“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

"มิน อ่อง หล่าย" สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

10 เม.ย. 2569 12:03 น.

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสืบทอดอำนาจในฐานะผู้นำพลเรือน หลังจากที่เขาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมส่งสารแสดงความยินดี

ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ มิน อ่อง หล่าย ในวัย 69 ปี ได้กล่าวคำสาบานตนว่าจะ “มุ่งมั่นส่งเสริมหลักการแห่งยุติธรรม เสรีภาพ และความเท่าเทียม” พร้อมประกาศอุทิศตนเพื่อรับใช้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยเขาได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อมาบริหารงานในฐานะประธานาธิบดีของรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในสัปดาห์หน้า

บรรยากาศโดยรอบสถานที่จัดงานเต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด มีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดลาดตระเวนรอบโรงแรม และมีการตั้งด่านตรวจหนาแน่นรอบอาคารรัฐสภา

มิน อ่อง หล่าย กล่าวในสุนทรพจน์ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที และมีแขกต่างชาติเข้าร่วมกว่า 50 คนว่า “เมียนมากำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแล้ว แต่รัฐบาลใหม่ยังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากมายที่ต้องเอาชนะ” และกล่าวว่า “รัฐบาลใหม่จะดำเนินการตามแผนงานบนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ  สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือประชาธิปไตยและสันติภาพ” 

เขากล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า “เราจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติกับอาเซียน”

แม้ทางการจะโฆษณาว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลุ่มจับตามองสิทธิมนุษยชนระบุว่านี่เป็นเพียงการเลือกตั้งจอมปลอม โดยรัฐมนตรี 30 รายที่สาบานตนพร้อมกัน กว่า 2 ใน 3 เป็นทหาร ทั้งที่ยังคงรับราชการและเกษียณอายุแล้ว ส่วนรัฐมนตรีมากกว่า 10 คน เป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้สั่งห้ามพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี เข้าร่วม และไม่มีการลงคะแนนในหลายพื้นที่ซึ่งยังคงมีการสู้รบกับกลุ่มต่อต้าน

นักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้าง “ความชอบธรรมแบบเปลือกนอก” เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในพิธีสาบานตนมีตัวแทนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไทย จีน และอินเดีย เข้าร่วมด้วย

สื่อของรัฐบาลเมียนมารายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ส่งสารแสดงความยินดี โดยเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่จีนถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ และเตรียมรื้อฟื้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เคยหยุดชะงักไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยยังคงยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งภายในประเทศได้ ตราบใดที่ผู้นำยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Reuters

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ "ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ" สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

10 เม.ย. 2569 11:34 น.

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งยกเลิกระบบการลงทะเบียนเกณฑ์ทหารด้วยตนเองแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 50 ปี เปลี่ยนมาใช้ระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติเพื่อลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระดมพลท่ามกลางสถานการณ์โลกตึงเครียด ขณะที่สังคมเริ่มกังวลอาจเป็นสัญญาณรื้อฟื้นการบังคับเกณฑ์ทหารในอนาคต

ชายชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี อาจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลผู้มีสิทธิถูกเรียกเกณฑ์ทหารโดยอัตโนมัติอย่างเร็วที่สุดในเดือนธันวาคมนี้ หลังมีการเสนอระเบียบใหม่เพื่อปรับปรุงระบบการลงทะเบียนจากเดิมที่บุคคลต้องดำเนินการด้วยตนเองภายใน 30 วันหลังอายุครบ 18 ปี ให้กลายเป็นการลงทะเบียนผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ

สำนักงานทะเบียนการเกณฑ์ทหาร ได้เสนอแผนนี้ต่อสำนักงานสารสนเทศและกำกับดูแลกฎระเบียบเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ที่เดิมต้องใช้ไปกับการโฆษณาและการแจ้งเตือนประชาชนให้มาลงทะเบียนตามกฎหมาย

สส. คริสซี ฮูลาฮาน จากพรรคเดโมแครต ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปใช้ในการเตรียมความพร้อมและการระดมพลได้โดยตรง แทนที่จะเสียเงินไปกับการจัดทำแคมเปญการศึกษาและโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิม

แม้ในปัจจุบันเกือบทุกรัฐในสหรัฐฯ จะมีการลงทะเบียนให้อัตโนมัติเมื่อขอทำใบขับขี่ แต่พบว่าอัตราการปฏิบัติตามกฎหมายในปี 2024 ลดลงเหลือเพียง 81% โดยตามกฎหมายสหรัฐฯ ชายที่ไม่ลงทะเบียนอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี แม้ในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม รวมถึงไม่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจากรัฐบาลได้ และหมดสิทธิ์รับราชการในหน่วยงานรัฐ และสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยในสหรัฐฯ หากไม่ลงทะเบียนอาจถูกปฏิเสธการขอสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น หลายฝ่ายกลัวว่านี่คือการปูทางไปสู่การบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งสหรัฐฯ เคยใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1973 ในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบอาสาสมัครทั้งหมด

ด้านนางคาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ตอบคำถามผ่านสื่อฟ็อกซ์นิวส์ถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารบกบุกอิหร่านและการเกณฑ์ทหารว่า “ในปัจจุบันยังไม่อยู่ในแผนงาน แต่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องเปิดทางเลือกไว้เพื่อความเหมาะสม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องประชาชนและกองทัพอเมริกัน”

ปัจจุบัน กฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของกฎหมายงบประมาณกลาโหม และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายก่อนเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงปลายปี 2026 นี้.

ที่มา BBC

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

10 เม.ย. 2569 11:03 น.

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

IMF หั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก เตือนต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายสะดุด ฉุดการเติบโต พร้อมอาจต้องอัดฉีดช่วยสูงสุด 5 หมื่นล้านดอลลาร์

วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีดีที่สุด โลกก็ไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติเดิมได้ง่าย เนื่องจากผลกระทบเชิงลึกจากสงคราม ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นตลาดที่ลดลง

ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในพื้นที่สู้รบอาจหดตัวลงราว 3% ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และอาจฟื้นตัวได้ช้าในระยะยาว พร้อมคาดว่า ความต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 แสนล้าน–1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

ขณะเดียวกัน นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่มั่นคงด้านอาหารอาจกระทบประชาชนอย่างน้อย 45 ล้านคน ซึ่งทางธนาคารโลกอาจสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือเร่งด่วนได้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาว หากมีความจำเป็น.

ที่มา AFP

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

10 เม.ย. 2569 11:02 น.

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนระบายน้ำมันสำรองเพิ่มเทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่มต้นเร็วสุดต้นเดือนพฤษภาคม หวังรักษาเสถียรภาพพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้วก็ตาม

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงในที่ประชุมรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มเทียบเท่าการใช้ 20 วัน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าอิหร่านจะกลับมาเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกเมื่อใด แม้ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ตาม แต่ดูเหมือนสถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการใหม่นี้จะต่อยอดจากการระบายน้ำมันสำรองเดิม เทียบเท่าการใช้จำนวน 50 วัน ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันจากคลังสำรองของรัฐ ภาคเอกชน และความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ นายกฯ ทาคาอิจิ ย้ำว่า “รัฐบาลจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าญี่ปุ่นจะมีอุปทานน้ำมันดิบที่มั่นคง” และระบุว่าปริมาณสำรองปัจจุบันเพียงพอที่จะใช้ไปจนถึงปีหน้า

นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนในภาคส่วนเฉพาะทางที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตขนส่ง ได้แก่การเร่งจัดหาทินเนอร์ผสมสีที่เริ่มขาดตลาดในอุตสาหกรรมก่อสร้างและซ่อมรถยนต์ และการประคองปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิตชาเขียว

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% และเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขู่ใช้วิธีทำลายโครงสร้างพื้นฐานหากอิหร่านไม่เปิดเส้นทางเดินเรือ จนนำไปสู่การหยุดยิงชั่วคราว แต่การที่ความขัดแย้งในเลบานอนยังไม่ยุติ ทำให้ญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้.

ที่มา KYODO NEWS

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ “ฮอร์มุซ”

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ "ฮอร์มุซ"

10 เม.ย. 2569 10:54 น.

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ “ฮอร์มุซ”

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมส่งทูตพิเศษเดินทางไปยังอิหร่าน เจรจาเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่สร้างความมั่นใจต่อการสัญจรผ่านทาง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า ได้แต่งตั้ง ชอง บยอง-ฮา อดีตเอกอัครราชทูตประจำคูเวต และผู้แทนด้านความร่วมมือขั้วโลก เป็นทูตพิเศษ เพื่อเดินทางไปกรุงเตหะรานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ โช ฮยอน กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี 

โดยระหว่างการเยือน เกาหลีใต้หวังจะหารือกับอิหร่านในหลายประเด็น ทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง ความปลอดภัยของพลเมือง เรือ และลูกเรือ รวมถึงเงื่อนไขการผ่านเส้นทางเดินเรือ

ปัจจุบัน มีเรือสัญชาติเกาหลีใต้รวม 26 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน ไม่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

ผู้บริหารบริษัทเดินเรือและนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้การเดินเรือในพื้นที่มีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเป็นประเทศที่มีบทบาทด้านความมั่นคง โดยมีทหารสหรัฐฯ ประจำการราว 28,000 นาย เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ จึงต้องจับตาดูผลการหารือในครั้งนี้ว่าจะออกมาในทิศทางใด.

ที่มา : CNN

ผู้บริหารน้ำมันอาบูดาบีจี้อิหร่านเปิดเส้นทางทันที ชี้ฮอร์มุซถูกคุมเข้ม เสี่ยงกระทบพลังงานโลก

ผู้บริหารน้ำมันอาบูดาบีจี้อิหร่านเปิดเส้นทางทันที ชี้ฮอร์มุซถูกคุมเข้ม เสี่ยงกระทบพลังงานโลก

10 เม.ย. 2569 10:03 น.

ผู้บริหารน้ำมันอาบูดาบีจี้อิหร่านเปิดเส้นทางทันที ชี้ฮอร์มุซถูกคุมเข้ม เสี่ยงกระทบพลังงานโลก

สุลต่าน อัล จาเบอร์ ผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี ออกโรงเรียกร้องให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือ “โดยไม่มีเงื่อนไข” ทันที หลังช่องแคบพลังงานสำคัญของโลกยังคงถูกควบคุมและจำกัด

สุลต่าน อัล จาเบอร์ ผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี Abu Dhabi National Oil Company (ADNOC) และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกยังไม่สามารถเปิดใช้งานตามปกติ และการผ่านเส้นทางดังกล่าวขึ้นอยู่กับ เงื่อนไข การอนุญาต และแรงกดดันทางการเมือง จากอิหร่าน พร้อมประณามว่านี่ไม่ใช่เสรีภาพในการเดินเรือ แต่เป็นการบีบบังคับ

อัล จาเบอร์ยังเรียกร้องให้อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า การปิดหรือควบคุมช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

เขาระบุว่า ช่องแคบดังกล่าวต้องเปิด เต็มรูปแบบ ไม่มีเงื่อนไข และไร้ข้อจำกัด เนื่องจากความมั่นคงด้านพลังงานโลกขึ้นอยู่กับเส้นทางนี้ และก่อนเกิดสงคราม เส้นทางนี้ถือเป็นน่านน้ำสากลที่เปิดเสรี

รายงานของ Reuters ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันของยูเออีลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง

แม้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยพยุงรายได้ แต่ปริมาณการผลิตที่ลดลงทำให้ตลาดพลังงานโลกเริ่มตึงตัว ขณะที่มีเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 230 ลำ บรรทุกสินค้าเตรียมรอออกเดินทาง แต่ยังไม่สามารถผ่านช่องแคบได้

นอกจากยูเออีแล้ว โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และบาห์เรน ก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีเช่นกัน

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ต้องเร่งเปิดเส้นทางเดินเรือ เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจ ที่อาจลุกลามทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือให้ข้อมูลกับ CNN ว่า ความไม่แน่นอนของข้อตกลงหยุดยิง ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังมีความเสี่ยงสูง

ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า การผ่านเส้นทางดังกล่าวต้องประสานกับกองกำลังของอิหร่าน และอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางเทคนิค โดยยังไม่มีแผนชัดเจนในการรับประกันความปลอดภัยของการเดินเรือ ทำให้เรือแต่ละลำยังต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป.

ที่มา : reuters

ศาลอิสราเอล เปิดไต่สวนคดี “เนทันยาฮู” คอร์รัปชั่น อีกครั้งหลังหยุดพักไปช่วงสงคราม

ศาลอิสราเอล เปิดไต่สวนคดี "เนทันยาฮู" คอร์รัปชั่น อีกครั้งหลังหยุดพักไปช่วงสงคราม

10 เม.ย. 2569 09:41 น.

ศาลอิสราเอล เปิดไต่สวนคดี “เนทันยาฮู” คอร์รัปชั่น อีกครั้งหลังหยุดพักไปช่วงสงคราม

ศาลอิสราเอลยกเลิกมาตรการฉุกเฉิน เปิดพิจารณาคดีคอร์รัปชั่นนายกรัฐมนตรี “เบนจามิน เนทันยาฮู” ต่อ หลังถูกระงับชั่วคราวจากสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน 

วันที่ 10 เมษายน 2569 การพิจารณาคดีทุจริตของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีกำหนดกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในวันอาทิตย์นี้ หลังถูกระงับชั่วคราวจากสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน โดยศาลแขวงกรุงเยรูซาเล็ม กำหนดนัดไต่สวนในเวลา 09.30 น. เพื่อรับฟังพยานฝ่ายจำเลย โดยถือเป็นการกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปกติ หลังศาลยุติระบบสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จำกัดเฉพาะคดีเร่งด่วนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมอิสราเอลได้ใช้มาตรการพิเศษตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้คดีอาญาและคดีแพ่งส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงัก โดยการพิจารณาคดีครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาดำเนินกระบวนการต่อจากช่วงก่อนสงคราม โดยยังอยู่ในขั้นตอนการสอบค้าน ไม่ใช่การเริ่มต้นคดีใหม่

ทั้งนี้ นายเนทันยาฮูถูกตั้งข้อหาในปี 2562 และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเขาเริ่มขึ้นให้การในศาลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และถูกอัยการเริ่มสอบค้านตั้งแต่กลางปี 2568 ครอบคลุมข้อกล่าวหาหลายคดี ได้แก่ คดี 1000, 2000 และ 4000 โดยเฉพาะคดี 4000 หรือคดีเบเซก-วาลลา ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรับสินบน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในอิสราเอล เนื่องจากเกี่ยวพันกับคำถามสำคัญทางการเมืองว่า ผู้นำประเทศที่กำลังเผชิญคดีอาญาควรดำรงตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่ยังตึงเครียด.

ที่มา The Jerusalem Post

“เมลาเนีย ทรัมป์” แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน พร้อมเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส

"เมลาเนีย ทรัมป์" แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน พร้อมเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส

10 เม.ย. 2569 08:34 น.

“เมลาเนีย ทรัมป์” แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน พร้อมเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส

“เมลาเนีย ทรัมป์” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ย้ำไม่เกี่ยวข้องคดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ค้ามนุษย์ทางเพศ พร้อมเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส

วันที่ 10 เมษายน 2569 นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ แถลงปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ถูกกล่าวหาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงเธอกับเอปสตีนควรยุติลงได้แล้ว

ในการแถลงที่ทำเนียบขาว นางเมลาเนียระบุว่า เคยเพียงพบนายเอปสตีนแบบผ่านๆ ในปี 2543 และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับรู้การกระทำผิดใดๆ

พร้อมกันนี้ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดการไต่สวน เพื่อเปิดโอกาสให้เหยื่อในคดีนี้ได้ให้การอย่างเป็นทางการภายใต้คำสาบาน ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับเสียงตอบรับจากฝ่ายการเมืองบางส่วน โดยนายโรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแคลิฟอร์เนีย แสดงความเห็นด้วยและเรียกร้องให้มีการจัดการไต่สวนโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เสียหายและครอบครัวบางส่วนออกมาแสดงความกังวลว่า การเรียกร้องดังกล่าวอาจเป็นการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบ พร้อมระบุว่าเหยื่อได้ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาแล้วอย่างเต็มที่

นอกจากนี้นางเมลาเนีย ทรัมป์ ยังปฏิเสธข่าวลือที่ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ สามีของเธอได้รู้จักกับเธอผ่านเอปสตีน โดยระบุว่าเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าไม่รู้จักนางกีสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้ต้องโทษในคดีเดียวกัน โดยย้ำว่าอีเมลที่เคยมีการเผยแพร่ออกมานั้นเป็นเพียงการติดต่อทั่วไปเท่านั้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานางเมลาเนีย ทรัมป์ ไม่ค่อยออกมาปรากฎตัวต่อสาธารณชน โดยเชื่อว่าการออกมาปกป้องตัวเองในครั้งนี้มีแนวโน้มจะจุดกระแสถกเถียงอีกครั้งเกี่ยวกับการสอบสวนคดีเอปสตีนและการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา BBC

ผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศชัยชนะเหนือสหรัฐฯ-อิสราเอล ลั่นเข้าสู่ “ยุคใหม่” คุมช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศชัยชนะเหนือสหรัฐฯ-อิสราเอล ลั่นเข้าสู่ “ยุคใหม่” คุมช่องแคบฮอร์มุซ

10 เม.ย. 2569 08:24 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศชัยชนะเหนือสหรัฐฯ-อิสราเอล ลั่นเข้าสู่ “ยุคใหม่” คุมช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ออกแถลงการณ์สำคัญผ่านโทรทัศน์ของรัฐ ประกาศอิหร่านได้รับชัยชนะเหนือสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล พร้อมประกาศก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ของการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ 

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุว่า อิหร่านไม่เคยต้องการสงคราม แต่จะไม่ยอมสละสิทธิ์อันชอบธรรม พร้อมย้ำว่าทุกแนวร่วมต่อต้านถือเป็นหนึ่งเดียวกัน และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่แห่งอำนาจของอิหร่าน

คำแถลงยังอ้างว่า ความผิดพลาดของฝ่ายศัตรู ทำให้ช่วงปลายปีอิหร่าน (ก.พ.-มี.ค. 2026) กลายเป็น จุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่ยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลก

ผู้นำอิหร่านยังเรียกร้องให้ประชาชนช่วยเหลือกัน เพื่อลดแรงกดดันจากภาวะขาดแคลนที่เป็นผลพวงจากสงคราม พร้อมระบุว่า แม้จะมีช่วงเวลาที่กองทัพต้องนิ่งเงียบ หรือหยุดปฏิบัติการ แต่ภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญในพื้นที่ต่างๆ

คาเมเนอียังยืนยันว่า อิหร่านจะไม่ปล่อยผู้ที่โจมตีประเทศลอยนวล และจะเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย รวมถึง ราคาของการสละเลือดของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทั้งหมด

ในถ้อยแถลง ผู้นำอิหร่านยังส่งสารถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเตือนให้ระวังคำสัญญาจอมปลอม จากมหาอำนาจ พร้อมเรียกร้องให้ยืนอยู่ในจุดที่ถูกต้อง และร่วมมือกับอิหร่าน

สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยสหรัฐฯ กดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก

ทั้งนี้ การเจรจาถาวรมีกำหนดเริ่มขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยมี เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน.

ที่มา : AP

ชาวอิหร่านทั่วประเทศร่วมรำลึก 40 วัน การเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

ชาวอิหร่านทั่วประเทศร่วมรำลึก 40 วัน การเสียชีวิตของ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี"

10 เม.ย. 2569 08:20 น.

ชาวอิหร่านทั่วประเทศร่วมรำลึก 40 วัน การเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

ชาวอิหร่านทั่วประเทศร่วมรำลึก 40 วันการเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ตามธรรมเนียมชีอะห์ ขณะผู้นำประเทศเข้าร่วมพิธี

วันที่ 9 เมษายน 2569 ประชาชนในอิหร่านจำนวนมากออกมาร่วมพิธีรำลึกครบ 40 วันการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ ซึ่งถูกสังหารจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

พิธีจัดขึ้นทั่วประเทศโดยเฉพาะในกรุงเตหะราน มีผู้คนจำนวนมากรวมตัวเดินขบวนไปยังสถานที่ซึ่งคาเมเนอีถูกโจมตี พร้อมถือธงชาติอิหร่านและภาพของผู้นำผู้ล่วงลับ รายงานระบุว่านายมาซูด เปเรสเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกด้วย 

ขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความตึงเครียดทางการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ การจัดพิธีครบ 40 วันถือเป็นธรรมเนียมสำคัญในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการรำลึกผู้เสียชีวิตในช่วงเวลานี้.

ที่มา AP