ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“รองนายกฯ ยศชนัน” เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

    วันที่ 27 เม.ย. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม MOE Human Capital Blueprint Workshop “การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์” ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. ตลอดจนผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วม

           ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการบูรณาการการทำงานด้านการศึกษา เพราะ “การศึกษาเป็นเรื่องที่เราอยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง” ซึ่งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เคยเรียนมา เช่น ด้านคอมพิวเตอร์หรือภาษาคอมพิวเตอร์ อาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยี” แต่คือ “การให้คุณค่ากับคน” และการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการ Reskill และ Upskill เพื่อให้สามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลง

         สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ใช้ระยะเวลาเป็นรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และอาจจะช้าไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะปรับตัว เวทีในวันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายสำคัญในการสร้างฉันทามติร่วมกันจากทุกภาคส่วน แม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจำเป็นต้องรับฟัง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศ

       โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมและพื้นที่กลาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีสิทธิออกเสียงต่าง ๆ ได้ ทั้งในมิติของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้นำข้อมูลจากอดีตมาประมวลผล และจัดกระบวนการเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสม ตลอดจนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และในส่วนของกรอบระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

        ในส่วนของทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์นั้น ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของคนไทยให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม โดยต้องเริ่มตั้งแต่การวางรากฐานที่สำคัญในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการส่งเสริมโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

       การเริ่มต้นทำตามความฝันโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบเดิม เป็นแนวคิดสำคัญของการจัดการศึกษาในยุคใหม่ เด็กทุกคนควรมีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนตามที่ต้องการ โดยต้องคำนึงด้วยว่าผู้เรียนในแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงควรมุ่งเน้นที่ “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” มากกว่าการยึดติดกับชื่อเสียงของสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว

          ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า จากผลการประเมิน PISA 2022 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ในทุกด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเด็กไทยขาดศักยภาพ แต่สะท้อนให้เห็นว่า “สถาปัตยกรรมของระบบการศึกษา” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าครูไทยจะมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับภาระงานเอกสารและกระบวนการประเมินต่าง ๆ

      ขณะเดียวกัน ในมิติของตลาดแรงงาน โลกมีการ Reskill อย่างต่อเนื่องในรอบระยะเวลาเพียง 3 ปี แต่แรงงานไทยกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการพัฒนาทักษะ อีกทั้งยังมีผู้เรียนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำงานและมีรายได้แล้ว แต่กลับไม่ได้รับการรับรองคุณวุฒิจากระบบการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้แนวคิดเรื่องระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ

     ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข “การพัฒนาทุนมนุษย์” หมายถึงการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ที่มีความรอบด้าน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีศักยภาพในการทำงานและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด

     กระทรวงศึกษาธิการจะจัดเวทีในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟัง แลกเปลี่ยน และวิพากษ์แนวคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเปลี่ยนข้อสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้เราแบ่งการระดมสมองออกเป็น 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ ได้แก่ 

      1. การเพิ่มความคล่องตัวให้สถานศึกษา : เราจะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และโรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรได้เองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร 

2. การเรียนรู้ไร้รอยต่อ : เราจะทำให้ระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเทียบโอนทักษะ เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร 

3. คืนเวลาให้ครู : เราจะดึงงานเอกสารออกจากครูและแยกงานบริการอาหารกลางวันออกจากงานสอนได้อย่างไร 

4. สถานศึกษาปลอดภัย : เราจะสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระได้อย่างไร

5. สถาปัตยกรรมวิชาชีพครูยุคใหม่ : เราจะสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทยได้อย่างไร

               ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง คือ การกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง (โต๊ะรัฐมนตรี ศธ.) แล้วถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ ซึ่งมักจะไปไม่ถึงห้องเรียน กับอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ผู้บริหารสถานศึกษา และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้ในครั้งนี้ โดยข้อมูลและประเด็นปัญหาที่นำมาพิจารณา ล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคการศึกษา อาทิ Inskru เครือข่าย Thailand Education Partnership (TEP) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “All for Education” หรือ “ปวงชนเพื่อการศึกษา”

              ขณะที่ นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำถึง “ฐานราก” ที่สำคัญยิ่งของสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ของประเทศ นั่นคือ “ความปลอดภัยและสิทธิของเด็กนักเรียน” เราทุกคนทราบดีว่าต่อให้เรามีหลักสูตรที่ทันสมัย หรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพียงใด แต่หากเด็กนักเรียนยังต้องเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัว หากเขายังถูกละเมิดสิทธิ ถูกบูลลี่ หรือรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟังเมื่อเกิดภัย การพัฒนาทุนมนุษย์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานที่ให้ความรู้ แต่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการดูแลและคุ้มครองเด็กนักเรียนทุกคนอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

          หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดระเบียบเท่านั้น ยังรวมถึงการพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ ที่สามารถนำไปใช้ มีความชัดเจน และที่สำคัญคือ “สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง” สำหรับเด็กนักเรียน โดยดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจหรือการปกปิดข้อมูลที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น

          สำหรับกิจกรรม Workshop ในวันนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมภารกิจที่ 4 ขอฝากความหวังในการร่วมกันออกแบบ “ระบบคุ้มครองสิทธิและระบบร้องเรียนการละเมิดสิทธิ” ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาใช้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง เพื่อเป็นการคุ้มครองและปกป้องสิทธิของเด็ก รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เด็กและครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถเข้าถึงระบบการร้องเรียนนี้ได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เราต้องการเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ
 

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้รับมอบหมายจาก น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) ที่ได้หารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (กห.) ให้กรมศิลปากรเริ่มดำเนินการบูรณะซ่อมแซมปราสาทตาควาย ที่ ต.บังได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยให้ตั้งงบประมาณปี 2570 คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี กำหนดงบประมาณไว้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเบื้องต้น 2 ครั้ง ได้มีการประชุมวางแผนการทำงานไว้ทั้งหมดแล้ว และจะเริ่มการบูรณะในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย การสำรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทอย่างละเอียด การขุดแต่งรอบปราสาทเพื่อหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม พร้อมเสริมมั่นคงแข็งแรงฐานราก จากนั้นจะรื้ออิฐ และเรียงหินที่ตกลงมาตัวจากปราสาท โดยจะจัดทำสัญลักษณ์ของหินทุกก้อน และในปี 2571 จะเป็นขั้นตอนประกอบหินให้กลับไปตัวปราสาท

นายพนมบุตร กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นในส่วนตัวปราสาท พบว่า อิฐเก่าใช้ได้ 40 – 50% ที่เหลือจะเสริมอิฐใหม่เข้าไป ซึ่งการบูรณะจะทำให้เห็นว่า อะไรเป็นอิฐเก่าและส่วนของอิฐใหม่ที่เสริมเข้าไป โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาที่มีความเชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และโบราณคดีร่วมกันดำเนินการ โดยตลอดระยะเวลาของการบูรณะได้รับความยืนยันจาก รมว.กห.ว่าจะ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมทำงานและร่วมดูแลความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่จนกว่าจะบูรณะจะแล้ว รวมทั้งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ พร้อมกันนี้ จะมีการจัดทำแผนการขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามแนวชายแดนอีสานใต้ที่มีอยู่ประมาณ 30 แห่ง เพื่อขึ้นทะเบียนด้วย

นายพนมบุตร ยังเปิดเผยอีกว่า ได้รับคำยืนยันจาก รมว.กลาโหม ว่าจะให้ทหารเข้ามาร่วมดูแลความปลอดภัยตลอดการบูรณะ เพราะสิ่งที่น่าห่วงเราไม่รู้ว่าทางทหารกัมพูชาทิ้งอะไรไว้บ้าง โดยเฉพาะในตัวปราสาทที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยทหารจะอยู่รักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรตลอด รวมทั้งการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้กับการบูรณะเพื่อความปลอดภัย มั่นใจ 100% ว่า กรมศิลป์ซ่อมได้ ทุกอย่างจะกลับมางดงามดังเดิม เพราะปราสาทแห่งนี้เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานความรักชาติของคนไทยที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทหารได้เสียสละเลือดเนื้อปกป้องมาด้วยชีวิต จึงพร้อมระดมกำลังบูรณะอย่างเต็มกำลัง

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” เผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ

วันจันทร์ที่ ๒๗ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้ เวลา ๑๐.๑๙ น. ณ ศาลาการเปรียญ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

ในการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร มาถวายให้พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ ป.ธ.๘) เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

โดยมีพิธีการดังนี้

เมื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เดินทางถึงศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร แล้ว 
– จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย 
– กราบราบ 
– ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– ถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ 
– ถวายความเคารพ 
– นั่งเก้าอี้ที่จัดไว้ 
– เจ้าหน้าที่ อาราธนาศีล 
– ประธานสงฆ์ พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ วัดราชโอรสาราม ให้ศีล จบแล้ว 
– พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายพระธรรมวชิรปฏิภาณ
ในขณะนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 
– นั่งเก้าอี้ 
– ไปประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
– นั่งเก้าอี้ 
– พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา 
– พระธรรมวชิรปฏิภาณ ถวายอดิเรก 

จากนั้น
– กราบที่เครื่องนมัสการ
– ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– กราบลาพระสงฆ์ 
– ออกจากศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร 
– เดินทางกลับ 
– เป็นเสร็จพิธี 

การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ตั้งสมณศักดิ์ให้พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ นั้น ก็เพื่อถวายให้พระเดชพระคุณได้รับภาระธุระพระพุทธศาสนามีมานะอุตสาหะเผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้วัฒนาสถาพรโดยยิ่งขึ้นไป เหตุเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ตั้งพระทัยเพื่อจะยอยกพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตั้งมั่นในราชอาณาจักรไทย ตลอดนิตยกาล 
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ 

ขอถวายพระพร 

คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร พร้อมด้วย คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมเตรียมความพร้อมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การดำเนินพิธีการในวันจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

บรรยากาศการรายงานตัวที่บริเวณถนนหน้าอาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ โดยบัณฑิตที่มีกำหนดเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 27 เมษายน เริ่มรายงานตัวเวลา 06.00 น. และกลุ่มวันที่ 28 เมษายน รายงานตัวเวลา 09.00 น. ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีระบบ RFID มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมทั้งมีการตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอย่างละเอียด ก่อนที่คณะกรรมการควบคุมแถวจะนำบัณฑิตผ่านระบบ Gateway เพื่อเข้าสู่พื้นที่ประกอบพิธีภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ

ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวนรวมทั้งสิ้น 7,297 คน ประกอบด้วย บัณฑิตระดับปริญญาเอก 119 คน ปริญญาโท 261 คน และปริญญาตรี 6,917 คน จากนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการฝึกซ้อมพิธีการและการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันตามคณะต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ โดยมีครอบครัวและญาติมิตรเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 27 และ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.26 น.

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือ ฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง ขอบคุณ นายกฯ-ครม. ให้ความสำคัญงาน นิติบัญญัติ เผยยังไม่มีชงยืนยันร่างกฎหมายจากรบ.เข้ามา ตอบกลับกระแสเรียกร้องทวง แก้รธน. ถึงเวลาพร้อมต้องมาคุยกัน ชี้ขณะนี้รัฐบาลโฟกัส ปากท้อง-ศก.-พลังงาน-ตะวันออกกลาง ไร้กังวลเงื่อน ประชามติ ยังไงก็ต้องพิจารณาในรัฐสภา

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมวิปรัฐบาลนัดแรกว่า เป็นการเตรียมการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์นี้ตามปกติ ทั้งการพิจารณาญัตติในวันพุธ และการพิจารณากระทู้ถามต่างๆวันพฤหัสบดี ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านแสดงความกังวลเรื่องการมาตอบกระทู้ของคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้น ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี และครม. ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทางนายกฯก็ย้ำกับครม.ทุกคนให้ความสำคัญกับการมาตอบกระทู้ โดยในสัปดาห์นี้กระทู้ทั่วไปได้รับการยืนยันจากครม.ว่าจะมาตอบกระทู้ทุกคน ขณะที่กระทู้สด หากเป็นกระทู้ของรัฐบาล จะมีการประสานงานล่วงหน้าเพื่อล็อคคิวให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องใน ครม.มาชี้แจง สำหรับกระทู้ของฝ่ายค้าน ขอความร่วมมือ หากทราบล่วงหน้าว่าจะถามรัฐมนตรีท่านใดขอให้แจ้งมาที่วิปล่วงหน้าว่าจะถามรัฐมนตรีท่านใด ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ว่าจะถามเรื่องอะไร เพื่อจะได้ประสานล็อคคิวให้รัฐมนตรีมาชี้แจง ยืนยันว่าวิปรัฐบาล และ ครม.จะให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ในสภาฯสมัยประชุมนี้แน่นอน

เมื่อถามว่ามีการส่งสัญญาณจากรัฐบาลในเรื่องการพิจารณายืนยันร่างกฎหมายหรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า การยืนยันร่างกฎหมาย รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแน่นอน วันนี้จะมีการพูดคุยในการประชุมวิปรัฐบาลว่ากรอบเวลาเป็นเช่นใด เรารอเพื่อที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ แต่ในสัปดาห์หน้ายังไม่มีการยืนยันกฎหมายมาจาก ครม. 

เมื่อถามถึงกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า รัฐบาลกับสภาฯคงต้องมาคุยกัน ถ้าจะแก้เราจะแก้ในประเด็นใด ถึงเวลาหรือมีเรื่องเร่งด่วนอย่างไรที่จะต้องแก้ ขณะนี้ตนคิดว่ารัฐบาลน่าจะโฟกัสไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ พลังงาน สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เป็นต้น 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเรื่องของประชามติด้วย นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ได้ผ่านการทำประชามติมาแล้ว จะช้าหรือเร็วยังไงก็ต้องนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอยู่แล้ว คงต้องมาดูว่าเมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะแก้ในประเด็นไหน กฎกลไกที่จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ถึงเวลาก็คงจะเห็นหน้าตา

ยินดีรับฟัง หากสร้างสรรค์ ปธ.วิปรัฐบาล มอง พรรคส้ม ผุด ครม.เงา เป็นเรื่องดี

ยินดีรับฟัง หากสร้างสรรค์ ปธ.วิปรัฐบาล มอง พรรคส้ม ผุด ครม.เงา เป็นเรื่องดี

ยินดีรับฟัง หากสร้างสรรค์ ปธ.วิปรัฐบาล มอง พรรคส้ม ผุด ครม.เงา เป็นเรื่องดี

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

วันนี้ 27 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 14.10 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนเตรียมตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านและเป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านจะได้มีผู้รับผิดชอบโดยตรงในการติดตามประเด็นต่าง ๆ ของครม. จะต้องดูว่าเนื้อหาสาระการทำงานของครม.เงาจะเป็นอย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะฝ่ายค้าน มีข้อเสนอแนะหรือข้อท้วงติงใด หากเป็นไปโดยสร้างสรรค์ นายกรัฐมนตรี และครม.ชุดนี้ยินดีที่จะรับฟัง เรื่องไหนที่นำมาปรับใช้กับนโยบายของรัฐบาลได้ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนก็มีความยินดี

เมื่อถามว่ามองว่า เรื่องการทำงานของรัฐมนตรีเงาอย่างไรเพราะในอดีต ครม. เงาของพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำงานอย่างเข้มข้น  นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นว่าการทำงานจะเป็นอย่างไร ขอรอติดตามการทำงานก่อน แล้วค่อยให้ความคิดเห็นในภายหลัง ส่วนตัวคิดว่าการมีครม.เงา สุดท้ายแล้วที่ได้ประโยชน์ก็คือประชาชน น่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบได้ 

กรวีร์ ปริศนานันทกุล
กรวีร์ ปริศนานันทกุล
กรวีร์ ปริศนานันทกุล

วัชระพล เร่งจ่ายเงินเกษตรกร เปิดแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. พร้อมตรวจสต๊อคนม

วัชระพล เร่งจ่ายเงินเกษตรกร เปิดแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. พร้อมตรวจสต๊อตนม

วัชระพล เร่งจ่ายเงินเกษตรกร เปิดแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. พร้อมตรวจสต๊อตนม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

“วัชระพล ”เปิดแนวทางเร่งฟื้นฟู อ.ส.ค. เร่งจ่ายเงินเกษตรกร  พร้อมเดินหน้าตรวจสต๊อตนม ก่อนเดินหน้าปรับสู่การเป็นรัฐวิสาหกิจที่มั่นคง

วันนี้ 27 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการฟื้นฟู องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้กลับมาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเกษตรกรโคนมอย่างยั่งยืน ว่า แนวทางการปัญหาเบื้องต้นในระยะสั้นคือการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน โดยในระยะด่วนนี้คือต้องให้เกษตรกรได้รับเงินที่ค้างจ่ายให้ครบถ้วนก่อน

วัชระพล ขาวขำ

ส่วน ในระยะกลางมองว่า ต้องปรับโครงสร้างในการทำงานของ อ.ส.ค. โดยย้ำว่า อ.ส.ค. เป็นองค์กรที่มึศักยภาพสูง มีทรัพยากรที่ดี ขาดเพียงการบริหารจัดการ โดยเชื่อว่าหากใช้หลักตลาดนำการผลิตมาเสริม จะสามารถเพิ่มรายได้อย่างแน่นอน ส่วนในระยะยาว มุ่งมั่นที่จะให้ อ.ส.ค. เป็นหน่วยงานที่สามารถยืนได้ตัวเองได้และจะต้องเป็นองค์หลักที่จะต้องดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดูแลเกษตรกรโคนมได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับจำนวนนมกล่องของ อ.ส.ค. ที่คงค้างในสต็อกนั้น ขณะนี้ได้สั่งการเร่งให้มีตรวจสอบจำนวนแล้ว เพื่อนำมาบริหารจัดการอย่างทันท่วงทีต่อไป

สะพัดพรรคส้มเคาะแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ ทิ้งเก้าอี้สส. ลงชิงผู้ว่ากทม.

สะพัดพรรคส้มเคาะแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ ทิ้งเก้าอี้สส. ลงชิงผู้ว่ากทม.

สะพัดพรรคส้มเคาะแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ ทิ้งเก้าอี้สส. ลงชิงผู้ว่ากทม.

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 26 เมษายน เฟสบุ๊กพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความนัดหมายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรค โดยระบุว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากแค่ไหนสำหรับคุณ? เตรียมพบแคนดิเดตผู้ว่าประชาชน พร้อมทีมงานที่จะมาเสนอแผนการสร้างกรุงเทพ ที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน 5 พ.ค. นี้ เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่มิวเซียมสยาม”

สำหรับการสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม. ซึ่งกำหนดเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน หลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 21 พฤษภาคม ในส่วนของพรรคประชาชน มีข่าวมาเป็นระยะ ถึงชื่อบุคคลที่จะสวมเสื้อสีส้มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากทม. อาทิ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center พรรคประชาชน และนายวิโรจน์ ลักขนาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ปี 2565

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

อย่างไรก็ตามล่าสุดมีข่าวว่า พรรคประชาชนได้ข้อยุติแล้วว่า จะส่ง ดร.โจ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ลงสมัคร โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้

สำหรับประวัติของ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” หรือ “ดร.โจ” อายุ 44 ปี จบการศึกษาระดับมัธยม จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท Master of Science (Information Science), Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) และปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Information Science), Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST)

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ประวัติการทำงาน

2545 วิศวกร บริษัท Schlumberger Overseas S.A.

2551-2554 นักวิจัย Japan Advanced Institute of Science and Technology

2554-2556 นักวิจัยอาวุโส NEC Corporation, Central Research Labs.

2556-2566 ธนาคารแห่งประเทศไทย ตำแหน่งสุดท้ายคือ รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร

2563-2564 Advisor, Bank for International Settlements (BIS), Innovation Hub

2566-2568 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน

2569 – ปัจจุบัน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร – โจ – Chaiwat Sathawornwichit 

สว.เศรณี โวยราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนเช็กสต็อก ด้าน ศุภจี ฟาด พูดไม่สร้างสรรค์

สว.เศรณี โวยราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนเช็กสต็อก ด้าน ศุภจี ฟาด พูดไม่สร้างสรรค์

สว.เศรณี โวยราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนเช็กสต็อก ด้าน ศุภจี ฟาด พูดไม่สร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

สว.เศรณี โวยแรงราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนตรวจสอบสต็อก ด้าน ศุภจี สวนกลับนิ่มๆ พูดแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ ควรให้เกียรติกันทำงาน แจง ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลอดเผา ต้องขึ้นทะเบียน-ทำตามมาตรการจัดระเบียบ-แจ้งนำเข้าใน30วัน ช่วยลดฝุ่นพิษ

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สอบถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า แม้เกษตรกรจะทำตามมาตรฐาน นำพันธุ์ที่มีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 25-28% มาปลูก แต่การรับซื้อปาล์มน้ำมันมักตรวจสอบด้วยตา หรืออัตโนตา ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันเพียง 17%-18% ขอให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มให้รับซื้อผลผลิตที่เป็นไปตามชั้นปาล์ม ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสต๊อกน้ำมันให้ตรวจจริง อย่านั่งเทียน  

ด้านนางศุภจี ชี้แจงว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบพบว่า ขึ้น-ลง ขณะนี้อยู่ในช่วงราคาลงต่อเนื่อง ราคาน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซีย อยู่ที่ 37.48บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายในประเทศอยู่ที่  38บาทต่อกิโลกรัม เมื่อราคาส่งออกไม่ดีกว่าขายในประเทศ จึงไม่มีใครอยากส่งออก  การขึ้น-ลงของราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ยืนยันไม่มีนโยบายห้ามการส่งออก แต่การส่งออกได้ต้องขออนุญาต ส่วนที่บอกอย่านั่งเทียนนั้น ควรให้เกียรติกัน ตนและข้าราชการทำงานเต็มที่ การพูดแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ ที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากนั้นนางศุภจียังตอบกระทู้สดเรื่องมาตรฐานการจัดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดปัญหา PM 2.5 ของนายพละวัต ตันศิริ สว.ว่า  กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ว่า ผู้นำเข้าจะต้องรับรอง และปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2569 โดยผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนการนำเข้า และมีหนังสือรับรองตัวเองว่า เป็นผลผลิตทำการเกษตรปลอดการเผา เพื่อแสดงต่อกรมศุลกากร รวมถึงต้องแจ้งรายงานการนำเข้าให้กรมการค้าต่างประเทศทราบภายใน 30วัน นับจากวันนำเข้า ถือเป็นมาตรการเบื้องต้นในระยะปรับตัว เพื่อควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบบปลอดการเผา ส่วนมาตรการระยะยาวนั้น จะยกเลิกการรับรองตัวเองของผู้นำเข้า เป็นมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เป็นสากล มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงมีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ภายหลังการนำเข้าแล้ว หากพบว่า แปลงที่นำเข้าสินค้ามีการเผา จะยกเลิกไม่ให้มีการนำเข้าต่อไป

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้ สว. โอด วันนี้กินแห้วอีกแล้ว แซว พัฒนา เมื่อคืนไปกินก๋วยเตี๋ยว นายกฯ แต่ไม่ยอมมาตอบ ถาม นายกฯ ไม่กำชับเหรอ

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. แถลงถึงวาระตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของรัฐมนตรีในที่ประชุมวุฒิสภา ว่า ตนขอขอบคุณนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มาตอบกระทู้ นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีผู้หญิงอีกคน ตนคิดว่ารัฐบาลนี้คงจะพึ่งสุภาพสตรีกันมาก ที่เหลือไม่ออกมาตอบกระทู้เลย ซึ่งรัฐมนตรีที่ตนอยากให้มาตอบคือนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มาตอบตน วันนี้ก็กินแห้วแล้ว ตนอยากถามกระทู้เรื่องความก้าวหน้าวิชาชีพพยาบาล 

“เมื่อคืนเห็นไปกินก๋วยเตี๋ยวกับนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้กำชับหรือ หรือก๋วยเตี๋ยวติดคอ ฝากเรื่องพยาบาลทั่วประเทศ เขากำลังรอคำตอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะแก้ปัญหาเรื่องโครงการพยาบาลที่ประสบปัญหาอย่างอย่างไรบ้าง ถ้าอาทิตย์หน้าไม่มาตอบอีก ก็จะทวงแบบนี้ต่อไป” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว