทุนประมูลล่วงหน้า

สว.นรเศรษฐ์ ยื่นญัตติอภิปราย ล้มแลนด์บริดจ์ ดักคอสร้างโอกาสนายทุนประมูลล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

สว.นรเศรษฐ์ ยื่นญัตติอภิปราย ล้มโครงการแลนด์บริดจ์ เหตุใช้งบฯ สูง ผลกระทบเยอะ และเร่งรัดเกินไป เมินการศึกษาผลกระทบ ดักคอสร้างโอกาสนายทุนประมูลล่วงหน้า 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าว “ขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์” ว่า วันนี้ตนจะยื่นต่อวุฒิสภาเพื่อขอให้มีการอภิปรายโครงการดังกล่าว เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีต้นทุนสูงมากทั้งเรื่องเงินลงทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลออกมายืนยันชัดเจนหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะเร่งรัดดำเนินโครงการให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ในกระบวนการศึกษาผลกระทบ ท่าเรือทั้งฝั่งชุมพรและระนอง รวมถึงการทำรถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์ก็ยังอยู่ในโครงการศึกษา EHIA ดังนั้นการพูดว่า จะเร่งรัดให้ดำเนินการนั้นเท่ากับว่าการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเพียงการทำเป็นพิธีการหรือไม่ 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ เพราะรายงานของสนข. และการที่รัฐมนตรีออกมาพูดว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่านั้น ขณะที่รายงานของสภาพัฒน์ ระบุว่าโครงการนี้ไม่มีความคุ้มค่า กระบวนการที่เราจะต้องมาจอดท่าเรือฝั่งหนึ่งแล้วขนถ่าย ด้วยรถไฟเพื่อไปขึ้นท่าเรืออีกฝั่งหนึ่งนั้น ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญทางด้านเรือหลายท่านมองว่ากระบวนการลักษณะนี้ไม่น่าจะมีใครประสงค์มาใช้บริการ แต่โฆษกรัฐบาลกลับบอกว่าผู้ที่ผู้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้มีข้อมูลไม่มากพอ ในส่วนนี้ตน ก็อยากบอกรัฐบาล ว่า ข้อมูลไม่ครบถ้วนที่ประชาชนมาวิพากษ์วิจารณ์เกิดจากการที่รัฐบาลไม่ให้มีกระบวนการเรียนรู้หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน  ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาโดยอ้างว่าจะกระทบกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ตนก็ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าการที่พูดหลายครั้งในการเร่งรัดดำเนินโครงการนี้เกี่ยวข้องกับคำสั่งคสช.ที่ 9/2559 หรือไม่ ที่เปิดโอกาสให้โครงการขนส่ง สามารถเปิดโอกาสให้เปิดประมูลล่วงหน้าได้แม้ รายงาน EIA หรือ EHIA ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ จะเป็นโอกาสเปิดให้กลุ่มทุนเข้ามาประมูลได้ก่อนหรือไม่ และกำลังจะมีการเร่งรัดกฎหมายเอสดีซี ให้เร็วขึ้นหรือไม่ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นการลอกกฎหมายอีอีซี มาทั้งหมด ซึ่งสามารถให้อำนาจคณะกรรมการในการยกเว้นข้อกฎหมายหลายฉบับมาก ทำให้การเดินหน้าโครงการแลนด์บริจด์ให้เร็วขึ้น เป็นการทำ fast track EHIA ให้เร็วขึ้น 

“สิ่งที่ผมพยายามเดินหน้าอยู่คือ วันนี้จะยื่นญัตติเพื่ออภิปราย ประเด็นขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการเดินหน้าแลนด์บริดจ์เพื่อให้สมาชิกต่างๆ ได้มีโอกาสอภิปราย ใครเห็นด้วยใครไม่เห็นด้วยก็มีโอกาสได้อภิปรายทุกท่าน และประชาชนรับทราบว่า โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางวัฒนธรรมในพื้นที่สูงขนาดนี้จำเป็นต้องเร่งรัดขนาดนี้หรือไม่” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

สว.คิกออฟซื้อข้าวกินเองวันแรก! บิ๊กเกรียง ลั่นมั่นใจช่วยประหยัดงบประมาณ

สว.คิกออฟซื้อข้าวกินเองวันแรก! บิ๊กเกรียง ลั่นมั่นใจช่วยประหยัดงบประมาณ

สว.คิกออฟซื้อข้าวกินเองวันแรก! บิ๊กเกรียง ลั่นมั่นใจช่วยประหยัดงบประมาณ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.24 น.

สว.คิกออฟจ่ายเงินกินข้าวเอง! ‘บิ๊กเกรียง’ พาสื่อดูบรรยากาศ ลั่น ‘หรอยจังฮู้’ หม่ำข้าวหมูแดง-หมูกรอบ มั่นใจลดงบประมาณไปได้มาก จาก 800 เหลือ 200 บาทต่อคน เชื่อทำความเข้าใจสมาชิกที่ยังไม่เห็นด้วยได้ รอวิกฤติคลี่คลายอาจกลับมาอิ่มฟรีเหมือนเดิม 

27 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา บริเวณห้องอาหารฝั่ง สว. ได้เปิดห้องอาหารให้ สมาขิดวุฒิสภา (สว.) ได้ซื้ออาหารรับประทานกินเองเป็นครั้งแรก ซึ่งมีร้านอาหารทั้งหมด 3 ร้าน ประกอบด้วย ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำมะนาว ข้าวหมูแดง ร้านขนมหวาน และอาหารอิสลาม เป็นข้าวหมกไก่ใส่กล่อง ราคากล่องล่ะ 70 บาท ส่วนน้ำดื่มยังคงบริการฟรี ด้านการชำระเงินเป็นการชำระผ่านการสแกนจ่ายไม่มีการขายคูปองหรือจ่ายเงินสด

ด้าน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. ที่เข้าใช้บริการในวันนี้ เปิดเผยว่า อาหารมีเพียงพอ เพราะมีทั้งข้าว ก๋วยเตี๋ยว และขนมหวาน แต่เสียดายไม่มีผลไม้

ขณะที่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ได้ลงมาเลือกซื้ออาหารเพื่อรับประทานเป็นข้าวหมูแดง-หมูกรอบ พร้อมซื้อไป 5 กล่องให้กับแขกที่มาเข้าพบ ทั้งนี้ร้านที่มาเปิดจะหมุนเวียนไปตามความต้องการของสมาชิก ถ้าไม่เพียงพอก็จะมีมาเพิ่มเติม โดยร้านอาหารที่นำเข้ามาไม่จำเป็นต้องเป็นร้านดัง

จากนั้น พล.อ.เกรียงไกร ได้กินข้าวที่ซื้อโชว์ พร้อมบอกว่าราคา 60 บาท ถือว่าโอเค เพราะเรากินเพื่ออยู่ อร่อยดี “หรอยจังฮู้” พร้อมยกนิ้วโป้งให้

พล.อ.เกรียงไกร ให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความครึกครื้น ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนบรรยากาศท่ามกลางวิกฤตของชาติที่เกิดจากประเด็นปัญหาพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถประหยัดงบประมาณ ของประเทศชาติเพื่อรัฐบาลจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่ง สว.ได้มีมติในการประชุมวิปวุฒิสภา ต่อไปจะเปิดโอกาสให้ร้านต่างๆหมุนเวียนกันมาให้บริการกับสมาชิกวุฒิสภา ให้ได้ซื้อกินกัน เราจะทำอย่างนี้ต่อไปจนกว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ

เมื่อถามว่าสมาชิกบางคนมองว่าอาหารยังไม่หลากหลาย พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันแรกที่เราได้ทดลอง จะมีอยู่ 3-4ร้าน แต่วันหน้าก็จะมีการสำรวจความคิดเห็นความต้องการของสมาชิกเพื่อปรับเปลี่ยนอาหารชนิดอื่นๆเข้ามาตามที่สมาชิกต้องการ แม้ว่าช่วงนี้อาจจะขรุขระบ้างแต่ถือว่ามีรสชาติของชีวิตดี ซึ่งสมาชิกก็ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี 

เมื่อถามว่าจะประหยัดงบประมาณไปเท่าไหร่ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 กล่าวว่า ตนมองว่าก็น่าจะพอสมควร จาก 800 บาทต่อคนต่อวัน แต่ตอนนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะเกิน 200 บาทต่อคน เมื่อกี้ตนซื้อมา 60 บาท เป็นข้าวหมูแดงหมูกรอบ บางคนอาจจะเพิ่มเติมเกาเหลาอีก 60 บาท ก็เป็น 120 บาท ส่วนน้ำก็มีบริการฟรี ทั้งนี้ หากร้านค้าขายไม่หมดนั้น คงต้องมีการประเมินผล ถ้าร้านยืนอยู่ไม่ได้ก็อาจจะเปิดให้ ข้าราชการจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้ามาซื้อด้วย ซึ่งจะมีการจัดสรรต่อไป 

เมื่อถามว่าสมาชิกบางคนยังไม่เห็นด้วยในเรื่องของการจ่ายเงินซื้อข้าวเอง จะต้องทำความเข้าใจอย่างไร พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจผ่านทางกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งวิปวุฒิฯได้ลงมติกันไปแล้วในเรื่องนี้ ซึ่งยังมีบางส่วนที่สมาชิกไม่เห็นด้วยอยากให้กลับเข้าสู่สภาวะแบบเดิม ขณะที่บางส่วนบอกว่าหากไม่มีร้านค้าก็จะนำมาเองจากบ้าน แต่ส่วนใหญ่มีมติอย่างนี้ถ้าประเทศเข้าสู่สภาวะปกติ ก็อาจจะนำอาหารฟรีกลับมาเหมือนเดิม และส่วนหนึ่งก็เห็นเรื่องของความสะดวกในการประชุม แต่ในสภาวะวิกฤตเราก็ต้องจัดลำดับความเร่งด่วนก่อน เพราะตอนนี้เราเร่งแก้ไขสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของชาติ ทุกคนก็ให้ความร่วมมือ

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ปล่อยผี ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ปล่อยผี ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ปล่อยผี ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ชี้ ศักดิ์สยาม ไม่จงใจ ซุกหุ้น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยศาลฯหรือไม่

เมื่อวันที่ วันที่ 27 เม.ย.2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.67 ว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของ หจก.ดังกล่าว เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 4(1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นวันที่ 19 ม.ค.67 ตนได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นว่านาย
ศักดิ์สยาม  ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ปกปิดหุ้น ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม นูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ 

หลังจากนั้น วันที่ 8 ก.ย.68 ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จแต่อย่างใด แต่มิได้แถลงให้สาธารณชนทราบ กระทั่งมาแถลงให้ทราบเมื่อ 23 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ซึ่งรายละเอียดในคำแถลงล้วนมีพิรุธมากมาย อันส่อขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 โดยตรง ทั้งนี้ จากเหตุดังกล่าวตนจึงนำความทั้งหมดมาร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อทำความเห็นเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรม นูญเพื่อวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่ หรือทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครอง เพื่อพิจารณาไต่สวนและมีคำพิพากษาตามกฎหมายของศาลปกครองต่อไป

ทรัมป์ในวันถูกลอบยิง กับมรดกความแตกแยกที่ยังตามหลอนสหรัฐฯ

ทรัมป์ในวันถูกลอบยิง กับมรดกความแตกแยกที่ยังตามหลอนสหรัฐฯ

ทรัมป์ในวันถูกลอบยิง กับมรดกความแตกแยกที่ยังตามหลอนสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เหตุลอบยิง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กลายเป็นข่าวใหญ่ของโลกทันที เพราะไม่ว่าผู้ตกเป็นเป้าจะเป็นใคร การใช้ความรุนแรงกับนักการเมืองย่อมสะเทือนต่อภาพลักษณ์ “ประชาธิปไตยสหรัฐฯ” และทำให้คำถามเรื่องความปลอดภัยกลับมาอีกครั้ง

แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องการอารักขาบุคคลสำคัญ หากยังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือสหรัฐฯ ยังติดอยู่กับ “ความแตกแยกทางการเมือง” อย่างหนัก และชื่อของทรัมป์คือส่วนหนึ่งของรอยแผลนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองคนหนึ่งในระบบ หากเป็นบุคคลที่เปลี่ยนวิธีเล่น “การเมืองอเมริกัน” อย่างชัดเจน การเผชิญหน้าถูกใช้แทนการประนีประนอม การโจมตีฝ่ายตรงข้ามถูกใช้แทนการถกเถียงเชิงนโยบาย และความโกรธของมวลชนถูกเปลี่ยนเป็น “พลังเลือกตั้ง”

ทรัมป์เข้าใจเร็วว่า ความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมากสามารถนำมาใช้ได้ หากทำให้พวกเขาเชื่อว่ามีคนบางกลุ่มกำลังแย่งงาน แย่งประเทศ หรือทำลายวิถีชีวิตเดิมของอเมริกันชน จากนั้นความไม่พอใจเหล่านั้นก็ถูกส่งกลับมาเป็นคะแนนเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการเมืองเช่นนี้ทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คนเห็นต่างถูกมองเป็นศัตรูมากกว่าคู่แข่ง สื่อมวลชนถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง “กระบวนการยุติธรรม” ถูกตั้งคำถามเมื่อผลไม่เป็นใจ และการประนีประนอมถูกมองเป็นความอ่อนแอ

ทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้สร้างความแตกแยกขึ้นมาคนเดียว เพราะปัญหานี้สะสมมานานหลายสิบปี ทั้ง “ความเหลื่อมล้ำ” เศรษฐกิจที่คนชั้นกลางไม่มั่นคง ความไม่พอใจชนชั้นนำในวอชิงตัน และความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่รวดเร็วเกินรับมือ

แต่ทรัมป์คือผู้ใช้ปัญหาเหล่านี้ได้เก่งที่สุด เขาไม่ได้รักษาแผล หากใช้แผลนั้นเป็นเวทีทางการเมือง ยิ่งสังคมโกรธ ยิ่งเป็นประโยชน์ ยิ่งคนรู้สึกถูกทอดทิ้ง ยิ่งรวมตัวอยู่รอบตัวบุคคลได้ง่าย

เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดที่อีกฝ่ายถูกมองว่าเป็นภัยต่อชาติ “ความรุนแรง” ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม เพราะความเป็นคู่แข่งถูกแทนที่ด้วยความเป็นศัตรูไปแล้ว

ผลกระทบจากทรัมป์ไม่ได้หยุดอยู่ภายในประเทศ หลายนโยบายส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะใน “ตะวันออกกลาง” และ “ตลาดพลังงานโลก”

กรณีอิหร่านเป็นตัวอย่างสำคัญ การถอนสหรัฐฯ ออกจาก “ข้อตกลงนิวเคลียร์” ในยุคทรัมป์ แล้วกลับไปใช้นโยบายกดดันอย่างหนัก เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน เครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านยังปะทะกับฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นระยะ ขณะที่โลกยังต้องจับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ทุกครั้งที่สถานการณ์ร้อนขึ้น

เมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น “ราคาพลังงาน” ย่อมแกว่งตามทันที ประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรงยังได้รับผลผ่านค่าน้ำมัน ค่าไฟ ต้นทุนขนส่ง และ “ค่าครองชีพ” ที่สูงขึ้น นี่คือผลของการเมืองมหาอำนาจที่คนธรรมดาต้องร่วมรับภาระ

ภายในสหรัฐฯ เอง ทรัมป์ยังทำให้การยอมรับ “ผลเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยสั่นคลอนอย่างหนัก หลังการเลือกตั้งปี 2020 ข้อกล่าวหาเรื่องโกงถูกพูดซ้ำต่อเนื่อง แม้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมาย ก่อนนำไปสู่เหตุบุก “อาคารรัฐสภา” 6 มกราคม 2021 ซึ่งกลายเป็นบาดแผลใหญ่ของประเทศ

เหตุลอบยิงทรัมป์จึงไม่ควรถูกมองแค่เรื่องความปลอดภัยของนักการเมืองคนหนึ่ง หากควรถูกมองเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถออกจากวงจรความเกลียดชังทางการเมืองได้

หลักการพื้นฐานยังคงชัดเจน “ความรุนแรง” ไม่ควรเกิดกับใคร ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร แต่การยืนยันหลักการนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องลืมบทบาทของทรัมป์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

บุคคลรายนี้มีส่วนทำให้การเมืองอเมริกันหยาบขึ้น แข็งกร้าวขึ้น และพร้อมเชื่อเรื่องศัตรูมากกว่าเชื่อเรื่องกติกา ทำให้การโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ขอบเขตกลายเป็นเรื่องธรรมดา และทำให้ “คำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน” ถูกใช้ซ้ำจนผู้คนชาชิน

วันนี้ทรัมป์อาจอยู่ในฐานะผู้ถูกลอบยิง แต่ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ชื่อของทรัมป์ยังผูกอยู่กับยุคแห่ง “ความแตกแยก” ที่ลึกและยืดเยื้อ

กระสุนอาจพุ่งใส่ตัวบุคคลเพียงชั่วขณะ แต่รอยแผลจาก “การเมืองแบบทรัมป์” ยังตามหลอนสหรัฐฯ ต่อไปอีกนาน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

โฆษกรัฐบาล เผย วงคุย นายกฯ-รมว.กลาโหมสิงคโปร์ ชื่นมื่น ระบุ สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินคุ้มทุนทางศก.รอบคอบ ลั่น ไม่เสนอกระดาษเปล่าเข้า ครม.แน่นอน 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อเดินทางมาถึงนายกฯได้ขึ้นไปสักการะองค์นรสิงห์

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อแนะนำตนเอง โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าร่วมด้วย ทันทีที่มาถึงนายอนุทิน ได้ลงมาให้การต้อนรับ พร้อมกับจับมือ และกล่าวทักทาย ก่อนจะแนะนำพล.ท.อดุลย์ 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองอย่างมาก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ มีมาอย่างยาวนานและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก็ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการแต่งตั้ง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีการหารือประเด็นสำคัญหลายประเด็น อาทิ ความร่วมมือด้านความมั่นคง ด้านการทหาร ซึ่งสิงคโปร์ได้ขอบคุณประเทศไทย ที่มีบทบาทในการฝึกคอบร้าโกลด์ ประจำปี 2569 ซึ่งเรื่องนี้จะดำเนินต่อไป เพราะถือเป็นพันธกิจระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์ร่วมกัน 

นอกจากนี้ นายอนุทินยังเสนอเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมทางทะเล เพราะทั้งสองประเทศมีความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ และในเรื่องการบิน สิงคโปร์มีความทันสมัย เป็นที่ยอมรับ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมทางทะเล ซึ่งรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็เห็นด้วย ในการร่วมผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังมีการหารือถึงประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่า เราควรจับมือผลักดัน การสร้างความพอเพียงในภูมิภาค ทางด้านพลังงานฟอสซิล และพลังงานแสงอาทิตย์ 

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องโครงการแลนด์บริจด์ รัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความสนใจ เพราะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และหากมีความชัดเจนและสามารถผลักดันได้ ก็จะมีนักลงทุนจากสิงคโปร์ รวมถึงชาติอื่นๆ มาร่วมพัฒนาโครงการนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า สิงคโปร์จะมาช่วยสนับสนุนนักลงทุน หรือมาช่วยเรื่องอะไร น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่คุยลงลึกในรายละเอียด แต่เขารับทราบความน่าสนใจของโครงการนี้ และเห็นโอกาสว่าถ้าทำได้จริง โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยและภูมิภาค

เมื่อถามว่า สิงคโปร์พร้อมร่วมมือผลักดันโครงการนี้กับไทยใช่หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงรายละเอียด แต่รัฐมนตรีของสิงคโปร์กำลังติดตามโครงการนี้อยู่ เพราะเรื่องนี้ต้องผลักดัน และมีความชัดเจนจากรัฐบาลในระดับต่อๆ ไป ถึงจะค่อยมีการพูดถึงการลงทุน 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่า ยังไม่มีการแสดงตัวเลขความคุ้มทุน แต่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการนี้แล้ว น.ส.รัชดา กล่าวว่า เรื่องนี้มีการผลักดันมาหลายปีแล้ว และโครงการใหญ่ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะฉะนั้นขอบคุณฝ่ายค้านที่มีความกังวลในเรื่องนี้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการกระดาษเปล่าได้หรอก และไม่สามารถอยู่ๆ จะซุกแล้วทำเลย โดยที่ไม่ให้ประชาชนรู้ ดังนั้นอย่าได้กังวล ทุกอย่างโปร่งใส และย้ำว่าโครงการนี้ เป็นการนำเงินจากเอกชนมาลงทุน

เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร เพราะเหมือนยังมีแรงต้าน น.ส.รัชดา กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ทุกโครงการขนาดใหญ่ ต้อง ทำความเข้าใจกับประชาชน ทุกความกังวลเราต้องรับฟัง และเราต้องสื่อสารเรื่อยๆ เพราะขณะนี้การสื่อสารกับประชาชนไม่ง่าย ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียว ซึ่งนายกฯ เน้นย้ำอยู่แล้วว่า จะทำอะไรต้องเข้าใจหัวอกประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะสำเร็จและเกิดขึ้นจริง น.ส.รัชดา กล่าวว่า เป็นความตั้งใจที่ดีของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน และหวังว่าประชาชนจะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่าดูเหมือนหลายประเทศให้ความสนใจประเทศไทย ทั้งประเทศจีนและสิงคโปร์ ยังมีประเทศอื่นอีกหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ขออย่าด้อยค่าศักยภาพของประเทศไทยว่าคนโน้นก็ไม่สนใจคนนี้ก็ไม่สนใจ ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง เรามีความน่าเชื่อถือทางด้านการเงินการคลัง ซึ่งในรอบ2ปีที่ผ่านมาไทยกลับมาอยู่ในอันดับประเทศที่นักลงทุนสนใจอยากลงทุน และประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน แต่เรามีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันซึ่งทั่วโลกเป็นหมด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความมั่นคงและมีความน่าสนใจที่ประเทศอื่นไม่มี แต่ทำไมยังมีคนบางกลุ่มคิดด้อยค่าทำลายความน่าเชื่อถือ 

“อย่าคิดว่าพวกคุณพูดกันเองเพื่อที่จะสร้างประเด็นทางการเมืองแค่ในประเทศ ทุกคำพูดที่คุณด้อยค่าประเทศไทยต่างชาติก็ฟังอยู่ และยิ่งคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองออกมาพูดในลักษณะดูว่าประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือแบบนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอให้โฟกัสการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ความเหมาะสม ความกังวล ขอให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ประเด็นที่คิดว่าประเทศไทยไม่มีศักยภาพ นั่นไม่ใช่ประเทศไทย” น.ส.รัชดา กล่าว

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.40 น.

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ทั้งไทย-จีน ช่วยผลักดันสินค้า

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ตั้งกระทู้ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กรณีการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครงวงจร จ.จันทบุรี  ที่พบถูกเลื่อนการทำโครงการดังกล่าวทั้งที่มีการอนุมัติจากรัฐบาลถึง 2 ครั้ง และผ่านการทำประชาพิจารณ์จากคนในพื้นที่ซึ่งได้รับความเห็นชอบ ทำให้ชาวสวนในพื้นที่ขาดโอกาสในการขายสินค้าและเสียโอกาสให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ชิงขายสินค้าตัดหน้าและพบการกดราคาสินค้าผลไม้ของชาวสวนไทย ทั้งนี้โครงการศึกษามากว่า 20 ปีและมีความพร้อมทุกอย่าง ดังนั้นขอถามถึงความชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเดินหน้าและนำเข้าที่ประชุม ครม. เมื่อใด 

โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า การจัดการพืชเกษตร รัฐบาลสนใจมุ่งมั่นทำให้ดี เกษตรกรทำรายได้ตั้งต้น 6% ของจีดีพี แต่มีแรงงาน 30% ถือไม่มีความสมดุล หากแก้ไขได้ จะทำให้คนใประเทศกินดีอยู่ดี เป็นความตั้งใจของรัฐบาลให้สินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดีการดูแลสินค้าเกษตรต้องบูรณาการการแก้ปัญหาทุกภาคส่วน ขณะที่ในพื้นที่ จ.จันทบุรี  ตนได้ลงพื้นที่ได้เห็นล้งที่ทำถูกต้อง ทั้งนี้มีล้งจำนวมากที่ให้ทีมงานตรวจดูแล  หากไม่ดีต้องจัดการรวมถึงดูแลเรื่องคุณภาพ 

“ที่คุยกันไม่เฉพาะตลาดกลาง แต่คือศูนย์บริหารผลไม้องค์รวม รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร สำหรับทุเรียนที่มีผลผลิตจำนวนมาก ได้ดูห้องเย็นเพื่อยืดอายุของผลไม้ อย่างไรก็ดีเรื่องที่ตั้งคำถามจะขอรับไปดูแล ไม่เฉพาะตลาดกลางแต่ดูเรื่องแปรรูปเพื่อให้สินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่าและเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น” นายศุภจี กล่าว 

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้เตรียมทำการตลาดแบบใหม่และต่อเนื่อง โดยจะให้อินฟลูเอนเซอร์จากประเทศจีนมาไลฟ์ที่ล้งไทย และให้อินฟลูเอนเซอร์ภายในประเทศช่วยกันผลักดัน เพราะมีสินค้าที่ต้องผลักดันจำนวนมาก ดังนั้นเกษตรกรไม่ต้องนำผลไม้เร่ขายริมถนนอีกต่อไป

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

โสภณ เปิดงานสภาฯ พบประชาชน ร่วมแก้ปัญหายาเสพติด ชี้ ต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ภายใต้งบประมาณที่กระจัดกระจาย บอก วางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กม. ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน กิจกรรมส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวปาฐกถา พิเศษหัวข้อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ว่า ปัญหายังคงมีเพิ่มขึ้นที่จะสร้างความรุนแรงให้กับสังคมไทย ตลอดจนขนาดนี้สังคมกำลังเกิดวิกฤตการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งวิกฤตการณ์ การแข่งขันทางการค้าวิกฤตการณ์ โรคอุบัติใหม่ รุมโหมกระหน่ำมายังโลกนี้ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ และผลกระทบที่สำคัญคือวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล ในฐานะนิติบัญญัติได้ฟังฝ่ายบริหารและความเดือดร้อนของประชาชน

นายโซภณ กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่ได้ต่อสู้กับยาเสพติดมาตลอด3ปี เมื่อครั้งได้เป็นรองนายกฯ ก็ได้สัมผัสกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และได้เห็นปัญหาคือหน่วยงานของยาเสพติดมีภารกิจทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ต่างคนต่างทำ ดังนั้นจึงเห็นว่าควรเน้นไปที่การบูรณาการ ซึ่งครั้งนี้เรามีโอกาสได้ระดมสมองกันจากหลายๆจังหวัด ถ้าประสบความสำเร็จได้จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ เพราะคำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาโดยตลอด ถ้าวันนี้ได้ข้อสรุปแล้วนำไปสู่การปฏิบัติในช่วงที่ประเทศกำลังเจอวิกฤตกับงบประมาณที่มีอย่างจำกัด วันนี้จึงอยากเห็นการบูรณาการในการใช้เงินร่วมกันของแต่ละภาคส่วน 

“เราต้องไปเอกซเรย์กฎหมาย ว่ากฎหมายเพียงพอแล้วหรือยัง ผมในฐานะประธานรัฐสภา สิ่งที่มีความตั้งใจคือสถาบันนิติบัญญัติจะต้องเป็นสถาบันหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศนี้ พร้อมกับฝ่ายบริหาร นั่นคือใช้กฎหมายแก้ปัญหาของประเทศ ฉะนั้น ผมอยากเห็นสมาชิกรัฐสภา ต้องร่วมมือมีการแก้ปัญหา กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่างๆทั้งเรื่องการลงทุนหรือเรื่องการเสพติดให้เร็วที่สุด เป็นกฎหมาย ที่อยากใช้คำว่าวางการเมืองไว้ก่อนได้หรือไม่ เรามาร่วมกันทำงานจริงๆ เพราะอยากเห็นประเทศนี้ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยงบประมาณ การแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวกและผลักดันให้ประเทศนี้เดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องลงทุน เราไม่อยากเห็นกฎหมายบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้วยังประกาศใช้ไม่ได้ ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องร่วมกันจริงๆคือบางเรื่องต้องลดคำว่าการเมืองออก ถ้าเห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนประเทศนี้ ”นายโสภณ กล่าว