พลโทอดุลย์ ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่ยึดอุดมการณ์เดียวกัน

พลโทอดุลย์ ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่ยึดอุดมการณ์เดียวกัน

พลโทอดุลย์ ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่ยึดอุดมการณ์เดียวกัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

‘พลโทอดุลย์’ โพสต์ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 แต่มียึดเดียวกันในฐานะทหารของแผ่นดิน

26 เมษายน 2569 พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Adul A Day” ระบุว่า หลายคนคงทราบแล้วว่า ผม , ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน รุ่น 26

อาจเป็นจังหวะของชีวิต หรือเป็นความบังเอิญของเวลา ที่วันนี้เพื่อนร่วมรุ่นได้มารับผิดชอบภารกิจสำคัญของประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน แต่สำหรับผม สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเราไม่ได้มีเพียงคำว่า “เพื่อน ตท.26” หากแต่คือหลักยึดเดียวกันในฐานะทหารของแผ่นดิน

นั่นคือ การดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ อธิปไตยของประเทศ และราชบัลลังก์ เทิดทูนไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน

วันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพของเพื่อนร่วมรุ่นที่ได้เดินเคียงกัน แต่คือภาพของความรับผิดชอบร่วมกัน ในการทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของประเทศ ด้วยหัวใจเดียวกันครับ 

รวมเป็นหนึ่งจึงชนะ 
รุ่นเดียวกัน ภารกิจเดียวกัน
เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน

ไม่ได้มีดีแค่ไลฟ์สด! ศุภจี ย้ำแก้ปัญหาทุเรียนต้องแก้ทั้งระบบ ชูทางรอดแช่แข็ง-เพิ่มมูลค่า

ไม่ได้มีดีแค่ไลฟ์สด! ศุภจี ย้ำแก้ปัญหาทุเรียนต้องแก้ทั้งระบบ ชูทางรอดแช่แข็ง-เพิ่มมูลค่า

ไม่ได้มีดีแค่ไลฟ์สด! ศุภจี ย้ำแก้ปัญหาทุเรียนต้องแก้ทั้งระบบ ชูทางรอดแช่แข็ง-เพิ่มมูลค่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

26 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวานนี้ (25 เมษายน 2569) ได้รับข้อความจากน้องๆ อินฟลูเอนเซอร์หลายท่านที่ส่งมา อยากจะช่วยไลฟ์ขายของในโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ คิดว่า น้องๆ คงได้ติดตามจากข่าวการลงพื้นที่ และเห็นข่าวการไลฟ์ขายทุเรียนกับคุณเยี่ยน กงจู่ เยี่ยน เจินเสี่ยน อินฟูลเอนเซอร์จีน ซึ่งต้องขอบคุณมากๆ นะคะ

จริงๆ ขอเรียนว่า การไลฟ์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ของจีน เพื่อขายทุเรียนไทยไปยังตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มากสำหรับเรา เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการลงพื้นที่ค่ะ อาจจะเรียกว่า เป็นส่วนเล็กๆ ที่เราหวังผลใหญ่ในการทำตลาดทุเรียนไทยในจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วยนะคะ แต่ประเด็นสำคัญของการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวานนี้ เป็นการลงพื้นที่เพื่อดูแลและจัดการปัญหาทุเรียน “ทั้งระบบ” ค่ะ

เนื่องจากในปี 2569 เราคาดว่า ผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็น 48% ของทั้งประเทศ และผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ

เมื่อวานนี้ ได้หารือกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี สมาคมทุเรียน ผู้ประกอบการล้ง หอการค้าจังหวัด และเกษตรกร แบบนั่งล้อมวงหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ทั้งข้อมูล ความเห็น และข้อแนะนำ เพราะเราต้องรับมือกับทุเรียนที่ในปีนี้จะมีผลผลิตมากขึ้นถึง 33% และหากผลผลิตออกมามากและส่งออกไม่ทัน ก็อาจจะส่งผลกระทบกับราคา ดังนั้น สิ่งที่คุยกัน ครอบคลุมตั้งแต่ต้องเพิ่มการแปรรูป เพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ด้วยวิธีที่หลากหลาย

โดยเฉพาะการแปรรูป ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เช่น การพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งห้องเย็นและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงเพื่อให้ทุเรียนผลสดของไทยสามารถขายได้ทั้งปี ด้วยคุณภาพที่ดี เพราะ “คุณภาพต้องมาก่อน” และต้องได้ราคาที่ดีด้วย

เรายังมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณ 70% และบริโภคในประเทศ 30% โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้างโมเดิร์นเทรด กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์

กระทรวงพาณิชย์จะทำงานแบบบูรณาการ ด้วยการผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เราจะทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพผลผลิต  รวมถึงเร่งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการบริหารน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง

การลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังปัญหาและเติมเต็มสิ่งที่เกษตรกรยังขาด ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งด้านตลาด การแปรรูป และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเราพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
26 เมษายน 2569

#ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #Suphajee #SuphajeeSuthumpun #ศุภจี

วัส ติงสมิตร เปิด 8 เหตุผล ทำไม ป.ป.ช.ให้ ศักดิ์สยาม รอดคดีบัญชีเท็จ?

วัส ติงสมิตร เปิด 8 เหตุผล ทำไม ป.ป.ช.ให้ ศักดิ์สยาม รอดคดีบัญชีเท็จ?

วัส ติงสมิตร เปิด 8 เหตุผล ทำไม ป.ป.ช.ให้ ศักดิ์สยาม รอดคดีบัญชีเท็จ?

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

26 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกมติ ป.ป.ช.! ทำไม “ศักดิ์สยาม” รอดคดีบัญชีทรัพย์สินเท็จ? เปิด 8 เหตุผลที่โลกต้องรู้

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง! เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงมติสำคัญกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้ก่อนหน้านี้จะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา แต่ทำไมในมุมของ ป.ป.ช. ถึงมองว่า ‘ไม่มีความผิด’?

วันนี้เราจะมาย้อนรอยข้อเท็จจริงและบรรทัดฐานทางกฎหมาย 8 ประการ ที่ ป.ป.ช. ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญเรื่อง ‘เจตนา’ และ ‘นิติกรรม’ ในโลกของการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองครับ”

(ส่วนพรุ่งนี้เราจะมาวิจารณ์คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. พร้อมทางออกของปัญหา)

1.นิติกรรมเสร็จสมบูรณ์ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

จากการตรวจสอบพบว่า การโอนสิทธิเงินลงทุนและการชำระเงินเสร็จสิ้นตั้งแต่มกราคม 2561 และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทอย่างถูกต้อง นิติกรรมนี้เกิดขึ้น “ก่อน” นายศักดิ์สยามจะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ในตำแหน่งทางการเมือง

2. ขาดพฤติการณ์การควบคุม (De Facto Control)

ไม่พบพยานหลักฐานว่านายศักดิ์สยามเข้าไปบริหารจัดการ หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หลังการโอนหุ้น ขณะที่นายศุภวัฒน์ (ผู้รับโอน) ได้แสดงตนและบริหารจัดการในฐานะเจ้าของตามทะเบียนโดยอิสระ สอดคล้องกับพฤติการณ์ “โอนขาด” มิใช่การเชิดตัวแทน (Nominee)

3. หลักความเชื่อโดยสุจริต (Good Faith Mistake)

เมื่อนิติกรรมและการจดทะเบียนครบถ้วนตามกฎหมาย นายศักดิ์สยามย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าตนไม่มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นนั้นแล้ว ป.ป.ช. จึงวินิจฉัยว่า “ขาดเจตนาทางอาญา” ในการปกปิดทรัพย์สิน เนื่องจากยื่นข้อมูลตามพฤติการณ์ทางทะเบียนที่ปรากฏจริงในขณะนั้น

4. การยุติข้อพิพาทผ่าน “ศาลยุติธรรม”

ในประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และจบลงด้วย “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศุภวัฒน์ตกลงรับซื้อที่ดินจำนวน 323 ไร่ ด้วยราคา 51.5 ล้านบาท จากนายศักดิ์สยามเพื่อยุติข้อพิพาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาตามยอมโดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย สะท้อนถึงพฤติการณ์การซื้อขายหุ้นและที่ดินที่เกิดขึ้นจริงเพื่อเยียวยาข้อพิพาททางแพ่ง

5. การแสดงความบริสุทธิ์ใจหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย (17 มกราคม 2567) นายศักดิ์สยามได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อติดตามสิทธิคืนทันที และเมื่อคดีถึงที่สุดในศาลยุติธรรม ก็ได้แจ้ง “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน” ต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับความเป็นจริงล่าสุด แสดงถึงเจตนาสุจริตในการให้ข้อมูล

6. ผลการตรวจสอบเชิงลึก (Substantive Review)

ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่แจ้งปรับปรุงใหม่ (เช่น เงินที่ได้รับจากการขายที่ดิน) พบว่า “มีอยู่จริงและถูกต้อง” ไม่พบความผิดปกติหรือพฤติการณ์ซ่อนเร้นที่เชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน

7. การแยกแยะฐานความผิด (Legal Distinction)

ป.ป.ช. ชี้แจงความแตกต่างของบรรทัดฐานทางกฎหมายไว้ดังนี้:

• ศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยเรื่อง “ความเป็นรัฐมนตรี” โดยพิจารณาจาก “ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง” (Substance over Form)

• ป.ป.ช.: วินิจฉัยเรื่อง “การจงใจยื่นบัญชีเท็จ” ซึ่งต้องพิสูจน์ “เจตนาทุจริตทางอาญา” (Criminal Intent) เป็นสำคัญ

ดังนั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมองว่ายังเป็นเจ้าของหุ้น แต่ในทางอาญาไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นมีเจตนาปกปิดเสมอไป

8. เงื่อนเวลาที่แตกต่าง (Timeline Override)

เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น “ภายหลัง” การยื่นบัญชีทรัพย์สินในหลายกรณี นายศักดิ์สยามย่อมยื่นข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่รับรู้ ณ ขณะนั้น มติของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้จึงถือว่าไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ประการใด

เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนี้จะฟังขึ้นหรือไม่ และมีทางออกอย่างไร โปรดติดตามรายละเอียดในวันพรุ่งนี้ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
26/4/69

#ปปช #ศักดิ์สยามชิดชอบ #บัญชีทรัพย์สิน #กฎหมายน่ารู้ #การเมืองไทย #ตรวจสอบทุจริต #เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย #ศาลรัฐธรรมนูญ #วัสติงสมิตร

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ ปชป.ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลาง AI Hub

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ ปชป.ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลาง AI Hub

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ ปชป.ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลาง AI Hub

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ “ปชป.”ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น”กทม.”เป็นศูนย์กลาง”AI Hub”แห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทียบเท่าสากล ดันลุยโปรโมตผ่านศึกเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯกทม.-สก.” ยันพร้อมร่วมมือทำงานทุกฝ่าย-ทุกพรรคการเมือง

26 เมษายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานเสวนาสาธารณะระดับสูงภายใต้หัวข้อ “Thailand in the AI Race” (ประเทศไทยอยู่ส่วนไหนในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี AI) เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (25 เม.ย.) ที่ร้าน maze bangkok กทม. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายจากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง (From Vision to Execution) โดยรวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเหล่านักพัฒนาเทคโนโลยี ร่วมกำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศไทยให้เท่าทันกระแสโลก เป็นครั้งแรกที่เกิดเวทีผลักดันดังกล่าวจากการผลักดันของพรรคประชาธิปปัตย์ ที่จะยกระดับประเทศไทยไประดับสากล

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานเสวนาว่า พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นทางเลือกที่มุ่งมั่นจะผลักดัน โดยเริ่มจากกรุงเทพมหานคร ที่มีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมจะเป็นศูนย์กลางที่จะผลักดันวิสัยทัศน์การพัฒนาเทคโนโลยี AI Builder Hub แรกให้เกิดได้จริง และขยายไปทุกภาคของประเทศไทย โดยเราพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน พร้อมเป็นตัวกลางของทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มคน ทุกช่วงวัย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยดึงการลงทุนที่เป็นการสร้างงานระยะยาว ที่ไม่ใช่แค่เม็ดเงินจากการท่องเที่ยว แต่เป็นเม็ดเงินจากการอยู่อาศัย การลงทุนของกลุ่มนักลงทุน คนทำงานที่มีคุณภาพ จากนั้นก็จะเกิด Ecosystem การทำงานที่เป็นระบบยกระดับคนไทยไปพร้อมกับสากล

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า AI Builder Hub คือแนวทางที่จะสนับสนุน กลุ่มนักลงทุนที่ทำธุรกิจ AI ในประเทศไทย ให้เติบโต ผ่านการประสานงานที่ครบวงจร โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีทั้งความพร้อมด้านกฎหมาย ด้านการหาแหล่งลงทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของ บุคคลากรในทำงานในประเทศ ตั้งเป้าที่จะประสานงาน BOI จับคู่นักลงทุนที่เหมาะสมของประเทศไทยกับต่างชาติ การจัด Workshop ให้เยาวชนและ Reskill บริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านรองรับการเปลี่ยนแปลงเรื่อง AI โดยปักหมุดให้กรุงเทพมหานครพัฒนาเป็น AI Builder Hub แห่งแรกของประเทศ ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์พร้อมผลักดันผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ สก. ที่กำลังมาถึง และสามารถจับมือทำงานได้กับทุกหน่วยงาน ทุกพรรคการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับทีมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของพรรค นำโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ อดีตรมว.คลัง นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ และสส.ของพรรค มุ่งเน้นแผนปฏิบัติงานของนโยบาย “AI Builder Hub” ที่จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจาก “ผู้ใช้งาน” (User) สู่การเป็น “ผู้สร้าง” (Builder) ผ่านการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงทรัพยากรด้านการประมวลผล และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก

“เป้าหมายของเราคือการทำให้ประเทศไทยเป็นบ้านของนักสร้างนวัตกรรม นโยบาย AI Builder Hub จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่ม Builders เข้ากับแหล่งทุนและนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการเติบโต งานนี้จึงไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่เป็นการร่วมออกแบบพิมพ์เขียวของศูนย์กลางนวัตกรรม AI ที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ Hub นี้จะเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายยกระดับนักสร้างนวัตกรรมในไทยเทียบเท่าสากลพร้อมดึงดูดความร่วมมือจากเครือข่ายเทคโนโลยีทั่วโลก” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไทย พรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในปี 2569 พรรคได้ให้ความสำคัญกับแนวคิด “Market-Oriented Centrism” (สายกลางที่มุ่งเน้นกลไกตลาด) โดยมีเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตที่ครอบคลุมเป็นส่วนหนึ่งในหัวใจหลักเพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะรักษาความโดดเด่นและขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาวให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ พรรคยังได้เปิดตัวเพจ “@AIBuildersBKK” ทาง X, Facebook และ Tiktok เพื่อสานต่อภารกิจดังกล่าว โดยจะเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงนักพัฒนา ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใน ecosystem AI ของประเทศไทย พร้อมทั้งเป็นช่องทางในการอัปเดตความเคลื่อนไหว และผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

– 006

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.05 น.

26 เมษายน 2569 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ออกแถลงการณ์เรียกร้อง “รัฐบาล-รัฐสภา” ร่วมใจเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข ยึดกรอบ 60 วัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวง ร.10 นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35
26 เมษายน 2569

เท้ง นำ พรรคส้ม ต่อ ลั่นเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ตั้ง ครม.เงา

เท้ง นำ พรรคส้ม ต่อ ลั่นเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ตั้ง ครม.เงา

เท้ง นำ พรรคส้ม ต่อ ลั่นเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ตั้ง ครม.เงา

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

“ณัฐพงษ์”ประกาศ 3 ความชัดเจน 4 หมุดหมายพรรคประชาชน ยืนหยัดทำงานความคิดควบคู่งานพื้นที่ เดินหน้าการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง-เตรียมเปิด ครม.เงา ทำหน้าที่ตรวจสอบ-เสนอแนะรัฐบาล พร้อมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. ต้นพฤษภาคมนี้

26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา กรุงเทพฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน โดยชี้แจงถึงการปรับโครงสร้างใหม่ รวมถึงทิศทางการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในอนาคต

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ช่วง 3 วันที่ผ่านมา เราไม่ได้พูดคุยกันเพียงปัญหาภายในพรรค แต่เราพูดคุยถึงปัญหาของประเทศและอนาคตของประเทศ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้พรรคประชาชนเป็นยานพาหนะที่นำมาซึ่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สังคมไทยที่ดีกว่านี้

ทั้งนี้ ต้องยอมรับกันตามตรงว่าตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง หลายอย่างเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นในสังคม ซึ่งเราได้ตกผลึกทางความคิดว่า เราสามารถสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นได้ ทั้งภายในองคาพยพของพรรค และความชัดเจนของพรรคที่จะนำเสนอสู่สังคมไทย โดย 3 ความชัดเจน ประกอบด้วย บุคลากร ทิศทางของพรรค และอุปสรรคของประเทศนี้ รวมถึง 4 หมุดหมายสำคัญที่เราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนเร็วๆ นี้

ความชัดเจนแรก คือ เรื่องของบุคลากร จากคำสั่งของศาลฎีกา 10 สส. ของพรรคประชาชนจะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะมีการเสนอในระเบียบวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ

ความชัดเจนที่สอง คือ ทิศทางของพรรค ที่ผ่านมาเราถูกตั้งคำถามว่าตกลงแล้วพรรคประชาชน จะเป็นพรรคที่เน้นทำงานทางความคิดระดับชาติหรือจะเป็นพรรคที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานการเมืองในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการตกผลึกจากเพื่อนๆ สมาชิกทุกคน ทำให้เห็นว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเลือกทางใดทางหนึ่งได้ เราจำเป็นที่จะต้องทำทั้งสองอย่างให้ดีที่สุดไปพร้อมกัน

“ตนให้คำสัญญาว่า หลังจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคจะเน้นทำงานทางความคิดให้เข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรค แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานทางความคิดอย่างเดียวย่อมไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เราจำเป็นต้องมีแกนนำต่างๆ ในชุมชนเพื่อปลูกเมล็ดพันธุ์ทางความคิดว่าการสร้างสังคมที่ดีกว่า จำเป็นจะต้องชวนพวกเขามาร่วมกันทำการเมืองใหม่ไปพร้อมกับพวกเรา ขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”

ความชัดเจนที่สาม คือ อุปสรรคของประเทศ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ไม่ว่าวิกฤตภายนอกจะร้ายแรงแค่ไหน ประชาชนคนไทยก็ยังสามารถคาดหวังอนาคตที่ดีกว่านี้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราเห็นได้จากกรณีวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา ว่าใครที่มีเส้นสายยึดโยงกับบ้านใหญ่ กลุ่มพลังงาน ก็อาจจะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือเข้าถึงผลประโยชน์ได้เร็วกว่าประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย

ดังนั้น ตอนนี้เราต้องชี้ให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นภาพร่วมกับเรา ว่าอุปสรรคที่สำคัญ ศัตรูของประชาชน ไม่ใช่วิกฤตพลังงานเฉพาะหน้า ไม่ใช่วิกฤตต่อๆ ไปที่จะถาโถมเข้ามาในประเทศไทย แต่คือวิกฤตภายในประเทศของพวกเราเอง เราจะต่อสู้กับระบบการเมืองอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่ องค์กรอิสระ สว.หรือระบบราชการที่ไม่มีความโปร่งใส ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในองคาพยพของพรรค ที่ทุกการสื่อสารหลังจากนี้ต้องชี้เป้าให้ชัดเจนว่าอุปสรรคที่ชัดเจนของประเทศไทยคือระบบกินรวบที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับหมุดหมายในการทำงานของพรรค ซึ่งเราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนคนไทยเร็วๆ นี้ หมุดหมายแรก คือ เราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ และทำงานให้มากกว่าเดิม ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะบริหารประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราเตรียมที่จะเปิด ครม.เงา ทีมทำงานที่พร้อมจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล

หมุดหมายที่สอง คือ การทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนวาระของประชาชน ผ่านกลไกกรรมาธิการทั้ง 35 คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ 9 คณะ ที่มี สส. พรรคประชาชนเป็นประธาน

หมุดหมายที่สาม คือเรื่องยุทธศาสตร์ในการทำงานพื้นที่ เรามีการปรับโครงสร้างของพรรค ตั้งทีมทำงานขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายในการเอาชนะการเลือกตั้ง เราเตรียมพร้อมที่จะเคาะผู้สมัครให้เร็ว วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะมีการเคาะผู้สมัครชุดแรกลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสและมีเวลาได้นำเสนอชุดความคิดของพรรคประชาชนในพื้นที่มากขึ้น ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร หากเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนในพื้นที่ก็จะมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของพวกเราได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน

หมุดหมายที่สี่ คือเร็วๆ นี้เราจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น เรามีลำพูนโมเดลที่แสดงให้เห็นแล้วว่า การชนะการเมืองระดับท้องถิ่นผ่านการทำงานให้ประชาชนเห็น สามารถส่งผลต่อการเมืองในระดับประเทศได้อย่างไร ซึ่งพวกตนเตรียมพร้อม นอกจากสนามการเลือกตั้งในพัทยาแล้ว ในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการเปิดตัวผู้สมัครทีมบริหารกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ที่มีทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก.ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งตนเชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ แน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า ตนขอขอบคุณทุกคนที่เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชน ที่ทุกคนในฐานะสมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง

สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคประชาชน จากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

1. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค

2. พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค

3. ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค

4. ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิกพรรค

5. สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรค

โฆษกพรรค คือ ภคมน หนุนอนันต์

ไผ่ จตุภัทร์ วืดประกัน! ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ไผ่ จตุภัทร์ วืดประกัน! ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ไผ่ จตุภัทร์ วืดประกัน! ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

26 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่ จตุภัทร์“ ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังครอบครัวยื่นอุทธรณ์คำสั่งอีกครั้ง แม้คดีนี้ยังอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น”

พร้อมทั้งโพสต์รายละเอียดในคอมเมนต์ ระบุว่า 26 เม.ย. 2569 ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่ จตุภัทร์” ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังครอบครัวยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวของศาลอาญาไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา

คำสั่งศาลอุทธรณ์ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยที่เจ็ดกับพวกตามฟ้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบเป็นวงกว้าง นำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งโจทก์คัดค้านการปล่อยชั่วคราว

“หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่เจ็ดจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่เจ็ดในระหว่างพิจารณามาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

ทั้งนี้คดีชุมนุม 19-20 ก.ย. 2563 นี้ ยังอยู่ระหว่างสืบพยาน ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และเหลือเป็นเพียงคดีเดียวที่ไผ่ยังไม่ได้ประกันตัว

ย้อนอ่านข่าวการยื่นประกันก่อนหน้านี้ tlhr2014.com/archives/82770

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.25 น.

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด ลดกลุ่มเสี่ยงกว่า 60%

26 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล ขยายผลเชิงรุก และเพิ่มความรัดกุมของกฎหมาย เพื่อสกัดการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งการฟอกเงินและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ที่เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งมีการกำหนดให้กลุ่มเสี่ยงต้องยื่นหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติมก่อนจดทะเบียน ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 60% เหลือ 1,373 บริษัท จาก 3,511 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่มาตรการยืนยันการลงทุนที่เริ่มใช้เมื่อ 1 เมษายน 2569 ยังช่วยลดความเสี่ยงได้ต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 1–23 เมษายน 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงเพียง 175 บริษัท ลดลง 75% จาก 658 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากนี้ ภาครัฐจะเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การสืบสวนเชิงลึกเครือข่ายนอมินี การลงพื้นที่ตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิดอย่างรอบด้าน โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 23 เมษายน 2569

1. ตรวจสอบพบกลุ่มเสี่ยง 11 ราย เชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย ก่อนส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

2. ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 27 พื้นที่ ครอบคลุม 10 จังหวัด พร้อมส่งต่อข้อมูลไปยัง 9 หน่วยงานเพื่อขยายผลและดำเนินคดี

3. ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าว รวม 4,372 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมยกระดับความร่วมมือผ่านการลงนามระหว่าง 21 หน่วยงาน ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล สร้างกลไกการทำงานร่วมกันด้านเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปราม เสริมความรัดกุมของมาตรการทางกฎหมาย และเสริมความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

“รัฐบาลได้เดินหน้ายกระดับการปราบปรามธุรกิจนอมินีในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การเชื่อมโยงข้อมูล และการปิดช่องทางการกระทำผิด เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาว” โฆษกรัฐบาล กล่าว

พาณิชย์คุมเข้ม! วัดความชื้นข้าวโพด ลดข้อโต้แย้ง-กดราคารับซื้อ

พาณิชย์คุมเข้ม! วัดความชื้นข้าวโพด ลดข้อโต้แย้ง-กดราคารับซื้อ

พาณิชย์คุมเข้ม! วัดความชื้นข้าวโพด ลดข้อโต้แย้ง-กดราคารับซื้อ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

พาณิชย์คุมเข้ม “วัดความชื้นข้าวโพด” ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ และต้องวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เริ่มใช้ 8 พ.ค.นี้ เพื่อลดข้อโต้แย้งและกดราคารับซื้อ

26 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ “เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด” ในการซื้อขายหรือจำหน่าย เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

สาระสำคัญของประกาศ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือจำหน่ายข้าวโพด ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องทำการวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลาง ลดข้อโต้แย้งและปัญหาการกดราคารับซื้อ

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดขั้นตอนการวัดอย่างเป็นระบบ อาทิ การสุ่มตัวอย่างจากหลายจุด การปฏิบัติตามคู่มือเครื่องวัดอย่างเคร่งครัด และการจัดวางเครื่องวัดในจุดที่คู่ค้าทุกฝ่ายสามารถมองเห็นขั้นตอนการวัดได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าข้าวโพดทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และคุ้มครองเกษตรกรจากการถูกเอาเปรียบ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการบังคับใช้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม และไม่กระทบต่อรายได้ของพี่น้องเกษตรกร

“รัฐบาลเดินหน้าดูแลความเป็นธรรมทางการค้าในภาคเกษตรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

นันทิวัฒน์ ฮึ่ม!ชาติต้องมาก่อน ชูนโยบายความมั่นคงพึ่งตนเอง-ถ่วงดุลมหาอำนาจ

นันทิวัฒน์ ฮึ่ม!ชาติต้องมาก่อน ชูนโยบายความมั่นคงพึ่งตนเอง-ถ่วงดุลมหาอำนาจ

นันทิวัฒน์ ฮึ่ม!ชาติต้องมาก่อน ชูนโยบายความมั่นคงพึ่งตนเอง-ถ่วงดุลมหาอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.33 น.

26 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชาติต้องมาก่อนเสมอ

นายหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางมาไทยหลังจากแวะเยือนกัมพูชา​ ก็มีขบวนการบ่อนแซะว่า จีนให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้านมากกว่าไทย​ เพราะคณะที่ไปข้างบ้านมีรัฐมนตรีกลาโหมไปด้วย

การต่อสู้ระหว่างไทยกับเพื่อนข้างบ้าน​ รวมทั้งสงครามระหว่างอิหร่านกับอเมริกา/อิสราเอลที่ผ่านมา​ ทำให้คำพูดของนักการเมืองที่ว่า​ เดี๋ยวนี้ทุกประเทศเค้าเลิกรบกันแล้ว​ เป็นวาทะกรรมที่ห่วยแตก​ เพราะผู้นำอเมริกันที่พวกนี้เทิดทูนก็ทำสงคราม

นักการเมืองต้องไม่กลัวทหารจนไม่พัฒนากองทัพให้แข็งแกร่ง​ อนาคตไทยต้องเดินตามรอยอิหร่านที่พัฒนาและผลิตอาวุธชั้นดีด้วยนโยบายพึ่งตนเอง​ ไม่ยืมจมูกต่างชาติ​ ถึงได้ยืนซดกับมหาอำนาจได้อย่างสมศักดิ์ศรี​ ปราศจากความเกรงกลัว​

นโยบายต่างประเทศที่ดีต้องไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกลัวและหวังพึ่งต่างชาติมากเกินไป

ที่สำคัญ​ ทุกประเทศต้องสะสมอาวุธ​ หากไม่มีอาวุธ​ อิหร่านคงย่อยยับไปนานแล้ว​ ไม่ยืนหยัดเผชิญหน้ามหาอำนาจอเมริกาได้เช่นนี้

ดังนั้น​ ทุกประเทศต้องซื้ออาวุธเพื่อป้องกันประเทศ​ ไม่สามารถเอาไม้และหนังสติ๊กไปต่อสู้ได้​ ไม่มีประเทศใดเอาเรือประมงไปสู้กับเรือรบ

ไม่น่าแปลกใจที่ข้างบ้านจะสั่งซื้อเรือรบจากจีน​ และจีนก็ไม่มีความลับอะไรที่ขายเรือรบให้คนข้างบ้าน​ เรือรบเป็นสินค้าที่ใครก็สั่งซื้อได้​ ด้วยราคาที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย​ ประเทศผู้ผลิตต้องขายเรือรบที่ดีได้มาตรฐาน​ ไม่ใช่ของห่วยๆให้เสียชื่อเสียยี่ห้อ

ไทยเราเองก็สั่งซื้อเรือรบจากจีนเช่นกัน​ ของซื้อของขาย​ ใครมีสตางค์ก็มาเอาไป​ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง

อาเซียนเปรียบเหมือนหลังบ้านของจีน​ ที่จีนต้องให้ความสนใจให้ความเป็นมิตรกับทุกประเทศ​ จะให้ใครมากกว่าใครเป็นเรื่องของจีนและเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน​ mutual interest และยังขึ้นอยู่กับระดับของความไว้วางใจและความเชื่อใจที่มีต่อกัน​ หน้าฉากอาจจะกอดกันแน่น​ แต่หลังฉากอาจจะแอบเบ้หน้าก็ได้​ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แนบแน่นหรือไม่ระหว่างกัน

ไทยไม่ต้องระแวงจีนว่า​ จีนจะรักไทยน้อยกว่าชาติอื่น​ ไม่มีใครรักใครอย่างดูดดื่มจนลืมผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติของตนเอง​ ไทยก็เช่นกัน​ ต้องไม่รักจีนจนทิ้งมหาอำนาจชาติอื่น​ ไทยต้องถ่วงดุลทุกมหาอำนาจ​ เพื่อผลประโยชน์ของไทย