นัตตี้ ยอมรับชีวิตไอดอลไม่ง่าย กับ 10 ปีที่ต้องสู้จนมีวันของตัวเอง

นัตตี้ ยอมรับชีวิตไอดอลไม่ง่าย กับ 10 ปีที่ต้องสู้จนมีวันของตัวเอง

นัตตี้ ยอมรับชีวิตไอดอลไม่ง่าย กับ 10 ปีที่ต้องสู้จนมีวันของตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

บนเวทีอาจเห็นความเปล่งประกายแต่เบื้องหลังไม่ได้ง่ายแบบที่หลายคนคิด “นัตตี้-อาณัชญา สุพุทธิพงศ์ หรือ นัตตี้ KISS OF LIFE” เปิดใจผ่านรายการ Woody Talk จากเด็กไทยวัย 10 ขวบ สู่การเป็นเด็กฝึกในเกาหลีนานถึง 10 ปี ยอมรับชีวิตไอดอลไม่ง่าย ต้องผ่านทั้งการย้ายค่าย ตกรอบ และคำถามซ้ำๆว่านี่ใช่ทางของเราจริงไหม? ก่อนจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่ามีอยู่จริง กับการได้เป็นตัวเอง 100% บนเวทีในฐานะสมาชิกวง Kiss of Life พร้อมเผยเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าแรงบันดาลใจแรกของการเป็นศิลปินคือ บี้ สุกฤษฎิ์

ภาษาเกาหลีตอนนี้มันมีคำพิเศษที่เขาใช้คำฮิตกันมากช่วงนี้ไหม ?

นัตตี้ : ภาษาเกาหลี เวลาหนูชอบคุยกับเพื่อนแบบ No jaem อย่างวันนี้สนุกไหมคะ? ก็ตอบว่า No jaem

คุณเข้ามาในวงการ 10 ปี ครั้งแรกที่รู้สึกว่าชอบมากเลยการเต้น การร้อง จำได้ไหม ?

นัตตี้ : ตอนนั้นตั้งแต่ตอนหนูอยู่ที่ไทย น่าจะ 6-7 ขวบ แล้วหนูไปที่เกาหลีตอน 10 ขวบ แล้วก็เป็นเทรนนี่เป็น 10 ปีแล้ว หลังจากนั้นเพิ่งเดบิวต์มาได้ 3 ปี เพราะว่าเป็นเด็กมาก ๆ น่าจะสนุกดี เพราะว่าแบบเราไม่รู้ว่า trainee system มันเป็นยังไง ก็คือแบบเขาบอกว่ามันเป็น work shop คนที่ชอบเต้นชอบร้องมารวมกัน แล้วก็แบบมาเต้นมาร้องด้วยกัน Oh, it look fun แล้วเราไปปุ๊บ ไม่รู้เลยว่าเราจะร้องกับเต้นแบบเทรนมา 10 ปีขนาดนี้ แล้วมันไม่ได้ง่ายแบบที่เราคิดเลย ตอนนี้เราต้องเปลี่ยน mindset แล้วว่ามันไม่ใช่แบบเล่น ๆ เพราะว่าคนที่เดบิวต์ คนที่เป็นเทรนนี่มีเยอะมาก ๆ ตอนนั้น 50 คน เป็นเด็กเทรน แล้วเราแบบกินอยู่ด้วยกัน ร้อง เพลงเต้นด้วยกัน แต่ว่ามันไม่ได้สามารถที่จะเดบิวต์ได้ทุก ๆ คน บางคนก็ต้องออกไปแบบไม่มีความสามารถพอ หรือว่าคนที่แบบ gift off แต่ว่าสำหรับหนูก็คือเราอยากลองถึงที่สุดเพราะว่าเรามาถึงจุดนี้แล้ว มาที่เกาหลีขนาดนี้แล้ว ต้องมีผลตอบรับมาก่อนที่เราจะหยุด เอาให้มันสุดก่อน

เคยมีวันไหนไหมที่รู้สึกยากจังเลย ?

นัตตี้ : มีค่ะ เพราะว่าหนูเปลี่ยนค่ายมาประมาณ 3-4 ค่ายแล้ว เวลาเราย้ายค่าย เวลาเราตกรอบของออดิชั่น หนูก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของเราหรือเปล่า หรือว่าเราต้องหยุดตรงนี้หรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายแล้วหนูก็ทำมาถึง 10 ปีแล้วก็ได้เดบิวต์มาเป็น Kiss of life

ครอบครัวภูมิใจขนาดไหน ?

นัตตี้ : ภูมิใจมาก เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ก็เคยถ้าหนูเหนื่อยก็กลับมาบ้านได้ ตอนที่เรา 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เดบิวต์อีกเลย เขาก็บอกถ้าหนูเหนื่อยกลับมาก็ได้นะ แต่พอปะป๊ามะม๊าพูดคำนั้นออกมา I don’t wanna to go home anymore เพราะว่า 10 ปี ทุ่มเทมาขนาดนี้แล้วเราไม่สามารถที่จะหยุดตรงนี้ได้

อะไรคือประโยคที่บอกกับตัวเองเสมอ ให้ตัวเองเดินหน้าต่อได้ทุกวัน ?

นัตตี้ : หนูคิดว่ามันจะต้องมีวันของเรา คิดคำนี้ตลอดว่ามันจะต้องมีวันหนึ่งที่ทุกคนเขารู้ว่านัตตี้ สามารถที่จะขึ้นมาได้ ฮาร์ดขึ้นมาได้ เพราะว่าเราเหมือนกับเราไม่ได้โชว์แบบ 100% ว่าเราเป็นคนยังไง เราชอบเพลงแบบไหน เราสามารถ performance ได้ขนาดไหน เราไม่เคยโชว์ให้เขาได้ดูแบบ 100% ก่อนหน้านี้ แต่พอคิดมาเลยว่า Kiss of Life มันเป็นโอกาสสุดท้าย พอเราคิดมากขนาดนั้นแล้ว หนูคิดว่าทุกคนเขาเห็นว่า โอเคนัตตี้มาแล้ว ก็เลยรู้สึกภูมิใจ

รู้สึกเบาที่สุดไหมในชีวิต 10 ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่า Today ที่อยู่ใน Kiss of Life มัน You feel happy in your body หรือยังตอนนี้ ?

นัตตี้ : ใช่ค่ะ ตอนนี้รู้สึกว่า Do everything I want on stage

ไม่ค่อยได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์เป็นภาษาไทยเลยใช่ไหม ?

นัตตี้ : ไม่ค่อยได้ใช้เลยภาษาไทยเลย นอกจากที่จะโทรคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ช่วงนี้ไม่มีเวลานอนด้วยซ้ำ ก็เลยคือไม่ได้พูดภาษาไทยเลย

พูดถึงเรื่องของประเทศเกาหลีมีวิธีในการ Express ตัวตน จะมี Mbti เล่าให้ฟังหน่อย ว่าทำไมเขาถึงอินกับเรื่องนี้ แล้วของนัตตี้เป็นแบบไหน ?

นัตตี้ : Mbti อยู่ดี ๆ ที่เกาหลีแบบฮิตขึ้นมามาก นัตตี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาจากไหน ปกติที่ไทยเขาถามว่ากรุ๊ปเลือดอะไร แต่เดี๋ยวนี้ที่เกาหลี เขาถามว่า Mbti เป็นอะไร What is Mbti แล้วหลังจากนั้นเราก็แบบ งั้นหนูต้องแบบตรวจมาจากไหน แต่เขาสามารถตรวจในแบบแอปอะไรพวกนี้ได้ แล้วสรุปมาก็คือ INFP แต่ว่าคนอื่นเขาจะคิดว่าหนูเป็น E (extrovert) แต่ว่าจริง ๆ แล้วคือปกติจะเป็น I (introvert)

สถานการณ์เวลาที่เราเจอคนเยอะๆ ถ้าเราไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเราเอง สมมุติเป็นห้องธรรมดา แล้วเป็นเด็กคนหนึ่ง เป็น INFP What would you do ?

นัตตี้ : ห้องที่ไม่รู้จักใครเหรอ (หัวเราะ) น่าจะกลับบ้าน เพราะว่าหนูชอบอยู่คนที่เรารู้สึก comfortable ด้วย หรือว่าถ้าจะอยากสนิทก็คือจะดูว่าคนไหนที่เราน่าจะสนิทได้ด้วย ก็จะไปหาเขาช้า ๆ ประมาณนี้

ได้มีโอกาส Connect กับแฟน  บ้างไหม ทำยังไงบ้าง ?

นัตตี้ : ที่เกาหลี ตอนนี้เขามีแอปที่สามารถคุยกับแฟน ๆ ได้ เหมือนกับเราคุยใลน์กัน คนที่สมัครมาใน Bubble หนูสามารถคุยว่าวันนี้เรากินอันนี้ ๆ แล้วก็ส่งรูปให้เขาดูได้ด้วย มันมีแอปพวกนั้นหนูก็ทักไปเกือบทุกวัน เพราะว่าหนูชอบแฟน ๆ เวลาเขาทักอะไรมา หรือบอกว่าวันนี้เขากินอะไร เขาคิดถึง แล้วก็รู้สึกดี ถ้ามีเวลาเราก็จะไปคุยกับเขา เขาซัพพอร์ตหนูตลอด ไม่ว่าเราจะเก่งหรือว่าไม่เก่ง หรือว่าเราสวยหรือไม่สวย วันไหนที่เราอ้วนหรือเปล่า แต่เขาก็บอกว่า No you สวยมาก เขาแค่กำลังใจเราตลอด มี kissy ไทยที่ Bubble มาหาหนูด้วย บอกว่าวันนี้พี่กินอะไรดี เราก็ตอบไปว่าอยากกินผัดกะเพราหมูสับกินแทนหน่อยอะไรอย่างงี้ค่ะ

เมนูโปรดคืออะไร ?

นัตตี้ : ทุกอย่างเลย ผัดกะเพราหมูสับ ผักบุ้งหมูกรอบ

street food ไทยทานไหม ?

นัตตี้ : ทานค่ะ หนูว่า street food ไทย อร่อยกว่าร้านอาหารบางทีนะ

เวลากลับมาเมืองไทยได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหม ?

นัตตี้ : ไม่ได้มาเที่ยวที่ไทยเลย แต่ว่าครั้งก่อนที่จะเตรียมตัวคัมแบคครั้งนี้ได้หยุด หนูได้หยุดประมาณเดือนหนึ่ง ก็เลยมาไทย 2 อาทิตย์ ไปพัทยา แล้วก็ เล่นน้ำ แล้วก็พัก แล้วก็กินอาหารอร่อย ๆ แล้วก็กลับไปที่เกาหลี ไปเตรียมตัวอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ชอบห้างที่ไทย มันดีมีทุกอย่าง มีร้านอาหาร มีคนเยอะด้วย แต่ว่าที่เกาหลีเขาไม่ค่อยได้ชอบไปห้าง แต่ว่าคนไทยปกติไปไหนไปห้างกันอะไรอย่างงี้

อยากให้แนะนำวง Kiss of Life อย่างเป็นทางการเป็นภาษาไทย ?

นัตตี้ : Kiss of life มี 4 คน มีนัตตี้ มีจูลี่ มีเบล แล้วก็มีฮานึล คนเกาหลีก็จะมีฮานึล เบล แล้วก็จูลี่ แต่ว่าจูลี่เขามาจากฮาวาย แล้วก็เบลเกิดจาก Seattle ด้วย ก็มี 4 คน แล้วก็วงเราก็จะเป็นแนวเพลงเป็น R&B ฮิปฮอป แล้วก็สไตล์ y2K, pop star, hot girl แล้วทุกคนในวงก็เหมือนเขาจะเป็นคนที่แบบฟรี ๆ ไม่ได้เป็นแบบ Strict  ทุกคนก็ชอบแนวเพลงฮอต ๆ เพลงพวกเราก็จะเป็นเพลงแบบ Hot แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน และหนูเป็น main dancer แล้วก็เป็น all Allrounder

INFP ใช่เลย คือทำได้หลาย  อย่าง ต้องทำทุกอย่าง มีอะไรที่เวลาเรา Performance แล้วบอกว่า Naty that’s your job มีไหม ?

นัตตี้ : ก็ something ที่ต้องเต้นแรง ๆ หรืออะไรอย่างงี้ นัตตี้อยู่ Center เลย หนูก็อยากมีพาร์ทที่สวย ๆ เหมือนแบบคนอื่นบ้าง แต่ของหนูไม่สวยเลย ต้องเต็ม 100-200%

มีอะไรที่รู้สึกแบบตื่นเต้นทุกครั้งที่ทำ ?

นัตตี้ : ตื่นเต้นทุกครั้งที่ทำ เวทีที่คนเยอะ แฟนคลับเราเต็ม studio แล้วหนูชอบตอนคอนเสิร์ตก็จะ 200% เพราะว่าปกติเวลาที่จะไป music show เราต้องหากล้องว่าต้องตรงนี้ ต้องมองกล้องนี้ ตรงนี้ต้องมองกล้องนั้น แต่ว่าเวลาเราทำคอนเสิร์ตก็คือไม่ต้องมองกล้อง เราสามารถแบบทำ whatever I want

ตอนเดินขึ้นไปหลังเวทีแล้วได้ยินเสียงกรี๊ด feeling ความรู้สึกมันเป็นยังไง ?

นัตตี้ : เหมือนจะต้องเอานัตตี้อีกคนหนึ่งออกมา คือตอนนี้เราคือ I am not feel Natty แต่ก่อนที่เราจะขึ้นเวทีก็คือ โอเค Natty, come เหมือนกับเราจะเปลี่ยนเป็น mindset เป็นอีกคนหนึ่ง ก่อนขึ้นเวที พลังคือเต็มสุด คือเหมือนไฟในตัวของเราจะขึ้นมาตอนเวลาเราจะขึ้นเวทีเท่านั้น

แล้วพอลงมาจากเวที มันต้อง cool ต้อง shut off หรืออะไรยังไงไหม ?

นัตตี้ : ก่อนขึ้นก็คือทุกคนต้อง stretching แล้วก็สำหรับนัตตี้ คือเราต้องการเวลาของตัวเอง ทำสมาธิ แบบประมาณ 3-5 นาที คือไม่อยากให้คนเข้ามาใกล้ตัว เราต้อง concentrate ตัวเอง แล้วหลังจากนั้นถ้าเสร็จเวทีก็คือนั่งเลย ต้องยืนอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วเต้นตลอดไม่หยุด

เคยเมื่อยไหม เคยมีตะคริวกินไหม ?

นัตตี้ : เมื่อย มีค่ะ ก็คือเราก็ทำต่อไป ตะคริวมาก็เต้น เต้นเสร็จปุ๊บ แล้วหลังจากเสร็จเวทีเราเพิ่งรู้ว่าเมื่อกี้เหมือนตะคริวมาหรือเปล่า แล้วเวลาอยู่บนเวทีเราเป็นคนที่ต้องเพอร์เฟคทุกอย่าง ก็คือไม่สามารถที่จะหลุดได้ ก็เลยน่าจะไม่รู้

ความเป็น perfectionist ดีมากเพราะว่าทำให้เรามาถึงวันนี้ แต่เมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ เราจะต้องบอกตัวเองยังไงเพื่อให้มันไปต่อได้ ?

นัตตี้ : ถ้าจะผิดหวังหรืออะไร แต่ว่าเราก็ทำดีแล้ว เราทำ 100% ไปแล้ว It’s okay. เพราะว่าถ้าเราเครียดกับตรงนั้นมาก ๆ คือมันจะ deep เข้าไปเรื่อย ๆ เวลาที่เรา deep เกินไป มันทำให้ไม่ healthy สำหรับตัวของเราเอง ก็จะคิดว่า it’s okay ครั้งหน้าทำใหม่ได้

ให้กำลังใจตัวเองยังไง ?

นัตตี้ : เราจะคุยว่าทำไมเราถึง stressful ทำไมเครียดมาก ก็จะหาคำตอบของตัวเอง งั้นเราแก้ไขตรงนี้ สามารถแก้ไขตรงไหนได้บ้าง แล้วก็แก้ไขตรงนั้น แล้วถ้ามันจะ stressful เกินไป ก็คือไม่อยากจะคิดอะไรเลย

ทราบมาว่าคุณชอบ บี้ สุกฤษฎิ์ ใช่ไหมเป็นแฟนคลับติดตามเพราะอะไร ?

นัตตี้ : ตอนเด็ก ๆ ชอบพี่บี้มากดูมิวสิควิดีโอ แล้วก็เต้นตามเขา ร้องได้ เต้นได้ เพลงจังหวะหัวใจ  แต่ยังไม่เคยเจอพี่บี้ เขาร้องได้ เต้นได้ แล้วมัน shine หนูมาก เราดูแล้วอยากเต้นได้ร้องได้แบบเขา แล้วหลังจากนั้นเราก็ลองเสิร์ชหา artist คนอื่น แล้วเราก็ไปเจอ Beyonce Oh my god my idol วันข้างหน้าถ้าเราโตไปจะขึ้นเวทีแล้วก็เต้นเหมือนกับ Beyonce ให้ได้

ถ้าพี่บี้ดูอยู่มีอะไรจะบอกเพราะว่าเขา inspire มาก ?

นัตตี้ : ขอบคุณมาก ๆ นะคะ อายอ่ะ (หัวเราะ) เป็นนักร้องไทยคนแรกที่นัตตี้รู้จัก แล้วก็เหมือนกับให้ความฝันของนัตตี้ตอนเด็ก ๆ ขอบคุณค่ะ

ตอนที่เพลง sugar coat เป็น viral นั่นคือช่วงเวลาที่โลกยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตัวเราไหมตอนนั้น ?

นัตตี้ : เพราะว่า sugar coat คือเป็นเพลงแรกก่อนที่ kiss of life จะออกมา ก่อนหน้านี้นัตตี้เคยเดบิวต์มาแล้วรอบหนึ่งเป็นโซโล่ แต่ว่าครั้งนั้นนัตตี้เป็นคอนเซปแบบ cute ไม่ใช่ตัวนัตตี้ 100% เลย คือแบบ totally different นัตตี้ก็เลยเสียดายมากว่าทำไมไม่ได้โชว์ตัวของเรา 100% นัตตี้เลยเตรียมเพลง sugar coat  พอออกมาแล้วทุกคนชอบรู้สึกดีใจมาก และเป็นเพลงที่ทำให้ชีวิตนัตตี้เปลี่ยน

มีอย่างอื่นที่ชอบหรือสนใจอีกไหม ?

นัตตี้ : หนูชอบแฟชั่น ชอบ makeup ชอบทุกอย่าง เวลาถ่ายรูปหรือถ่ายแมกกาซีนก็เป็นนัตตี้อีกคนหนึ่ง ไม่ใช่นัตตี้ที่บนเวทีที่เต้น 200% เราเป็นได้ทุกอย่าง คุณอยากให้หนูเป็นสไตล์แบบไหน เป็นมู้ดไหน สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ทุกแบบ แล้วก็ชอบตอนที่ถ่ายแมกกาซีนก็คือเราสามารถเป็นได้หลายคน  วันนี้ cute หรือว่าเซ็กซี่ แล้วเวลาถ่ายออกมาก็คือเหมือนกับเราเป็นซุปเปอร์สตาร์

ชอบแต่งหน้าเองไหม ?

นัตตี้ : ชอบค่ะ ส่วนใหญ่เวลาแต่งหน้าใช้เวลากับ makeup ประมาณชั่วโมง-ชั่วโมงครึ่ง

นอกจากการเป็นศิลปินเคยที่สนใจจะเป็นผู้ประกอบการบ้างไหม ?

นัตตี้ : หนูอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เพิ่งเคยบอกหรือคุยเรื่องนี้ครั้งแรกเลย อยากจะทำเป็น Concept เหมือน casual คนที่ชอบเต้นสามารถใส่ได้ หรือใส่ออกกำลังกายใส่ได้

มีอะไรอยากจะฝากบอกทุกคนไหม ?

นัตตี้ : ตอนนี้นัตตี้ก็ปล่อยเพลง Who is she มาแล้ว ก็อยากให้ทุกคนฟังเวลาที่ต้องการ confident ฟังเพลงนี้ออกมาก็จะมีความ confidence ด้วย แล้วก็จะมี Mini fan meeting ที่ไทยด้วย เดือน 6 วันที่ 7 ค่ะ

มิน พีชญา เปิดใจครั้งแรก ลั่นไม่หนีพร้อมสู้คดีดิไอคอน วอนขอความเป็นธรรม

มิน พีชญา เปิดใจครั้งแรก ลั่นไม่หนีพร้อมสู้คดีดิไอคอน วอนขอความเป็นธรรม

มิน พีชญา เปิดใจครั้งแรก ลั่นไม่หนีพร้อมสู้คดีดิไอคอน วอนขอความเป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

มิน พีชญา เปิดใจครั้งแรก ไม่หนีแน่นอน รับช็อกอยู่ดีๆอยากให้ไปพิสูจน์ตัวเองในศาลอีก พร้อมให้ความร่วมมือ วอนขอความเป็นธรรมฟ้องบนหลักฐานที่ถูกต้อง รับสิทธิ์ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี ขอบคุณคนที่รอให้พิสูจน์ตัวเอง เช้านี้ วันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ สำนักอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 นัดส่งตัวฟ้อง พีชญา วัฒนามนตรี หรือ บอสมิน และ ยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ บอสแซม 2 นักแสดงชื่อดัง ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ปฯ ต่อศาลอาญา ที่ทั้งสองขอเลื่อนเข้าพบอัยการจากวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น

และล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้  มิน พีชญา ได้ชี้แจงผ่านติ๊กต็อกส่วนตัวด้วยลุคผมสั้นหลังจากห่างหายจากโซเซียลไปประมาณ 1ปีเต็ม โดยเธอเล่าว่า ว่า “ช่วงปีที่ผ่านมาหลังจาก มิน ถูกสั่งไม่ฟ้อง เมื่อวันที่ 8 มกราคม อาจสงสัยมินหายไปไหนมา หายหน้าไปนานจากโซเชียล มินใช้ชีวิตปกติแค่ไม่ได้ลงโซเชียล ช่วงที่ผ่านมา มิน ไปพักฟื้นรักษาตัวจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในชีวิตมิน

วันนี้มินอยากมาเล่าสิ่งที่มินต้องเผชิญต้องเจอปีที่ผ่านมา ปีที่ผ่านมามินได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของมิน หลุดพ้นถูกคำกล่าวหาที่ว่ามาแล้ว แต่วันนี้ก็ช็อกเหมือนกันที่อยู่ดีๆก็อยากให้มิน ได้พิสูจน์ตัวเองในศาลอีกครั้ง มินพร้อมและไม่เคยที่จะไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานมาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง ถึงแม้บริษัทจะไม่ได้ออกมาพูดอะไรเลยและเงียบ”

“มินเองทำในส่วนที่มินสามารถทำได้ ทั้งแถลงข่าว มินไปศาลอาญาด้วยตัวเอง บ้านมินอยู่ตรงนี้ มีเบอร์นี้เรียกมินมาถามได้ หรือไปที่ CIB สอบสวนกลาง ก่อนจะมีการเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น มินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่แต่ละส่วนว่ามินยินดีให้ความร่วมมือทุกหน่วยงานมาตลอด”

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มินยืนหยัดพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจมินมาตลอด มินก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อยากใช้สิทธิ์ร้องขอความเป็นธรรม ช่วงที่ผ่านมา มิน ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมพร้อมพยานเข้าไปหลายฉบับเข้าไปต่อท่านอัยการ ฉบับล่าสุด 7 เม.ย.มินก็ยื่นไปแล้ว”

“ใจความสำคัญมินอยากให้มีการรอคดีหลักคือคดีดิไอคอน มีการตัดสินก่อนว่าเรื่องราวเป็นยังไง มินจะได้รู้ ไปพร้อมๆกับทุกคน ส่วนหากรอไม่ได้จริงๆ แล้วจำเป็นจะต้องฟ้อง มินก็ขอให้ฟ้องในจำนวนครั้งจำนวนปีที่มินได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทดิไอคอน

ตอนนี้มินกำลังจะถูกฟ้องในช่วงที่มินไม่ได้เกี่ยวข้อง มินถูกเหมารวมมาตั้งแต่แรก ในช่วงแรกที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น แล้วพอทุกอย่างสงบตกตะกอนออกมา เหลือแต่ความเป็นจริง ถึงมีการสั่งไม่ฟ้อง และได้มีข้อเท็จจริงว่าเป็นยังไง ตอนนี้ผ่านมาปีกว่ายื่นข้อเท็จจริงไปทุกอย่างแล้ว หากจำเป็นจะต้องฟ้องจริงๆ ก็ให้ฟ้องบนหลักฐานที่ถูกต้อง จำนวนปี จำนวนครั้งให้ถูกต้อง ”

“อธิบายภาษาง่ายๆ เหมือนมินทำงานบริษัทหนึ่ง แล้วบริษัทเกิดเรื่อง แต่มินเพิ่งเข้ามาทำงานกับเขาได้แค่ปีครึ่ง แต่บริษัทเปิดมาแล้ว 6-7 ปี บริษัทถูกฟ้อง แต่มินถูกเหมารวมไปด้วย 6-7 ปี อย่างน้อยถ้าจะฟ้องมิน ก็ฟ้องในจำนวนครั้งจำนวนปีที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงบนหลักฐานที่ท่านมีในมือ แค่นั้นที่อยากจะขอร้อง”

วันที่ 27 เม.ย.นี้มินพร้อมให้ความร่วมมือ พร้อมจะไปพบท่านอัยการ ให้ข้อมูลรับทราบทุกอย่างที่ท่านอยากจะชี้แจงกับมิน ส่วนเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล มินก็ขอให้มินได้ใช้สิทธิ์พื้นฐานในการประกันตัว ออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของมินข้างนอก หาหลักฐานข้างนอกในการต่อสู้ทั้งหมด มินไม่หนีแน่นอน ที่บ้านมินก็มีหลักแหล่ง มีความสูญเสียมากมายแน่นอนถ้ามินหนีไป

สำหรับประชาชนที่รอฟัง ขอบคุณที่อดทนรอมินมาถึงปีกว่า วันนี้มินก็ได้ออกมาพูดให้ฟังในมุมของมินแล้ว ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตมินและครอบครัวมหาศาล แต่วันนี้มินก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้และพยายามที่จะเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง ฝากทุกคนลุ้น อธิษฐานเผื่อ เป็นกำลังใจให้มิน ในการต่อสู้อีกครั้ง และประกันตัวออกมาต่อสู้ข้างนอกให้ได้ด้วย ”

“ขอบคุณที่ยังรอคอยมินในการพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่านานแค่ไหน ยากแค่ไหน มินก็พร้อมที่จะเดินในเส้นทางนี้ ฝากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเป็นธรรม และเมตตามินด้วย” ท่ามกลางคอมเมนต์เข้ามาให้กำลังใจนางเอกสาว โดยแฟนๆต่างก็แสดงความคิดถึงให้มินผ่านพ้นไปด้วยดี

‘บอย ภิษณุ’ไม่อยากมีเมียใหม่ เปิดใจมรสุมชีวิต 2 ปีไม่มีงานขายบ้านป่วยซึมเศร้า

'บอย ภิษณุ'ไม่อยากมีเมียใหม่ เปิดใจมรสุมชีวิต 2 ปีไม่มีงานขายบ้านป่วยซึมเศร้า

‘บอย ภิษณุ’ไม่อยากมีเมียใหม่ เปิดใจมรสุมชีวิต 2 ปีไม่มีงานขายบ้านป่วยซึมเศร้า

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.34 น.

“บอย ภิษณุ” วันนี้ขอมาอัปเดตความน่ารักน่าชังของลูกสาว “เฟรยา” ตอนนี้อายุ 4 ขวบแล้ว พร้อมเผยลดสถานะอดีตภรรยาเหลือเพียงพ่อแม่ของลูก ปิดเงียบนาน 2 ปีเต็ม วันนี้พร้อมเล่ามรสุมปัญหาชีวิตหนัก ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน ปัญหาครอบครัว แถมโดนชาวเน็ตแซะแรง ไร้งาน ตกอับ ล่าสุดตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ทำหมันถาวร ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 

คุณไปทำหมันเพื่อลูก จุดเริ่มต้นมายังไง?

“มันมีที่มาที่ไป แต่เราก็นั่งคิดอยู่พักใหญ่เหมือนกันนะ คิดว่ามันยังไงดีวะ ให้ชีวิตรู้สึกว่าเรากำหนดชีวิตเราเองได้ หลังๆ เริ่มเป็นคนคิดเรื่องอนาคต ถ้าเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เราต้องป้องกันตั้งแต่ปัจจุบัน ดำเนินชีวิตให้มันปลอดภัยเป็นที่เป็นทาง เราคิดว่าการที่เรามีภรรยาคนเดียวเราก็มีความสุขมากแล้วนะ เติมเต็มชีวิตเราได้พอสมควรแล้ว และรู้สึกว่าถ้าเรามีอีกคนขึ้นมา เราจะทำให้ลูกรู้สึกยังไง เพราะมันมองได้หลายแบบ จริงๆ เราไปคิดแทนภรรยาก็ไม่ถูก แต่แค่มองว่าถ้าวันนึงเรามีลูกคนใหม่มาแล้ว และลูกเราที่เกิดจากภรรยา เขาจะคิดว่าเราจะให้ความรักเขาน้อยลงมั้ย อยู่ๆ คนใหม่ก็โผล่มา มันมีเหตุผลเนอะการมีลูกกับแม่คนเดียวกันกับภรรยามันอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้ามีกับใครอีกคนที่ไม่ใช่แม่เขา ผมว่าปัญหามันต้องเกิด”

คิดข้ามสเต็ปทั้งที่ยังไม่ได้มีใคร?

“ไม่มี และไม่ได้อยากมีด้วย เราเลยป้องกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เราคิดว่าคนเดียวก็กำลังดีด้วย ไม่ได้เรียกว่าภาระ แต่เป็นการรับผิดชอบชีวิต ชีวิตนึงดีกว่า เราไม่อยากใช้คำว่าภาระ เพราะเขาไม่ใช่ภาระ เขามาเติมเต็มเรา เรามีความสุขมากกับการมีลูก แต่ค่าเทอม ค่ากินอยู่ทุกอย่าง มันเราหมด เราคิดว่าคนเดียวกำลังพอดีกับแรงที่เรามี ณ ตอนนี้ เพราะเราอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าอนาคตมีอีกมันเหนื่อยเกินไป ก็คิดว่าคนเดียวพอ”

เพื่อนสนิท “ต้นหอม” ไปเมนต์ว่าถ้าลูกสาวอยากมีน้องอีกคน?

“เขาจะถามตอนไหน ตอนนี้เขา 4 ขวบ ถ้าถามตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เรื่องหรอกว่าจะเป็นแบบไหน ยังไง มันก็ทำให้ผม อ้าว แบบนี้กูเป๋นะ (หัวเราะ) คิดนิดหน่อย แต่ผมคิดมาดีแล้ว ต่อให้ใครพูดยังไง เรารับฟัง แต่เราตัดสินใจชีวิตของเราแล้ว ว่าเราจะเดินทางแบบไหน”

ถ้าคิดว่าอนาคตจะเป็นยังไง และต้องเกิดปัญหาอะไร เราทำ ณ วันนี้ไม่ให้เป็นปัญหา?

“เราไม่รู้หรอก คนชอบพูดว่าเดี๋ยวนี้ถุงยางก็มีนะพ่อ ถุงยางก็เป็นส่วนนึงในการป้องกันการมีบุตร แต่มันป้องกันโรคด้วย ไม่ต้องบอกหรอก ถึงเวลาเราใช้อยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่รู้สึกการทำหมันมันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ 99 เลยนะ”

เคยถามเฟรยามั้ยอยากมีน้องมั้ย?

“ไม่เคยถามครับ เพราะคิดว่าตอนนี้เฟรยายังไม่รู้อะไรมากหรอก เพิ่ง 4 ขวบเอง ไม่รู้หรอกการมีน้องเป็นยังไง บางทีเขาไปโรงเรียนยังไม่อยากมีเพื่อนเลยทุกวันนี้ (หัวเราะ) ชอบเล่นคนเดียว ไม่อินโทรเวิร์ต พลังเยอะมาก แต่พัฒนาการเริ่มดี ไปโรงเรียนก็พูดถึงเพื่อนคนนั้นคนนี้บ้าง แต่ไม่เคยถามว่าอยากมีน้องมั้ย”

อนาคตถ้าวันนึงมีแฟนเป็นตัวเป็นตน แฟนที่คบด้วยอยากมีลูก  ทำยังไง?

“ก็ไปป้ายอื่นเลย ป้ายนี้ไม่มีบุตร (หัวเราะ) เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนตั้งแต่ตอนแรกเลยว่าตอนนี้เราทำหมันเรียบร้อยแล้วนะ เราคิดว่าเราไม่ได้อยากมีลูกอีกแล้ว ต้องเข้าใจกติกาเราก่อน ต้องบอกให้เขาเข้าใจแหละ อีกอย่างแก่แล้ว ไม่อยากมี”

มีคุยมั้ย?

“ไม่มี ไม่มีเลย และไม่อยากมีด้วย ไม่รู้เป็นเพราะอะไรนะ แต่รู้สึกว่าตอนนี้เวลาหมดไปกับการทำงาน พอเราไม่ทำงาน เราเทเวลาให้ลูกเต็มที่มากที่สุดเลย แล้วเราจะเอาเวลาไหนไปซัปพอร์ตความรู้สึกคนอื่นอีก เราต้องเอาเวลาไปให้คนอื่นอีก รู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตมันดีแล้ว”

สิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน ตั้งใจทำงานและดูแลลูก หัวใจเอาลูกเป็นที่ตั้ง?

“เอาลูกเป็นที่ตั้ง ทุกวันนี้ไม่มีลูกก็ไม่รู้จะมีชีวิตไปทำไมนะ พอเรามีเขามาแล้ว เขาคือพลังของเราเลยที่ทำให้เรามีสติให้เร็ว ไม่ว่าจะเหนื่อยอะไรมา ผมว่าผมเปลี่ยนตัวเองเยอะ เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนหลายๆ อย่างเพราะเฟรยาเลย ทำให้เรามีความสุข เลี้ยงเหนื่อยนะ ไม่ได้เหนื่อยกับการต้องจ่ายเงิน แต่เหนื่อยกับพัฒนาการของเขาที่เร็วมาก เราวิ่งตามเขา และรู้สึกว่าบางทีเด็กพูดไม่รู้เรื่อง เราก็คิดว่าโห จะทำยังไงดี ให้สู้กับอารมณ์แค่นี้แหละ กลัวเขาคอนโทรลอารมณ์ไม่ได้ พอเราไปจัดการความรู้สึกเขาไม่ได้มันก็รู้สึกแล้ว จะทำยังไง แต่ก็หาทางนะ”

พอลงคลิปแล้วต้นหอมมาคอมเมนต์ พี่ๆ โซเชียลก็มีคำถามว่าบอยเป็นคุณพ่อที่เห็นแก่ตัว ไปคิดแทนลูก?

“เข้าไปอ่านเหมือนกัน ก็ขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็น แต่ก็เข้าใจทุกคนเลย แต่ผมคิดว่าวิถีชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมวางแพลนชีวิตตัวเองแบบนี้แล้ว ผมมีความสุขมากพอแล้ว ผมไม่อยากเพิ่มความสับสน ความเหนื่อยล้าให้กับชีวิต เพราะเกิดมาอยากมีความสุข ความสุขที่เฟรยามอบให้เรามันเติมเต็มมากแล้ว ถ้าเราไปมีอีกคนนึงแล้วมันเกินสิ่งที่เราทำได้ หรืออาจกระทบกับลูกใดๆ เราก็ไม่ทำดีกว่า มันคือวิถีชีวิตที่เราวางทางเดินให้ตัวเอง แต่ก็เข้าใจพี่ๆ ทุกคนเลยนะ เราก็อ่านคอมเมนต์เหมือนกัน ก็ขอบคุณที่ยังสละเวลาช่วงนึงมานั่งคอมเมนต์เรา เราอ่านแต่ไม่ตอบ เขาก็คงไปไหนไม่รู้แล้ว คงแวะมาใส่ใจข่าวเรา แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่”

เฟรยากี่ขวบ?

“4 ขวบ 3 เดือน เร็วเนอะ เด็กโตเร็วมาก แล้วพัฒนาการเขาดีมาก มีอะไรใหม่ๆ ทุกเดือนเลย จะมีเซอร์ไพรส์ตลอด เอเนอร์จี้เยอะมาก กว่าจะนอนเหนื่อยมาก”

กำลังซน นิสัยเหมือนใคร?

“จริงๆ เหมือนทั้งอแมนด้า เหมือนทั้งผม เขาได้ความร่าเริง ลั้ลลา ได้ความเอเนอร์จี้จากผม แต่ได้ความระเบียบจากแม่เขา ตอนเขาอยู่กับแม่เขาอย่างเดียวนะ อยู่กับแม่เฟรยาจะเป็นคนเจ้าระเบียบ แต่ผมพูดเสมอว่า ถ้าผมไม่มีอแมนด้า ผมไม่รู้จะเลี้ยงลูกยังไง เขาเป็นคนเลี้ยงลูกดีมาก จนเยอะไปนิดนึงสำหรับเรา แต่ถือว่าดีแล้ว เพราะเขาเป็นเจ้าแม่รีเสิร์จ เจ้าแม่กูเกิ้ล เขาจะฟังความรู้ การเรียนรู้พัฒนาเด็ก เด็กต้องเป็นแบบนี้ เรียนอย่างนั้น เขามีข้อมูลในหัวเยอะมาก และเขาจะคอยกำกับช่วงพัฒนาการของเฟรยาไปเรื่อยๆ ว่าถ้าลูกกรี๊ดต้องทำยังไง ถ้าลูกจะเอาสิ่งนี้แล้วเราไม่ให้ ต้องทำยังไง เขาใจเย็นหมด ลูกไม่เก็บรองเท้า เขาต้องจับมาวาง 100 รอบ เขาก็จะทำ จนเฟรยาติดเป็นนิสัย เป็นระบบระเบียบ เฟรยาเวลากลับเข้าคอนโดดอแมนด้าเขาจะ 1 2 3 เปิดประตู ถอดรองเท้าเอง ถอดถุงเท้านะ เอาถุงเท้าไปเก็บในตะกร้า ถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนชุดก่อน”

แตกต่างจากการเลี้ยงของคุณบอยโดยสิ้นเชิง?

“ความอดทนผมต่ำ (หัวเราะ) ผมก็ทำตามอแมนด้าเขาด้วย แต่บางครั้งเนเจอร์มันก็ไม่ได้ เราก็ต้องทำแทน อย่างเช่นเฟรยานั่งกินข้าวเสร็จแล้วค่อยไป เอาไปเก็บ เขาสอนถูกหมดเลย แต่เราอยากให้ลูกกินเยอะๆ เราก็จะป้อน กินเยอะๆ มันก็ขัดแย้งกันนิดหน่อย โชคดีเขาไม่ได้ดู ถ้าดูเขาบ่นผมแล้ว แต่ก็อย่างที่บอกเขาคือซูเปอร์มัม”

เฟรยาพูดได้ 3 ภาษา?

“สวิดิช ภาษามีเขาเนอะ ภาษาอังกฤษอันนี้ใช้ที่โรงเรียน ใช้มาตั้งแต่เด็ก และภาษาไทย ตอนแรกผมห่วงเพราะช่วง 3 ขวบกว่าเขาไม่พูดภาษาไทยเลย ก็เริ่มเป็นปัญหาแล้วเพราะว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ ภาษาไทยสำคัญ อ่านออก เขียนได้ สำคัญ ไปอยู่โรงเรียนอินเตอร์ด้วย ส่วนใหญ่คนเขาพูดอังกฤษกัน แต่เราพยายามพูดไทยกับเขามากๆ มีผม คุณแม่ เวลาออกไปกองละครก็พยายามให้เพื่อนผมพูดภาษาไทยกับเขา เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่ามีมนุษย์ที่พูดภาษาไทยเยอะมากนะ หลังๆ เขาก็เริ่มพูดแล้ว เริ่มมีภาษาไทยมา ป่ะป๊าไปไหน ไปทำงานเหรอ ก็เป็นห่วงเรื่องภาษา ในโรงเรียนมีน้อยนิดนึง”

ไม่อยากให้เฟรยาเรียนต่างประเทศ?

“ถูกต้อง แต่อนาคตให้ลูกตัดสินใจเอง แต่ ณ ตอนนี้ผมไม่อยากห่างลูก ผมไม่รู้จะอยู่ยังไง ถ้าผมไม่มีลูก ผมขาดลูกไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่มาเอง เราเจอเขาไม่กี่วันก็คิดถึง ถ้าไปอยู่เลย ปีนึงผมจะเจอกี่ครั้งวะ เราก็เลยขอเลยว่าถ้าเป็นไปได้ อย่าเอาลูกไปไกลจากฉัน เราก็คุยกันรู้เรื่อง”

ตอนนี้ข่าวออกมาพักใหญ่ๆ ว่าบอยกับอแมนด้าแยกทางกัน เราบอกเขายังไงให้เขาเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว?

“เรื่องนี้คุณอแมนด้าก็เป็นคนคิดเหมือนกัน เราได้คุยกันก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป ตอนนี้ไม่มีการพูดคุยกับลูกว่าสถานะเราเป็นแบบไหน แต่สิ่งที่ลูกรับรู้คือเราแยกกันอยู่ แต่เราเจอกันได้ บางทีกิจกรรมเขาไปทำกับลูก ผมไปทำกับลูก แบ่งกัน บางทีมาเจอกันมันไม่มีปัญหาไปถึงลูก ผมไม่มีอารมณ์ฉุนเฉียว หรือทะเลาะกัน หรือการแสดงความรัก ถ้าเราอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีสิ่งนี้เลย ไม่มีสวีตๆ คนมีปัญหากันเยอะ อยู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่ได้แยกกัน ลูกจะมารับรู้ว่าความรักเป็นแบบนี้เหรอ ทำไมพ่อแม่ไม่สัมผัสกัน ทำไมดูตึงๆ ห่างเหินกัน เขาก็เลยใช้วิธีการแยกกันอยู่ แต่ยังทำหน้าที่พ่อแม่กันอยู่ โดยเราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ เรายังคุยกันทุกวัน เวลาผมคิดถึงเฟรยา ผมก็วิดีโอคอล หาอแมนด้าเขา แล้วคุยกับลูก หรือเราคุยเรื่องพัฒนาการลูกก็ต้องคุยกัน เวลาเขามาส่งเขาเข้ามานั่งในบ้านก็ไม่มีปัญหา เวลาเราไปคอนโดเขาเราเข้าไปนั่งเล่นกับลูก ผมว่าสิ่งนี้ลูกรับรู้ด้วยความรู้สึกของเขาเอง แต่เรื่องของการอธิบาย ผมว่ายัง เพราะช่วงแรกๆ เขาชอบจับมือผมกับจับมืออแมนด้า เหมือนให้จับมือกัน แล้วดันหน้าผมจะให้ไปหอม เขารู้ว่าพ่อแม่มีบางอย่างแปลกๆ ไป”

เหมือนสัญชาตญาณพ่อกับแม่ต้องคิสกันนะ กอดกันนะ แล้วแก้ไขยังไง?

“แก้ไขปัญหายังไงไม่รู้ แต่มันจุกอยู่ข้างใน มันมีความรู้สึกว่า บางครั้งเราไม่รู้จะแสดงออกยังไงให้ลูกรู้ความรู้สึกเรา มันแก้ปัญหาไม่ถูก ก็พยายามบ่ายเบี่ยงไป โดยที่คำพูดใดๆ หรือแสดงกิริยาอื่นๆ ไป ไม่ให้รู้สึกว่าเราปฏิเสธกับปฏิกิริยานั้นซะทีเดียว ทำให้เขาค่อยๆ ซึมซับ หลังๆ ก็ไม่ค่อยมีแล้ว แต่มีไปเดินห้าง จับมือสองคนเดิน อย่างนี้ไม่ได้ติดอะไรเลย เราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

ข่าวว่าลดสถานะ เกือบ 2 ปี บอยพยายามรักษาตรงนี้เพื่อไม่ให้เป็นข่าว เหตุผลมันคืออะไร?

“ผมมีความรู้สึกว่าการเลิกรากันหรือแยกกันอยู่ คนมันตีความไปได้เยอะ คนชอบคิดแทนเยอะ แต่ก็ห้ามความคิดเขาไม่ได้ เราอยู่ในสื่อได้ แต่คนเสพสื่อคิดไปต่างๆ นานา แล้วพอไปตีโจทย์ตีความผิดอะไรผิดๆ มันก็เตลิดไปกันใหญ่ ผมไม่อยากให้สิ่งนี้ไปอยู่ในดิจิทัลฟุตปริ้นท์หมดเลย วันนึงที่มันผ่านไปแล้ว ลูกโตขึ้นมาแล้วเสิร์จดูเจอพวกนี้ เราไม่อยากให้อะไรพวกนี้ไปกระทบจิตใจเขา ณ ตอนนั้นด้วย และในอนาคตที่เรารู้สึกว่าถ้าวันนี้มันยังมี มันลบได้มั้ยวะ มันลบไม่ได้ แล้วถ้าลูกเห็น ลูกจะรู้สึกยังไง เพราะบางทีเขาอาจเสิร์จในสิ่งที่มันไม่ใช่ก็ได้นะ ก็สู้ไม่เป็นข่าวซะดีกว่า แต่สุดท้ายมันก็หลุดมาเอง หลังจากเราแยกอยู่กันเป็นปีแล้ว”

อนาคตมีโอกาสกลับมาเป็นครอบครัว บอยก็โสด อุทิศทุกอย่างเพื่อลูก ทำไมไม่ลองคิดว่าอาจดีกว่ามั้ย?

“ผมว่าเราค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร วิถีความคิดไม่เหมือนกันเลย เขาเป็นคนเป๊ะมาก ผมเป็นประเภทชิลๆ ศิลปิน สไตล์ใช้ความรู้สึกตัดสินปัญหา แต่เขาจะใช้เหตุผลและตรรกะในการดำเนินชีวิต ซึ่งเขาเป็นคนดีนะ ผมก็รู้สึกว่าไม่ได้ผิดหวังเสียใจเลยที่เขาเป็นแม่ของลูก และเป็นคนรักเรา ก็ยังรู้สึกดี แต่ตอนนี้ก็มีความสุขดี เขาก็มีความสุขดี ชีวิตคนเราความสุขมันสำคัญ ถ้าอะไรมีความสุขแล้วเราไปอยู่ตรงความสุขได้ มันดีกับเรา แต่ถ้าเราไปอยู่แล้วความสุขเราลดลง เราก็อย่าเอาตัวไปตรงนั้นดีกว่า”

เป็นพ่อเป็นแม่ดีที่สุด?

“ไม่ทะเลาะกันด้วยนะ ไม่มีปัญหากันด้วย คุยกันด้วยภาษาดอกไม้ บางทีคุยกับลูกคุยไปคุยมาเริ่มดังขึ้นนิดนึง ลูกจะบอกว่าป่ะป๊าดอนท์ ไฟต์ติ้ง เนี่ย เด็กเขาเร็วมาก เราก็บอกลูกว่าเปล่า แค่พูดเสียงดังไปนิดนึง ไม่ได้ทะเลาะกันนะ เราแค่คุยกันเฉยๆ เด็กจับความรู้สึกได้ ก็เลยเป็นที่มาแยกกันอยู่ดีกว่า ขนาดนานๆ เจอกันที น้ำเสียงดังขึ้นมาหน่อย เขายังรู้สึก สัมผัสได้เลยเด็กเขาจับความรู้สึกได้เร็วมาก”

สุดท้ายพวกเรามีสติกันดีขึ้นเพราะลูก?

“จริง” 

ช่วงมรสุมชีวิต มีปัญหาเรื่องงาน กระทบเรื่องเงินด้วย มันเป็นยังไงในช่วงนั้น?

“ดวงมันทุเรศไป 2 ปี ดวงมันประเดประดัง เรื่องงานด้วย เรื่องครอบครัวด้วย มันมาพร้อมๆ กัน ถามว่ามันเครียดมั้ย มันก็เครียด คนมีภาระเยอะ แล้วงานก็ลดไป 90 เปอร์เซ็นต์ ใครจะไม่เครียดวะ เราหัวหน้าครอบครัว เราต้องดูแลคนรอบตัวทั้งหมดเลย มันมีความเครียดเหมือนกัน แค่นักข่าวถาม เราก็ตอบตรงๆ ถามมาก็ตอบไป ว่ามีผลกระทบมั้ย”

คนส่วนใหญ่ไม่อ่านดีเทลข้างใน ก็ตกใจกับพาดหัวค่อนข้างแรง อย่างบอย ภิษณุ ตกอับ ขายบ้าน 70 ล้าน?

“ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่เราอยากขาย (หัวเราะ) ก่อนขายบ้านมีโพสต์ขายรถ แต่รถซื้อมาขายไป มันขายได้ มันไม่ค่อยขาดทุน (หัวเราะ) มันมีมานานแล้ว บางทีเราใช้ 3-4 ปีเราก็ต้องเปลี่ยน เอามาเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทด้วย แต่พอเป็นเรื่องบ้าน บ้านเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต ผมอยู่ในวงการ 20 ปี ผมเก็บหอมรอมริบเพื่อบ้านหลังนี้ เพราะอันนี้คือบ้านในฝัน ไม่เคยคิดอยากจะขายเลย เพราะเราทำมาแล้ว เราอยากอยู่ที่นี่ แต่พอเวลาผ่านไป เริ่มมายึดติดกับสิ่งรอบตัวที่รู้สึกว่าเป็นแค่ความคิดเรา ถ้าเราลองวางอะไรหนักๆ ลงมาเบาๆ ชีวิตจะดีขึ้นมั้ยวะ มันจะสบายตัวขึ้นมั้ย จากที่รู้สึกแน่นๆ ตัวจะเริ่มขยับตัวได้หรือเปล่า ถ้าเราขายไปอยู่บ้านเล็กลง ถ้าเราลดทิฐิตรงนี้มา เราตัดอะไรที่มันใหญ่ไปในชีวิต แล้วเราขายได้ในราคาที่เราต้องการ ไปซื้อเก็บเงินไว้ตรงนี้ เฮ้ย กูสบายนี่หว่า ที่หามาทั้งหมด ทำให้เราขยับตัวได้ง่ายขึ้น เราจะได้ไม่ต้องไปเอาเรื่องอนาคตมาคิดในปัจจุบัน เป็นคนชอบเอาเรื่องอนาคตมาคิดกับปัจจุบัน ไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน แทนที่จะมีความสุขกับปัจจุบันแต่ชอบเอาเรื่องอนาคตมาคิดว่าอนาคตจะเป็นยังไงวะ”

กลายเป็นโรคซึมเศร้าอยู่พักนึง?

“จริง ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเป็นโรคซึมเศร้า เพิ่ง 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง มันอาจหลายๆ เรื่อง ขออนุญาตไม่ลงดีเทลว่าเพราะอะไร แต่มันเริ่มมีผลกับชีวิตเรา เรารู้สึกว่าเราเปลี่ยนไป อาการเริ่มเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่อยากเจอใคร มันมีที่มาที่ไปแหละ ผมว่าคนเป็นโรคนี้มันจะมีปมอยู่สิ่งนึงที่มันไม่สามารถแก้ได้ คิดวนๆ ซ้ำๆ ชีวิตมันทำไมวะ ทำไมต้องอย่างนี้วะ แล้วมันหาไม่ออก ถ้าติดตรงนี้เมื่อไหร่ มีโอกาสป่วยสูงมาก เพราะมันไม่ได้คิดเรื่องอื่น จับจดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ ทั้งวันทั้งคืนจนนอนไม่หลับ จนเรารู้สึกว่าเราเริ่มไม่ปกติมากๆ แล้ว จากคนที่สดใส มีแรงอยากทำโน่นทำนี่ทำนั่นก็ไม่อยากออกไปไหน”

กระทบกับงานที่เหลืออยู่น้อยนิดด้วย?

“กระทบ เรารู้สึกได้ ไปออกรายการๆ นึง ต้องเอนเตอร์เทนให้สนุก แต่ก็สนุกได้ไม่เต็มที่ โปรดิวเซอร์สะกิดว่าพี่บอยอย่าพูดทับกัน มันฟังไม่รู้เรื่อง เคมีผมตกเลยนะ ผมนั่งเงียบเลย กูผิดอะไรวะ ติกูอีกแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เป็นเลย ผมก็เป็นคนลั้ลลาร่าเริง เราจะปล่อยผ่านไปแล้วเป็นเรื่องตลก แต่กลับเอาคำพูดคนเล็กๆ น้อยๆ มาอยู่ในใจ แล้วทำให้เราแย่ไปกับคำพูดนั้น กลายเป็นโทษตัวเองว่ากูผิดอีกแล้ว กูไม่ดี ทำไมต้องพูดทับกันวะ ก็เลยเอาตัวเองพาไปหาหมอ”

หนักถึงขั้นหาทางออกให้ชีวิตตัวเองไม่ได้?

“เป็นอยู่อย่างนั้น ถึงขนาดอยู่เฉยๆ ก็อยากอ้วก เพื่อนชวนไปตีกอล์ฟ ก็เครียดจะไปอ้วกอยู่ในสนามกอล์ฟ แล้วก็ขอตัวกลับก่อนเล่นไม่ทันจบเลย แล้วคิดวนๆ ไม่อยากออกไปไหน อยู่ติดบ้าน ไม่มีแรงอยากทำอะไรใหม่ๆ เลย ก็คิดว่าตัวเองไม่ปกติ”

จุดไหนหนักถึงขั้นต้องไปหาหมอ?

“ก็อ้วกนี่แหละ ผมว่าหลักๆ ก็เรื่องครอบครัวแหละ รับไม่ค่อยได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะไม่ได้คาดหวังชีวิตเป็นแบบนี้คาดหวังชีวิตมีความสุขอยู่กันพ่อแม่ลูก พอไม่ได้เป็นแบบนั้น มันดิ่งมากเลย ทุกอย่างเหมือนภาพที่เราฝันไว้มันพังทลายลงมา โทษตัวเองทุกอย่างมันเกิดอะไรขึ้น มันเครียดมาก จนอยู่ดีๆ ก็ไม่ไหว มันจะอ้วก เลยต้องเอาตัวไปหาหมอ ก็เอ๊ะ กูบ้าหรือเปล่า ทำไมต้องคุยกับจิตแพทย์ หมอก็สั่งยามาให้กิน ยาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่หาย ถ้าไม่มียาผมก็ใช้ชีวิตลำบากเหมือนกันนะ ยาไปเคลียร์เคมีบางอย่างที่มันวนให้มันไม่วน ให้มันรีแล็กซ์บ้างแล้ว ถึงจุดนึงมันก็ได้ แต่ไม่ได้หายร้อยเปอร์เซ็นต์”

โดนยาไป มีอาการซึมๆ อยากนอนมั้ย?

“ไม่นะ มันแล้วแต่ยาและอาการของแต่ละคน ถ้าเป็นหนักหน่อยก็อาจต้องถูกสะกดด้วยยาที่แรงขึ้น แต่ของผมเป็นยาเบสิกที่ให้ภาวะความเครียดไม่วนๆ ทำให้เรารู้สึกสดชื่นมากขึ้น มีแรงทำอะไรมากขึ้น รู้สึกไม่จมปลักกับปัญหาที่เราติดอยู่”

รักษานานมั้ย?

“สองปีกว่าเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้หายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่ตอนนี้ที่คุยกัน ผมกลับมาแล้ว ผมหายร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เลิกยาหมดแล้ว มันเกิดจากเมนเทิลข้างใน ผมได้ไปเจอวิธีการบำบัดมาอันนึงที่ผมพูดไม่ได้ สิ่งนั้นทำให้ผมสลัดทุกอย่างที่ติดอยู่ช่วงปลายของการกินยา ผมไปเจอการบำบัดตัวนี้มา พอหลุดออกมาแล้ว ผมมองเข้าไปในตัวเองมากขึ้นว่าเราเป็นใครวะ เราจะแก้ปัญหายังไงในชีวิต ทำไมวะ เราเป็นเดอะแบก แต่ไม่เคยได้รับการกอด ขอบคุณนะบอย ขอบคุณมากที่ดูแลกัน รอบตัวเต็มไปหมด แล้วผมเจอสิ่งนั้น ว่าจริงๆ แล้วกำลังใจมันสำคัญ เราเลยต้องขอบคุณตัวเองไง มึงเก่งบอย ที่ทำได้ ไม่มีใครพูด เราต้องพูดขอบคุณตัวเอง”

ล่าสุดผ่อนบ้านหมดแล้ว จากที่ทำงานในวงการบันเทิงอย่างเดียว ตอนนี้ทำงานประจำแล้วด้วย?

“ผมไปทำงานที่รพ.มาสเตอร์พีซ เป็นรพ.ศัลยกรรม มีโอกาสได้คุยกับหมอเส (นพ.ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล) หมอเสก็ชวนว่าพี่บอยอยากลองทำอะไรกันดูมั้ย เผื่อเราทำงานด้วยกันได้ ก็ได้คุยกับรพ.เอง เราก็เลยลองไปทำดู เข้าอาทิตย์นึง 3-4 วัน ที่เหลือก็รับงานในวงการบันเทิงไป ปลาก็ขายอยู่ ม่อนบอยก็ยังมี ตอนนี้หลักๆ ธุรกิจที่มีอยู่คือบริษัททัวร์ ก็ยังทำอยู่ ไปดูในอินสตาแกรม หรือแฟนเพจได้ ม่อนบอยก็ยังขายอยู่ ตอนนี้ผมยังอยู่ในวงการบันเทิงนี่แหละ ยังทำทุกอย่างที่จ้างเข้ามา แล้วถ้าใครสนใจอยากไปทำศัลยกรรมเสริมสวยก็เชิญไปที่รพ.มาสเตอร์พีซได้เลย เดี๋ยวดูแลให้”

พลอย หอวัง เผยเหตุผลแต่งงานสายฟ้าแลบ กับ เต Three Man Down

พลอย หอวัง เผยเหตุผลแต่งงานสายฟ้าแลบ กับ เต Three Man Down

พลอย หอวัง เผยเหตุผลแต่งงานสายฟ้าแลบ กับ เต Three Man Down

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.53 น.

หลังสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนๆ ด้วยข่าวดีการเข้าพิธีหมั้นและจดทะเบียนสมรส ล่าสุด “พลอย หอวัง” ได้ออกมาเปิดใจถึงเบื้องหลังการตัดสินใจแต่งงานฟ้าแลบกับ เต ธนันท์ วงศ์ปรีชาโชค มือกลองวง Three Man Down ผ่านคลิปบนโซเชียลส่วนตัว

       โดยพลอยเผยว่า เดิมทีไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแต่งงาน และยิ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่ทุกอย่างเริ่มต้นจากบทสนทนาหลังจบคอนเสิร์ต เมื่อฝ่ายชายพูดถึงอนาคตและความฝันว่าอยากมีลูก เพื่อได้อุ้มลูกไปดูคอนเสิร์ตในวันที่ยังมีแรงเล่นดนตรีอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าไม่ใช่ตอนนี้ พลอยจะแก่ไปแล้ว ก็เลยคิดว่าต้องเป็นตอนนี้แหละ

จากนั้นทั้งคู่ได้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการมีบุตร เนื่องจากพลอยเคยฝากไข่ไว้ก่อนหน้านี้ แต่กลับพบว่ายังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงกลายเป็นจุดที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจเร่งดำเนินการเรื่องกฎหมายควบคู่ไปด้วย

       พลอยยังเผยอีกว่า ฤกษ์จดทะเบียนคือวันที่ 22 เมษายน ทำให้ต้องเตรียมทุกอย่างอย่างเร่งด่วน โดยมีเวลาเตรียมงานเพียงประมาณ 1 เดือนครึ่งเท่านั้น

       อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ตั้งใจจะลองมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติก่อน ท่ามกลางกำลังใจและคำยินดีจากแฟนๆ ที่ส่งเข้ามาอย่างล้นหลาม ถือเป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่เริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยเหตุผลเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

ทะเลลุกเป็นไฟ! หนูนา หนึ่งธิดา เสิร์ฟความสดใสปนแซ่บในวันพีชสีแดง

ทะเลลุกเป็นไฟ! หนูนา หนึ่งธิดา เสิร์ฟความสดใสปนแซ่บในวันพีชสีแดง

ทะเลลุกเป็นไฟ! หนูนา หนึ่งธิดา เสิร์ฟความสดใสปนแซ่บในวันพีชสีแดง

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

26 เมษายน 2569 ทำเอาแฟนๆ ฮือฮากันไม่น้อย เมื่อ “หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ” นักแสดงและนักร้องสาวเสียงใส ขอเปลี่ยนลุคจากสาวเรียบร้อย มาเป็นสาวแซ่บสะกดสายตา กับภาพล่าสุดริมทะเล

       โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพผ่านโซเชียลส่วนตัว สวมชุดว่ายน้ำวันพีชสีแดงสดใส อวดความสดใสและความเซ็กซี่เบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศทะเลสุดชิล พร้อมแคปชั่นสุดน่ารักว่า “The little mermaid เงือกสาวภาค2 มาเสริฟแล้วค่ะ” งานนี้แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันรัวๆ ชื่นชมความสวยและความน่ารักที่ผสมความแซ่บได้อย่างลงตัว

ขอบคุณภาพจาก : @noona_nuengtida

แฟนคลับแห่คอมเมนต์! หงา คาราวาน แต่งกลอนเพื่อประกาศขายที่ดิน

แฟนคลับแห่คอมเมนต์! หงา คาราวาน แต่งกลอนเพื่อประกาศขายที่ดิน

แฟนคลับแห่คอมเมนต์! หงา คาราวาน แต่งกลอนเพื่อประกาศขายที่ดิน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ทำเอาแฟนเพลงและชาวโซเชียลฮือฮาไม่น้อย เมื่อ สุรชัย จันทิมาธร หรือ “หงา คาราวาน” ศิลปินระดับตำนานเพื่อชีวิต ออกมาโพสต์ประกาศขายที่ดินในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านโซเชียลส่วนตัว โดยยังคงเอกลักษณ์ด้วยการเขียนข้อความเป็นบทกลอน

โดยระบุว่า ใครมีเงินเผื่อแผ่แก่ฉันบ้าง
มีที่ทางอยากขายปายแม่ฮ่องสอน
แหล่งท่องเที่ยวไม่ห่างทางสัญจร
ฉันเดือดร้อนสุดสุดใบครุฑแดง

#1ไร่2งาน48ตารางวา

ภายหลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก ทั้งสอบถามราคา ขอรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงช่วยแชร์โพสต์ออกไปเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันหลายคนยังชื่นชมสไตล์การประกาศขายที่ดินของหงา ที่ยังคงความเป็นศิลปินด้วยการถ่ายทอดเป็นบทกลอน

ขอบคุณที่มา : สุรชัย จันทิมาธร

เจนสุดา โพสต์เดือด! จวกคนวางแผนโกงเพื่อนไม่ควรให้อภัย

เจนสุดา โพสต์เดือด! จวกคนวางแผนโกงเพื่อนไม่ควรให้อภัย

เจนสุดา โพสต์เดือด! จวกคนวางแผนโกงเพื่อนไม่ควรให้อภัย

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

26 เมษายน 2569 ทำเอาหลายคนจับตาไม่น้อย เมื่อ “เจนสุดา ปานโต” นักแสดงสาวชื่อดัง ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสตอรี่บน Instagram ร่ายยาว หลังเผชิญเหตุการณ์ถูกโกงและหักหลังจากเพื่อนสนิท

โดยเจ้าระบุว่า “คนล้ม = สามารถให้อภัยได้
แต่คนวางแผนการโกงเพื่อนสนิทแบบแยบยล = ไม่น่าให้อภัยและควรได้รับผลกรรมและโทษตามกฎหมาย ถ้าเรื่องไม่แดง เราไม่จับได้ แผนการโกงนี้คงดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด และผู้เสียหายจะมากขึ้นอีกเท่าไหร่ ใครไม่อยู่ตรงจุดพวกเราไม่มีทางเข้าใจหรอกค่ะ


โอกาสครั้งหนึ่งเคยมีให้แล้ว แต่มันได้หมดลง หลังจากที่พวกเรารับรู้อะไรมาเพิ่มอีกมากมาย มันไม่เพียงการโกง มันคือการหักหลัง ปั่นหัว และโกหกในหลายๆ เรื่องอีกมากมายในวงเพื่อนและธุรกิจ แล้วคุณแทบไม่ได้อยู่ตรงจุดที่พวกเราเคยประสบมาในหลายปีนี้ หยุดการกระทำหรือคำพูด ที่ดูยกตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น

*ขอย้ำอีกครั้งนะคะ คนล้มเราควรให้โอกาส = เห็นด้วยคะ
คนวางแผนฉ้อโกงซ้ำซาก = ควรเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย


เมื่อถึงวันที่ทุกอย่างจบลง จะออกมาพูดรายละเอียดทุกอย่าง ทั้งหมด ให้สังคมได้รับทราบ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้กันนะคะ เชื่อเถอะคะ


กรรม = มีจริง #แก้ผิดให้เป็นถูก #เป็นคนดีกี่โมง”

ขอบคุณที่มา @janesuda

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

​‘เยลลี่ดูแลช่องปากแมว’ ผลงานนิสิต จุฬาฯ คว้าทุน ‘TED Youth Startup Fund’

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีม Kissy Meow ประกอบด้วย กานต์สิณี ทวีทรัพย์ประทาน เกริกกนก เตละวานิช ขวัญชนก ฤทธิทิศ ซาอัด หะยีมัด และวรัญญา พานิชนาวา คว้าทุนสนับสนุนสำหรับยุววิสาหกิจเริ่มต้น โครงการ TED Youth Startup Fund – IDEATION Program โดย CU Innovation Hub มูลค่า 150,000 บาท จากผลงานนวัตกรรม “เยลลี่ดูแลสุขภาพช่องปากน้องเหมียว” ซึ่งมีความโดดเด่นที่การใช้เปลือกไข่นกกระทาซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและยังไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคเกษตรและผู้บริโภค

เกริกกนก เตละวานิช หนึ่งในนิสิตทีม Kissy Meow เปิดเผยถึงแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ว่า เริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพช่องปากของแมว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญอันดับต้นๆของน้องแมว แต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมักไม่สามารถดูแลได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการแปรงฟันทำได้ยาก ทีมของเราจึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบ “เยลลี่” ที่แมวสามารถเคี้ยวได้ง่าย ช่วยเพิ่มการเข้าถึงซอกฟัน และยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของสารสำคัญ โดยใช้ไบโอแคลเซียม จากเปลือกไข่นกกระทาเป็นส่วนผสมหลัก ร่วมกับสารสกัดปาเปนจากมะละกอที่ช่วยย่อยสลายคราบโปรตีน และฟลาโวนอยด์จากใบสะระแหน่ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและลดกลิ่นปาก

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่นวัตกรรม Triple Encapsulation ที่ช่วยให้สารสำคัญทั้ง 3 ชนิดทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่อยๆปลดปล่อยสารและเคลือบผิวฟัน ช่วยลดคราบพลัคและแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการใช้ไบโอแคลเซียมจากเปลือกไข่นกกระทายังถือเป็นความแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาด รวมถึงการพัฒนาในรูปแบบเยลลี่ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสัตว์เลี้ยงทั่วไป

“นวัตกรรมดังกล่าวตอบโจทย์เทรนด์ตลาดสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงแมวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มูลค่าตลาดขยายตัวเฉลี่ยราว 15% ต่อปี สะท้อนโอกาสทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงในอนาคต ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ยังมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีในท้องตลาด ทั้งการนำเทคโนโลยีเอนแคปซูเลชันมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารสำคัญ รวมถึงการเลือกใช้ไบโอแคลเซียมจากเปลือกไข่นกกระทาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งยังไม่เคยมีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มาก่อน นอกจากช่วยยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และสร้างโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกร” เกริกกนก กล่าว

ภายหลังได้รับทุน ทีม Kissy Meow มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) ร่วมกับนักวิจัยและโรงงานผู้ผลิต รวมถึงทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มผู้ใช้งานจริง ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และการยอมรับของแมวซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความเลือกกินสูง นอกจากนี้ยังมีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในอนาคต และต่อยอดสู่การขอรับทุนในระดับถัดไป

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คณะเกษตรบูรณาการ จุฬาฯ Facebook : https://web.facebook.com/CU.iAgri , Website : https://www.cusar.chula.ac.th/ , CU Innovation Hub Facebook : https://web.facebook.com/cuihub , Website :  https://cuihub.chula.ac.th/

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จนท.ที่ได้รับบาดเจ็บ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลกองร้อยลาดตระเวน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ พันจ่าเอก อภิสิทธิ์ ศรัทธาธรรม ,พันจ่าเอก เสกสรร ศรีอ่อน ,จ่าเอก ชนะศักดิ์ มั่นชาติ และจ่าเอก กฤษนัย บุดดี กำลังพลกองร้อยลาดตระเวน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่เหตุเกิดบริเวณ พื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านปาโฮ๊ะแฮ ตำบลบาโลย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ กำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

โพล 2 สำนัก ชี้ ‘เอกนัฏ’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ปชช.พอใจ-เชื่อมั่นแก้พลังงาน

โพล 2 สำนัก ชี้ 'เอกนัฏ' ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ปชช.พอใจ-เชื่อมั่นแก้พลังงาน

โพล 2 สำนัก ชี้ ‘เอกนัฏ’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ปชช.พอใจ-เชื่อมั่นแก้พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

โพล 2 สำนัก ชี้ ‘เอกนัฏ’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ–เชื่อมั่นมาตรการแก้ปัญหาพลังงาน ช่วยลดภาระค่าครองชีพกลายเป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของรัฐบาล

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจาก 2 สำนักวิจัยสำคัญ สะท้อนแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันว่า การทำงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำลังได้รับความเชื่อมั่นและความพึงพอใจจากประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมถูกจับตามองในฐานะ “รัฐมนตรีรุ่นใหม่” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประเทศ

โดยผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐมนตรีพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 67.9 ระบุว่า “เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด” และเมื่อรวมกับกลุ่มที่เชื่อมั่นในระดับปานกลาง ทำให้สัดส่วนความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ขณะเดียวกัน ประชาชนยังมีความคาดหวังต่อการแก้ไขปัญหาพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 89.6 ต้องการให้มีการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 84.3 ต้องการให้มีการเปิดเผยโครงสร้างราคาพลังงานอย่างโปร่งใส สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ “สยามเทคโนโพล” โดยวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลงานของรัฐมนตรีพลังงานในหลายมิติ โดยเฉพาะการลดค่าไฟและค่าน้ำมันซึ่งมีสัดส่วนความพึงพอใจร้อยละ 65.1 รวมถึงภาพลักษณ์การทำงานเชิงรุก กล้าคิด กล้าทำ และตัดสินใจรวดเร็วที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 61.4 มีความต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในส่วนของความพึงพอใจต่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ โดยร้อยละ 65.3 พึงพอใจต่อมาตรการลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน และการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ขณะที่นโยบายต่างประเทศและการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลก็ได้รับการประเมินในเชิงบวกเช่นกัน

ผลสำรวจทั้งสองสำนักสะท้อนภาพเดียวกันว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ระดับความคาดหวังของประชาชนยังคงสูง โดยเฉพาะในประเด็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและการสร้างความเป็นธรรมในระบบพลังงาน

ทั้งนี้ ผลโพลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจและความไว้วางใจจากประชาชน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานซึ่งเป็น “หัวใจของค่าครองชีพ” ในปัจจุบัน โดยหากสามารถแปลงความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลในระยะยาว